คุณจะกลายเป็นคนโง่ทันที เมื่อคิดว่า ปตท. คือกล่องดวงใจทักษิณ

ข้อความสุดแสนมโน ไม่ต้องคิดจะปองดองได้เด็ดขาด ถ้าคิดแชร์เลย โดยไม่หาข้อมูลเพิ่มเติม



ปตท.เคยเป็นทรัพย์สินของรัฐ ใช่หรือไม่?


ทุกวันนี้ก็ยังเป็น แถมตรวจสอบง่าย โดยอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ แถมยังเป็นรัฐวิสาหกิจอีกต่างหาก



ปตท.ถูกแปรรูปสมัยทักษิณ เป็นนายกใช่หรือไม่?

ไม่ใช่แน่นอน



การแปรรูป ปตท. เริ่มจาก เมื่อวันที่ 11 เมษายน 2544 คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ รับทราบผลการประชุมการระดมความคิดเห็นเพื่อกำหนดแนวทางการพัฒนาตลาดทุน ซึ่งเห็นชอบแผนเตรียมความพร้อมในการนำรัฐวิสาหกิจเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ โดยในจำนวนนี้มี การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย (ปตท.) ซึ่งที่ประชุมเห็นชอบที่จะนำเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ อย่างช้าภายในเดือนพฤศจิกายน 2544

หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ร่วมกันหารือถึงการกำหนดโครงสร้างและขั้นตอนในการแปรสภาพ ปตท. เป็น บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) โดยอาศัยพระราชบัญญัติทุนรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. 2542 เพื่อให้บรรลุเป้าหมายของรัฐบาลที่ต้องการนำ ปตท. เข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ ภายในปี 2544



หุ้นถูกจัดสรรหมดภายใน77 วินาที ใช่หรือไม่?

เรื่องการขายหุ้น ปตท. นี้ เป็นที่กังขาด่าทอของหลายฝ่าย โดยเฉพาะประเด็นที่ว่า ขายหมดในเวลา 1 นาที 17 วินาที กับมีผู้จองซื้อที่มีความสัมพันธ์กับนักการเมืองที่มีอำนาจ

ผมขอยืนยันว่า การขายหุ้น IPO ของ ปตท.ในปี 2544 กระทำอย่างโปร่งใส อย่างมืออาชีพ ไม่ได้มีเรื่องสกปรกตามที่ถูกกล่าวหาแต่อย่างใด ซึ่งผมและทีมงานได้เคยไปอธิบายในที่ต่างๆ มามากมาย รวมทั้งกรรมาธิการของสภา เพียงแต่ยังไม่เคยเขียนอธิบายด้วยตัวเอง (จะเขียนอธิบายในบทความครั้งหน้าภายในสุดสัปดาห์นี้ครับ…เพราะเมื่อก่อนยังไม่รู้ว่าตัวเองเขียนหนังสือเป็นมาก่อน)

IPO ของ ปตท. โดยขายหุ้นทั้งหมด 920 ล้านหุ้น ราคาหุ้นละ 35 บาท รวมมูลค่า 32,200 ล้านบาทในครั้งนั้น มีความสำคัญมากต่อเศรษฐกิจไทย ในประเด็นดังต่อไปนี้

– ปตท. ได้รับเงินไปเสริมฐานะ สามารถปรับโครงสร้างหนี้บริษัทลูกต่างๆ ได้ แถมมีเงินพอที่จะเข้าซื้อกิจการเอกชนอื่นๆ ที่มีปัญหา เช่น โรงกลั่นน้ำมัน ปิโตรเคมี ทำให้ขยายตัวเป็นกิจการที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย เป็นกิจการระดับโลก มีขนาดใหญ่กว่าปูนซีเมนต์ไทย (SCG) ที่เคยใหญ่ที่สุดในไทยถึง 3 เท่าตัว

– การเข้าตลาดหลักทรัพย์ทำให้ ปตท. มีการปรับปรุงระบบบริหาร เข้าสู่มาตรฐานสากล มีนักลงทุนทั่วโลกคอยติดตามตรวจสอบ รวมทั้งเป็นแรงกดดันให้พัฒนาก้าวหน้าตลอดเวลา

