ไขความกระจ่าง เลิกดราม่า เจ๊แดงกับอเมซอน เพราะสาเหตุต่อไปนี้

สืบเนื่องจากในสื่อออนไลน์มีการแชร์ต่ออย่างมากมายว่า ร้านกาแฟคาเฟ่อเมซอนที่เปิดบริการอยู่ในปั๊มน้ำมัน ปตท. นั้น เป็นธุรกิจของ นางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ หรือ เจ๊แดง น้องสาวของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร โดยมีการโยงเข้าการเมืองมากมาย หากพิจารณาให้ดี
ร้านกาแฟโดยส่วนใหญ่เป็นในรูปแบบลักษณะ แฟรนไชส์ (Franchise) หมายถึง การที่เจ้าของสิทธิ (Franchisor) ตกลงอนุญาตให้ผู้รับสิทธิ (Franchisee) ดำเนินธุรกิจภายใต้ชื่อการค้า การบริหาร และระบบธุรกิจของเจ้าของสิทธิ ซึ่งเป็นผู้พัฒนาขึ้น ผู้รับสิทธิจะต้องดำเนินธุรกิจตามรูปแบบและระบบธุรกิจของเจ้าของสิทธิ และจ่ายค่าตอบแทนแก่เจ้าของสิทธิ (ที่มา http://www.franchisefocus.co.th/index.php/what-is-franchise.html)

ดังนั้น การที่ร้านกาแฟไม่ว่ายี่ห้อใดๆ จะมีบุคคลต่างๆ จะขอเข้ามาร่วมธุรกิจก็สามารถเป็นไปได้ โดยไม่จำกัดว่าบุคคลนั้นจะเป็นใคร ขอแค่มีทุน มีทำเลที่ตั้ง ที่เหมาะสม ดังจะเห็นได้จาก ธุรกิจ แฟรนไชส์ต่างๆ ที่ผุดกันทั่วประเทศ ไม่ว่าจะเป็น บะหมี่เกี๊ยว ชาไข่มุก ข้าวมันไก่ เป็นต้น


และในขณะเดียวกัน ทาง ปตท. ก็ได้ยืนยันแจง ร้านคาเฟ่อเมซอน ไม่ได้เป็นของ เจ๊แดง เยาวภา แต่อย่างใด


คาเฟ่อเมซอน แจงผ่านหน้าเว็บไซต์ ย้ำชัดเป็นธุรกิจที่ประชาชนมีสิทธิ์เป็นเจ้าของ ไม่ใช่ของกลุ่มบุคคลใดบุคคลหนึ่ง

ที่มา http://www.thairath.co.th/content/405363

จากกรณีที่ก่อนหน้านี้มีกระแสข่าวลือในโลกออนไลน์ อ้างว่า ร้านกาแฟคาเฟ่อเมซอน เป็นธุรกิจค้าปลีกภายใต้การดำเนินงานของ ปตท. แท้จริงแล้วเป็นของ เจ๊แดง หรือ นางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ น้องสาว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ภรรยาของอดีตนายกฯ สมชาย วงศ์สวัสดิ์ พร้อมกันนั้น โลกออนไลน์ยังได้มีการแชร์รูปร้านกาแฟคาเฟ่อเมซอน พร้อมกับข้อความโจมตี
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) (ปตท.) ได้ออกมาชี้แจงผ่านเว็บไซต์ www.cafe-amazon.com โดยระว่า ร้านกาแฟคาเฟ่อเมซอนเป็นธุรกิจค้าปลีกภายใต้การดำเนินงานของ ปตท. ที่เปิดดำเนินการในสถานีบริการน้ำมัน ปตท. ตั้งแต่ปี พ.ศ.2545 เป็นต้นมา จนถึงปัจจุบันมีร้านกาแฟคาเฟ่อเมซอนกว่า 1,000 สาขาทั่วประเทศ แบ่งการดำเนินธุรกิจออกเป็น 2 ประเภท คือ ร้านกาแฟที่ ปตท. ดำเนินธุรกิจเอง และร้านกาแฟที่เปิดขายแฟรนไชส์ให้ประชาชนทั่วไปที่สนใจอยากทำธุรกิจร้านกาแฟ ภายใต้แบรนด์ “คาเฟ่อเมซอน” ได้มีโอกาสเป็นเจ้าของธุรกิจ ทั้งในและนอกสถานีบริการน้ำมัน ปตท.

ดังนั้น ปตท. จึงขอเรียนให้ท่านทราบว่า ปตท. เปิดโอกาสให้กับประชาชนโดยทั่วไป มีสิทธิ์เป็นเจ้าของธุรกิจคาเฟ่อเมซอน มิใช่เฉพาะกลุ่มบุคคลใดบุคคลหนึ่ง ทั้งนี้ ร้านกาแฟคาเฟ่อเมซอน มีจุดมุ่งหมายที่จะส่งมอบสินค้าและบริการที่ดีที่สุดให้กับผู้บริโภคทุกคน
และท้ายสุดท้าย การมโน และ โยง โดยการทำข้อมูลบิดเบือนขึ้นมามีความผิดตาม พรบ. คอมพิวเตอร์ ระวังกันด้วยนะเตง


หมายเหตุ เรื่อง cafe amazon ควรรู้
  • เป็นธุรกิจที่พัฒนาโดย ปตท. 100%
  • เปิดแฟรนไชส์ให้เจ้าของปั๊มหรือเอกชนรายย่อยลงทุน
  • ซื้อเมล็ดกาแฟจากโครงการหลวงและเกษตรกรไทย
  • มีโรงคั่วของตนเอง เปิดเป็นทางการ ปี 2559 มี 1,500 สาขา(2559) สร้างงานและพัฒนา Barista กว่า 7,500 คน
  • สนับสนุนการพัฒนาคุณภาพและผลิตผลเมล็ดกาแฟ ช่วยเกษตกรเพิ่มรายได้
  • ได้รับความนิยมจากชาวไทยและต่างชาติ ขยายตลาดสู่ ลาว กัมพูชา ฟิลิปปินส์ ญี่ปุ่น นำ Brand ไทยสู่ Brand โลก
ที่มา เรื่อง cafe amazon ควรรู้ Amazon ไม่ใช่ของใคร เป็นของ ปตท. ที่สร้างความภาคภูมิใจให้คนไทย


วาทกรรมปิโตรธิปไตย ประชาธิไตยพลังงาน

Energy Guru อ่านบทความอาจารย์ ประสาท มีแต้ม ที่ลงในสื่อผู้จัดการออนไลน์ วันที่ 24 ก.ค.2559 หลังที่แกไปเป็นวิทยากรบนเวที คปพ.ที่หอประชุมเล็ก มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อวันที่ 23ก.ค หัวข้อจากปิโตรธิปไตยสู่ประชาธิปไตยพลังงาน ก็เห็นว่าอาจารย์แกชอบประดิษฐ์คำ มาเพื่อจูงใจมวลชน แกให้ความหมาย ปิโตรธิปไตย ว่า การครอบงำโลกด้วยปิโตรเลียม พร้อมเขียนความจริงตามความเข้าใจของแก 5ประการ ซึ่งคงจะได้ถกกัน เป็นข้อๆ ดังนี้

ที่มาภาพ https://www.facebook.com/729679307066728/photos/a.731322350235757.1073741828.729679307066728/1221369387897715/?type=3&theater

1.แกบอกว่ายูโนแคลของสหรัฐอเมริกา ไปทำธุรกิจที่อินโดนีเซีย ในปี2504 (ก่อนไทย10ปี ) ใช้ระบบแบ่งปันผลผลิต ที่รัฐบาลเป็นเจ้าของปิโตรเลียม อุปกรณ์การผลิต การจำหน่ายและปรับเปลี่ยนแผนการผลิต แต่พอยูโนแคลมาลงทุนที่ไทย ไทยกลับใช้ระบบสัมปทานปิโตรเลียม ที่กรรมสิทธิ์ความเป็นเจ้าของ เป็นของผู้รับสัมปทาน ดังนั้น ที่เขียนในพ.ร.บ.ปิโตรเลียมพ.ศ2514ว่า “ปิโตรเลียมเป็นของรัฐ” จึงเป็นวาทกรรม แบบเดียวกับเพลง จดหมายผิดซอง เพื่อต้องการจะบอกให้ประชาชนเข้าใจว่า รัฐเป็นเจ้าของแต่ซองจดหมาย แต่จดหมาย(หมายถึงปิโตรเลียม) นั้นเป็นของเอกชนผู้รับสัมปทาน 

เรื่องนี้ ถ้าไปอ่านดูประวัติศาสตร์ปิโตรเลียม ก็ต้องบอกว่า เป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องของฝ่ายนโยบายและข้าราชการระดับสูงของไทยสมัยนั้น ที่ให้ร่างกฏหมายเพื่อนำระบบสัมปทานมาใช้ แบบเดียวกับประเทศผู้ล่าอาณานิคมใช้กัน ซึ่งทำให้รัฐได้ประโยชน์ มากกว่าเพราะรัฐไม่ต้องมารับความเสี่ยง รัฐเป็นเจ้าของปิโตรเลียม แต่ให้สิทธิ์ผู้รับสัมปทานมาดำเนินการแทน ในขณะที่ ระบบแบ่งปันผลผลิต ที่อินโดนีเซียใช้เป็นประเทศแรกค่อนข้างมีปัญหาในทางปฏิบัติ มีการจ่ายใต้โต๊ะ มีคอร์รัปชั่น ด้วยระบบที่เอื้อให้ทำเช่นนั้น เนื่องจากกระบวนการทุกอย่างรัฐเป็นผู้อนุมัติ ไม่จูงใจให้เอกชนปรับลดต้นทุนของตน เพราะมีรัฐมาช่วยแบกรับความเสี่ยง 

2.แกบอกว่า แหล่งเอราวัณที่ยูโนแคล(ปัจจุบันเป็นของเชฟรอน)ได้สัมปทานไปนั้น เคยแจ้งกับรัฐว่าจะหมดภายใน17ปี นับแต่วันที่เริ่มเจาะหลุมผลิตเมื่อปี2524 แต่ตอนนี้ผ่านมา35ปี ยังไม่หมด( เพื่อจะบอกว่าปิโตรเลียมไทยนั้นมีเยอะ ที่รัฐบอกว่าจะหมด เหมือนเป็นการขู่ให้กลัว)

ที่จริง ที่มันยังไม่หมด อาจารย์แกน่าจะรู้ดี ว่ามันมีการพัฒนาเทคโนโลยีการสำรวจและผลิต ให้เหมาะกับโครงสร้างทางธรณีวิทยา และเจาะหลุมผลิตใหม่ๆเพิ่มทุกปี ปิโตรเลียมที่อยู่ใต้ดินแบบกระเปาะเล็กๆ กระจัดกระจายที่เดิมคิดว่าจะนำขึ้นมาใช้ไม่ได้ ไม่คุ้มทุน ก็มีความคุ้มทุน ซึ่งต้องยกความดีให้ระบบสัมปทาน ที่จูงใจให้เอกชนต้องพัฒนาเทคโนโลยีและลดต้นทุนของตัวเองให้ต่ำ เพราะ ยิ่งทำให้ต้นทุนต่ำได้เท่าไหร่ ก็มีกำไรเพิ่มขึ้น ในขณะที่ไทย ก็สามารถนำปิโตรเลียมขึ้นมาใช้ประโยชน์ได้มากขึ้น ได้ผลตอบแทนเป็นร่าภาคหลวง ภาษีปิโตรเลียมมากขึ้น 

3.อาจารย์แกบอกโดยอ้างข้อมูลกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ว่าบริษัทผู้รับสัมปทานนั้นได้กำไรมากเกินควร คือปี2555 ได้กำไรร้อยละ117 (ราคาน้ำมันอยู่ที่เฉลี่ย98เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล)

ก็ต้องบอกในข้อเท็จจริงที่เป็นสากลทั่วไปไม่เฉพาะประเทศไทยว่า ธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียม นั้น ความเสี่ยงสูง กำไรสูง ประเด็นก็คือกำไรมาก ก็ต้องแบ่งให้รัฐมาก เพราะ รัฐเก็บภาษีปิโตรเลียมสูงถึงร้อยละ50 (เก็บในสัดส่วนที่สูงกว่าธุรกิจอื่นๆ) ที่จริงปีที่ได้กำไรน้อย หรือขาดทุนก็มี คือปีที่ราคาน้ำมันตกต่ำอย่างปี2558แต่อาจารย์แกเลือกหยิบมาเฉพาะปีที่กำไรดี และเลือกมาเฉพาะบางบริษัท แต่ไม่ได้ยกตัวอย่างบริษัทที่เข้ามาลงทุนแล้วไม่ประสบความสำเร็จ เพราะสำรวจไม่เจอ แล้วต้องม้วนเสื่อกลับบ้าน 

4.แกบอกว่าราคาก๊าซพม่า ที่ขายให้ไทยลดลง แต่ราคาค่าไฟฟ้าในประเทศไทย ไม่ลดลงเลย

ข้อนี้ เป็นความเข้าใจที่ผิดไปเลย ความจริงคือราคาค่าไฟฟ้าในส่วนของเอฟที มีการปรับลดลงมาอย่างต่อเนื่องในแต่ละงวด แต่จะลดลงช้ากว่าราคาน้ำมันที่ปรับลดลง เพราะสูตรราคาก๊าซนั้นผูกติดกับราคาน้ำมันย้อนหลังไปประมาณ6-12เดือน คือ น้ำมันลดลงวันนี้ อีก6-12เดือน ราคาก๊าซจึงจะลดลงตาม และการปรับลดลงก็ยังขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่นๆด้วยเช่น อัตราแลกเปลี่ยน รวมทั้งลดลงในสัดส่วนที่ไม่เท่ากับราคาน้ำมันที่ลดลง หรือราคาก๊าซจากพม่าที่ลดลง เพราะ การผลิตไฟฟ้าของไทย ใช้ก๊าซเป็นเชื้อเพลิงประมาณเกือบร้อยละ70 และส่วนใหญ่ เป็นก๊าซจากอ่าวไทย ก๊าซจากพม่า คิดเป็นสัดส่วนประมาณร้อยละ 20เท่านั้น นอกจากนี้ ก๊าซจากพม่า กับก๊าซจากอ่าวไทย ก็มีสูตรราคาที่อ้างอิงราคาน้ำมันที่ต่างกัน การปรับลดลง จึงไม่เท่ากัน