– การขยายตัวของกลุ่ม ปตท. ทำให้ไทยมีความมั่นคงและเสถียรภาพด้านพลังงาน ต่อเลยไปจนถึงการพัฒนาอุตสาหกรรมปลายนำ้ (Downstream) ด้านปิโตรเคมี ซึ่งถือเป็นอุตสาหกรรมหลัก


– ทำให้ตลาดทุนไทยพลิกฟื้นกลับมาได้รับความสนใจจากนักลงทุนทั่วโลกใหม่ ในฐานะที่ทำงานอยู่ในตลาดทุนไทยมากว่า 36 ปี ผมกล้าพูดเลยว่า ถ้าไม่มีการเข้าตลาดฯ ของ ปตท. ตลาดหุ้นไทยจะไม่มีวันนี้ จะไม่ได้กลับมาเป็นกลไกหลัก เป็นแกนในการรวบรวมจัดสรรทรัพยากรให้ระบบเศรษฐกิจเช่นทุกวันนี้ หลังวิกฤติตลาดหุ้นไทยซบเซาอย่างหนัก โดยเฉพาะเมื่อธนาคาร 4 แห่งเพิ่มทุนได้แล้ว นักลงทุนผิดหวังขาดทุนทั่วหน้า ตลาดไทยแทบนับได้ว่าตายจากไปจากวงจรตลาดทุนโลก ในปี 2544 ก่อนขายหุ้น SET Index ตกต่ำที่ 280 Market Cap มีแค่ 1.5 ล้านล้าน ปริมาณซื้อขายเฉลี่ยแค่วันละ 6,300 ล้านบาท เพราะ ปตท. เข้าตลาด จึงปลุกตลาดหุ้นขึ้นมาใหม่ จนปัจจุบัน SET Index 1,350 Merket Cap 12 ล้านล้าน ซื้อขายกันวันละกว่า 30,000 ล้านบาท

ที่มา https://thaipublica.org/2014/03/privatization-5/


ในที่สุดทักษิณตกได้หุ้น35 % จริงหรือไม่?

ไม่จริง ถ้าบอกแบบนั้น กระทรวงการคลังถือ เยอะสุด ที่เหลือ เป็นนักลงทุนรายย่อยทั้งนั้น

รวบรวมจาก Settrade 


ปตท.แจงผลกำไรปีละแสนล้าน! !

ไม่ผิด แต่ต้องดูงบลงทุน ปี 54 ปตท ต้องดูรายได้รวม 2,475,454.57 แล้วจึงเทียบกำไร ถึงจะถูก



ดังนั้น ด้วยเหตุผลดังกล่าวข้างต้น จึงเห็นว่า การโยง ปตท กับ ทักษิณ เป็นเรื่องโง่ และเพ้อเจ้อสุดๆ 

ขี้เกียจอ่าน กดฟังคลิปเอาก็ได้


ระบบสัมปทาน ทำให้สูญเสียกรรมสิทธิ์ปิโตรเลียม จริงหรือ?

ประเด็นเรื่อง กรรมสิทธิ์ในปิโตรเลียม ที่มีผู้นำไปกล่าวถึงในที่ต่างๆ ว่า ในระบบแบ่งปันผลผลิตของเพื่อนบ้านนั้น ปิโตรเลียมที่ขุดพบจะตกเป็นของรัฐ แต่ในขณะที่ระบบสัมปทานไทย ปิโตรเลียมตกเป็นของเอกชนหมดแล้วหลังจากยกสัมปทานให้เขาไป...ฟังแล้วก็เคลิ้มและอาจดูเหมือนว่าเจ้าของทรัพยากรตัวจริงเสียท่า ไม่มีสิทธิในมูลค่าที่ได้จากการขาย และไม่มีสิทธิในการใช้ประโยชน์จากปิโตรเลียมที่ขุดได้จากประเทศตัวเอง...เอกชนหรือบริษัทผู้ขุดเจาะจะทำอย่างไรกับปิโตรเลียมที่ขุดพบนั้นก็ได้ จะขายในราคาไหนก็ได้ จะส่งออกไปก็ได้ ตามใจชอบ....มันเป็นเช่นนั้นจริงหรือ...

สิทธิของผู้รับสัมปทาน ตามพระราชบัญญัติปิโตรเลียม มาตรา 23 54 56 สรุปความได้ว่า ผู้รับสัมปทาน มีสิทธิในการสำรวจ และเมื่อพบในเชิงพาณิชย์ มีสิทธิที่จะทำการผลิต เก็บรักษา ขนส่ง และ ขาย ปิโตรเลียมที่อยู่ในแปลงสัมปทานนั้นได้

สิทธิดังกล่าวนี้ ถ้าจะตีความให้เกิดความเข้าใจผิดว่า กรรมสิทธิ์ในปิโตรเลียมตกเป็นของผู้รับสัมปทานหมดแล้ว ซึ่งความเป็นจริงคงไม่ได้เป็นเช่นนั้น กรรมสิทธิ์ปิโตรเลียมนี้ หมายถึงอะไร.. มันส่งผลอย่างไรต่อประเทศที่เป็นเจ้าของทรัพยากร

จากข้อเท็จจริงในปัจจุบัน ปิโตรเลียมที่ขุดได้ในประเทศไทยภายใต้ระบบสัมปทาน แยกเป็น

ก๊าซธรรมชาติ (ผลิตได้ประมาณร้อยละ 62 ของความต้องการใช้) ที่ขุดพบทั้งหมด ถูกใช้ให้เกิดประโยชน์ภายในประเทศ และซื้อ-ขาย กันในราคาที่ควบคุมโดยคณะกรรมการปิโตรเลียม ตาม มาตรา 58 แห่ง พรบ.ปิโตรเลียม เป็นผลให้ก๊าซที่ผลิตได้ภายในประเทศมีราคาถูกกว่าก๊าซที่ต้องนำเข้าอยู่มาก

ก๊าซธรรมชาติเหลว และ น้ำมันดิบ (ผลิตได้ร้อยละ 15 ของความต้องการใช้) ส่วนใหญ่ถูกใช้ป้อนโรงกลั่นและปิโตรเคมีภายในประเทศ มีเพียงส่วนน้อยที่ต้องส่งออก เนื่องจากไม่สามารถหาตลาดภายในประเทศได้ โดยการซื้อขายน้ำมันจะมีราคาอ้างอิงตลาดโลกตามคุณภาพของน้ำมันดิบ เนื่องจากรัฐเปิดโอกาสให้มีการซื้อขายเสรี แต่อย่างไรก็ตาม ในกรณีที่ประเทศมีความต้องการใช้ รัฐสั่งห้ามผู้รับสัมปทานส่งออกปิโตรเลียมได้ ตาม ม.60 61

ดังนั้นที่เขาบอกว่า สัมปทานไทยกรรมสิทธิ์ในปิโตรเลียมตกเป็นของเอกชน หรือ ระบบแบ่งปันผลผลิตกรรมสิทธิ์ในปิโตรเลียมเป็นของรัฐ นั้น ในทางปฏิบัติไม่ได้มีความแตกต่างกัน เพราะการดำเนินงานภายใต้สองระบบนี้เมื่อเอกชนสำรวจพบ มีสิทธิ เก็บรักษา ขนส่ง ขาย เหมือนกัน และมูลค่าปิโตรเลียมที่ขายได้ หักต้นทุนแล้ว เหลือเป็นกำไรจะแบ่งกันระหว่างรัฐและเอกชนตามกลไกของแต่ละระบบ และในกรณีที่รัฐมีความต้องการใช้ปิโตรเลียมเพื่อประโยชน์ภายในประเทศก็สามารถทำได้ตามกฎหมายที่กำหนดไว้ ผู้ที่นำประเด็นนี้ไปเล่นคำ เพียงเพื่อสร้างอารมณ์ร่วมในความเป็นเจ้าของทรัพยากร เรียกร้องความสนใจ เป็นการสร้างความเข้าใจผิดและเกิดกระแสต่อต้าน เกลียดชัง หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ระบบสัมปทานไทยและระบบแบ่งปันผลผลิต อาจมีความแตกต่างกันบ้างในหลักการและรายละเอียดของการปฏิบัติ แต่สามารถเลือกใช้ให้เหมาะสมกับศักยภาพปิโตรเลียมที่มีอยู่และนโยบายของแต่ละประเทศได้ทั้งสองระบบ แต่เหตุผลสำคัญที่ประเทศไทยไม่เปลี่ยนไปใช้ระบบแบ่งปันผลผลิต เนื่องจากศักยภาพปิโตรเลียมของเราแตกต่างกับเพื่อนบ้าน เราเป็นประเทศนำเข้า ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านโดยเฉพาะประเทศ พม่า มาเลเซียและอินโดนีเซีย เป็นประเทศส่งออก การเริ่มต้นด้วยการเลือกใช้ระบบสัมปทานเพราะเหตุผลตามที่ได้กล่าวแล้ว คือขาดความพร้อม แม้ในเวลาต่อมาเราจะมีความรู้เพิ่มขึ้น มีประสบการณ์มากขึ้น แต่ในการออกสัมปทานในรอบต่อๆ มาเรากลับค้นพบปิโตรเลียมน้อยลง จึงไม่มีเหตุอันสมควรที่จะแก้ไขเปลี่ยนแปลงระบบ แม้ขณะนี้กลุ่มทวงคืนจะมีความเห็นว่า รายได้รัฐภายใต้ระบบสัมปทานไทยยังไม่เหมาะสมและคิดว่ารัฐได้ส่วนแบ่งน้อยไป ซึ่งในประเด็นนี้ถ้ามีการศึกษาข้อเท็จจริงในหลายๆ มิติแล้วเป็นเช่นนั้นจริง ก็สามารถแก้ไขเก็บเพิ่มได้ตามวิธีดังที่ได้กล่าวแล้ว โดยไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนไปใช้ระบบแบ่งปันผลผลิตให้ยุ่งยาก