5.แกบอกว่ารัฐขู่ว่าไฟจะดับ ถ้าไม่ต่ออายุสัมปทานเอราวัณและบงกช ที่จริงอาจารย์แกก็รู้ว่า

สัมปทานเอราวัณและบงกช นั้น หมดอายุสัมปทานคราวนี้แล้ว ต่ออายุไม่ได้ แต่ต้องเป็นการทำสัญญาใหม่ เงื่อนไขใหม่ ส่วนจะเป็นระบบแบบใด ใครจะได้มาบริหารจัดการ ก็อยู่ที่ขั้นตอนการประมูลคัดเลือกตามมติกพช. และถ้าการผลิตไม่ต่อเนื่อง รัฐก็ไม่ได้บอกว่า ไฟฟ้าจะดับ แต่บอกว่าไฟฟ้าจะแพง เพราะ ต้องนำเข้าแอลเอ็นจี ที่มีราคาแพงกว่าก๊าซในอ่าวไทย เข้ามาใช้ทดแทน ส่วนข้อเสนออาจารย์ที่ให้ส่งเสริมโซลาร์รูฟท็อป มาแทนไฟฟ้าที่ผลิตจากก๊าซนั้น ก็ต้องบอกว่า ถ้าติดตั้งจริง เวลา กลางคืน ไม่มีแสงอาทิตย์ เราจะเอาไฟฟ้าจากไหนมาใช้ เพราะระบบแบตเตอรี่กักเก็บไฟฟ้าแพงมาก จำเป็นที่รัฐจะต้องลงทุนโรงไฟฟ้าที่ใช้ฟอสซิลมาแบ็คอัพให้อยู่ดี ข้อนี้อยากจะบอกว่า โซลาร์รูฟท็อบ ถ้าติดตั้งเพื่อไม่ขายไฟเข้าระบบ นั้นทำได้ หรือถ้าจะขาย ก็ต้องขายในราคาต้นทุนที่ไม่มีการอุดหนุน ซึ่งต้องต่ำกว่าเชื้อเพลิงฟอสซิล เพราะถ้ายังมีการอุดหนุน ยิ่งทำมาก ค่าไฟก็ยิ่งแพง ประชาธิปไตยพลังงานที่อาจารย์แกหมายถึงว่าทุกครัวเรือนมีสิทธิ์ผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ขายเข้าระบบ จึงยิ่งเป็นการซ้ำเติมต้นทุนพลังงานของประเทศ 

เขียนถกกับอาจารย์แกเสียยาว หวังว่าคงจะอ่านกันจนถึงบรรทัดสุดท้าย ส่วนจะคิดเห็นกันอย่างไรก็อยู่ที่ดุลยพินิจของแต่ละท่านก็แล้วกัน

วาทกรรมประดิษฐ์ ทำให้เข้าใจผิดเรื่องพลังงาน

ถ้ามีใครได้เห็นหรือว่า วาทกรรมประดิษฐ์ที่กลุ่ม คปพ และ พธม สร้างมา โดยเป็นประเด็นเดิมๆ กลุ่มการเมืองที่หันมาเอาดีเรื่องพลังงาน มาตีเป็นกระแสบังหน้า มาระดมมวลชน สร้างวาทกรรมประดิษฐ์ อ้างรักชาติ ตีรวน หวังจะสร้างราคา ผมขอสรุปเลยดีกว่า

ที่มาภาพ https://www.facebook.com/nongposamm/photos/a.1548159858783765.1073741828.1547935488806202/1766799376919811/?type=3&theater

- ไทยเราผลิตน้ำมันดิบเกรดดีได้ในบางแหล่งก็จริง แต่ความต้องการใช้ในประเทศรวมไปถึงโรงกลั่นออกแบบมาให้กลั่นน้ำมันได้ออกมาตามความต้องการใช้งาน ไทยเราใช้ดีเซลมากกว่าเบนซิน ดังนั้น จะให้เอาน้ำมันดิบมากลั่นได้แต่เบนซิน แล้วนำเข้าดีเซลเยอะๆ ได้อย่างไร สู้ส่งเอาน้ำมันดิบเกรดนั้นซึ่งกลั่นได้สัดส่วนเบนซินเยอะขายออก เอาเงินเข้ารัฐได้มากกว่า น้ำมันที่ส่งออกก็ต้องจ่ายค่าภาหลวงให้กับรัฐ และหากมีกำไรตอนปลายปีก็ต้องนำไปรวมเสียภาษีเงินได้ปิโตรเลียมด้วย และนำเข้าน้ำมันดิบที่กลั่นได้สัดส่วนดีเซลเยอะเพื่อมากลั่นให้พอใช้กับความต้องการใช้ดีเซลไม่ดีกว่าหรือ? ซึ่งการส่งออกน้ำมันดิบของไทย นั้นน้อยมาก และการส่งออกน้ำมันดิบนั้นก็ไม่ใช่เรื่องแปลก ประเทศต่างๆ ก็ส่งออกกัน แบบนี้ประเทศเหล่านั้นคิดผิด? เค้าเสียอธิปไตยทางพลังงาน?

- ราคาน้ำมันประเทศไทยกับเพื่อนบ้าน แต่ละประเทศมีนโยบายที่ต่างกัน โครงสร้างราคา มาตรฐานน้ำมัน พลังงานทดแทนด้วย พม่านำเข้าน้ำมันสำเร็จรูปจากไทย แต่ความจริง พม่านำเข้าจากสิงคโปร์เยอะที่สุด ซึ่งราคาน้ำมันสำเร็จรูปในพม่าถูกกว่าสิงคโปร์ แบบนี้สิงคโปร์ผิดหรือไม่ที่ขายน้ำมันในประเทศแพงกว่าพม่า ราคาต่างกันลิตรนึงประมาณ 20 บาท มีคนพยายามเปรียบเทียบราคาน้ำมันสำเร็จรูปที่ไทยกับมาเลเซีย และบอกว่าจะนำเข้าจากมาเลเซียที่ถูกกว่ามาขาย ซึ่งนำเข้าได้ แต่ต้องถูกกฎหมาย นำเข้าก็ต้องเก็บภาษี ตามนโยบาย ต้องปรับปรุงคุณภาพให้เหมาะสมกับสิ่งแวดล้อมของไทย ต้องมีส่วนผสมพลังงานทดแทน สุดท้าย ก็ราคาขายเท่ากันเหมือนเดิม แต่สิ่งที่ได้มา คือเงินตราของประเทศไหลออก และวาทกรรมปลอมๆ หลอกให้เข้าใจผิดว่า มาเลเซียดีกว่าไทย น้ำมันถูกกว่าไทย

- มีการบอกว่า ถ้ามีบรรษัทพลังงานแห่งชาติ จะได้ตั้งราคาขายน้ำมันได้เองถูกๆ ไม่ต้องมีก็ตั้งได้ครับ ไม่ต้องอิงตลาดไหน กำหนดเอง แต่มาตรฐานอยู่ตรงไหน ความถูกที่สุด หรือราคาเป็นธรรมที่ทุกภาคส่วนได้รับ คนขาย และ คนซื้อ หรืออย่างไร และรายได้รัฐจะลดลงหรือไม่ ขัดกันหรือไม่กับความต้องการให้รัฐมีรายได้มากๆ สุดท้ายเราก็จะได้อีก วาทกรรมราคาเป็นธรรม ไม่ต้องอิงราคาจากไหน

- ทรัพยากรปิโตรเลียมนั้นเป็นของรัฐไทยอยู่แล้ว ซึ่งหมายถึงเป็นของคนไทยทั้งประเทศ แต่รัฐให้สิทธิเอกชนมาดำเนินการ ภายใต้ระบบ สัมปทาน ที่รัฐได้ผลตอบแทนในรูปค่าภาคหลวง ภาษีเงินได้ปิโตรเลียม และผลตอบแทนพิเศษอื่นๆ เรามีแหล่งปิโตรเลียมขนาดเล็กกระจัดกระจาย การสำรวจกว่าจะค้นพบและพัฒนาได้มีความเสี่ยงสูง รัฐจึงเลือกไม่รับความเสี่ยง ตรงนี้ข้อมูลทางธรณีวิทยา บอกอยู่แล้ว ไม่ต้องเดา ไม่ต้องมาสร้างวาทกรรมบิดเบือนหลอกผู้คน นี่ไงครับ ได้มาอีก อธิปไตยพลังงาน วาทกรรมประดิษฐ์

- อายุสัมปทานของ แหล่ง บงกช เอราวัณ กำลังจะหมดลง แต่รัฐบอกจะต่อให้รายเดิม มีใครที่ไหนเคยบอกว่าต่อให้รายเดิม เพราะตามกฎหมายระบุชัดเจนว่าต่อไม่ได้ แต่รัฐเสนอแนวทางในการบริการจัดการภายใต้หลักการทางวิชาการ เศรษฐศาสตร์ ความเป็นไปได้ในการชักจูง เชิญชวนให้เกิดการลงทุน ภายใต้เงื่อนไขจำกัดในเรื่องศักยภาพที่ตะต้องมึการลงทุนเพิ่มขึ้น โดยมีเป้าหมายคือสร้างความต่อเนื่องในการผลิตก๊าซธรรมชาติ แต่เพื่อตอบโจทย์การเรียกร้องของสังคมมติ กพช. จึงออกมาเห็นชอบให้ใช้การประมูลเพื่อบริหารจัดการทั้งสองแหล่ง (เป็นไงบ้าง เชื่อยังว่าโดนคณะเกาะการเมืองนี้หลอก)

- รัฐไม่มีอำนาจในการผลิตปิโตรเลียม ไม่มีการถ่ายโอนเทคโนโลยี ก็ไม่จริงอีกเช่นกัน เพราะรัฐยังสามารถ กำกับดูแลผู้รับสัมปทานได้ตามกฎหมาย ส่วนการถ่ายทอดเทคโนโลยี ก็เห็นได้ชัดจาก การให้ทุนพัฒนาบุคลากรด้านวิศวกรรรมปิโตรเลียม ที่สำคัญคุณเคยรู้หรือไม่ปัจจุบันในธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียมมีคนไทย สัญชาติไทยปฎิบัติงานอยู่เกือบ 100% โดยที่มีการถ่ายทอดเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง ก็เห็นได้ชัดจาก การให้ทุนพัฒนาบุคลากรด้านวิศวกรรมปิโตรเลียม และการที่ ปตท.สผ. สามารถเป็นโอเปอเรเตอร์ได้เอง เราไม่ได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยี โดนคณะนี้หลอกซ้ำซ้อนสร้างวาทกรรมรัฐเสียเปรียบอีก นึกถึงหรือไม่?

- มีการบอกว่า รัฐไม่ฟังเสียงที่เสนอร่าง พรบ. ที่ภาคประชาชนเสนอไป รัฐได้ฟังข้อเสนอแล้ว แต่ก็ต้องมองว่าอันทำได้และปฎิบัติได้จริง ดังนั้นก็มีใส่ระบบต่างๆ ลงไปตามที่เสนอ ทั้ง จ้างผลิต แบ่งปันผลผลิต ลงไปด้วยแล้ว เพียงแค่มันไม่ได้ถูกใจกลุ่มคุณใช่หรือไม่ เลยเป็นที่มาว่า รัฐไม่ทำตามเสียงประชาชน

- มีการกล่าวอีกว่าเอกชนผลักค่าเสียหาย สิ่งแวดล้อมให้รัฐ ก็ไม่จริงอีก เพราะการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง รวมถึงปรับสภาพพื้นผิวให้เหมือนเดิมหลังสัมทานหมดอายุ เป็นความรับผิดชอบของผู้รับสัมปทานเอง ได้วาทกรรมมาอีก รัฐเสียเปรียบเอกชน เอกชนเอาเปรียบเรา

- มีการกล่าวไปอีกเอกชนผลักความเสี่ยงให้รัฐในระบบภาษี มีการยกเว้นภาษีและหักค่าใช้จ่ายได้มากกว่าธุรกิจทั่วไปของประชาชน ก็ไม่จริง ทุกอย่างก็เป็นไปตามข้อกฏหมาย ที่เชิญชวนเขามาลงทุน อันนี้น่าจะปิดประเทศไปเลย ไม่ต้องส่งเสริมธุรกิจร่วมทุน

- มีการกล่าวอีกมีการใช้ดุลพินิจของข้าราชการและนักการเมือง ก็ไม่จริงอีก เพราะการตัดสินใจ มีระบบ หลักเกณฑ์ เป็นรูปแบบคณะกรรมการ มีกฏหมายรองรับ ไม่ใช่ใครอยากจะให้เป็นแบบไหนก็ได้ (45 ปีที่มี พ.ร.บ. 2 ฉบับมาไม่เคยเขียนถึงการให้ต่ออายุสัมปทานหลังจากหมดอายุที่อนุญาตให้ผลิตโดยเฉพาะอย่างยิ่งระยะเวลาการผลิตได้ครั้งแล้วครั้งเล่า ระยะสำรวจใน Thailand II Concession Scheme สั้นกว่า Scheme อื่นๆ เสียด้วยซ้ำไป) ได้วาทกรรมรักชาติปลอมๆ เอาการเมืองเอาสีมาโหนเล่น ให้เกลียดกัน

- การผลิตไฟฟ้าให้พอดีและทันกับความต้องการของประเทศ ไม่ใช่พิจารณาแค่ไฟฟ้าสำหรับภาคครัวเรือน 2 ล้านหลังคาเรือนเท่านั้น แต่ยังมีภาคอุตสาหกรรมและธุรกิจที่เป็นตัวขับเคลื่อน และสร้างความมั่นคงของประเทศ
- พลังงานแสงอาทิตย์ เป็นพลังงานที่สะอาด แต่อย่างไรก็ตามการผลิตพลังงานไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนนี้ ยังไม่สามารถเป็นแหล่งพลังงานขนาดใหญ่ได้ ทดแทนแหล่งพลังงานหลักได้ รวมทั้ง ราคายังสูงมาก การพัฒนาเทคโนโลยีผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ในช่วงที่ผ่านมา มีความก้าวหน้าไปมาก ต้นทุนลดลงมากเช่นกัน แต่ก็คงยังสูงอยู่เมื่อเทียบกับการผลิตไฟฟ้าด้วยเชื้อเพลิงฟอสซิล (เป็นไงวาทกรรมเกี่ยวไฟฟ้า)

- ก๊าซไทยแพงกว่าตลาดโลก อันนี้เข้าใจผิดหลายรอบละ ออกรายการก็ออก ถึงขั้นไปตัดเทปรายการทิ้งเลย ผู้รับสัมทานขายก๊าซปากหลุมแพงกว่าตลาดโลก ก็ไม่จริงอีก ราคาก๊าซซื้อขายโดยอิงกับราคาที่ผู้ใช้รายใหญ่ในภูมิภาคซื้อ คือ JKM หรือ Japan/Korea Marker เนื่องจากสองประเทศนึ้เป็นประเทศใหญ่ในการซื้อขาย LNG ราคา Spot ที่ประเทศอื่นจะซื้อจึงอิง JKM เป็นหลัก และราคานี้ก็ใช้ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิคเท่านั้น และก๊าซที่บอกว่าถูกของสหรัฐอเมริกา เมื่อต้องแปรสภาพและขนส่งมา บวกค่าลงทุนสร้างคลังและสถานีรับจ่ายแล้ว ก๊าซที่ผลิตในไทยเฉลี่ยย้อนหลังแล้วยังถูกกว่า (แนวโน้มการซื้อขาย LNG จะเป็นการซื้อขายแบบเป็นคอนแทรค (Contract) มากขึ้นๆ เรื่อยๆ หลลังจากที่โรง LNG ใหญ่ๆ สร้างเสร็จอย่างโรงที่ ปตท.สผ. ไปร่วมทุน แหล่งของ Exxon และของบริษัทออสเตรเลีย ในประเทศปาปัวนิวกินี และแหล่งในทะเลทางตะวันตกเฉียงเหนือที่เชลล์สร้างโรง LNG ลอยย้ำห่างจากฝั่ง 300 กิโลเมตรชื่อ Prelude ซึ่งมีระวางขับน้ำรวม 600,000 ตัน (เท่ากับของเรือบรรทุกเครื่องบินนิมิส 7 ลำ) ก็พอสบายใจได้อุปทาน แต่ยังไงๆ เรื่องราคาก็ยังต้องคงอิงราคาที่นิยมใช้กันเป็นกรณีๆ กันไป) ที่สำคัญคือรัฐได้ค่าภาคหลวง ภาษี เกิดการจ้างงาน เกิดการหมุนเวียนเศรษฐกิจดีกว่า ก๊าซนำเข้า อันนี้วาทกรรมก๊าซของไทยแพงกว่าตลาดโลก

- วาทกรรมแปรรูปขายหุ้นหมดเร็ว 77 วินาที อธิบายกันมาหลายรอบ เป็น 10 กว่าปี ขายหมดเร็วเพราะมีการให้ความมั่นใจนักลงทุน แถมก่อนหน้าก็มีการเปิดจองทดลองแล้วคนก็ไม่สนใจ หุ้นต่ำเพราะมีเหตุการณ์ 911 หุ้นมันก็ตกต่ำทั่วโลก แถมหุ้นยังมีต่ำกว่าราคา 35 บาทด้วยซ้ำ แต่ปัจจุบันเศรษฐกิจดีขึ้น ราคามันก็เพิ่มมาเป็นปกติ เป็นไงบ้าง วาทกรรมขายหุ้นหมดเร็ว ตอนหุ้นตก เหลือ 28 บาท ไปทำอะไรกันอยู่ เรื่องท่อ ถ้าไปอ่านคำพิพากษาของศาลปกครองว่าให้ ปตท.ส่งมอบที่ดินและสิ่งอื่นๆ ที่ได้มาด้วยอำนาจรัฐ (เช่นเดียวกับการเวนคืน และการใช้พิ้นที่ของเอกชนโดย กฟผ. กฟภ. และกฟน.) ซึ่งหลักๆ ก็หมายถึงที่ดิน ไม่รวมถึงตัวท่อและอุปกรณ์ ไม่งั้นในอนาคตจะเป็นเรื่องประหลาดมากระดับกินเนสที่ กฟผ.ผลิตไฟฟ้าแล้วต้องไปเช่าสายส่งจากกรมธนารักษ์มาส่งไฟฟ้าให้ลูกค้า ศาลตัดสิน คนทำก็ทำตามศาลตัดสิน อันไหนไม่เข้าข่ายให้ทำนอกเหนือคำตัดสินได้อย่างไร สุดท้ายเจ้าหน้าที่ทำตามหน้าที่ จะให้ละเมิดคำตัดสิน?

- การที่บอกว่า ประเทศไทยมีโรงกลั่นมากมายเราจะได้ใช้ราคาน้ำมันที่ถูกนั้น ในอดีตการใช้ไม่ได้มากมายเท่าในปัจจุบัน โปรดตระหนักให้มั่น เราผลิตได้แค่ประมาณ 15% ที่เหลือต้องนำเข้าที่เหลือ และถ้าเราต้องพึ่งพาการนำเข้าอย่างเดียว ความมั่นคงทางพลังงานจะอยู่ที่ไหน

- วาทกรรมประเทศไทยโชติ์ช่วงชัชวาลย์ ตีความหมายคำนี้ว่า พลังงานถูกหรืออย่างไร มันไม่ใช่ ประเทศไทยพลังงานไม่ขาดแคลน มีการจ้างงานและเศรษฐกิจที่ดีหรือ? ฝากให้คิด

ที่มาเนื้อหา น้องปอสาม ตอบวาทกรรมประดิษฐ์จะได้ไม่เข้าใจเรื่องพลังงาน

ม. 178 ฉบับรัฐธรรมนูญ 59 ทำให้ไทยเสียดินแดนจริงหรือ?

มีกลุ่มที่คัดค้านการเมือง รวมไปถึง โยงเอาพลังงานเข้าไปโจมตีเรื่อง ม. 178 ฉบับรัฐธรรมนูญ 59
ว่าทำให้ไทยเสียดินแดนนั้น จะทำให้ไทยเสียดินแดนจริงหรือไม่ เราลองมาอ่านกัน ว่าต่างจากเดิม ปี 50 อย่างไร ทำให้ไทยเสียดินแดนจริงหรือ?



มาตรา 178 ของรัฐธรรมนูญ 59 เนื้อหาก็คล้ายคลึงกับมาตรา 190 ในรัฐธรรมนูญปี 50 เป็นเรื่อง "การทำสนธิสัญญา" ซึ่งในมาตรา 190 เขียนเอาไว้ไม่รัดกุม รัฐธรรมนูญฉบับใหม่จึงเขียนแก้ไขให้ครบถ้วนรัดกุมยิ่งขึ้น

โดย มาตรา 190 ของรัฐธรรมนูญ ปี 50 วรรคสองเขียนไว้ว่า
"หนังสือสัญญาใดมีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทย หรือเขตพื้นที่นอกอาณาเขตซึ่ง ประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตยหรือมีเขตอำนาจตามหนังสือสัญญาหรือตามกฎหมายระหว่างประเทศ หรือจะต้องออกพระราชบัญญัติเพื่อให้การเป็นไปตามหนังสือสัญญา หรือมีผลกระทบต่อความมั่นคง ทางเศรษฐกิจหรือสังคมของประเทศอย่างกว้างขวาง หรือมีผลผูกพันด้านการค้า การลงทุน หรืองบประมาณของประเทศ อย่างมีนัยสำคัญ ต้องได้รับความเห็นชอบของรัฐสภา ในการนี้ รัฐสภาจะต้องพิจารณาให้แล้วเสร็จภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ได้รับเรื่องดังกล่าว"
คำว่า "งบประมาณของประเทศ" จะหมายถึงสนธิสัญญาอะไร? ถ้าเป็นการลงทุนโครงการใหญ่ๆ ที่ต้องใช้งบประมาณสูง สัญญาจ้างงานถือเป็นสนธิสัญญาด้วยหรือไม่? และไม่บัญญัติไว้ว่า ถ้าพิจารณาไม่แล้วเสร็จภายในหกสิบวัน จะทำอย่างไรกันต่อ.!! รัฐธรรมนูญใหม่ จึงกำหนดไว้ให้ชัดเจนว่า

"ในการนี้ รัฐสภาต้องพิจารณาให้แล้วเสร็จภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ได้รับเรื่อง หากรัฐสภาพิจารณาไม่แล้วเสร็จภายในกำหนดเวลาดังกล่าวให้ถือว่ารัฐสภาให้ความเห็นชอบ"

ในวรรคที่สามของมาตรา 190 เขียนว่า
"ก่อนการดำเนินการเพื่อทำหนังสือสัญญากับนานาประเทศหรือองค์การระหว่างประเทศ ตามวรรคสอง คณะรัฐมนตรีต้องให้ข้อมูลและจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน และต้อง ชี้แจงต่อรัฐสภาเกี่ยวกับหนังสือสัญญานั้น ในการนี้ ให้คณะรัฐมนตรีเสนอ กรอบการเจรจาต่อรัฐสภา เพื่อขอความเห็นชอบด้วย"
วรรคนี้มีความคลุมเครือ และสุ่มเสี่ยง การกำหนดให้ต้องเปิดเผยข้อมูล และจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน และต้องชี้แจงต่อสภาฯ โดยมิได้แยกประเภทของสนธิสัญญาให้ชัดเจน อาจหมายรวมถึงสนธิสัญญาทุกประเภท ซึ่งบางสนธิสัญญาอาจเป็นข้อตกลงที่เป็น "ความลับ" ระหว่างประเทศภาคีในสนธิสัญญา หากเปิดเผยออกไปอาจมีผลกระทบต่อผลได้ผลเสียกับประเทศ เช่น ข้อตกลงทางการค้าที่เป็นกรณีพิเศษ ประเทศคู่แข่งก็จะรู้ความเคลื่อนไหวทั้งหมด อีกทั้งการให้ประชาชนต้องมามีส่วนร่วม ก็เป็นการซ้ำซ้อนกับการตรวจสอบของสภา ซึ่งเป็นตัวแทนของประชาชนอยู่แล้ว มาตรา 178 ของรัฐธรรมนูญใหม่จึงตัดส่วนนี้ออกไป

ในวรรคที่สี่ของมาตรา 190 ก็ยังย้อนมาตรวจสอบกันอีก "หลังลงนาม" ในสนธิสัญญาแล้ว
"เมื่อลงนามในหนังสือสัญญาตามวรรคสองแล้ว ก่อนที่จะแสดงเจตนาให้มีผลผูกพัน คณะรัฐมนตรีต้องให้ประชาชนสามารถเข้าถึงรายละเอียดของหนังสือสัญญานั้น และในกรณีที่การปฏิบัติ ตามหนังสือสัญญาดังกล่าวก่อให้เกิดผลกระทบต่อประชาชนหรือผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม คณะรัฐมนตรีต้องดำเนินการแก้ไขหรือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบนั้นอย่างรวดเร็ว เหมาะสม และเป็นธรรม"
ก่อนลงนามก็ต้องผ่านความเห็นชอบของสภาฯก่อน หลังลงนามก็ต้องมาต้องมาเปิดเผยข้อมูลรายละเอียด ในสนธิสัญญาอีก "ก่อน" ที่จะให้มีผลผูกพัน มันซ้ำซ้อน ยอกย้อน และไม่เห็นประโยชน์อะไรที่ต้องให้มีขั้นตอนมากมายซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ในวรรคที่ห้า เขียนว่า ให้มีกฎหมายว่าด้วยการทำสนธิสัญญา
"ให้มีกฎหมายว่าด้วยการกำหนดขั้นตอนและวิธีการจัดทำหนังสือสัญญาที่มีผลกระทบ ต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือสังคมของประเทศอย่างกว้างขวาง หรือมีผลผูกพันด้านการค้า หรือการลงทุน อย่างมีนัยสำคัญ รวมทั้งการแก้ไขหรือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากการปฏิบัติตาม หนังสือสัญญาดังกล่าวโดยคำนึงถึงความเป็นธรรมระหว่างผู้ที่ได้ประโยชน์กับผู้ที่ได้รับผลกระทบ จากการปฏิบัติตามหนังสือสัญญานั้นและประชาชนทั่วไป"
จนป่านนี้ก็ยังไม่มีกฎหมายฉบับนี้ ซึ่งสาระสำคัญของวรรคที่ห้า คือการเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการทำสนธิสัญญามากกว่า ในรัฐธรรมนูญใหม่ จึงกำหนดให้มีกฎหมาย "กำหนดวิธีการ" ที่ประชาชนจะเข้ามามีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นและได้รับการเยียวยาที่จำเป็นอันเกิดจากผลกระทบของการทำหนังสือสัญญาตามวรรคสามด้วย ไม่ต้องไปออกกฎหมายว่าด้วยขั้นตอนและวิธีการจัดทำสนธิสัญญา เอาผลกระทบของประชาชนมาว่ากันให้ชัด

ส่วนวรรคท้ายก็เขียนไว้คล้ายกัน แต่เขียนชัดเจนว่า "เมื่อมีปัญหาว่าหนังสือสัญญาใดเป็นกรณีตามวรรคสองหรือวรรคสามหรือไม่ คณะรัฐมนตรีจะขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยก็ได้ ทั้งนี้ ศาลรัฐธรรมนูญต้องวินิจฉัยให้แล้วเสร็จภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับคำขอ" โดยในมาตรา 190 ไม่ได้กำหนดเงื่อนเวลาที่ศาลรัฐธรรมนูญจะต้องวินิจฉัยให้แล้วเสร็จเมื่อใด แค่กำหนดให้เป็นอำนาจหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญเท่านั้น ดังนี้
"ในกรณีที่มีปัญหาตามวรรคสอง ให้เป็นอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญที่จะวินิจฉัยชี้ขาด โดยให้นำบทบัญญัติตามมาตรา ๑๕๔ (๑) มาใช้บังคับกับการเสนอเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญโดยอนุโลม"
แค่มาตราเดียว ก็อธิบายกันยาวจนเบื่อที่จะอ่าน แต่ปล่อยผ่านไปไม่ได้ พวกจ้องบิดเบือนมันเยอะ เจตนารมณ์ดีๆ เอามาตัดทอนจนไปคนละความหมาย หาว่ากฎหมาย กกต.ปิดปากประชาชน เพื่อฮุบกินสมบัติของชาติ ใครมันจะอยู่ค้ำฟ้า รัฐบาลมันก็เปลี่ยนหน้ากันไป ผลประโยชน์อะไรที่มโนกัน

ถ้าแน่ใจว่าไม่พูดบิดเบือน ก็กล้าๆแสดงความเห็นเยี่ยงปัญญาชนสิครับ จะกลัว มาตรา 61 ไปทำไม ทำอะไรแบบพวก "ปัญญา(วัว)ชน" มันโชว์พลังความโง่ชัดๆ.!!!