โอกาสที่จะประสบความสำเร็จในการออกสัมปทาน มีมากน้อย แค่ไหน ดูได้จากอะไร?
ถ้าวัดความสำเร็จจากจำนวนแปลงที่ประสบความสำเร็จ จากทั้งหมดที่ได้ออกสัมปทานไปแล้ว 20 รอบ จำนวน 155 แปลง ผู้รับสัมปทานได้ทำการสำรวจแต่ไม่พบปิโตรเลียมในเชิงพาณิชย์ และได้คืนแปลงกลับคืนมาให้รัฐแล้วจำนวน 88 แปลง แปลงที่เหลืออยู่ในช่วงระยะเวลาสำรวจ 35 แปลง และมีแปลงที่ประสบความสำเร็จ สำรวจพบและพัฒนาจนผลิตปิโตรเลียมได้แล้ว 32 แปลง คิดเป็นร้อยละ 21 รายละเอียดของการออกสัมปทานในแต่ละรอบแสดงดังรูปนี้  
สถิติ การออกสัมปทาน

สัมปทานปิโตรเลียม มี 2 ช่วง คือ ช่วงระยะเวลาสำรวจ(กรอบสีน้ำเงิน) และช่วงระยะเวลาผลิต(กรอบสีแดง) ผู้รับสัมปทานจะต้องประสบความสำเร็จในช่วงสำรวจเสียก่อน ถึงเข้าสู่ช่วงระยะผลิตได้ แต่จากสถิติจำนวนแปลงเกือบร้อยละ 80 ไม่สามารถเข้าสู่ช่วงผลิตได้ ต้องสูญเสียเงินลงทุนสำรวจไปเปล่ารวมกันกว่า 7.2 หมื่นล้านบาท

รู้แล้วอึ้ง.. คะแนนการจัดอันดับการจัดการทรัพยากรธรรมชาติของประเทศที่กลุ่มทวงพลังงานชอบอ้างถึง

เวลาคนที่มีความรู้ด้านพลังงานเลือกประเทศที่เป็นตัวอย่างที่ดีในการกำกับดูแลการบริหารจัดการปิโตรเลียม เขาจะเลือกประเทศเช่น Norway ที่กระทรวงพลังงาน นำโดย พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รมว.พลังงาน และคณะ พร้อมสื่อมวลชน ได้เดินทางไปยังประเทศเดนมาร์กและนอร์เวย์ เพื่อศึกษาต้นแบบการพัฒนาพลังงานชุมชน แหล่งสำรวจก๊าซธรรมชาติ และแผนการบริหารจัดการด้านพลังงาน เมื่อวันที่ 16-21 พ.ค.ที่ผ่านมา



แต่เวลาให้คนไม่มีความรู้ด้านพลังงานเลือก เขาจะเลือกประเทศที่ไม่เป็นตัวอย่างที่ดี เช่นเวเนหรือแม้กระทั่งมาเลเซีย

เชื่อคนผิด เสียใจจนตายครับ


http://resourcegovernanceindex.org/country-profiles
http://in.mobile.reuters.com/article/idINL8N1JP3V1
https://resourcegovernance.org


สถาบันกำกับดูแลการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติ ได้จัดทำ ranking ของการกำกับดูแลการบริหารจัดการปิโตรเลียมของแปดสิบกว่าประเทศที่ปิโตรเลียมเป็นรายได้สำคัญของประเทศ

เขามี kpi สำคัญๆหลายตัวเพื่อประเมินผล

นอร์เวย์ได้ที่หนึ่งเพราะบริหารจัดการได้ดีสุด



แต่ที่อยากเอ่ยถึงคือมาเลเซียเพราะอยากให้สมาชิก สนช. ผู้ทรงเกียรติทั้งหลายได้ทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับมาเลเซียเสียที

มาเลเซียได้อันดับที่ 27 เพราะความไม่โปร่งใสในระบบ PSC และการกระจายรายได้จากปิโตรเลียมที่ควรทำได้ดีกว่าที่เป็นอยู่อีกเยอะ

ช่วยกรุณาอ่านตามลินค์ที่แปะไว้นะครับและเลิกฟังเลิกเชื่อคนที่ไม่มีความรู้ด้านพลังงานเสียทีเถิด การปฏิรูปพลังงานไทยจะได้เดินต่อในทางที่ถูกที่ควรครับ

http://resourcegovernanceindex.org/country-profiles/MYS/oil-gas

จบเรื่องท่อ ปตท. อีกครั้ง


สรุปสาระสำคัญของเนื้อหาทั้งหมด

- 2551 ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งว่าดำเนินการครบถ้วนแล้ว
- 2552 สตง. ระบุในหนังสือว่า คำสั่งศาลฯ ถือเป็นที่ยุติ ซึ่งศาลฯ ได้ยืนยันตอบ สตง. แล้วว่าคืนท่อครบ - 2553 ครม. รับทราบการดำเนินการตามมติที่ให้หน่วยงานเกี่ยวข้องปฏิบัติตามคำสั่งศาลฯ
- 2552 – 2559 ศาลฯ ยกคำร้องของมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค และผู้ร้องอื่นๆ พร้อมทั้งจำหน่ายคดีออกจากระบบ
- 2552 – 2559 สตง. เป็นผู้สอบบัญชี ได้รับรองงบการเงินของ ปตท. ที่แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์ โดยไม่มีเงื่อนไขหรือหมายเหตุเรื่องคืนท่อไม่ครบ
- 2560 ศาลฯ ระบุว่า ความเห็น คตง. ไม่ผูกพันศาลฯ
- 2560 นายศรีราชา แล น.ส. รสนา ถูกตัดสินลงโทษตักเตือน กรณีละเมิดอำนาจศาลฯ ในการวิจารณ์คำสั่งเรื่องคืนท่อ ซึ่งศาลฯ ระบุคำสั่งศาลว่าในปี 2551 ได้พิจารณาภาพรวมทั้งหมดในการปฏิบัติตามคำพิพากษาแล้ว
การที่มีการหยิบยก มาตรา 157 มาเพื่อจะบังคับให้รัฐบาลและปตท.ทำตามมติคตง. แทนคำพิพากษา และคำวินิจฉัย จึงเป็นเรื่องที่ทำไม่ได้
ที่มา PTT INSIGHT จบเรื่องท่อ ปตท.

อ่านบทความ เปิดทุกคำพิพากษา! ปตท. ส่งมอบท่อก๊าซธรรมชาติครบหรือไม่
เนื้อหาสรุปสาระสำคัญจากภาพ จบเรื่องท่อ ปตท.