ที่มา nobody06 ม. 178 ฉบับรัฐธรรมนูญ 59 ทำให้ไทยเสียดินแดนจริงหรือ?



เชฟรอนผลิตก๊าซได้เป็นอันดับ 2 ของโลกจริงไหม?

ภาพจาก https://www.facebook.com/EnergyThaiILoveYou/photos/a.1115276158503065.1073741828.1114787211885293/1212097418820938/?type=3&theater

เห็นภาพด้านบนแล้วคงต้องร้อง โอ้โห ทำไมมันได้เยอะจัง แต่จริงๆ แล้ว

ภาพในรายงานประจำปีด้านบนที่จริงแล้ว เชฟรอนผลิตก๊าซได้เป็นอันดับ 2 ของเชฟรอนทั่วโลก ไม่ใช่ของ operator ทั่วโลก

และถ้าขยายความอีกที คือ
นอกจากนี้ก็ต้องไม่ลืมว่าเชฟรอนเป็นบริษัทที่ผลิตน้ำมันเป็นหลัก ไม่ได้ผลิตก๊าซเป็นหลัก ดังนั้นจึงไม่แปลกที่ไทยผลิตก๊าซได้เป็นอันดับสองของบริษัท
แต่ถ้าถามว่าไทยผลิตก๊าซเป็นสัดส่วนเท่าไรของโลก เรามีปริมาณสำรองคิดเป็น 0.1% ของปริมาณสำรองก๊าซทั่วโลกเท่านั้น และใช้ได้อีกประมาณ 5.5 ปี ถ้าเราไม่มีการสำรวจและผลิตอย่างต่อเนื่อง และเน้นว่าปัจจุบันไทยจึงเป็นประเทศนำเข้าพลังงานสุทธิ

ข้อมูลจาก bp-statistical-review-of-world-energy-2016-workbook

"อธิปไตยพลังงาน" ....วาทกรรมไร้ความหมาย

ในช่วงเวลาสั้นๆ ที่ผ่านมา เราจะได้ยินคำว่า “อธิปไตยพลังงาน” โผล่ขึ้นมามากมายบ่อยครั้งตามสื่อต่างๆ ทั้งสื่อหลักและสื่อ Social Media (ลองพิมพ์คำนี้แล้วเข้าไปหาใน Google ดูสิครับ ท่านหาอ่านได้เป็นสิบๆ หน้าเลยครับ)

ที่มาภาพ: http://image.bangkokbiznews.com/media/images/size5/2015/02/02/a8af5caaiakjdkkb5bhdh.jpg
มีใครเคยฉุกคิดโดยใช้หลัก “กาลามสูตร” ของพระพุทธองค์มาพิจารณากันดูไหมครับ ว่าคำว่า “อธิปไตยพลังงาน” นี่หมายถึงอะไร มีความหมายความสำคัญจริงๆ แค่ไหน หรือเพียงแค่ฟังตามๆ กันมาแล้วก็พูดตามๆ กันไป เพียงเพราะมันเป็นคำที่ฟังดูดี ดูเท่ ดูดุเดือด รักชาติ รักสังคมดี
ผมขอฟันธงก่อนเลยว่า คำ “อธิปไตยพลังงาน” นี้ เป็นคำที่ไร้ความหมาย ไร้สาระ …เป็น “วาทกรรมประดิษฐ์” ที่มีผู้คิดสร้างขึ้น เพื่อชักจูงให้คนเข้าใจไปในทางที่ส่งเสริมแนวคิดทางสังคมนิยมของพวกตน เพื่อสนับสนุนให้มีการจัดตั้ง “บรรษัทพลังงานแห่งชาติ” ที่มีพวกตนเข้าไปมีบทบาทบริหารควบคุม ทั้งๆ ที่แนวคิดนี้กำลังเสื่อมความนิยมลงทั่วโลก เพราะเป็นวิธีการที่ประวัติศาสตร์ได้พิสูจน์แล้วว่า ไม่มีประสิทธิภาพ ล่อแหลมต่อการทุจริต และทำให้รัฐสุ่มเสี่ยงเกินไปโดยที่ไม่จำเป็น ซึ่งเมื่อถกเถียงกันโดยเหตุผลแล้วไม่สำเร็จ คนกลุ่มนี้ก็เลยไปใช้วิธีปลุกกระแสชาตินิยม กระแสรักชาติ รวมทั้งใช้กลยุทธ์ประชานิยม (ทำให้คนเชื่อว่าจะได้ใช้นำ้มันราคาถูก) มาจูงใจสังคม แล้วก็เลยคิดประดิษฐ์คำเท่ๆ อย่าง “อธิปไตยพลังงาน” ขึ้นมาเพื่อใช้นำปลุกระดมผู้คน

ทำไมผมถึงบังอาจสรุปอย่างนี้ …จะขออธิบายนะครับ

ถ้าไปเปิดพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน ก็จะแปลความหมายคำว่า “อธิปไตย” ว่า “อำนาจสูงสุดของรัฐที่จะใช้บังคับบัญชาภายในอาณาเขตของตน” หรือในภาษาอังกฤษก็จะตรงกับคำว่า “Sovereignty” ซึ่งก็มีความหมายตรงกัน คือหมายถึงว่า รัฐใดที่เป็นอิสระย่อมมีอำนาจอธิปไตยเหนือขอบเขตของประเทศตน จะออกกฎหมาย จะบังคับใช้กฎหมายที่ตนมีอยู่ได้ จะใช้ระบอบใดปกครองก็เป็นสิทธิ

การใช้อำนาจอธิปไตยนั้น ย่อมทำได้ภายใต้กฎหมาย ภายใต้รัฏฐาธิปัตย์ของแต่ละประเทศ แต่ทั้งนี้ก็จะต้องคำนึงถึงพันธสัญญาที่ตนมีอยู่ ทั้งกับประเทศต่างๆ หรือกับเอกชนและประชาชน ทั้งในและนอกประเทศ รวมทั้งยังต้องคำนึงถึงวัฒนธรรมการอยู่ร่วมกันในโลกนี้ด้วย

แต่เอาเข้าจริงก็มีการใช้อำนาจโดยละเมิดพันธะที่ว่าโดยประเทศต่างๆ อยู่เสมอๆ ซึ่งก็ยังสามารถทำได้และมีผลภายในเขตประเทศตน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็ย่อมต้องยอมรับผลกระทบที่ตามมา (Consequences) ด้วย เช่น ประเทศอาจออกกฎหมายยึดกิจการบางอย่างของต่างชาติที่อยู่ในเขตแดนเป็นของรัฐ หรืออาจเบี้ยวไม่ยอมรับพันธสัญญาที่ทำไว้ก็ได้ แต่สิ่งที่ตามมาก็อาจทำให้ไม่มีใครมาค้าขายลงทุนด้วยอีก หรืออาจถูกปฏิบัติตอบเยี่ยงเดียวกัน (คือยึดของเราบ้าง) หรือถ้าหนักขึ้นก็อาจจะถูกแซงก์ชัน (Sanction) ซึ่งมีตั้งแต่ระดับอ่อนอย่างการตั้งกำแพงภาษีสำหรับสินค้าบางชนิด ไปจนถึงระดับแรง เช่น งดเว้นการค้าขายการลงทุนด้วยเลย หรือถ้าหนักที่สุดก็คือการประกาศสงครามเข้าต่อสู้รุกรานโดยกองทัพกันเลย (มีน้อยครั้งนะครับ และต้องเป็นเรื่องใหญ่จริงๆ)

จะขอยกตัวอย่างใกล้ๆ ตัวนะครับ …อย่างการที่เราถูกกล่าวหาใน TIP Report ว่าไม่เอาจริงกับการแก้ปัญหาการค้ามนุษย์ หรือถูกให้ใบเหลืองจาก IUU เรื่องประมงผิดกฎหมาย อันอาจทำให้ถูกกีดกันการค้า หรืองดนำเข้าอาหารทะเลจากไทย ซึ่งโดย “อำนาจอธิปไตย” เราอาจจะเมินเฉย ด่ากลับ โดยไม่ทำอะไรก็ย่อมได้ แต่ก็ต้องยอมรับผลที่อาจทำให้สินค้าไทยจะขายไม่ออก หรือทำให้อุตสาหกรรมอาหารทะเลต้องพังพินาศไป ที่เราต้องนั่งมุ่งมั่นแก้ปัญหาอย่างจริงจัง ไม่ใช่เพราะเราไม่มี “อธิปไตยอาหารทะเล” หรอกนะครับ แต่เพราะเราไม่อยากเผชิญผลกระทบต่างหาก

หรืออีกสักตัวอย่างหนึ่ง การที่ประเทศไทยโดนฟ้องโดยเอกชนในศาลอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศว่าละเมิดสัญญาคุ้มครองการค้าที่ทำกับเยอรมันในกรณีบริษัททางยกระดับดอนเมืองโทลเวย์ แล้วเราแพ้คดี โดนปรับกว่า 30 ล้านยูโร แล้วไม่ยอมจ่าย ทำให้รัฐบาลเยอรมันทำการยึดเครื่องบินพระที่นั่งของสมเด็จพระบรมฯ ที่เข้าไปในเขตประเทศเขาเมื่อปี 2554 จนต้องยอมเอาหนังสือค้ำประกันธนาคารไปแลกเครื่องบินคืนมา ซึ่งถ้าเราเลือกที่จะดื้อดึงใช้อำนาจอธิปไตยตอบโต้ เช่น ยึดทรัพย์รัฐบาลเยอรมัน หรือของเอกชนที่อยู่ในประเทศเราบ้างก็ย่อมทำได้ แต่ก็คงจะส่งผลลุกลามร้ายแรงไปกว่านี้ ซึ่งที่เรายอมไปก็ไม่ได้แปลว่าเราไม่มี “อธิปไตยทางด่วน” ใดๆ ทั้งสิ้น

ขอกลับมาเรื่อง “อธิปไตยพลังงาน” นะครับ ที่ออกมาตะโกนก้องว่า “เราจะต้องเสียอธิปไตยพลังงาน” ถ้าไม่ทำตามที่พวกท่านเรียกร้อง คือ ถ้าไม่ยึดแหล่งพลังงานมาทำเอง ถ้าไม่ตั้งบรรษัทพลังงานแห่งชาติขึ้นมาเป็นเจ้าของและบริหารควบคุม (แล้วตั้งพวกท่านเข้าไปบริหารบรรษัทอีกทีหนึ่ง) ถ้าไม่เปลี่ยนระบบจากที่เคยให้สัมปทานเอกชนไปเป็นระบบแบ่งปันผลผลิต หรือว่าจ้างผลิต ก็จะถือว่ายกทรัพยากรให้เอกชน ให้ต่างชาติ เพราะว่าน้ำมันจะเป็นของเขา รัฐจะนั่งรอให้เขาเอาไปขายแล้วรอแบ่งเงินค่าภาคหลวงค่าภาษี ไม่ได้มีอำนาจที่จะขนเอาน้ำมันมาเข้าคลัง มาจัดการขายเองเอาเงินเอง (ทำอย่างกับว่ารัฐทำเป็น ทำเก่ง)

หรือกระทั่งบางคนถึงกับกล่าวหาว่า ที่เราใช้ระบบสัมปทานให้เอกชนขุดหาแหล่งพลังงาน โดยรัฐเก็บค่าภาคหลวงและภาษีต่างๆ เป็นตัวเงินในช่วงสามสิบปีที่ผ่านมานั้น เป็นการที่เราไม่มีอธิปไตยทางพลังงานตลอดมา พอสัมปทานจะครบอายุจึงเป็นเวลาที่จะต้องเอา “อธิปไตยพลังงาน” ที่สูญเสียไปนานกลับคืนมาเสียที โดยการจัดตั้งบรรษัทที่ว่าและเปลี่ยนระบบมาเป็นแบบที่เขาเรียกร้อง

ผมขอบอกเลยว่า ไม่ว่าจะมีบรรษัทที่รัฐเป็นเจ้าของ 100% ลงทุนเอง เสี่ยงเอง บริหารเอง หรือมีรัฐวิสาหกิจที่รัฐถือหุ้นแค่ครึ่งเดียว หรือจะให้เอกชนแข่งขันกันทำทั้ง 100% (เหมือนพวกประเทศพัฒนาแล้วเกือบทุกแห่ง) ไม่ว่าจะใช้ระบบสัมปทาน (Concession) ไม่ว่าจะใช้ระบบแบ่งปันผลผลิต (Product Sharing) หรือจะว่าจ้างผลิต จะเป็นแบบไหนระบบใด ไม่มีความเกี่ยวข้องกับ “อธิปไตย” หรือ “อำนาจอธิปไตย” ใดๆ ทั้งสิ้น

ประเทศไทย รัฐบาลไทย ศาลไทย รัฐสภาไทย จะยังคงมีอำนาจอธิปไตยเหนือดินแดนไทยตลอดไป เรายังสามารถออกกฎหมายบังคับใช้กับทุกๆ คนที่ประกอบกิจการในเขตดินแดนไทยได้ทุกอย่าง จะออกกฎหมายยึดคืนในรูปแบบต่างๆ ก็ยังได้เลย (เหมือนอย่างเวเนซุเอลา ประเทศที่เคยเป็นแม่แบบของเหล่านักทวงคืนเคยทำไงครับ แต่เดี๋ยวนี้เวเนฯ เละตุ้มเป๊ะไปแล้ว พวกท่านก็เลยแกล้งลืมไม่พูดถึงอีก) แต่อย่างที่ว่าแหละครับ …ทำไปก็ต้องรับผลกระทบที่ตามมาด้วย