รู้แล้วอึ้ง... เหตุผลที่ ปตท. เปิดเผยรายชื่อ ผู้ถือหุ้นอุปการคุณไม่ได้

เรื่องการให้เปิดเผยรายชื่อหุ้นผู้มีอุปการคุณ ปตท. ที่มีกลุ่มคนบางกลุ่ม หยิบมาเป็นประเด็นนั้น



การเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล ถือว่าเป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคล (มาตรา 24 หน่วยงานของรัฐจะเปิดเผยข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลที่อยู่ในความควบคุมดูแลของตนต่อหน่วยงานของรัฐแห่งอื่นหรือผู้อื่น โดยปราศจากความยินยอมเป็นหนังสือ ของเจ้าของข้อมูลที่ให้ไว้ล่วงหน้าหรือในขณะนั้นมิได้ เว้นแต่เป็นการเปิดเผยดังต่อไปนี้....... http://phatthalung.police.go.th/download/information/21-25.html




หุ้นอุปการคุณถือเป็นหลักปฏิบัติทั่วไปของการกระจายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ ราคา 35 บาท ไม่ใช่ราคา 10 บาทไม่ได้มีราคาถูกกว่าราคาหุ้นที่เปิดให้จองในตลาดหลักทรัพย์อย่างที่เข้าใจ และมีขั้นต่ำในการซื้อด้วย

อย่าลืมการลงทุนมีความเสี่ยง ในตอนที่หุ้น ปตท. เข้าตลาด มีการขึ้น-ลงอยู่ในระดับที่ใกล้เคียงกับราคาจองเกือบปี หรือบางช่วงอยู่ในระดับต่ำกว่าราคาจองด้วยซ้ำกว่า 6 เดือน (29 บาท) นักลงทุนตอนนั้นทั้งติดบนดอย ทั้งเฉือนเนื้อกันขายทิ้งกันก็มี ทนถือเก็บไว้จนราคาเงยหัวขึ้นก็มี หากคนกลุ่มก้อนนั้นจะมาตีโพยตีพายกันตอนนี้ว่าทำให้เสียประโยชน์ไม่ได้หุ้นอุปการคุณในตอนนั้น ตอนที่เปิดตลาดใหม่ๆ ราคาหุ้นลงมาต่ำกว่าราคาจองก็น่าจะรีบมาช้อนซื้อกันไป ไม่ใช่มาโวยวายตอนหุ้นเพิ่มไป 300-400 บาท เรียกว่าอยากได้กำไรง่ายๆ ว่างั้น


หรืออยากได้รายชื่อจนตัวสั่น จนต้องไปละเมิดสิทธิ์ผู้อื่น จนให้หน่วยงานรัฐถูกฟ้อง

ที่มาภาพ PTT INSIGHT https://goo.gl/GA4EQk
ที่มาข้อมูล เรื่องการเปิดเผยชื่อหุ้นผู้มีอุปการคุณ ปตท. เป็นเรื่องละเมิดสิทธิ์ผู้ถือหุ้น

รู้แล้วจะอึ้ง ว่า NGO ใครบ้างถือหุ้น ปตท.


รู้แล้วจะอึ้ง ว่า NGO ใครบ้างถือหุ้น ปตท. อยากรู้ไปมา อ่าว!! พวกเดียวกันนี่หว่า

ถลกหนังเอ็นจีโอ กับ การถือครองหุ้น ปตท.



ปัญหาแปรรูป ปตท. ทำท่าจะจบได้สวย แต่ก็ยังไม่จบดี เพราะกลุ่มเอ็นจีโอในนามมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ยังคงตามรังควาญไม่เลิก

ยื่นฟ้องศาลฯให้หยุดพักการซื้อขายหุ้น ปตท.จนกว่ากระบวนการโอนทรัพย์สินจะเรียบร้อย

เคลื่อนไหวผลักดันจะให้มีการเอาผิดทั้งทางคดีอาญาและแพ่งในกรณีไม่มีการโอนทรัพย์สินท่อก๊าซและที่ดิน ตอน ปตท. แปลงสภาพเป็น บมจ.ไปแล้ว

และร้องแรกแหกกระเฌอกล่าวหาคนไปทั่วว่า มีผลประโยชน์ทับซ้อนในการถือครองหุ้นปตท.

แต่น่าแปลกอย่างยิ่ง เบื้องหลังกลุ่มประทุษร้ายบ้านเมืองกลุ่มนี้  กลับมีเบื้องหลังที่ค่อนข้างจะสกปรก น่าสังเวชใจอย่างไม่น่าเชิ่อ

ในขณะที่พวกเขากล่าวให้ร้ายคนอื่น พวกเขากลับเป็นพวกถือครองหุ้น ปตท.อยู่ไม่ใช่น้อย!

เข้าถือหุ้น ปตท.โดยตัวเองก็มี และถือหุ้นโดยเครือญาติที่ใช้นามสกุลเดียวกันก็มี รวมแล้วประมาณ 3 แสนหุ้น

ในบรรดากรรมการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภคที่ฟ้องร้อง ปตท.จำนวน  11  คน มีตัวกรรมการและญาติกรรมการที่ใช้นามสกุลเดียวกัน ถือหุ้น ปตท.อยู่ถึง 5 คน

ประธานกรรมการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค  คือ  นส.จิราพร ลิมปานนท์ ได้หุ้นจองไอพีโอ 8,000 หุ้น และญาติที่ใช้นามสกุลเดียวกันอีก 5,000 หุ้น

ญาติกรรมการที่ชื่อ นางสุวรรณา อัศวเรืองชัย ถือครองหุ้นจองอยู่ถึง 1 แสนหุ้น

ญาติกรรมการที่ชื่อ นพ.ชูชัย ศุภวงศ์ ได้หุ้นจองไปทั้งสิ้น 26,000 หุ้น

และญาติกรรมการที่ชื่อ นายสุรเกียรติ อาชานานุภาพ ได้หุ้นจองไป 3 พันหุ้น

ทนายความผู้รับมอบอำนาจฟ้องร้อง ปตท. ที่ชื่อ ชัยวัฒน์  แสงอรุณ มีชื่อคนในครอบครัวแสงอรุณถือหุ้นตั้งแต่ตอนจองไอพีโอ และหลังไอพีโอ รวมกันแล้วถึง 111,031 หุ้น

ปตท. เพิ่งจายปันผลระหว่างกาลตอนครึ่งปีไปหุ้นละ 9.25 บาท รวมแล้วตระกูลแสงอรุณรับเงินปันผลหุ้นปตท.ไปแล้วทั้งสิ้น 1.02 ล้านบาท

นี่ปลายปี จะรับปันผลปตท.เพิ่มอีกหุ้นละ 5 บาท ตระกูลนี้ก็จะได้เงินปันผลอีก 555,155 บาท รวมทั้งปีรับเงินปันผลไป 1.5 ล้านบาทแค่นั้นเอง

นี่มันอะไรกันเนี่ย! ไปฟ้องศาลปกครองว่า กระบวนการรับฟังความคิดเห็นประชาชน กระทำโดยปิดบังซ่อนเร้น ประชาชนไม่ได้รับรู้ข่าวสารในวงกว้าง

แต่ญาติพี่น้องและตัวกรรมการผู้ร้อง กลับรับรู้ข่าวสารเป็นอันดี   แถมยังได้หุ้นจองที่กล่าวหาไปทั่วว่า กระจายหุ้นโดยไม่เป็นธรรมเสียด้วย

จะเรียกคนที่มีพฤติกรรมกลับกลอกพวกนี้ว่า อะไรดีเล่า

เป็นพวกปากว่าตาขยิบ,  พวกเกลียดตัวกินใข่ เกลียดปลาไหลกินแกง หรือ พวกมนุษย์ลวงโลก ก็ดูจะน้อยไป

แต่ที่แน่ๆพวกเขาเป็นพวกชอบประทุษร้ายสังคม

ผมไม่กลัวการฟ้องร้องเลยสักนิด ฟ้องมาเถอะ จะได้แฉกันให้จะๆกว่านี้ บ้านเมืองจะล่มจมก็เพราะพวกบ้าคลั่งเหล่านี้

วันที่ 18 ธ.ค. 2550

ที่มา ขี่พายุทะลุฟ้า
ที่มา ถลกหนังเอ็นจีโอ กับ การถือครองหุ้น ปตท.