เรื่องของทรัพยากรธรรมชาตินั้น ทั้งตามกฎหมายไทย กฎหมายสากล ส่วนใหญ่นั้นก็เหมือนๆ กัน คือ เป็นสมบัติของรัฐของส่วนรวม แม้อยู่ใต้ที่ดินเรายังไม่ใช่ของเราเลย แต่การที่จัดสรรแบ่งให้เอกชนทำ จะเป็นชาวไทยหรือต่างชาตินั้นก็เพราะเพื่อให้มีประสิทธิภาพ มีเทคโนโลยี รวมทั้งประหยัดทรัพยากรภาครัฐไปทำอย่างอื่นที่จำเป็นกว่า และที่สำคัญ รัฐไม่ต้องรับความเสี่ยงในกิจกรรมที่รู้ชัดๆ ว่ามีความเสี่ยงสูง จะใช้ระบบใดก็ยังถือว่าทรัพยากรนั้นเป็นของรัฐ …อย่างนำ้มันนั้น ถ้ามีเหตุจำเป็น เช่น ยามขาดแคลนจัด หรือยามสงคราม รัฐสามารถบังคับให้เอกชนต้องตั้งสำรองเพิ่มหรือแม้จะให้ส่งผลิตภัณฑ์ทั้งหมดให้รัฐเลยก็ยังทำได้ (ถ้ามีการชดเชยตามสมควรก็ถือว่าเป็นเรื่องปกติยอมรับได้ด้วยซ้ำ) ทำอะไรอย่างไรก็ไม่เสียอธิปไตยใดๆ ทั้งสิ้น

จะว่าไป …การที่ศาลปกครองสูงสุดออกมาพิพากษาให้ ปตท. ต้องคืนท่อก๊าซบนที่ดินที่ได้มาจากการใช้อำนาจรัฐเวนคืนเมื่อปี 2549 นั้น ก็ถือได้ว่าเป็นการใช้อำนาจอธิปไตยของศาลที่ให้ยึดสมบัติที่ทั้งรัฐบาลผู้ขายหุ้นและนักลงทุนหลายแสนคนผู้ซื้อหุ้นต่างเข้าใจมาตลอดว่ามันเป็นสมบัติของ ปตท. ที่ได้แบ่งขายให้ผู้ถือหุ้นทุกคนร่วมเป็นเจ้าของไปแล้ว การที่ศาลอ้างว่าเป็นไปตามมาตรา 24 ของ พ.ร.บ.ทุนรัฐวิสาหกิจ 2542 ผมอ่าน ม.24 หลายสิบรอบก็ยังไม่สามารถเห็นด้วยกับศาลเลย …แต่เอาเถอะครับ จะถูกจะผิดอย่างไร ถึงจะไม่เห็นด้วย แต่เนื่องจากศาลท่านเป็นผู้ใช้อำนาจอธิปไตยในเรื่องนี้ เราก็ต้องเคารพและทำตาม และก็พยายามลดผลกระทบโดยการทำให้นักลงทุนเข้าใจ (การที่ผู้บริหาร ปตท. ออกมาประกาศว่าจะเคารพการตัดสินทุกอย่างของศาลก็เป็นเรื่องถูกต้องและสมควรแล้ว เป็นเรื่องที่ต้องทำอยู่แล้ว ไม่เห็นน่าตื่นเต้นใดๆ เลย ไม่งั้นท่านก็ต้องย้ายกิจการทั้งหมดไปอยู่ประเทศอื่น …แต่น่าสังเกตว่ากลุ่มผู้ฟ้องกลับไม่ยักเคารพคำตัดสินของศาลแฮะ ได้คืบจะเอาศอกเอาวา ไม่ยอมเลิก จะเอาให้ประเทศพังจนสะใจให้ได้)

ถึงตอนนี้ …ผมก็ขอเรียกร้องว่า จะถกเถียงว่าจะทำอะไร อย่างไร ให้ใครทำ จะตั้งบรรษัทหรือไม่ จะใช้ระบบใด ก็ขอให้ถกกันโดยเหตุโดยผล ยกข้อดีข้อเสียของแต่ละแบบแต่ละระบบมาถกกัน ยกประสบการณ์ของนานาประเทศมาพิจารณา เลิกใช้วาทกรรมประดิษฐ์ไร้ความหมายอย่างคำว่า “อธิปไตยพลังงาน” มาปลุกระดมผู้คนเสียทีเถิดครับ …อย่าดูถูกประชาชนนักเลยครับ

หมายเหตุ: เผยแพร่ครั้งแรกในเฟซบุ๊ก Banyong Pongpanich วันที่ 19 กรกฎาคม 2559 "อธิปไตยพลังงาน" ....วาทกรรมไร้ความหมาย (19 กรกฎาคม 2559)

คนไทยทราบหรือไม่เราส่งออกน้ำมันสำเร็จรูปมูลค่ามากกว่าข้าว

เห็นพาดหัวแล้วน่าจะตกใจว่า เห้ย!! เราส่งออกน้ำมันสำเร็จรูปมากกว่าข้าวอีก




แล้วไง?

ในความเป็นจริงแล้ว ประเทศไทย เป็นประเทศที่ต้องนำเข้าพลังงานสุทธิ...

เราไม่ได้เป็นประเทศที่ร่ำรวยพลังงาน
เราต้องนำเข้าทั้ง น้ำมันดิบ ก๊าซธรรมชาติ ถ่านหิน ไฟฟ้า
เรามีทางเลือกไม่มากนัก
พลังงานสีเขียว อาจเป็นพลังงานทางเลือกที่ต้องส่งเสริมอย่างต่อเนื่อง
และด้วยเทคโนโลยีในปัจจุบันยังไม่สามารถพัฒนาเป็นพลังงานหลักได้

ในปีที่ผ่านมา ประเทศไทยได้ดุลการค้า โดยมูลค่าการส่งออกสินค้ามากกว่ามูลค่าการนำเข้าสินค้า อยู่ประมาณ 3.2 แสนล้านบาท แต่เราขาดดุลพลังงาน ต้องจ่ายเงินออกไปสุทธิกว่า 7.5 แสนล้านบาท ยังดีที่อยู่ในช่วงราคาน้ำมันดิบตกต่ำ (ปีที่ผ่านมาขาดดุล 1.18 ล้านล้านบาท) หมายความว่า เงินทองที่หามาได้ต้องใช้จ่ายไปเพื่อนำพลังงานกลับเข้ามาใช้ ซึ่งส่วนใหญ่ใช้ในภาคอุตสาหกรรมและภาคการขนส่ง (ใช้พลังงานรวมกันประมาณร้อยละ 70)

ที่มา รู้ให้จริง..ไม่บิดเบือน

ประเทศไทยมีค่าใช้จ่ายด้านพลังงานปีละกว่า 2 ล้านล้านบาท คิดเป็นประมาณร้อยละ 15 ของมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ แม้พลังงานส่วนหนึ่งที่เราสามารถผลิตได้เอง(ปิโตรเลียม) จะช่วยลดการนำเข้าไปแล้วกว่า 4 แสนล้านบาท แต่เรายังต้องสูญเสียเงินออกไปเพื่อนำพลังงานกลับเข้ามาขับเคลื่อนประเทศ 

ประเทศไทยจึงไม่ได้เป็นประเทศที่ร่ำรวยพลังงาน เราผลิตได้ไม่พอใช้ ต้องนำเข้า และ ต้องนำเข้ามากขึ้นๆ ในอนาคต

การสำรวจและผลิตปิโตรเลียมภายในประเทศ และ การส่งเสริม สนับสนุน พลังงานทดแทน พลังงานทางเลือก และ การอนุรักษ์พลังงาน จึงมีความสำคัญมากต่อความอยู่รอดของประเทศในอนาคต

โดยหากเราพิจารณาจากข้อความที่มีการบอกว่า ส่งออกข้าวมูลค่าน้อยกว่าน้ำมันสำเร็จรูป เราต้องมองไปถึงว่า


  • ข้าวเป็นผลผลิตที่ได้จากการเพาะปลูกภายในประเทศ ซึ่งต่างจากน้ำมันดิบ (เราต้องนำเข้าน้ำมันเพื่อให้ประเทศพอใช้ ถึง 85%)
  • เรานำเข้าน้ำมันดิบเข้ามากลั่นเพื่อให้เพียงพอใช้กับในประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งดีเซล และน้ำมันดิบไม่ได้กลั่นออกมาได้แต่ดีเซล ยังได้เบนซิน และ อย่างอื่นอีก 
  • ดังนั้นเราจึงมีการส่งออกน้ำมันที่เหลือใช้ และนำเข้ามากลั่นเพิ่ม เป็นการสร้างมูลค่าให้กับเศรษฐกิจ
  • เหนือสิ่งอื่นใด รายได้รัฐ ก็ได้เพิ่มตามมูลค่าของสินค้า ได้ภาษี และ ผลประโยชน์ต่างๆ จากปิโตรเลียมด้วย
สุดท้ายทิ้งไว้ให้คิด ถ้าเราส่งออกเยอะและมีการติดอันดับโลกนั่นนี่ตามที่มีการบอกกล่าวกันในโลกโซเชียล ทำไม OPEC (Organization of the Petroleum Exporting Countries) ไม่ชวนเราเข้ากลุ่มเสียหล่ะ

หายนะของเวเนฯจากการทวงคืนพลังงาน

หายนะของVenezuela.......(9 กรกฎาคม 2559)
มันเริ่มมาจาก....."ทวงคืนพลังงาน"นี่แหละครับ




จากประเทศที่มีปริมาณน้ำมันดิบสำรองที่พิสูจน์แล้ว(Proven Reserve)มากที่สุดในโลก โดยมีถึง 297,740 ล้านบาร์เรล (ซาอุเป็นอันดับสอง มี 268,350 ล้าน) ซึ่งถ้าคิดตามกำลังผลิตปัจจุบัน(วันละ 2.2 ล้านบาร์เรล) เท่ากับว่ามีProven Reserve ใช้ได้ไปถึง 330 ปีเลยทีเดียว (นี่ขนาดยังไม่นับpossible & probable reserveอีกนะครับ) ...ถามว่าเค้าจะเก็บเอาไว้ให้ลูกหลานโดยไม่ยอมเชื่อตามคนอื่น ว่าโลกจะเลิกใช้น้ำมันเป็นแหล่งพลังงานหลักภายในไม่กี่สิบปีนี้ยังงั้นหรือ ...เปล่าหรอกครับ ที่เค้าไม่ผลิตมากๆก็เพราะไม่มีศักยภาพ ไม่มีเทคโนโลยี่ ไม่มีการลงทุน และไม่มีประสิทธิภาพ(ทำให้ต้นทุนจะแซงราคาน้ำมันอยู่แล้ว)

...รับรองว่าในร้อยปีข้างหน้าลูกหลานต้องมาก่นด่าว่า"มึงเก็บไอ้โคลนเหลวๆไร้ค่าพวกนี้ไว้ให้กูทำไม"
ย้อนหลังไปเมื่อเพียงแค่ไม่กี่สิบปีก่อน ...เมื่อนำ้มันกลายเป็นแหล่งพลังงานที่สำคัญที่สุดแซงถ่านหิน เวเนซูเอล่าได้เป็นตัวตั้งตัวตีร่วมกับอีกสี่ประเทศอาหรับจัดตั้งOPECขึ้นมาในปี 1960 และร่วมมือสร้างOil Embargo ทำให้เกิดวิกฤติราคานำ้มัน(Oil Shocks)ขึ้นสองช่วง(1973-74 และ1979-80) ราคานำ้มันตลาดโลกขึ้นจาก $3/bbl เป็นเกือบ $40/bbl ปั่นป่วนไปทั่วโลก แต่ประเทศผู้ผลิตนำ้มันส่งออกกลายเป็นประเทศร่ำรวยกันเป็นแถว

สำหรับเวเนซูเอล่า ...ในช่วงต้นทศวรรษ 1970s เคยผลิตปิโตรเลียมได้ถึงวันละ 3.8 ล้านบาร์เรลเท่าๆกับซาอุดิอาราเบีย และจากการที่ราคานำ้มันเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้รายได้ประชาชาติต่อคนเพิ่มพรวดเกือบห้าเท่าตัวจาก $920 ในปี1970 มาเป็น $4,375 ในปี1980 กลายเป็นประเทศพัฒนาแล้ว และร่ำรวยที่สุดในอเมริกาใต้เลยทีเดียว (ปี1980 ไทยมี GDP $682/คน บราซิลมี $1,923)

พอร่ำรวยก็เริ่มเหิมเกริม เกิดกระบวนการ"ทวงคืนพลังงาน" โดยในปี1976 ประธานาธิบดี Carlos Andre Perez ก็ได้จัดตั้ง "บรรษัทพลังงานแห่งชาติเวเนซูเอลา" Petróleos de Venezuela, S.A. (PDVSA) ขึ้นแล้วเริ่มยึดคืนกิจการน้ำมันจากทุนพลังงาน โดยเฉพาะจากต่างชาติ ให้รัฐเข้าเป็นเจ้าของและก็เป็นผู้บริหารเองทั้งหมด ซึ่งในระยะแรกๆก็ยังใช้ระบบและผู้บริหารชาวเวเนฯที่เดิมเคยทำงานให้กับบริษัทน้ำมันข้ามชาติทั้งหลายบริหารต่อไป ทำให้ประสิทธิภาพต่างๆ ก็ยังพอไปได้ดีอยู่

แต่พอนานๆเข้าก็เหมือน"รัฐวิสาหกิจ"ทั้งหลายในแทบทุกแห่ง ที่ประสิทธิภาพไม่ใช่เป้าหมายสำคัญ มีการเพิ่มคนที่เป็นพรรคพวกเข้าไปเยอะแยะ(มีข่าวว่ายุคชาเวซมีการเอาพวกNGOsเข้าไปทำงานในPDVSAเพื่อกินเงินเดือนเยอะเลย) การลงทุนมีน้อยและไม่ได้ผล ต้นทุนการผลิตเลยสูงขึ้นๆ ในขณะที่ผลผลิตลดลง ...มีรายงานการศึกษาว่าจากเดิมช่วง1976-1992 PDVSAเคยมีต้นทุนแค่ 21% นำเงินส่งรัฐสูงถึง79%ของรายได้ แต่พอมาช่วง1993-2000 ต้นทุนกลับพุ่งสูงถึง64% เหลือเงินให้รัฐแค่36% ทั้งๆที่ราคานำมันเฉลี่ยสูงขึ้นตั้งเยอะ ...นี่แหละครับ"บรรษัทพลังงานแห่งชาติ"PDVSAที่เคยเป็นต้นแบบของนักทวงคืนชาวไทย

พอนักสังคมนิยมเต็มตัว Hugo Chavez ขึ้นเป็นประธานาธิบดีในช่วง 1999-2013 เวเนซูเอล่าก็กลายเป็นสังคมนิยมเต็มตัวตามแบบอย่างลูกพี่ใหญ่ ฟิเดล คาสโตรแห่งคิวบา รัฐยึดกิจการอื่นๆมาทำเองมากมาย และใช้รายได้จากนำ้มันทำโครงการประชานิยมต่างๆ รวมทั้งอุดหนุนราคาน้ำมันให้ประชาชนใช้ลิตรละไม่ถึง 5 บาท จนชาเวซได้รับความนิยมสูงสุดได้รับเลือกตั้งใหม่ด้วยคะแนนร่วม60% อีกสามครั้ง จนตายคาตำแหน่งด้วยวัยเพียง58ปี

ในช่วง2002 พนักงานPDVSAที่ทนการแทรกแซงไม่ไหว ประท้วงหยุดงานร่วมสองเดือน แต่ในที่สุดรัฐบาลก็ชนะ และChavez ก็เลยไล่พนักงานออก 19,000คน แล้วแทนที่โดยพวกสมุนที่จงรักภักดีที่มีNGOsปนอยู่ไม่น้อย และนั่นก็เลยทำให้ประสิทธิภาพยิ่งเสื่อมลงๆ

มาถึงวันนี้ จากการที่บริหารอย่างไม่มีประสิทธิภาพ ขาดเทคโนโลยี่ ไม่มีการลงทุนที่เหมาะสม การผลิตน้ำมันที่เป็นแหล่งรายได้สำคัญที่สุดของประเทศตกตำ่ลงมากและต้นทุนสูงมาก เวเนซูเอล่าผลิตนำ้มันได้เพียงวันละ2.2ล้านบาร์เรล(จากแผนที่เคยประกาศว่าจะผลิต 5 ล้าน/วัน) ทั้งๆที่มีปริมาณสำรองล้นเหลือ และเคยผลิตได้ถึง 3.5 ล้านต่อวันเมื่อ1970 (ซาอุที่เคยผลิตเท่ากันเมื่อสี่สิบปีก่อน วันนี้ผลิตวันละ 10.0ล้าน ...นี่แบบยั้งๆเกรงใจตลาดแล้วนะครับ)

สำหรับเศรษฐกิจทั้งระบบยิ่งไม่ต้องพูดถึง ทุกอย่างหยุดชะงัก เงินสำรองต่างประเทศเกลี้ยงคลัง ไม่สามารถจ่ายค่าสินค้านำเข้า ค่าเงินลดฮวบฮาบ จากที่เคยเป็นแค่ 6.3VEF ต่อ1USD เมื่อ5ปีก่อน ตอนนี้ซื้อขายกันในตลาดมืดถึง1,000VEFต่อ1USD เงินเฟ้อปีละหลายร้อยเปอร์เซนต์ เศรษฐกิจติดลบไปร่วม10%ในสองปี ...ที่แย่กว่าก็คือ สินค้าอุปโภคบริโภค ทั้งยารักษาโรค ขาดแคลนสุดๆ ประชาชนต้องอดอยากลำบากแสนสาหัส เกิดจลาจลแย่งอาหารกันไปทั่ว

นี่แหละครับ เริ่มต้นจาก. ...ทวงคืนพลังงาน ...บรรษัทพลังงานแห่งชาติ. ...เอาคนไม่เป็นมาบริหาร 

...สังคมนิยม. ...ประชานิยม สุดท้ายมันก็พัง กลายเป็น"ประเทศที่ล้มเหลว" Failed Nation สมบูรณ์แบบ
แต่คงไม่เป็นไรกระมังครับ ถ้าเค้าเรียกร้องทวงคืนพลังงาน ตั้ง"บรรษัทพลังงานแห่งชาติ"สำเร็จ ในระยะสั้นคงยังไม่มีปัญหา อย่างน้อยเค้าก็ต้องพยายามลดราคานำ้มันเอาใจกองเชียร์ ทำให้เราได้ใช้ของถูกไปด้วย อย่างเวเนซูเอล่า กว่าจะพังพาบก็ยื้อไปได้ตั้งสี่สิบปี(แต่อย่าลืมว่าเค้ามีสำรองสามร้อยปี ของเรามีแค่เจ็ดปีนาครับ) ถ้าไทยยื้อได้สี่สิบปี ตอนนั้นผมก็อายุร้อยสอง คงไม่เดือดร้อนมากถ้าจะต้องอดตายหรือขาดยารักษาในตอนนั้น ก็ขอให้ลูกหลานโชคดีก็แล้วกันนะครับ



ที่มา Banyong Pongpanich หายนะของเวเนฯจากการทวงคืนพลังงาน

รสนาเงิบอีกศาลอุทธรณ์ยืนตามศาลชั้นต้นยกฟ้องอดีตซีอีโอ ปตท. คดีไม่มีมูล

ศาลอุทธรณ์ยืนตามศาลชั้นต้นยกฟ้องอดีตซีอีโอ ปตท. คดีไม่มีมูล จากกรณี นางสาวรสนา โตสิตระกูล เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายไพรินทร์ ชูโชติถาวร กับพวกรวม 4 คน ว่าให้สัมภาษณ์ใน นสพ.ไทยโพสต์  ฉบับแทบลอยด์ ประจำวันที่ 20-26 ก.ค.2557 และผ่านทางเว็บไซต์ www.thaipost.net หัวข้อข่าว “อย่าปลุกชาตินิยมพลังงาน” 



โดยมีเจตนาใส่ความตนให้เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง และฟ้องว่าเป็นความผิดอาญาฐานหมิ่นประมาท ทั้งนี้ ศาลชั้นต้นได้ไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่า "คดีไม่มีมูล" จึงพิพากษายกฟ้อง แต่นางสาวรสนาได้อุทธรณ์ ซึ่งในที่สุดศาลอุทธรณ์ได้พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น โดยอ่านคำพิพากษาเมื่อวันที่ 15 มิ.ย.2559 ว่า คำฟ้องโจทก์ไม่มีมูล เนื่องจากฟังไม่ได้ว่าการที่จำเลยที่ 1 ให้สัมภาษณ์ต่อ นสพ.ไทยโพสต์ หมายความถึงโจทก์ ทั้งเนื้อหาการให้สัมภาษณ์ก็มิได้เป็นการใส่ความให้โจทก์เสื่อมเสียชื่อเสียง การกระทำของจำเลยทั้ง 4 จึงไม่เป็นการหมิ่นประมาทตามที่โจทก์ยื่นฟ้อง

เรื่องเดิม ศาลยกฟ้องเพราะ ไม่ได้เข้าข่าย ผิด พรบ. คอมพิวเตอร์
อ่านคำพิพากษาฉบับเต็มได้ที่ ภาพด้านคำพิพากษาด้านล่าง














อธิปไตยและอิสรภาพทางพลังงาน(2)

ในโพสต์ที่แล้วผมได้วิเคราะห์ถึงคำแถลงคัดค้านของ คปพ.ที่มีต่อร่างแก้ไขพรบ.ปิโตรเลียมฯของกระทรวงพลังงานว่ามีเนื้อหาเน้นหนักอยู่ในสองประเด็นหลัก คือ เรื่องสิทธิในการบริหารจัดการปิโตรเลียมที่ค้นพบและผลิตได้ในประเทศ และเรื่องการจัดตั้งบรรษัทพลังงานแห่งชาติ



เรามาลงในรายละเอียดกันสักหน่อยว่าการได้สิทธิ์ไนการบริหารจัดการปิโตรเลียมเองนั้นจะทำให้เรามีอธิปไตยและอิสรภาพทางพลังงานมากขึ้นหรืออย่างไร

ถ้าพรบ.ปิโตรเลียมบัญญัติไว้อย่างที่คปพ,ต้องการ คือปิดทางเลือกที่รัฐจะมอบให้ผู้ประกอบการสามารถนำเอาปิโตรเลียมที่ค้นพบและผลิตได้ไปขายและแบ่งผลประโยชน์ให้แก่รัฐตามสัญญาในรูปของตัวเงิน รัฐก็จะต้องรับส่วนแบ่งเป็นผลิตภัณฑ์เท่านั้น (ซึ่งร่างพรบ.ที่กระทรวงเสนอ รัฐจะรับส่วนแบ่งเป็นผลิตภัณฑ์ก็ได้)

เมื่อรัฐรับมาเป็นผลิตภัณฑ์ เพื่อให้ได้รายได้สูงสุดรัฐก็ต้องนำเอาผลิตภัณฑ์นั้นไปขายในราคาตลาดเพื่อให้ได้เป็นเงินมาเป็นรายได้แผ่นดิน หรือจะแบ่งส่วนหนึ่งเป็นกองทุนเอาไว้อุดหนุนราคาน้ำมัน หรือเอาไว้ใช้จ่ายในโครงการสวัสดิการสังคมต่างๆอย่างที่คปพ.ตั้งเป้าหมายเอาไว้ (จริงๆแล้วมันก็คือเงินก้อนดียวกันกับรายได้จากค่าภาคหลวงและภาษีปิโตรเลียมในปัจจุบันนั่นแหละ เพียงแต่ปัจจุบันเขาเอาเข้าหลวงทั้งหมด แต่ตามพรบ.ปิโตรเลียมของคปพ.จะแบ่งเอาไปตั้งกองทุนเพื่อบริหารเองแบบสสส.)

ถามว่ารัฐจะเอาปิโตรเลียมที่เป็นน้ำมันหรือก๊าซไปกลั่นเองหรือแยกก๊าซเองแล้วนำออกขายให้ประชาชนในราคาถูกๆได้หรือไม่ คำตอบคือทำได้ครับ แต่จะมีความยุ่งยากในการบริหารจัดการเป็นอย่างมาก

ข้อสำคัญปริมาณปิโตรเลียมที่รัฐได้มาก็ไม่เพียงพอที่จะใช้บริโภคภายในประเทศ ต้องนำเข้าอีกมากทั้งก๊าซและน้ำมัน ดังนั้นในทางปฏิบัติจึงไม่มีใครทำกัน แม้แต่ประเทศที่ร่ำรวยจากการส่งออกน้ำมันอย่างในตะวันออกกลาง หรือมาเลเซีย เขาก็เลือกที่จะเอาปิโตรเลียมที่ได้มาไปขายในราคาตลาด แล้วเอาเงินรายได้จากการขายปิโตรเลียมมาอุดหนุนราคาพลังงานในประเทศ หรือไม่เก็บภาษีจากน้ำมัน จึงทำให้ประเทศเหล่านี้จำหน่ายน้ำมันให้ประชาชนได้ในราคาถูก อย่างที่มีผู้ชอบนำมาอ้างอิงกัน

ดังนั้นจะเห็นได้ว่าไม่ว่าจะรับมาเป็นผลิตภัณฑ์แล้วเอามาบริหารจัดการเอง หรือมอบหมายให้ผู้ประกอบการคู่สัญญาไปบริหารจัดการแทน เป้าหมายสุดท้ายก็เหมือนกันคือ ต้องการให้ได้ตัวเงินที่เป็นรายได้ของประเทศสูงที่สุดด้วยค่าใช้จ่ายที่ต่ำที่สุด รั่วไหลน้อยที่สุด โปร่งใสและตรวจสอบได้ ซึ่งทั้งหมดนี้คือเรื่องของประสิทธิภาพในการบริหารจัดการทั้งสิ้น (Management Efficiency) ไม่ได้มีอะไรเกี่ยวข้องกับอธิปไตยหรืออิสรภาพทางพลังงานแม้แต่น้อย เพราะรัฐยังมีอำนาจเต็มที่ที่จะสั่งการหรือให้ความเห็นชอบและตรวจสอบต่อการดำเนินการใดๆของผู้ประกอบการคู่สัญญา และสั่งระงับหรือปฏิเสธการดำเนินการใดๆที่ทำให้รัฐเสียผลประโยชน์ได้

ซึ่งในหลายๆประเทศที่ใช้ระบบแบ่งปันผลผลิตก็ใช้หลักการนี้คือไม่ได้รับส่วนแบ่งเป็นผลิตภัณฑ์แต่อย่างใด แต่ได้มอบหมายให้ผู้ประกอบการซึ่งเป็นผู้ที่มีความรู้ ความชำนาญ และมีความเป็นมืออาชีพมากกว่า เป็นผู้บริหารจัดการแทน อย่างเช่นประเทศเมียนมาร์ที่มีผู้ชอบยกตัวอย่างอยู่เสมอๆว่าได้เปลี่ยนจากระบบสัมปทานไปเป็นระบบแบ่งปันผลผลิตหมดแล้ว ก็ยังคงให้บริษัทปตท.สผ.ที่ไปลงทุนสำรวจและผลิตก๊าซธรรมชาติในเมียนมาร์เป็นผู้บริหารจัดการปิโตรเลียมที่ผลิตได้ โดยรัฐคอยรับส่วนแบ่งรายได้เป็นเงินเหมือนเดิม

อย่างนี้จะบอกว่ารัฐบาลเมียนมาร์สูญเสียอธิปไตยและอิสรภาพทางพลังงานให้ไทยใช่หรือไม่
นอกจากวาทกรรมเรื่องนี้ ล่าสุดกลุ่มคปพ.ยังได้มีความพยายามจะลากเอาการเมืองระหว่างประเทศเข้ามาพัวพันกับเรื่องร่างแก้ไข

พรบ.ปิโตรเลียมในครั้งนี้ โดยพยายามโยงว่าการแก้ไขร่าง
พรบ.ปิโตรเลียมครั้งนี้มีเบื้องหลังเพื่อผลประโยชน์ของกลุ่มทุนจากต่างประเทศ เหมือนกับการร่างพรบ.ปิโตรเลียมในปี 2514 ที่มี CIA อยู่เบื้องหลัง จึงเป็นการเขียนโดยฝรั่ง เพื่อฝรั่ง ฝรั่งร่าง ฝรั่งรวย

ฟังแล้วช่างเป็นวาทกรรมที่ดูถูกคนไทย เห็นคนไทยรุ่นพ่อรุ่นแม่ที่ทำงานเพื่อชาติบ้านเมืองเป็นคนโง่เขลาเบาปัญญาเสียนี่กระไร !!!
มนูญ ศิริวรรณ
6 ก.ค. 59

ที่มา มนูญ ศิริวรรณ อธิปไตยและอิสรภาพทางพลังงาน(2)

อธิปไตยและอิสรภาพทางพลังงาน(1)

กลุ่มเครือข่ายประชาชนปฏิรูปพลังงานไทย (คปพ.) ได้ออกมาแถลงคัดค้าน(อีกที) ต่อร่างแก้ไขพรบ.ปิโตรเลียมสองฉบับของกระทรวงพลังงานที่ได้ผ่านความเห็นชอบจากคระรัฐมนตรีและที่ประชุมของสภานิติบัญญัติแห่งชาติในวาระที่หนึ่งไปเรียบร้อยแล้ว และกำลังอยู่ในระหว่างการเปิดให้มีการแปรญัตติของคณะกรรมาธิการวิสามัญก่อนนำเข้าสู่การพิจารณาในวาระที่สองต่อไป



เนื้อหาของการคัดค้านที่สำคัญก็คือ กลุ่มคปพ.เห็นว่าแม้ร่างแก้ไขพรบ.ดังกล่าวจะได้เพิ่มระบบแบ่งปันผลผลิต (PSC) และระบบจ้างผลิต (Service Contract-SC) ไว้ในร่างแก้ไขพรบ.แล้วก็ตาม แต่กฏหมายก็ยังเปิดช่องให้สิทธิในการบริหารและขายปิโตรเลียมยังคงตกอยู่ในมือเอกชนเช่นเดิม โดยรัฐทำหน้าที่รอรับผลประโยชน์จากรายได้ที่เอกชนขายปิโตรเลียมได้ตามส่วนแบ่งที่ตกลงกัน

ซึ่งตรงนี้ทางฝ่ายคปพ.เห็นว่าร่างพรบ,ฉบับนี้ยังไม่สามารถนำอธิปไตยและอิสรภาพทางพลังงานกลับคืนมาให้ประเทศชาติอย่างแท้จริง

ในความคิดของกลุ่มคปพ. เพื่อให้เรามีอธิปไตยและอิสรภาพทางพลังงานดังกล่าวอย่างแท้จริง รัฐจะต้องเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในการบริหารและขายปิโตรเลียมเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระบบจ้างผลิตนั้นรัฐจะต้องดำเนินการเองทั้งหมด100% โดยเอกชนจะรับแต่เพียงค่าจ้างผลิตเท่านั้น

เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ดังกล่าว คปพ.จึงเห็นว่ามีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องจัดตั้งบรรษัทพลังงานแห่งชาติขึ้นเพื่อบริหารจัดการในเรื่องนี้ ดังนั้นการที่ร่างแก้ไขพรบ.ปิโตรเลียมฯไม่บัญญัติเรื่องการจัดตั้งบรรษัทพลังงานแห่งชาติขึ้นตามที่คปพ.เรียกร้อง จึงเท่ากับเป็นการยกอธิปไตยในการขายปิโตรเลียมที่ผลิตได้ให้กับเอกชน

จะเห็นได้ว่าเนื้อหาสำคัญๆที่กลุ่มคปพ.คัดค้านร่างแก้ไข พรบ.ปิโตรเลียมของกระทรวงพลังงานที่กำลังพิจารณากันอยู่ในสภาฯมีอยู่เพียงสองเรื่องใหญ่ๆเท่านั้น คือ เรื่องการบริหารจัดการปิโตรเลียมที่รัฐต้องเป็นคนบริหารจัดการเองโดยถือเป็นเรื่องอธิปไตยทางพลังงาน และเรื่องการจัดตั้งบรรษัทพลังงานแห่งชาติเพื่อรองรับการบริหารจัดการนั้น

สำหรับเรื่องแรก ผมอยากตั้งข้อสังเกตว่า ถ้ารัฐไม่ได้บริหารจัดการปิโตรเลียมที่ได้มาด้วยตนเอง จะถือว่าเราไม่มีอธิปไตยและอิสรภาพทางพลังงานจริงหรือเปล่า หรือเป็นแค่วาทกรรมปลุกเร้าความรู้สึกชาตินิยมให้คุกรุ่นขึ้นมาเท่านั้น

การบริหารจัดการปิโตรเลียมที่ผลิตได้ในประเทศนั้นมีหลายรูปแบบและหลายวิธี ไม่จำเป็นว่ารัฐจะต้องเป็นผู้บริหารจัดการเองเสมอไป แต่หลักการสำคัญคือต้องเน้นหลักความเป็นมืออาชีพ มีประสิทธิภาพ ได้ประโยชน์สูงสุด และโปร่งใสตรวจสอบได้

ซึ่งถ้าเอาเงื่อนไขเหล่านี้เข้าจับแล้วลองพิจารณาดู ก็จะเห็นว่าการให้รัฐบริหารจัดการเองทั้งหมด หรือ ให้เอกชนบริหารจัดการโดยมีรัฐเข้าร่วมตรวจสอบ แบบไหนจะมีประสิทธิภาพดีกว่ากัน

ส่วนในเรื่องบรรษัทพลังงานแห่งชาตินั้นก็ขึ้นอยู่กับรูปแบบการจัดตั้งครับ ว่าจะจัดตั้งขึ้นเป็นแบบใด
ถ้าจัดตั้งขึ้นมาเป็นองค์กรที่รับมอบทรัพย์สินในแปลงสัมปทานที่จะหมดอายุ แล้วเข้าร่วมทุนกับผู้ประกอบการรายใหม่หรือรายเดิมก็แล้วแต่ หรือจะเข้าร่วมประมูลในแปลงปิโตรลียมที่จะเปิดสำรวจใหม่ก็คงไม่มีปัญหา

แต่ถ้าจะตั้งเป็นบรรษัทพลังงานแห่งชาติตามรูปแบบที่คปพ.เสนอให้กินรวบเบ็ดเสร็จเป็นทั้ง regulator และ operator แถมยังมีอำนาจสารพัด ผมคงรับไม่ได้

กลัวจะเป็นยักษ์ในตะเกียงวิเศษตัวใหม่ครับ !!!

มนูญ ศิริวรรณ
30 มิ.ย. 59

ที่มา มนูญ ศิริวรรณ อธิปไตยและอิสรภาพทางพลังงาน(1)

บริษัทนํ้ามันแห่งชาติ (ตอน3) ประเทศอื่นเขาลดเลิก บรรษัทพลังงานแห่งชาติกันแล้ว

บรรษัทพลังงานแห่งชาติ : การพาประเทศถอยหลังลงเหว
ตอนที่ 3 .. ประเทศอื่นเขาลด หรือ เลิก บรรษัทพลังงานแห่งชาติกันแล้ว



ปกติเวลาเราซื้อสินค้า หรือ บริการอะไร ... ถ้าสินค้าหรือบริการนั้น มันดี เราชอบ ถูกใจ... เราก้อจะซื้อสินค้าหรือบริการนั้นต่อๆไปใช่ไหมครับ...
.
แล้วถ้าสินค้าหรือบริการนั้น มันไม่ดี มันห่วย เราไม่ชอบ ไม่ถุกใจ ... เราก้อจะ ลด หรือ เลิก.... การซื้อสินค้าหรือบริการอันนั้น..ใช่ไหมครับ
.
ที่ผมจะบอกก้อคือว่า .....
ประเทศเยอะมากๆ ที่เขาลด หรือ เลิก "บรรษัทพลังงานแห่งชาติ" กันแล้วนะครับ !!!!!
.
สาเหตุที่เขาลด หรือ เลิก .... ก้อมาจากความไร้ประสิทธิภาพ กินจุ พุงโต .... แถมคอรัปชั่น โกงกินกันมโหฬารนั่นแหละครับ ...
.
ลองมาดูกันนะครับ ... ว่าประเทศไหนที่เขาลด หรือ เลิก "บรรษัทพลังงานแห่งชาติ" ....
.
1. ซาอุดิอารเบีย ... ประเทศที่มีปริมาณนํ้ามันเกือบจะมากที่สุดในโลก
.
ประกาศจะขายหุ้น Saudi Aramco บริษัทนํ้ามันแห่งชาติของซาอุดิอารเบีย มูลค่า 2 ล้านล้านดอลล่าสหรัฐ...เป็นการทั่วไปเป็นครั้งแรก ....ลดความเป็นเจ้าของของรัฐลง.... เข้าตลาดหุ้นนิวยอร์ค ลอนดอน
http://www.newshub.asia/…/saudi-plans-selling-state-oil-com…
.
2. รัสเซีย ... ประเทศที่มีก๊าซมหาศาลของโลก
.
รัสเซียขายหุ้นใน Rosneft บริษัทนํ้ามันแห่งชาติของรัสเซีย เป็นการทั่วไปเป็นครั้งแรก...ตั้งแต่ปี 2006 ... เข้าตลาดหุ้นครับ แล้วก้อจะขายหุ้นเพิ่มอีก เพื่อลดความเป็นเจ้าของของรัฐลงอีก
http://www.themoscowtimes.com/article/512082.html
.
3. จีน ... ประเทศที่บุกสํารวจ ซื้อแหล่งพลังงานทั่วโลก
.
ขาย Sinopec เข้าตลาดหุ้นฮ่องกง ... ลดความเป็นเจ้าของของรัฐลง
http://www.scmp.com/…/sinopec-plans-us15b-listing-oilfield-…
.
China National Petroleum Corp.(CNPC)ของทางการจีน .-ขายหุ้นเข้าตลาดหุ้น เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดความเป็นเจ้าของของรัฐลง
http://www.bloomberg.com/…/china-s-cnpc-considering-oilfiel…
.
4. ไนจีเรีย ... ประเทศที่มีปริมาณสํารองนํ้ามันระดับtop10ของโลก
.
หลังจากมีการทุจริค คอรับชั่นในบริษัทนํ้ามันแห่งชาติมโหฬาร .. ไนจีเรียได้เดินหน้าปฎิรูป ลดความเป็นเจ้าของของรัฐลง เพิ่ิมประสิทธิภาพ .... ไนจีเรียจะขายหุ้นบริษัทนํ้ามันแห่งชาติ..เข้าตลาดหุ้น ในปี 2018
http://www.egyptoil-gas.com/…/nigerian-state-oil-company-t…/
5. บราซิล ... ที่มีการคอรับชั่นไปกว่า 7หมื่นล้านในบริษัทนํ้ามันแห่งชาติ Petrobras .... ประกาศขายหุ้น 79 พันล้านดอลล่าร์สหรัฐในบริษัทนํ้ามันแห่งชาติ Petrobras ...... ลดความเป็นเจ้าของของรัฐลง
http://www.scotsman.com/…/petrobras-eyes-79bn-ipo-as-brazil…
.
6. ยูเครน ... ประกาศขายหุ้นNaftogaz บริษัทนํ้ามันและแก๊ซแห่งชาติของยูเครน เข้าตลาดหุ้น ลดความเป็นเจ้าของของรัฐลง
http://www.prnewswire.com/…/ukraines-state-oil--gas-monopol…
.
.
<<<< ในขณะที่ประเทศที่เขาเคยใช้... เขาลด หรือ เลิก "บรรษัทพลังงานแห่งชาติ"กันแล้ว >>>>
.
แต่ กลุ่ม "เครือข่ายประชาชนปฎิรูปพลังงานไทย (คปพ.) กลับเสนอให้ตั้ง "บรรษัทพลังงานแห่งชาติ" .....
.
กินยาผิดป่ะครับ ...เห็นแล้วอนาถจิตแทนประเทศไทยจริงๆ !!!!
.
สิ่งที่คปพ.เสนอไม่ใช่แค่ถอยหลังเข้าคลองนะครับ..
.
มันคือการพาประเทศถอยหลังลงเหวครับ !!!!

ที่มา  วิโรจน์ พิริยะธรรมวงศ์ บริษัทนํ้ามันแห่งชาติ (ตอน3) ประเทศอื่นเขาลดเลิก บรรษัทพลังงานแห่งชาติกันแล้ว

บริษัทนํ้ามันแห่งชาติ (ตอน2) เปิดโอกาสให้เกิดการทุจริตครั้งมโหฬาร

บรรษัทพลังงานแห่งชาติ : การพาประเทศถอยหลังลงเหว
ตอนที่ 2...การทุจริตคอรัปชั่น - ไม่โปร่งใส ตรวจสอบยาก -การเปิดทางให้นักการเมืองเข้ามายุ่มย่าม
.


เห็น กลุ่ม "เครือข่ายประชาชนปฎิรูปพลังงานไทย (คปพ.) เสนอให้ตั้ง "บรรษัทพลังงานแห่งชาติ" หรือ บริษัทนํ้ามันแห่งชาติ หรือ ชื่ออื่นๆทํานองนี้ ( แต่ไส้ในเหมือนเดิม 555) ..แล้วอนาถจิตแทนประเทศไทยจริงๆ.
.
สิ่งที่คปพ.เสนอไม่ใช่แค่ถอยหลังเข้าคลองนะครับ..
.
มันคือการพาประเทศถอยหลังลงเหวครับ !!!!
.

ทําไมผมถึงพูดแบบนั้น บอกแบบนั้น่ะเหรอครับ ...
คือมันมีรายงานการศึกษา วิเคราะห์ วิจัย ..มาแล้วครับ ว่า ...
.
2. บริษัทนํ้ามันแห่งชาติ (National Oil Company = NOC) .. มันเปิดโอกาสให้เกิดการทุจริตครั้งมโหฬารครับ..
.
PricewaterhouseCooper ในปี 1998 ได้ตรวจสอบและรายงานว่า Pertamina บริษัทนํ้ามันแห่งชาติของอินโดนีเซีย ได้สูญเสียเงินไปกับการทุจริตของนักการเมืองอินโดนีเซีย 6.1 พันล้านดอลล่าร์สหรัฐ คิดเป็นเงินไทยราว 210,000 ล้านบาท (Linde, 2000)
.
ในมาเลเซีย ได้มีการตั้งข้อหานายกรัฐมนตรีว่าใช้ Petronas บริษัทนํ้ามันแห่งชาติของมาเลเซีย ให้ช่วยเหลือ shipping companyของลูกชาย (Mehden & Tronner, 2007, หน้า13)
.
บราซิล สูญ 7 หมื่นล้าน จากคอร์รัปชั่นครั้งใหญ่..
http://www.nationmobi.com/2010/news_detailforeign_video.php?item_id=378453219
.
ในประเทศไนจีเรีย ... Ngozi Okonjo-Iweala รัฐมนตรีคลังของไนจีเรีย ได้ระบุว่า ... นํ้ามันของบริษัทนํ้ามันแห่งชาติไนจีเรียถูกขโมยไป 400,000 บาร์เรล/วัน.....Oby Ezekwesili จากWorld Bank ระบุว่า รายได้ของบริษัทนั้ามันแห่งชาติไนจีเรียถูกขโมยไป 400 พันล้านดอลล่าร์สหรัฐ หรือ 400,000ล้านดอลล่าร์สหรัฐ คิดเป็นเงินไทยราว 14 ล้านล้านบาท ..นับแต่ประเทศได้รับอิสระภาพในปี 1960 !!!!!
http://www.businessinsider.com/the-scope-of-corruption-in-nigerian-oil-is-truly-horrifying-2012-10
.
ในจีน .... เกิดการทุจริตคอรัปชั่นในบริษัทนํ้ามันแห่งชาติของจีน... จนนําไปสู่การจับกุม ส่งศาลตัดสินจําคุก 16 ปี 20 ปี ผู้นําในพรรคคอมมิวนิสต์จีนหลายคน
http://www.ft.com/cms/s/0/d105d696-70c8-11e5-9b9e-690fdae72044.html#axzz4Cweu7Bdz
.
.
*** หน้าที่ของบรรษัทพลังงานแห่งชาติที่คปพ.เสนอ ... มันอนุมัติเอง ชงเอง กินเองหมด...*** ขาดการตรวจสอบ-ถ่วงดุล... เทียบกับที่ปัจจุบัน มีการแบ่งแยกหน้าที่ ตรวจสอบ ถ่วงดุลกัน..****
.
**** ที่ตลกร้ายมากกว่านั้นมากๆคือ โครงสร้างกรรมการบรรษัทพลังงานแห่งชาติ ที่คปพ.เสนอ ..... ผมเห็นหน้าแกนนําคปพ.ลอยมาหลายคนเลยครับ(น่าจะเกินครึ่งของกรรมการ) .......นี่เปนสิ่งที่บอกว่า...
.
ไอ้ที่เรียกร้องนู่น นี่นั่น สุดท้ายก้อคือทําเพื่อตัวเอง....เพื่อให้ตัวเองมีอํานาจ มีเก้าอี้นั่ง เลิกแอบอ้างประชาชนได้แล้วครับ..
.
.
ผมคนนึงละที่เกลียดการทุจริต คอรัปชัน

ผมคนนึงละที่ไม่เอา บรรษัทพลังงานแห่งชาติ" หรือ บริษัทนํ้ามันแห่งชาติที่คปพ.เสนอ ........ บอกเลย !!!!

ที่มา  วิโรจน์ พิริยะธรรมวงศ์ บริษัทนํ้ามันแห่งชาติ (ตอน2) เปิดโอกาสให้เกิดการทุจริตครั้งมโหฬาร

บริษัทนํ้ามันแห่งชาติ (ตอน1) คนเยอะเส้นใหญ่ไร้ประสิทธิภาพ

บรรษัทพลังงานแห่งชาติ : การพาประเทศถอยหลังลงเหว 


ตอนที่ 1 - จมปลักกับความไร้ประสิทธิภาพ
.
.
เห็น กลุ่ม "เครือข่ายประชาชนปฎิรูปพลังงานไทย (คปพ.) เสนอให้ตั้ง "บรรษัทพลังงานแห่งชาติ" หรือ บริษัทนํ้ามันแห่งชาติ หรือ ชื่ออื่นๆทํานองนี้ ( แต่ไส้ในเหมือนเดิม 555) ..แล้วอนาถจิตแทนประเทศไทยจริงๆ. 
.
สิ่งที่คปพ.เสนอไม่ใช่แค่ถอยหลังเข้าคลองนะครับ...
มันคือการพาประเทศถอยหลังลงเหวครับ !!!!
.

ทําไมผมถึงพูดแบบนั้น บอกแบบนั้น่ะเหรอครับ ...
คือมันมีรายงานการศึกษา วิเคราะห์ วิจัย ..มาแล้วครับ ว่า ....
.
1. บริษัทนํ้ามันแห่งชาติ (National Oil Company = NOC) .. มันไร้ประสิทธิภาพครับ..
.
Al-Obaidan และ Scully (1991) ได้ศึกษาเปรียบเทียบ ประสิทธิภาพของ 44 บริษัทพลังานที่ไม่ใช่NOC เทียบกับ NOC.ในปี1980 ..... พบว่า บริษัทพลังานที่ไม่ใช่NOC มีประสิทธิภาพสูงกว่า NOC ถึง 65%...
.
ยิ่งไปกว่านั้น Eller, Hartley และ Medlock III (2007)ได้ทําการศึกษาวิเคราะประสิทธิภาพของบริษัทนั้ามันระดับ top100 ระหว่างปี 2002-2004 ...... ก็ยืนยันในทางเดียวกับการศึกษาของ Al-Obaidan และ Scully คือ major fivesบริษัทนํ้ามันที่ไม่ใช่บริษัทนํ้ามันแห่งชาติ (ExxonMobil, BP, Shell, Chevronและ ConocoPhillips) มีประสิทธิภาพสูงกว่า NOC 70 %...
.
การไร้ประสิทธิภาพของNOC นั้นเกิดจากปริมาณคนทํางานที่มากเกินจําเป็น หรือ "คนล้นงาน" นั่นเอง .... นอกจากปัญหาเรื่องปริมาณแล้ว .. คุณภาพคนก้อเป็นปัญหา ได้คนที่ความรู้ ความสามารถไม่ถึง ทําให้ไม่สามารถทํางานให้บรรลุภาระกิจขององค์กรที่ยาก ซับซ้อนได้ ..การรับคนเข้าทำงานก็มีเส้นสาย พรรคพวก ญาติพี่น้องของคนใหญ่ คนโตในนั้น คนของนักการเมือง พรรคการเมืองเข้ามา.
.
คุ้นๆไม๊ครับ... คล้ายกับสภาพของรัฐวิสาหกิจไทยที่รัฐเป็นเจ้าของ100% มากมายหลายแห่ง !!!!
ที่เจ๊งแล้ว เจ๊งอีก บริการห่วย... จนนายกตู่ต้องตั้งซุปเปอร์บอร์ดเพื่อมาแก้ปัญหาลูกๆรัฐวิสาหกิจของรัฐที่กินจุ พุงโต บริการห่วย เจ๊งแล้วเจ๊งอีกเหล่านี้.....
.
ผมคนนึงละที่ไม่เอา บรรษัทพลังงานแห่งชาติ" หรือ บริษัทนํ้ามันแห่งชาติที่คปพ.เสนอ ........ บอกเลย !!!!

ที่มา วิโรจน์ พิริยะธรรมวงศ์ บริษัทนํ้ามันแห่งชาติคนเยอะเส้นใหญ่ไร้ประสิทธิภาพ

ระบบสัมปทาน ไม่ได้ทำให้ไทยเสียอธิปไตย แต่พัฒนาทรัพยากรขึ้นมาใช้เต็มที่ สร้างองค์กรของไทย และสร้างรายได้เข้ารัฐมหาศาล

Energy Guru อ่านบทความคุณปานเทพ แห่งเอเอสทีวี หนึ่งในแกนนำ คปพ. เขียนย้ำเรื่องอธิปไตยทางพลังงาน ชวนให้คนเข้าใจผิดว่า รัฐบาลคสช. รัฐมนตรีพลังงาน พลเอก อนันตร กำลังจะทำให้ประเทศสูญเสียความเป็นอธิปไตยทางพลังงานไปอีกครั้ง เพราะไม่ยอมตั้งบรรษัทพลังงานแห่งชาติ เพื่อมาบริหารจัดการกรรมสิทธิ์ ปิโตรเลียม



กลับไปอ่านหน้าเฟซบุค ของคุณธีระชัย อดีตรัฐมนตรีคลัง และแกนนำอีกคน ของ คปพ. ก็ทั้งเขียนทั้งเล่า เรื่องเดียวกันนี้ พร้อมเปิดข้อมูลขุมทรัพย์แหล่งเอราวัณ บงกช ทำนองบริษัทผู้รับสัมปทาน เข้ามากอบโกยทรัพยากรปิโตรเลียมของประเทศ ได้กำไรไปมหาศาล

ควบคู่ไปกับขบวนการล่ารายชื่อมวลชน 10,000 รายชื่อมาเสนอร่างกฏหมายปิโตรเลียมฉบับ คปพ. ที่เอาไปผูกไว้กับเรื่องรับไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งไม่น่าจะเกี่ยวกันได้ ( คงหวังว่าหากปลุกกระแส กฏหมายปิโตรเลียม ได้ มากเท่าไหร่ ฝั่งตัวจะมีอำนาจต่อรองรัฐบาลได้มากขึ้น เรียกว่าเปิดศึกตีขนาบกันเป็นขบวน

ที่จริงถ้าใครฟัง พลเอกอนันตพร ชี้แจงกับสนช. ถึงเหตุผลที่ควรรับร่างแก้ไข พ.ร.บ. ปิโตรเลียม ทั้ง2 ฉบับ ก็ตรงไปตรงมา ไม่ได้มีวาระซ่อนเร้นอะไรเหมือนที่คุณปานเทพอยากจะให้เป็น เพราะพลเอกอนันตพร ก็พูดชัด ว่าต้องการจะเพิ่มทางเลือกเรื่องแบ่งปันผลผลิต มาใช้ในการบริหารจัดการแหล่งปิโตรเลียม2แหล่งใหญ่คือเอราวัณ บงกช ที่ใกล้จะหมดอายุ และไม่สามารถต่ออายุสัมปทานได้อีก เพราะเคยต่ออายุไปแล้ว

การไม่ตั้งบรรษัทพลังงานแห่งชาติขึ้นมาใหม่ เพราะกระบวนการต่างๆต้องใช้เวลา ใช้งบประมาณ จึงให้คนกลางมาทำหน้าที่ศึกษา ถึงผลดีผลเสีย ที่สำคัญคือรัฐบาลเข้าใจถึงปัญหาวิกฤตพลังงานที่จะเกิดขึ้นหากการผลิตก๊าซจากทั้ง2แหล่งหยุดชะงัก ว่าจะส่งผลรุนแรงต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศเพียงใด จึงใช้ความเด็ดขาดในการดำเนินการ เพราะถ้าลงไปเล่นเกมกับ คปพ.ซึ่งรู้อยู่แล้วว่าใครต้องการอะไร ก็จะเสียเวลาเสียโอกาสของประเทศไปเปล่าๆ

เพราะเรื่องของการสูญเสียอธิปไตยทางพลังงาน ที่คปพ.ย้ำแล้วย้ำอีกกับมวลชนของตนนั้น เป็นแค่เพียงวาทกรรม ไม่ได้เป็นความจริง ระบบสัมปทานที่ประเทศเราใช้มาเกือบ 40 ปี ไม่ได้ทำให้ไทยต้องเป็นเมืองขึ้นใคร รัฐไม่ได้ตกอยู่ใต้อำนาจของบริษัทผู้รับสัมปทาน รายไหนเลย ในทางตรงกันข้าม ระบบสัมปทานปิโตรเลียมนี้ต่างๆ ที่ทำให้เกิดการลงทุนสำรวจผลิตปิโตรเลียม จนสามารถค้นพบแหล่งก๊าซใหม่ๆ และทำให้ไทยเข้าสู่ยุคโชติช่วงชัชวาลย์ มีการสร้างมูลค่าเพิ่มให้ทรัพยากรด้วยอุตสาหกรรมปิโตรเคมี รัฐสามารถที่จะมีบริษัทปตท ปตท.สผ. มาเป็นมือไม้ แขนขา ที่จะต่อกรกับบริษัทพลังงานข้ามชาติรายใหญ่ในอุตสาหกรรมปิโตรเลียมทั้งต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำได้ ดอกผลที่เกิดขึ้น ก็ประจักษ์ชัดอยู่แล้ว ว่า ไทยไม่เคยต้องเสียอธิปไตยทางพลังงาน ตามวาทกรรมที่ คปพ.สร้างขึ้นเพื่อหวังสร้างกระแสแนวร่วมจากกลุ่มคนผู้รักชาติเลย

รูปแบบบรรษัทพลังงานแห่งชาติที่คปพ.พยายาม นำเสนอ นั่นต่างหาก ที่จะเป็นกรงขังความเจริญประเทศ พาทุกอย่างถอยหลัง ตัวอย่างของเวเนซุเอลา ก็ปรากฏให้เห็นอยู่แล้ว คุณปานเทพ ทิ้งท้ายบทความของตัวเอง ทำนองว่า ประวัติศาสตร์จะบันทึกว่าคณะรัฐมนตรีที่นำโดย พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้ถืออำนาจรัฏฐาธิปัตย์และสนช.เป็นผู้ทำให้ไทยสูญเสียอธิปไตยทางพลังงาน แต่ผู้รู้ในวงการกลับจะมองตรงกันข้ามว่า คณะคสช.และสนช. ชุดนี้ ต่างหากที่เป็นผู้กล้าหาญในการตัดสินใจนำพาประเทศให้รอดพ้นจากวิกฤตพลังงาน และพยายามที่จะนำทรัพยากรปิโตรเลียมของประเทศ มาบริหารจัดการให้เกิดประโยชน์สูงสุดสำหรับคนไทยทั้งประเทศ โดยที่ยังสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ ให้ยังขยายการลงทุนอย่างต่อเนื่อง ไม่ทิ้งภาระด้านงบประมาณไว้ให้ลูกหลานต้องตามชดใช้ในอนาคต

ที่มา Energy Guru  ระบบสัมปทาน ไม่ได้ทำให้ไทยเสียอธิปไตย แต่พัฒนาทรัพยากรขึ้นมาใช้เต็มที่ สร้างองค์กรของไทย และสร้างรายได้เข้ารัฐมหาศาล