เรื่องท่อก๊าซฯ จะฟ้องกี่ครั้งผลก็เหมือนเดิม



เรื่องท่อก๊าซฯ จะฟ้องกี่ครั้งผลก็เหมือนเดิม ศาลระบุชัด “หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ดำเนินการตามคำพิพากษาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว” ไม่อาจนำมาฟ้องคดีได้อีก



ข้อความด้านบนเป็นส่วนหนึ่งในคำสั่งล่าสุดของศาลปกครอง ในคดีหมายเลขดำเลขที่ ๖๐๓/๒๕๖๐ คดีหมายเลขแดงที่ ๗๖๘/๒๕๖๐ สืบเนื่องจากกรณีล่าสุด ที่มีผู้ฟ้องคดีดังกล่าวต่อศาลปกครองอีกครั้ง

โดยในคำฟ้องมีการระบุให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งรวม ๗ ข้อ ซึ่งคดีนี้มีสองประเด็นสำคัญที่ศาลจะต้องพิจารณาคือ คำฟ้องของผู้ฟ้องคดีเป็นคำฟ้องที่ศาลสามารถรับไว้พิจารณาได้หรือไม่

โดยศาลได้พิเคราะห์แล้วเห็นว่า แม้เนื้อหาของคดีจะอยู่ในขอบเขตอำนาจของศาลปกครอง แต่ผู้ฟ้องคดีไม่ใช่ผู้มีส่วนได้เสียหรือประโยชน์โดยตรง อีกทั้งไม่สามารถแสดงให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรมได้ว่า การโอนคืนท่อก๊าซธรรมชาติของ บริษัท ปตท.ให้แก่กระทรวงการคลัง ซึ่งผู้ฟ้องเห็นว่าเป็นการกระทำที่ไม่ถูกต้องนั้น ก่อให้ความเดือดร้อนหรือเสียหาย หรืออาจจะก่อความเดือดร้อนหรือเสียหายแก่ผู้ฟ้องคดีโดยตรงและเป็นการเฉพาะตัวอย่างไร

นอกจากนั้นที่สำคัญยังระบุว่า


“การที่ผู้ฟ้องคดีขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ กระทำการโอนคืนสาธารณะสมบัติของแผ่นดิน(ท่อก๊าซฯ)จากบริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) ให้แก่กระทรวงการคลังตามคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด ในคดีหมายเลขดำที่ ฟ. ๔๗/๒๕๔๙ คดีหมายแดงที่ ฟ. ๓๕/๒๕๕๐ ยังมีลักษณะเป็นการร้องขอที่เกี่ยวเนื่องกับการบังคดีตามคำพิพากษาของศาลดังกล่าวซึ่งศาลปกครองสูงสุดได้มีการสั่งคำร้องในส่วนของการบังคับคดีไว้แล้วว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ดำเนินการตามคำพิพากษาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ผู้ฟ้องคดีจึงไม่อาจนำคดีมาฟ้องเพื่อขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการบังคับคดีนั้นได้ ศาลจึงไม่อาจรับคำฟ้องของผู้ฟ้องคดีไว้พิจารณาได้”


จึงมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องไว้พิจารณาและให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ 


อย่างไรก็ดีจะเห็นได้ว่าคดีนี้เป็นคดีล่าสุดในประเด็นเรื่องเรื่องท่อก๊าซธรรมชาติที่มีการฟ้องคดีต่อศาลปกครอง แต่อาจไม่ใช่คดีสุดท้าย เพราะจากข่าวที่ปรากฏ จะเห็นว่ายังคงมีความพยามอย่างต่อเนื่องในการทวงคืนท่อก๊าซฯจากบุคคลบางกลุ่ม แต่ไม่ว่าจะเป็นคดีใด ถ้าคำขอในคดีมีเนื้อหาเป็นการขอให้บังคับในตัวท่อก๊าซธรรมชาติ ศาลปกครองจะไม่สามารถรับไว้พิจารณาได้ ดังที่เคยมีคำสั่งหรือคำพิพากษาไปหลายครั้งแล้วในก่อนหน้านี้  เนื่องจากการพิจาณาในเรื่องประเด็นอย่างเดียวกันกับประเด็นที่เคยมีคำพิพากษาหรือคำสั่งถึงที่สุดไปแล้วนั้น มันเป็นกรณีต้องห้ามตามกฎหมายไม่สามารถนำมาฟ้องร้องกันได้อีก ซึ่งประเด็นเรื่องท่อก๊าซธรรมชาติ ศาลปกครองสูงสุดได้เคยมีการสั่งคำร้องในส่วนของการบังคับคดีไว้ชัดเจนแล้วว่า

“หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ดำเนินการตามคำพิพากษาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว”