จบเรื่องท่อ ปตท. อีกครั้ง


สรุปสาระสำคัญของเนื้อหาทั้งหมด

- 2551 ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งว่าดำเนินการครบถ้วนแล้ว
- 2552 สตง. ระบุในหนังสือว่า คำสั่งศาลฯ ถือเป็นที่ยุติ ซึ่งศาลฯ ได้ยืนยันตอบ สตง. แล้วว่าคืนท่อครบ - 2553 ครม. รับทราบการดำเนินการตามมติที่ให้หน่วยงานเกี่ยวข้องปฏิบัติตามคำสั่งศาลฯ
- 2552 – 2559 ศาลฯ ยกคำร้องของมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค และผู้ร้องอื่นๆ พร้อมทั้งจำหน่ายคดีออกจากระบบ
- 2552 – 2559 สตง. เป็นผู้สอบบัญชี ได้รับรองงบการเงินของ ปตท. ที่แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์ โดยไม่มีเงื่อนไขหรือหมายเหตุเรื่องคืนท่อไม่ครบ
- 2560 ศาลฯ ระบุว่า ความเห็น คตง. ไม่ผูกพันศาลฯ
- 2560 นายศรีราชา แล น.ส. รสนา ถูกตัดสินลงโทษตักเตือน กรณีละเมิดอำนาจศาลฯ ในการวิจารณ์คำสั่งเรื่องคืนท่อ ซึ่งศาลฯ ระบุคำสั่งศาลว่าในปี 2551 ได้พิจารณาภาพรวมทั้งหมดในการปฏิบัติตามคำพิพากษาแล้ว
การที่มีการหยิบยก มาตรา 157 มาเพื่อจะบังคับให้รัฐบาลและปตท.ทำตามมติคตง. แทนคำพิพากษา และคำวินิจฉัย จึงเป็นเรื่องที่ทำไม่ได้
ที่มา PTT INSIGHT จบเรื่องท่อ ปตท.

อ่านบทความ เปิดทุกคำพิพากษา! ปตท. ส่งมอบท่อก๊าซธรรมชาติครบหรือไม่
เนื้อหาสรุปสาระสำคัญจากภาพ จบเรื่องท่อ ปตท.

รู้แล้วอึ้ง... เหตุผลที่ ปตท. เปิดเผยรายชื่อ ผู้ถือหุ้นอุปการคุณไม่ได้

เรื่องการให้เปิดเผยรายชื่อหุ้นผู้มีอุปการคุณ ปตท. ที่มีกลุ่มคนบางกลุ่ม หยิบมาเป็นประเด็นนั้น



การเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล ถือว่าเป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคล (มาตรา 24 หน่วยงานของรัฐจะเปิดเผยข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลที่อยู่ในความควบคุมดูแลของตนต่อหน่วยงานของรัฐแห่งอื่นหรือผู้อื่น โดยปราศจากความยินยอมเป็นหนังสือ ของเจ้าของข้อมูลที่ให้ไว้ล่วงหน้าหรือในขณะนั้นมิได้ เว้นแต่เป็นการเปิดเผยดังต่อไปนี้....... http://phatthalung.police.go.th/download/information/21-25.html




หุ้นอุปการคุณถือเป็นหลักปฏิบัติทั่วไปของการกระจายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ ราคา 35 บาท ไม่ใช่ราคา 10 บาทไม่ได้มีราคาถูกกว่าราคาหุ้นที่เปิดให้จองในตลาดหลักทรัพย์อย่างที่เข้าใจ และมีขั้นต่ำในการซื้อด้วย

อย่าลืมการลงทุนมีความเสี่ยง ในตอนที่หุ้น ปตท. เข้าตลาด มีการขึ้น-ลงอยู่ในระดับที่ใกล้เคียงกับราคาจองเกือบปี หรือบางช่วงอยู่ในระดับต่ำกว่าราคาจองด้วยซ้ำกว่า 6 เดือน (29 บาท) นักลงทุนตอนนั้นทั้งติดบนดอย ทั้งเฉือนเนื้อกันขายทิ้งกันก็มี ทนถือเก็บไว้จนราคาเงยหัวขึ้นก็มี หากคนกลุ่มก้อนนั้นจะมาตีโพยตีพายกันตอนนี้ว่าทำให้เสียประโยชน์ไม่ได้หุ้นอุปการคุณในตอนนั้น ตอนที่เปิดตลาดใหม่ๆ ราคาหุ้นลงมาต่ำกว่าราคาจองก็น่าจะรีบมาช้อนซื้อกันไป ไม่ใช่มาโวยวายตอนหุ้นเพิ่มไป 300-400 บาท เรียกว่าอยากได้กำไรง่ายๆ ว่างั้น


หรืออยากได้รายชื่อจนตัวสั่น จนต้องไปละเมิดสิทธิ์ผู้อื่น จนให้หน่วยงานรัฐถูกฟ้อง

ที่มาภาพ PTT INSIGHT https://goo.gl/GA4EQk
ที่มาข้อมูล เรื่องการเปิดเผยชื่อหุ้นผู้มีอุปการคุณ ปตท. เป็นเรื่องละเมิดสิทธิ์ผู้ถือหุ้น

รู้แล้วจะอึ้ง ว่า NGO ใครบ้างถือหุ้น ปตท.


รู้แล้วจะอึ้ง ว่า NGO ใครบ้างถือหุ้น ปตท. อยากรู้ไปมา อ่าว!! พวกเดียวกันนี่หว่า

ถลกหนังเอ็นจีโอ กับ การถือครองหุ้น ปตท.



ปัญหาแปรรูป ปตท. ทำท่าจะจบได้สวย แต่ก็ยังไม่จบดี เพราะกลุ่มเอ็นจีโอในนามมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ยังคงตามรังควาญไม่เลิก

ยื่นฟ้องศาลฯให้หยุดพักการซื้อขายหุ้น ปตท.จนกว่ากระบวนการโอนทรัพย์สินจะเรียบร้อย

เคลื่อนไหวผลักดันจะให้มีการเอาผิดทั้งทางคดีอาญาและแพ่งในกรณีไม่มีการโอนทรัพย์สินท่อก๊าซและที่ดิน ตอน ปตท. แปลงสภาพเป็น บมจ.ไปแล้ว

และร้องแรกแหกกระเฌอกล่าวหาคนไปทั่วว่า มีผลประโยชน์ทับซ้อนในการถือครองหุ้นปตท.

แต่น่าแปลกอย่างยิ่ง เบื้องหลังกลุ่มประทุษร้ายบ้านเมืองกลุ่มนี้  กลับมีเบื้องหลังที่ค่อนข้างจะสกปรก น่าสังเวชใจอย่างไม่น่าเชิ่อ

ในขณะที่พวกเขากล่าวให้ร้ายคนอื่น พวกเขากลับเป็นพวกถือครองหุ้น ปตท.อยู่ไม่ใช่น้อย!

เข้าถือหุ้น ปตท.โดยตัวเองก็มี และถือหุ้นโดยเครือญาติที่ใช้นามสกุลเดียวกันก็มี รวมแล้วประมาณ 3 แสนหุ้น

ในบรรดากรรมการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภคที่ฟ้องร้อง ปตท.จำนวน  11  คน มีตัวกรรมการและญาติกรรมการที่ใช้นามสกุลเดียวกัน ถือหุ้น ปตท.อยู่ถึง 5 คน

ประธานกรรมการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค  คือ  นส.จิราพร ลิมปานนท์ ได้หุ้นจองไอพีโอ 8,000 หุ้น และญาติที่ใช้นามสกุลเดียวกันอีก 5,000 หุ้น

ญาติกรรมการที่ชื่อ นางสุวรรณา อัศวเรืองชัย ถือครองหุ้นจองอยู่ถึง 1 แสนหุ้น

ญาติกรรมการที่ชื่อ นพ.ชูชัย ศุภวงศ์ ได้หุ้นจองไปทั้งสิ้น 26,000 หุ้น

และญาติกรรมการที่ชื่อ นายสุรเกียรติ อาชานานุภาพ ได้หุ้นจองไป 3 พันหุ้น

ทนายความผู้รับมอบอำนาจฟ้องร้อง ปตท. ที่ชื่อ ชัยวัฒน์  แสงอรุณ มีชื่อคนในครอบครัวแสงอรุณถือหุ้นตั้งแต่ตอนจองไอพีโอ และหลังไอพีโอ รวมกันแล้วถึง 111,031 หุ้น

ปตท. เพิ่งจายปันผลระหว่างกาลตอนครึ่งปีไปหุ้นละ 9.25 บาท รวมแล้วตระกูลแสงอรุณรับเงินปันผลหุ้นปตท.ไปแล้วทั้งสิ้น 1.02 ล้านบาท

นี่ปลายปี จะรับปันผลปตท.เพิ่มอีกหุ้นละ 5 บาท ตระกูลนี้ก็จะได้เงินปันผลอีก 555,155 บาท รวมทั้งปีรับเงินปันผลไป 1.5 ล้านบาทแค่นั้นเอง

นี่มันอะไรกันเนี่ย! ไปฟ้องศาลปกครองว่า กระบวนการรับฟังความคิดเห็นประชาชน กระทำโดยปิดบังซ่อนเร้น ประชาชนไม่ได้รับรู้ข่าวสารในวงกว้าง

แต่ญาติพี่น้องและตัวกรรมการผู้ร้อง กลับรับรู้ข่าวสารเป็นอันดี   แถมยังได้หุ้นจองที่กล่าวหาไปทั่วว่า กระจายหุ้นโดยไม่เป็นธรรมเสียด้วย

จะเรียกคนที่มีพฤติกรรมกลับกลอกพวกนี้ว่า อะไรดีเล่า

เป็นพวกปากว่าตาขยิบ,  พวกเกลียดตัวกินใข่ เกลียดปลาไหลกินแกง หรือ พวกมนุษย์ลวงโลก ก็ดูจะน้อยไป

แต่ที่แน่ๆพวกเขาเป็นพวกชอบประทุษร้ายสังคม

ผมไม่กลัวการฟ้องร้องเลยสักนิด ฟ้องมาเถอะ จะได้แฉกันให้จะๆกว่านี้ บ้านเมืองจะล่มจมก็เพราะพวกบ้าคลั่งเหล่านี้

วันที่ 18 ธ.ค. 2550

ที่มา ขี่พายุทะลุฟ้า
ที่มา ถลกหนังเอ็นจีโอ กับ การถือครองหุ้น ปตท.

เรื่องท่อก๊าซฯ จะฟ้องกี่ครั้งผลก็เหมือนเดิม



เรื่องท่อก๊าซฯ จะฟ้องกี่ครั้งผลก็เหมือนเดิม ศาลระบุชัด “หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ดำเนินการตามคำพิพากษาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว” ไม่อาจนำมาฟ้องคดีได้อีก



ข้อความด้านบนเป็นส่วนหนึ่งในคำสั่งล่าสุดของศาลปกครอง ในคดีหมายเลขดำเลขที่ ๖๐๓/๒๕๖๐ คดีหมายเลขแดงที่ ๗๖๘/๒๕๖๐ สืบเนื่องจากกรณีล่าสุด ที่มีผู้ฟ้องคดีดังกล่าวต่อศาลปกครองอีกครั้ง

โดยในคำฟ้องมีการระบุให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งรวม ๗ ข้อ ซึ่งคดีนี้มีสองประเด็นสำคัญที่ศาลจะต้องพิจารณาคือ คำฟ้องของผู้ฟ้องคดีเป็นคำฟ้องที่ศาลสามารถรับไว้พิจารณาได้หรือไม่

โดยศาลได้พิเคราะห์แล้วเห็นว่า แม้เนื้อหาของคดีจะอยู่ในขอบเขตอำนาจของศาลปกครอง แต่ผู้ฟ้องคดีไม่ใช่ผู้มีส่วนได้เสียหรือประโยชน์โดยตรง อีกทั้งไม่สามารถแสดงให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรมได้ว่า การโอนคืนท่อก๊าซธรรมชาติของ บริษัท ปตท.ให้แก่กระทรวงการคลัง ซึ่งผู้ฟ้องเห็นว่าเป็นการกระทำที่ไม่ถูกต้องนั้น ก่อให้ความเดือดร้อนหรือเสียหาย หรืออาจจะก่อความเดือดร้อนหรือเสียหายแก่ผู้ฟ้องคดีโดยตรงและเป็นการเฉพาะตัวอย่างไร

นอกจากนั้นที่สำคัญยังระบุว่า


“การที่ผู้ฟ้องคดีขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ กระทำการโอนคืนสาธารณะสมบัติของแผ่นดิน(ท่อก๊าซฯ)จากบริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) ให้แก่กระทรวงการคลังตามคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด ในคดีหมายเลขดำที่ ฟ. ๔๗/๒๕๔๙ คดีหมายแดงที่ ฟ. ๓๕/๒๕๕๐ ยังมีลักษณะเป็นการร้องขอที่เกี่ยวเนื่องกับการบังคดีตามคำพิพากษาของศาลดังกล่าวซึ่งศาลปกครองสูงสุดได้มีการสั่งคำร้องในส่วนของการบังคับคดีไว้แล้วว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ดำเนินการตามคำพิพากษาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ผู้ฟ้องคดีจึงไม่อาจนำคดีมาฟ้องเพื่อขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการบังคับคดีนั้นได้ ศาลจึงไม่อาจรับคำฟ้องของผู้ฟ้องคดีไว้พิจารณาได้”


จึงมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องไว้พิจารณาและให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ 


อย่างไรก็ดีจะเห็นได้ว่าคดีนี้เป็นคดีล่าสุดในประเด็นเรื่องเรื่องท่อก๊าซธรรมชาติที่มีการฟ้องคดีต่อศาลปกครอง แต่อาจไม่ใช่คดีสุดท้าย เพราะจากข่าวที่ปรากฏ จะเห็นว่ายังคงมีความพยามอย่างต่อเนื่องในการทวงคืนท่อก๊าซฯจากบุคคลบางกลุ่ม แต่ไม่ว่าจะเป็นคดีใด ถ้าคำขอในคดีมีเนื้อหาเป็นการขอให้บังคับในตัวท่อก๊าซธรรมชาติ ศาลปกครองจะไม่สามารถรับไว้พิจารณาได้ ดังที่เคยมีคำสั่งหรือคำพิพากษาไปหลายครั้งแล้วในก่อนหน้านี้  เนื่องจากการพิจาณาในเรื่องประเด็นอย่างเดียวกันกับประเด็นที่เคยมีคำพิพากษาหรือคำสั่งถึงที่สุดไปแล้วนั้น มันเป็นกรณีต้องห้ามตามกฎหมายไม่สามารถนำมาฟ้องร้องกันได้อีก ซึ่งประเด็นเรื่องท่อก๊าซธรรมชาติ ศาลปกครองสูงสุดได้เคยมีการสั่งคำร้องในส่วนของการบังคับคดีไว้ชัดเจนแล้วว่า

“หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ดำเนินการตามคำพิพากษาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว”






นายทหารบุกยึดบ่อน้ำมันจากนายทุนต่างชาติ เงิบ!! เพราะเหตุผลต่อไปนี้

เป็นข่าวใหญ่ข่าวโต เมื่อปี 2557 ปรากฎคลิปนายทหารบุกยึดบ่อน้ำมันจากนายทุนต่างชาติ จากนั้นก็แห่แชร์แพร่สะพัดไปทั่วเน็ต



ต่อมา มีคนแฉว่าคลิปนี้มันมั่วจากเนื้อหาหลายประการ

ข้อเท็จจริงกรณีรัฐเขต เพื่อโปรดเผยแพร่
บริษัท อีโค่ โอเรียนท์ รีซอสเซส (ประเทศไทย) จำกัด
สัมปทานปิโตรเลียม เลขที่ 3/2546/60 แปลงสำรวจบนบกหมายเลข L44/43
เลขที่ 5/2546/62 แปลงสำรวจบนบกหมายเลข L33/43
วันออกสัมปทาน 17 กรกฎาคม 2546 (มติ ครม. 26 พฤษภาคม 2546)
วันสิ้นสุดระยะเวลาสำรวจ 16 กรกฎาคม 2555
วันสิ้นสุดระยะเวลาผลิต 16 กรกฎาคม 2575
ผู้รับสัมปทานเริ่มแรก บริษัท แปซิฟิค ไทเก้อร์ รีซอสเซส (ประเทศไทย) จำกัด 100%
ผู้รับสัมปทานปัจจุบัน บริษัท อีโค่โอเรียนท์ รีซอสเซส (ประเทศไทย) จำกัด 100%
(เดิมชื่อบริษัท แปซิฟิค ไทเกอร์ รีซอสเซส (ประเทศไทย) จำกัด ต่อมาขายหุ้นให้กับ
บริษัท แพน โอเรียนท์ รีซอสเซส (ประเทศไทย) จำกัด)

ประวัติการผลิตน้ำมันดิบของบริษัทฯ ผลิตในอัตราสูงสุด 12,500 บาร์เรลต่อวัน ณ เดือนกุมภาพันธ์ 2551
และอัตราการผลิตลดลงอย่างรวดเร็ว เนื่องจากการผลิตน้ำมันดิบของหลุมในแหล่งส่วนใหญ่ได้มาจากชั้นหินกักเก็บปิโตรเลียมที่เป็นหินภูเขาไฟ ซึ่งธรรมชาติของแหล่งกักเก็บชนิดนี้จะผลิตน้ำมันดิบได้ในปริมาณสูงในช่วงแรกเท่านั้น เนื่องจากในหินภูเขาไฟมีคุณสมบัติที่สามารถกักเก็บน้ำมันดิบได้น้อย จึงผลิตหมดไปอย่างรวดเร็วและประสบปัญหาในการผลิตน้ำในอัตราสูงจนเป็นเหตุให้ต้องปิดหลุมผลิตบางส่วน

ปัจจุบันบริษัท อีโค่ โอเรียนท์ รีซอสเซส (ประเทศไทย) จำกัด แปลงสำรวจบนบกหมายเลข L44/43,L33/43
พื้นที่ผลิตนาสนุ่นตะวันออก, บ่อรังเหนือ, วิเชียรบุรีส่วนขยาย, L33
จำนวนฐานผลิตทั้งหมด 45 ฐาน
จำนวนหลุมผลิต 24 หลุม จากจำนวนหลุมทั้งหมด 110 หลุม
ปริมาณการผลิตน้ำมันดิบเฉลี่ย 4,790 บาร์เรลต่อวัน
ปริมาณน้ำเฉลี่ย 3,583 บาร์เรลต่อวัน
ปริมาณก๊าซธรรมชาติเฉลี่ย 1.113 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน
(ข้อมูล ณ เดือนพฤษภาคม 2557)

การใช้ประโยชน์ในที่ดินของ ส.ป.ก.

วันที่ 16 ธันวาคม 2552 ได้รับอนุมัติพื้นที่ผลิตบ่อรังเหนือเป็นพื้นที่ 39.39 ตารางกิโลเมตร ซึ่งมีพื้นที่บางส่วนอยู่ในเขตที่ดินของ ส.ป.ก. ท้องที่จังหวัดเพชรบูรณ์ เนื้อที่ประมาณ 43 ไร่ 3 งาน 35 ตารางวา ครอบคลุมพื้นที่ผลิต 6 ฐาน ได้แก่
1. พื้นที่ฐาน Borang จำนวน 4 หลุม
2. พื้นที่ฐาน L44-W จำนวน 4 หลุม
3. พื้นที่ฐาน L44W-A15. จำนวน 2 หลุม
4. พื้นที่ฐาน L44W-A14. จำนวน 1 หลุม
5. พื้นที่ฐาน 2009-A. จำนวน 1 หลุม
6. พื้นที่ฐาน L44-V จำนวน 4 หลุม
ตั้งแต่ 2 พฤษภาคม 2555 บริษัทฯ หยุดทำการผลิตในพื้นที่ดังกล่าว หลังจากได้รับหนังสือแจ้งจาก ส.ป.ก.

ภายหลังการตรวจสอบทาง ส.ป.ก. ได้ส่งหนังสือที่ พช 0011/1017 ลงวันที่ 25 ธันวาคม 2555 แต่พื้นที่ L44-V ไม่อยู่ในเขตปฏิรูปที่ดิน บริษัทฯ จึงเริ่มทำการผลิตปิโตรเลียมเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2555 ซึ้งในปัจจุบันพื้นที่ฐาน L44-V มีอัตราการผลิตน้ำมันดิบเฉลี่ยประมาณ 142 บาร์เรลต่อวัน (ข้อมูล ณ เดือนพฤษภาคม 2557) ซึ่งน้ำมันดิบที่ผลิตได้มีการตรวจสอบปริมาณการผลิต การซื้อ-ขายโดยพนักงานเจ้าหน้าที่ของกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ

ด้วยพนักงานสอบสวนกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้รับมอบหมายจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ให้มาทำการสืบสวนสอบสวนคดีที่ พันโท รัฐเขต แจ้งจำรัส กรรมาธิการพลังงานวุฒิสภาร้องทุกข์กล่าวโทษว่าบริษัทอีโค่ โอเรียน รีซอสเซส (ประเทศไทย) จำกัด ลักลอบขุดเจาะน้ำมันดิบ

โดยในวันที่ 10 มิถุนายน 2557 พนักงานสอบสวนกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พนักงานเจ้าหน้าที่จากสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตร, กรมที่ดิน, กรมป่าไม้ จะเข้ามาตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุ และบันทึกปากคำพร้อมเอกสารที่เกี่ยวข้องตามที่รับแจ้ง ว่ามีการดำเนินการฝ่าฝืนกฎหมายหรือไม่
ดังนั้นกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติในฐานะหน่วยงานที่กำกับดูแลและตรวจสอบการทำงานในด้านการสำรวจ ผลิต ขนส่งและซื้อขายปิโตรเลียม ของผู้รับสัมปทานในประเทศไทย จึงส่งตัวแทนเข้าร่วมตรวจสอบการสืบสวนสอบสวนและชี้แจงข้อเท็จจริง
ในครั้งนี้

เหตุการณ์ของวันที่ 10 มิถุนายน 2557
พนักงานสอบสวน ผู้ร้อง(พันโทรัฐเขตและพวก) ผู้ให้ข้อมูล ได้ตรวจสอบ
1. พื้นที่ฐาน Borang จำนวน 4 หลุม
2. พื้นที่ฐาน L44-W จำนวน 4 หลุม
3. พื้นที่ฐาน L44W-A15. จำนวน 2 หลุม
4. พื้นที่ฐาน L44W-A14. จำนวน 1 หลุม
5. พื้นที่ฐาน 2009-A. จำนวน 1 หลุม
6. พื้นที่ฐาน L44-V จำนวน 4 หลุม
ร่วมกันโดยลำดับ1-5ได้หยุดผลิตและลำดับ6ได้มีการผลิตจริง อีกทั้งตัวแทนจากกรมป่าไม้ สปก และที่ดินร่วมกันรังวัดพิกัดทั้ง6พื้นที่ฐานเพื่อประกอบเป็นหลักฐานให้พนักงานสอบสวน
พร้อมกับเจ้าหน้าที่ สปก ได้ยืนยันว่าพื้นที่ฐาน1-5อยู่ในพื้นที่ สปก แต่พื้นที่ฐานที่6ไม่ได้อยู่ในพื้นที่ สปก
โดยกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติได้ยืนยันว่าพื้นที่ทั้ง6ฐานอยู่ภายใต้พื้นที่สัมปทาน ในช่วงที่มีการผลิตก็มีการเสียค่าภาคหลวงให้รัฐตามปริมาณที่ถูกต้องแต่เมื่อหยุดผลิตก็ไม่มีค่าภาคหลวงเกิดขึ้น อีกทั้งพื้นที่ฐาน L44-V ที่มีการผลิตอยู่เนื่องจากไม่อยู่ในพื้นที่ สปก แต่อยู่ในพื้นที่สัมปทาน ดังนั้นจึงดำเนินการผลิตและมีการเก็บค่าภาคหลวงตามปกติหลังจากได้รับการแจ้งว่าไม่ได้แยู่ในพื้นที่ สปก จาก สปกจังหวัดเพชรบูรณ์เมื่อวันที่25 ธันวาคม 2556

ซึ่งข้อมูลทั้งหมดอยู่ในกระบวนการสอบสวนของพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบการร้องทุกข์คราวนี้ จึงไม่สามารถสรุปว่าสิ่งใดผิดหรือถูกได้ในปัจจุบัน

นอกเหนือจากนั้นพันโทรัฐเขตยังได้พาคณะเข้าตรวจสอบพื้นที่ฐานเพิ่มอีก1จุด โดยอ้างว่ามีการแอบผลิตและอยู่ในพื้นที่ สปกแต่เมื่อมีการวัดพิหัดร่วมกัน เจ้าหน้าที่ที่ดินได้ยืนยันว่าเป็นที่มีโฉนดและถือครองโดยบริษัทฯพร้อมกับบริษัทฯก็มีโฉนดยืนยันถูกต้อง

ประเด็นที่ถูกบิดเบือนภายหลังจากการตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุและบันทึกปากคำพร้อมรับเอกสารที่เกี่ยวข้องเพื่อดำเนินการโดยพนักงานสอบสวนในวันที่10 มิถุนายน 2557

ภายหลังจากการได้หารือและชี้แจงข้อมูลเกี่ยวกับแหล่งวิเชียรบุรีของบริษัท อีโค่ โอเรียนท์ รีซอสเซส (ประเทศไทย) จำกัด โดยนายปรศักดิ์ งามสมภาค พนักงานเจ้าหน้าที่ตาม พรบ. ปิโตรเลียม/ตัวแทนกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติต่อพันโทรัฐเขต แจ้งจำรัส ผลการชี้แจงคือพันโทรัฐเขตเข้าใจในทุกประเด็นและไม่มีข้อสงสัย

ต่อมาสื่อต่างๆได้นำเสนอการให้สัมภาษณ์ของพันโทรัญเขตและพวกที่มีการบิดเบือนข้อมูล ยุยง ปลุกปั่นให้ประชาชนเกิดการเข้าใจผิดดังนี้
1. มีการแจ้งข่าว ป่าวประกาศทางสังคมออนไลน์ว่าหลุมผลิตของแหล่งวิเชียรบุรีมีทั้งหมด 95หลุม ซึ่งในความเป็นจริงมีหลุมผลิตเพียง 24 หลุม
2. มีการกล่าวอ้างว่าเป็นคำสั่งของพลเอกประยุทธ จันทร์โอชา ในการมาตรวจสอบครั้งนี้ แต่ไม่สามารถแสดงหนังสือคำสั่งหรือรายละเอียดคำสั่งที่ชัดเจนได้
3. มีการกล่าวอ้างในประเด็นเด็ด7สีว่ามีการลักลอบขุดเจาะน้ำมันในพื้นที่สปกและหลีกเลี่ยงไม่ชำระค่าภาคหลวงมา5ปี รัฐเสียหายกว่าหมื่นล้านบาท โดยคุณอรรถพล ดวงจินดา ได้กล่าวว่ามีคำสั่งให้หยุดแต่ยังมีการลักลอบขุดผลิตได้ไม่ต่ำกว่า1200บาร์เรลต่อบ่อ
โดยในความเป็นจริงคือไม่มีการผลิตในพื้นที่ที่มีคำสั่งให้หยุดผลิตโดยสปก จนกระทั่งปัจจุบันยกเว้นพื้นที่ฐาน L44-V ที่ สปก แจ้งว่าไม่ได้อยู่ในพื้นที่สปกและมีอัตราการผลตเพียงวันละประมาณ 142บาร์เรลต่อวัน
4. พันโทรัฐเขตได้ให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อว่าความผิดสำเร็จเรียบร้อย โดยในความเป็นจริงยังอยู่ในกระบวนการสอบสวน ยังไม่สามารถสรุปข้อเท็จจริงได้
5. คุณวิวัฒน์ชัย กุลมาตย์ ที่ปรึกษาเครือข่ายต่อต้านการทุจริตคอรัปชั่นแห่งชาติได้กล่าวโทษ สปกและกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติที่ยอมให้มีการลักลอบผลิตน้ำมันดิบและไม่เสียค่าภาคหลวงทำให้รัฐเสียประโยชน์ แต่ในความเป็นจริงสปกและกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติไม่ได้มีการให้บริษัทฯผลิตน้ำมันดิบในพื้นที่สปกแต่อย่างใดและการผลิตและการจัดเก็บค่าภาคหลวงถูกดำเนินการอย่างถูกต้องและครบถ้วน

อ้างถึง: คลิปข่าวประเด็นเด็ด7สี
http://m.bugaboo.tv/watch/126657
คลิปการสนทนาระหว่างเจ้าหน้าที่กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติและพันโทรัฐเขตและพวก1,2
http://www.youtube.com/watch?v=Ed0DcRVSKvA&feature=youtu.be
http://www.youtube.com/watch?v=cVB8us0m8EM&feature=youtu.be

ที่มา ข้อเท็จจริงนายทหาร เพื่อโปรดเผยแพร่


หรือแม้แต่กระทั่ง เพจเรียกไลค์ เรียกแชร์ ก็บ้าจี้เอามาลง


จนมีเพจมาแฉ
คำว่าน้ำมัน และ แก๊ส จะหมดภายในอีก 6-7 ปี หมายถึง หลัก R/P คือคำนวณ ณ สิ้นปี พ.ศ. 2556 จากปริมาณสำรองก๊าซธรรมชาติที่พิสูจน์แล้ว 8.41 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต หารด้วยปริมาณการผลิตทั้งปีจากอัตราการผลิตเฉลี่ยประมาณ 4,000 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ก็จะเหลือประมาณ 6 ปี (หรือ 6.8 ปีจากรายงานของ BP) ตัวเลข 6-7 ปีนี้ เป็นตัวเลขรวมปริมาณสำรองและการผลิตก๊าซธรรมชาติจากทุกแหล่งในประเทศหากแยกย่อยในแต่ละแหล่งก็ขึ้นอยู่กับปริมาณสำรองหรืออัตราการผลิตของแต่ละแหล่ง บางแหล่งที่อัตราการผลิตสูงอาจจะเหลือ 3-4 ปี ต้องเร่งสำรวจหาเพิ่มในกระเปาะอื่นๆ บางแหล่งอาจจะยาวถึง 30 ปี เนื่องจากอัตราการผลิตต่ำตัวอย่างกรณีสำรองน้ำมันดิบ (R/P) ของทั้งโลกมีอยู่ 53 ปีขณะที่เวเนซุเอลามีสำรองน้ำมันดิบถึง 310 ปี ขึ้นอยู่กับปริมาณสำรองและอัตราการผลิตของประเทศนั้นๆ ดังนั้น หากหยุดการสำรวจหาแหล่งใหม่ๆ มาเติมจนปริมาณสำรองใกล้จะหมด ก็จะไม่สามารถรักษากำลังการผลิตในประเทศที่ระดับเดิมได้ อัตราการผลิตก็จะลดลงไปเรื่อยๆ
** เหมือนเรามีเงิน อยู่ 100 บาท ซึ่งคิดว่าจะใช้ได้อีก 7 วัน แต่เราใช้ไปเรื่อยๆ เงินที่เรามีอยู่มันก็ลดไปเรื่อยๆ ถ้าเราไม่หาเพิ่มมันก็จะหมด ** #บ่นว่าจนแต่ไม่ขยันจะมีไม๊
-------------------------------------------
ส่วนต่อมาที่บอกว่า ราคาน้ำมันที่ตกต่ำเหลือลิตรละ 8 บาท เราก็สามารถนำเข้ามาขายเองได้สัญญาระยะยาว ในความเป็นจริงทำไม่ได้ เพราะซาอุฯไม่ยอมทำด้วยแน่นอน เพราะคนที่เสียประโยชน์สุดคือคนที่เราทำสัญญากับเค้า หรือไม่ก็เค้าทำอย่างมากคือ 1 ปี และเป็นแค่การตกลงในปริมาณ ไม่ได้เกี่ยวกับราคา และราคาจะใช้ตามประกาศ ซึ่งจะประกาศเป็นรายเดือน ซึ่งไม่แคร์ใครอยู่แล้ว
** แต่ราคา 8 บาท/ลิตร นี่ลองเอาไปคำนวนเล่นๆ แล้ว จะเป็นไปได้ถ้าราคาตลาดโลกอยู่ที่ 40 เหรียญ/บาร์เรล และเป็นราคาที่ปากหลุม ไม่รวมค่าขนส่ง ซึ่งถ้าบอกว่าใครไม่ยอมตามคอนดิชั่นนี่ก็ไม่ต้องเอา เพราะเค้าไม่ขายเรา ก็มีคนซื้ออีกเยอะแยะ ** #อย่ามโน #ทำได้ก็ไปทำมา
-------------------------------------------
ส่วนต่อมา ยอมรับแล้วนะครับ ว่าเราอ้างอิงตลาดหน้าสิงคโปร์ เข้าใจถูกแค่นิดเดียวครับ (ราคาหน้าโรงกลั่นประมาณ 11-12 บาท หน่ะเมื่อประมาณมกราคม 58 ซึ่งไม่ต่างกับราคาบ้านมากนัก อย่าลืมเรื่องมาตรฐานน้ำมันยูโร4 ด้วย)ที่เหลือ โง่เง่าบัดซบมากๆ ก็อย่างที่คุณบอกหน่ะครับ ตามมาตรา 7 ข้างต้น ที่ผู้ค้าน้ำมันต้องทำตาม ซึ่งราคานี้้ก็ออกมาจากประกาศของ Eppo และถ้ากดไปดูโครงสร้างราคาน้ำมันจะเห็นได้ว่า ณ โรงกลั่นหน่ะ ราคาตามที่คุณพูดเลยครับ ที่เหลืออยู่ในส่วนของ ภาษีประมาณ 12 บาท, กองทุนต่างๆ ประมาณ 9 บาท, ค่าการตลาดประมาณ 2 บาท และมีปัจจัยอื่นเช่น ราคาเอทานอล ราคาไบโอดีเซล ฉะนั้น จะเห็นได้ว่าเป็นอะไรที่มั่วฉิบหายเลยสำหรับคนพูด ว่าเพราะมีบริษัทขายราคาเกินควร และที่บอกว่าให้ปิดโรงกลั่นไปเลยทุกโรง คิดตามเรื่องเศรษฐกิจป่ะ เราต้องสั่งซื้อน้ำมันสำเร็จรูปจากเมืองนอก ให้มันแพงเข้าไปอีก รวมไปถึงผลิตภัณฑ์ทุกสิ่งอย่างที่ออกจากโรงกลั่นก็ไม่มีด้วย ก๊าซหุงต้มเอย อะไรเอย ยังไม่รวมเรื่องความเชื่อมั่นของประเทศ ความมั่นคงทางพลังงานก็สั่นคลอนด้วย
** อย่างที่บอกคุณบอกเองแหละครับ บริษัทผู้ค้าต้องทำตามกฎหมายมาตรา 7 ไม่งั้นถือว่ามีความผิด และ ที่สำคัญคือ ถ้าคุณทำได้ที่จะขายน้ำมันให้ราคาถูกกว่านี้ ผมรออยู่นะ อย่าปากดี เที่ยวประท้วงไปเดิน ให้ข้อมูลผิดๆ ตามที่ต่างๆ **
--------------------------------------------
ต่อมาที่บอกว่า กระทรวงพลังงานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ข้อมูลเท็จกับนายกคนปัจจุบัน กระทรวงกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ข้อมูลไม่ผิดครับ แต่ถ้าจะตีความโง่ๆ ว่า มีบ่อ 6,000 กว่าบ่อ แล้วมีการขุดเจอ แค่ ประมาณ 3,000 หลุม มีสัดส่วนที่เจอปริมาณน้ำมันถึง 50% ถึงเป็นอะไรที่โง่เง่าบัดซบ หลอกชาวบ้าน ชาวประชา Social Media อย่างแท้จริง คุณไม่พูดเรื่องปริมาณน้ำมันเอย ก๊าซเอย ปิโตรเลียมเอย ที่ขุดเจอหล่ะครับ ว่ามันมีมากขนาดไหน
** หรือถ้าเปรียบเทียบ คนที่พูดในคลิปโง่ๆ นี่กำลังจะบอกว่า ถ้าไปบริเวณทะเล หรือ แม่น้ำ แห่งหนึ่ง แล้วเจอปลา 100 ตัว และตัวใหญ่ทุกตัว ไปทุกที่ จะต้องเจอปลาที่ตัวใหญ่ ทุกตัว และ เจอปริมาณ 100 ตัว ทุกที่ใช่หรือไม่ คิดเอา ** #แม่น้ำทุกที่อาจไม่มีปลาเหมือนกันก็ได้
** หรือถ้าคุณเก็บเงินหยอดกระปุก วันละเหรียญด้วย เหรียญบาท กับ เหรียญสิบ ในกระปุกขนาดเท่ากันทุกวัน สิ้นเดือนทุบกระปุกออกมา คุณจะบอกว่าคนที่หยอดเงินด้วยเหรียญบาทจะมีเงินกว่าใช่หรือไม่**
---------------------------------------------
เรื่องสุดท้าย ขอให้แยกกันให้ออกระหว่าง ที่ดิน สปก กับ ปิโตรเลียมที่อยู่ข้างใต้ ว่ากันไปด้วยเรื่องของกฎหมาย และระเบียบที่เกี่ยวข้อง แต่ข่าวนี้เกี่ยวข้องแน่ ยังไงก็ขอให้โดนจับเข้าตารางเร็วๆ นะครับ เที่ยวให้ข้อมูลเท็จไปทั่วหน่ะ
** "กองบังคับการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม (บก.ปทส.) เข้าสอบสวนพยานเพิ่มเติม กรณี พันโทรัฐเขต แจ้งจำรัส กล่าวโทษร้องทุกข์บริษัท อีโค่ โอเรียนท์ รีซอสเซส (ประเทศไทย) จำกัด ลักลอบดำเนินกิจการปิโตรเลียมโดยผิดกฎหมาย หลีกเลี่ยงค่าภาคหลวงหรือผลประโยชน์ตอบแทนพิเศษให้กับภาครัฐก่อให้เกิดความเสียหายและความผิดอื่นที่เกี่ยวข้อง" http://on.fb.me/17JSql3
** พิธีลงนามบันทึกข้อตกลงร่วมกัน ระหว่างสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม(ส.ป.ก) กับ กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ เรื่องการยินยอมให้ใช้ที่ดินเพื่อการนำทรัพยากรธรรมชาติไปใช้ประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน นำไปสู่แนวทางการปฏิบัติงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานราชการ เพื่อการพัฒนาประเทศ และประโยชน์ส่วนรวม http://on.fb.me/1wIPqeT

ที่มา ถ้าเจอเรื่องทหารบุกยึดบ่อน้ำมัน ว่ามันมั่วขนาดไหน

สุดท้าย เงิบ เพราะ



อีโค่ฯ โต้ข้อกล่าวหาลอบขุดน้ำมัน ยื่น คสช.สอบได้ พร้อมจ่อฟ้อง พ.ท.รัฐเขต

บริษัท อีโค่ โอเรียนท์ รีซอสเซส โชว์หลักฐานโต้ลักลอบขุดเจาะ ผลิตน้ำมัน ยันทำถูกต้องตามกฎหมาย 5 ปีที่ผ่านมาจ่ายผลตอบแทนให้รัฐเพียบ ทำหนังสือให้ “คสช.” ตั้งคณะทำงานเข้าตรวจสอบเพื่อแสดงความโปร่งใส พร้อมเตรียมฟ้องร้องคดีอาญาเรียกค่าเสียหายทางแพ่ง “พ.ท.รัฐเขต แจ้งจำรัส” ผู้กล่าวเท็จแต่ยังไม่คิดฟ้องสื่อ
     
นางสาวมนสิชา การุณยฐิติ ผู้จัดการฝ่ายบริหารและรัฐกิจสัมพันธ์ บริษัท อีโค่ โอเรียนท์ รีซอสเซส (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า จากกรณีที่ พ.ท.รัฐเขต แจ้งจำรัส ที่ปรึกษาอนุกรรมาธิการการพลังงาน วุฒิสภา ได้กล่าวหาบริษัทลักลอบดำเนินกิจการขุดเจาะ สำรวจ ผลิตน้ำมันดิบโดยผิดกฎหมายระหว่างปี 2551-2555 ต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน ถือเป็นข้อมูลที่เป็นเท็จโดยสิ้นเชิง ทำให้เกิดความเข้าใจผิดต่อสาธารณชนและเสียหายต่อภาพลักษณ์บริษัทฯ ดังนั้นบริษัทฯ จึงได้ยื่นหนังสือขอความเป็นธรรมไปที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เพื่อให้เข้ามาตรวจสอบเรื่องนี้โดยเร็ว อีกทั้งเตรียมจะส่งเรื่องให้สำนักงานทนายความดำเนินการฟ้องร้องคดีอาญาข้อหาหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณาและฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายทางแพ่งแก่ พ.ท.รัฐเขต แจ้งจำรัส ภายในสัปดาห์หน้า
     
“บริษัทฯ มีความจริงใจ จึงขอให้ คสช.ตั้งคณะทำงานเข้ามาตรวจสอบได้เลยเพราะคิดว่าน่าจะโปร่งใสที่สุด และจะยื่นฟ้องผู้ที่ดำเนินการกล่าวเท็จเป็นหลัก ส่วนกรณีโทรทัศน์ช่อง7 รวมถึง TNN เป็นเพราะได้รับข้อมูลเพียงด้านเดียวเราเองก็จะได้ชี้แจง ซึ่งเราเองยังไม่คิดที่จะฟ้องสื่อดังกล่าว” น.ส.มนสิชากล่าว
     
ทั้งนี้ บริษัทฯ ขอชี้แจงข้อกล่าวหาทั้งหมด 3 ส่วน ได้แก่ 1. บริษัทฯ ลักลอบการขุดเจาะ สำรวจ และผลิตน้ำมันดิบ ซึ่งขอปฏิเสธข้อกล่าวหายืนยันว่าได้ทำตามขั้นตอนกฎหมายทั้งกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ กระทรวงพลังงาน ตามที่ได้รับสัมปทานปิโตรเลียมเลขที่ 3/2546/60 แปลงสำรวจบนบกหมายเลข L44/43 และสัมปทานเลขที่ 5/2546/62 แปลงสำรวจปิโตรเลียมบนบกหมายเลข L33/43 จากกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ กระทรวงพลังงาน ตั้งแต่ปี 2546 โดยมีพื้นที่สำรวจและผลิตปิโตรเลียมครอบคลุมพื้นที่ในเขตอำเภอวิเชียรบุรี และอำเภอศรีเทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ และได้รับการอนุญาตกำหนดให้เป็นพื้นที่ผลิต จากกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ กระทรวงพลังงาน ในปี 2552
     
“น้ำมันดิบที่ผลิตขึ้นมาได้ บริษัทฯ จะต้องทำการตกลงซื้อขายกับคู่ค้า ซึ่งในที่นี้คือบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และ ปตท.ได้กำหนดให้นำไปส่งที่โรงกลั่นน้ำมันบางจากซึ่งบริษัทฯ ไม่สามารถจะไปขายกับโรงกลั่นอื่นได้เลยเพราะโรงกลั่นทุกโรงจะถูกควบคุมปริมาณการกลั่น โดยกรมธุรกิจพลังงาน กระทรวงพลังงาน และกรมสรรพสามิต กระทรวงการคลัง” น.ส.มนสิชากล่าว
     
ส่วนของการผลิตน้ำมันดิบในพื้นที่ ส.ป.ก.นั้น นางสาวมนสิชากล่าวว่า ในอดีตเคยมีการผลิตจริง แต่เป็นการผลิตโดยเปิดเผย ไม่ได้ลักลอบผลิต เนื่องจากบริษัทฯ ได้รับสัมปทานผลิตปิโตรเลียม และขออนุญาตทั้งการขุดเจาะสำรวจ และขออนุญาตผลิตปิโตรเลียม จากกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ กระทรวงพลังงาน พร้อมทั้งได้ทำหนังสือขอความยินยอมให้เข้าใช้ที่ดินเพื่อการนำทรัพยากรธรรมชาติมาใช้ประโยชน์ จากสำนักงานปฏิรูปที่ดิน จังหวัดเพชรบูรณ์ แล้ว เมื่อวันที่ 7 มกราคม 2553 และหนังสือคำขอในวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2553
     
อย่างไรก็ตาม ในปี 2555 ทางสำนักงานปฏิรูปที่ดินจังหวัดเพชรบูรณ์ได้มีคำสั่งให้บริษัทฯ หยุดผลิตปิโตรเลียมบนที่ดินดังกล่าว ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2555 ด้วยเหตุที่การให้ความยินยอมที่ผ่านมานั้นให้เฉพาะแก่การสำรวจปิโตรเลียมเท่านั้น ซึ่งบริษัทฯ ก็ได้หยุดการผลิตน้ำมันตั้งแต่วันที่ 2 พฤษภาคม 2555 เป็นต้นมา ถึงแม้ว่าบริษัทฯ จะเข้าใจดีว่า ส.ป.ก.ไม่ใช่หน่วยงานที่มีอำนาจ อนุญาตให้ผลิตน้ำมัน หรือสั่งให้หยุดการผลิตน้ำมันได้ แต่เป็นอำนาจของกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ทั้งนี้ บริษัทฯ ได้ยื่นขอทุเลาคำสั่ง และยื่นคำขอรับความยินยอมในการใช้พื้นที่ในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อการนำทรัพยากรปิโตรเลียมในที่ดินเข้าสู่กระบวนการผลิตปิโตรเลียมสำหรับ 5 พื้นที่ฐานเสร็จสมบูรณ์ โดยขั้นตอนอยู่ระหว่างกระบวนการพิจารณา สำหรับอีก 1 พื้นที่ฐานบนแปลง L44-V นั้น บริษัทฯ ยังคงดำเนินการผลิตปิโตรเลียมต่อไป เนื่องจากไม่ได้อยู่เขต ส.ป.ก.
     
สำหรับข้อกล่าวหาที่ว่าบริษัทฯ หลีกเลี่ยงไม่จ่ายค่าภาคหลวงมานาน 5 ปี จนทำให้รัฐสูญเสียรายได้มหาศาลนั้น บริษัทฯ ขอยืนยันว่าไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด เนื่องจากตั้งแต่ปี 2550 ถึงปัจจุบันบริษัทฯ ได้เสียค่าภาคหลวงให้กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติไปแล้วกว่า 1,400 ล้านบาท โดยชำระในอัตราแบบขั้นบันไดตามระดับการผลิตในอัตราร้อยละ 5-15 ของมูลค่าปิโตรเลียมที่ขาย ขณะเดียวกันบริษัทฯ ยังได้จ่ายเงินผลประโยชน์ตอบแทนพิเศษให้แก่รัฐอีกกว่า 2,500 ล้านบาท ซึ่งคำนวณจากอัตราจัดเก็บ 0-75% ของกำไรปิโตรเลียมรายปี ซึ่งบริษัทฯ เคยจ่ายในอัตราที่สูงถึง 42% นอกจากนั้น บริษัทฯ ยังต้องนำเสียภาษีปิโตรเลียม ในอัตราร้อยละ 50 จากกำไรสุทธิ ให้แก่กรมสรรพากร โดยบริษัทฯ ได้จ่ายไปแล้วกว่า 3,400 ล้านบาทเช่นกัน ซึ่งหากรวมผลตอบแทนทั้งหมดที่บริษัทฯ ได้จ่ายให้แก่รัฐ มีจำนวนสูงถึง 7,300 ล้านบาท โดยบริษัทฯ ไม่มีการปิดบังข้อมูลใดๆ ในการผลิตปิโตรเลียมและขายปิโตรเลียม และสามารถร้องขอข้อมูลการชำระค่าภาคหลวง และคำอธิบายทั้งหมดจากกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ กระทรวงพลังงาน ได้ตามขั้นตอน ดังนั้นข้อกล่าวหาที่ว่าบริษัทฯ ไม่จ่ายภาษี และค่าภาคหลวงมากว่า 5 ปี นั้นเป็นความเท็จโดยสิ้นเชิง

ที่มา อีโค่ฯ โต้ข้อกล่าวหาลอบขุดน้ำมัน ยื่น คสช.สอบได้ พร้อมจ่อฟ้อง พ.ท.รัฐเขต

ตักเตือนสถานเบา! รสนาและพวก เหตุละเมิดอำนาจศาล ระบุชัดไม่ใช่การวิจารณ์โดยสุจริต

ตักเตือนสถานเบา! รสนาและพวก เหตุละเมิดอำนาจศาล ระบุชัดไม่ใช่การวิจารณ์โดยสุจริต



อย่างที่ทราบกัน กรณีท่อก๊าซธรรมชาติของ ปตท. คนที่ตามข่าวจะรู้ว่ามีความพยายามในการทวงคืน จากคนบางกลุ่มทั้งจาก NGO และจากฝั่งองค์กรอิสระบางแห่ง โดยมีการแสดงความเห็นที่ไม่ได้เป็นไปในแนวทางเดียวกับคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลก่อนหน้านี้ ซึ่งเนื้อหาบางช่วงบางตอนก็มีการวิจารณ์ที่เข้าข่ายเป็นการละเมิดอำนาจศาล ซึ่งก่อนหน้านี้ก็มีข่าวที่ศาลปกครองสูงสุดมีหมายเรียก น.ส. รสนา โตสิตระกูล และนายศรีราชา วงศารยางกูร เพื่อไต่สวนกรณีการให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนเกี่ยวกับคดีท่อก๊าซด้วย

ล่าสุด น.ส.รสนา โตสิตระกูล และนายศรีราชา วงศารยางกูร ก็ได้รับหนังสือคำสั่งกรณีละเมิดอำนาจศาลจากศาลปกครองสูงสุด โดยเนื้อหาได้ระบุถึงรายละเอียดของการกระทำของบุคคลดังกล่าวที่เข้าข่ายเป็นการละเมิดอำนาจศาลมีใจความสำคัญ ดังนี้

กรณีของ นายศรีราชา ที่ไปให้สัมภาษณ์ในรายการ face time มีการแสดงความเห็นช่วงหนึ่งในรายการกล่าวหาศาลในทำนองว่าศาลปกครองสูงสุดเร่งรีบสั่งคดีและรู้เห็นเป็นใจกับ ปตท. ศาลเห็นว่านายศรีราชา ซึ่งจบการศึกษาถึงปริญญาตรีและปริญญาโททางด้านนิติศาสตร์ กลับกล่าวถึงการทำงานของศาลว่าเร่งรีบโดยไม่ได้พูดถึงคำสั่งคำวินิจฉัยของศาลเลย จึงมิใช่เป็นการวิจารณ์การพิจารณาหรือการพิพากษาคดีของศาลปกครองโดยสุจริตด้วยวิธีการทางวิชาการ กรณีจึงเข้าข่ายเป็นความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลตามมาตรา 65 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 
และกรณีของ น.ส.รสนา ที่แสดงความคิดเห็นผ่านทางเฟสบุ๊คของตัวเอง ทำนองว่า ถ้าการแปรรูปไม่ใช่เรื่องผิดกฎหมายจริงๆ ศาลก็ต้องสั่งยกคำร้องของผู้ฟ้องคดี  การที่ศาลไม่สั่งเพิกถอนการแปรรูปทั้งที่การแปรรูปผิดกฎหมายต่างหากที่เป็นการใช้หลักรัฐศาสตร์มากกว่าหลักนิติศาสตร์มาตัดสินคดีนั้น อาจทำให้ผู้อ่านความเห็นดังกล่าวเชื่อว่าศาลมิได้พิพากษาให้เป็นไปตามบทบัญญัติของกฎหมาย เป็นการกล่าวหาว่าในการพิจารณาพิพากษาคดีดังกล่าวศาลใช้หลักการอื่นที่สำคัญยิ่งกว่าหลักกฎหมายในการตัดสินคดี นอกจากนั้นการที่น.ส.รสนา ได้เขียนบทความลงหนังสือพิมพ์พาดพิงการวินิจฉัยสั่งคำร้องของศาลว่า ศาลปกครองสูงสุดได้รับข้อมูลอันเป็นเท็จ และให้การรับรองการแบ่งแยกทรัพย์สินว่าครบถ้วนแล้ว เป็นเรื่องที่ทำให้รัฐเสียหายและเสียประโยชน์ โดย น.ส.รสนาได้นำมติของคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2559 มาอ้างอิง ซึ่งมติดังกล่าวมีขึ้นภายหลังจากที่ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งคำร้องเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2551 เป็นเวลานานมากแล้ว อีกทั้งมติของคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินดังกล่าวก็มิได้ผูกพันศาลปกครองแต่อย่างใด ข้อความของ น.ส.รสนาในบทความดังกล่าวทำให้ผู้อ่านเข้าใจผิดว่าศาลวินิจฉัยสั่งคดีไปโดยไม่ถูกต้อง การแสดงความเห็นดังกล่าวมิได้มีลักษณะเป็นการวิจารณ์การพิจารณาหรือการพิพากษาคดีของศาลปกครองโดยสุจริตด้วยวิธีการทางวิชาการ แต่เป็นการแสดงความคิดเห็นวิพากษ์วิจารณ์การพิจารณาหรือการพิพากษาที่เข้าข่ายเป็นความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลตามมาตรา 65 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 
อย่างไรก็ดีแม้การกระทำของบุคคลดังกล่าวเป็นความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลแต่ศาลปกครองเห็นควรลงโทษแค่สถานเบา โดยมีคำสั่งตักเตือนเป็นลายลักษณ์อักษรเท่านั้น










ที่มา อ่านเอกสารเพิ่มเติมได้ที่ http://bit.ly/2nRRYL3

เลิกมโน เรื่องคำเตือนตอนเติมน้ำมันเนื่องจากอุณหภูมิสูงตาม Social Media

เรื่องคำเตือนจากบริษัทน้ำมัน เนื่องจากอุณหภูมิที่สูงขึ้นในภายภาคหน้า ที่มาการส่งต่อทาง Social Media ไม่จริง...



หลังมีการแชร์ข้อมูล อ้างอิง คำเตือนจากบริษัทน้ำมัน เนื่องจากอุณภูมิที่สูงขึ้นในภายภาคหน้า..กรุณาอย่าเติมน้ำมันระดับสูงสุดเพราะจะเป็นสาเหตุทำให้เกิดระเบิดในถังน้ำมันได้ จส.100 สอบถามไปยังนายสายชล แตงแก้ว ผู้จัดการส่วนมาตรฐานสถานีบริการน้ำมัน ปตท เกี่ยวกับเรื่องนี้ ได้รับคำยืนยันว่า ถังน้ำมัน สามารถรับแรงดัน และทนต่ออุณหภูมิสูงได้ อย่างปลอดภัย ไม่มีการระเบิด แน่นอน ถังน้ำมันถูกออกแบบมารับแรงดันภายในอย่างสบาย ผู้ผลิตรถตระหนักเรื่องนี้อยู่แล้ว ไม่อย่างนั้นรถก็ระเบิดทุกวัน ความร้อนเพิ่มขึ้น ความดันเพิ่มขึ้น แต่ไม่ได้ทำให้ถังน้ำโป่งแต่อย่างใด

การผลิตรถยนต์ ต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของ ตัวถังน้ำมันซึ่งต้องรองรับอุณหภูมิสูงๆ ได้ เช่นประเทศซาอุ อุณหภูมิสูงถึง 40องศา ส่วนอุณหภูมิบ้านเรามีความร้อน จริง น้ำมันขยายตัวจริง แต่ไม่มีผลต่อถัง ความร้อนเพิ่ม ความดันเพิ่ม ไม่มีผลต่อถัง ส่วนการเติมน้ำมัน เติมเต็มถังแค่ถึงคอทางลงน้ำมันเท่านั้น และตัดโดยอัตโนมัติ ช่องว่างที่เหลืออยู่คอถังน้ำมัน กับตัวถังน้ำมัน จะมีท่อยางเล็กๆให้ตัวน้ำมันกลับไป เพราะคนที่ผลิตรถได้ ทำแบบระบบปิด ไม่มีการรั่วไหล ฟิวส์แน่น ไม่มีการเล็ดลอดออกมาได้ ยกเว้นรถที่เกิดอุบัติเหตุ

ส่วนรถที่ใช้แก๊สกับน้ำมัน ขอให้ผู้ใช้รถสบายใจได้ ระบบแยกเป็น 2 ระบบแยกกันชัดเจน ใครหมดก่อนก็ใช้อันนั้นไป โดยคนใช้รถต้องมีวินัยในการใช้รถอย่างถูกต้อง ต้องตรวจสอบประจำปี สำหรับการรั่วไหลของNGV จะระเหยขึ้นสู่อากาศ ไม่มีเวลาติดประกายไฟ ส่วน LPG การระเหยจะไม่เท่ากัน NGV จะปลอดภัยกว่า




มาดูกันชัดๆ โรงไฟฟ้าถ่านหินเกี่ยวข้องกับทักษิณหรือไม่

ทักษิณซื้อมันทุกอย่างในจักรวาลนี้แหละครับท่านผู้อ่าน



ไม่รู้จะมโนโยงอะไรนักหนา เรื่อง ปตท. ทักษิณ ถ่านหิน แล้วพาลไปโรงไฟฟ้าที่ต้องการความมั่นคงทางพลังงาน รวมไปถึงค่าไฟต้องถูก

เป็นเรื่องปกติที่แสนธรรมดาที่ธุรกิจที่ต้องมีการลงทุนเพิ่มเติม รวมไปถึง แสวงหาพลังงานของประเทศ ปตท ก็ไปลงทุนซื้อเหมืองถ่านหิน และถ้าจะมโนเอาว่าทักษิณ ก็ไปซื้อเหมืองถ่านหิน แล้วโยงมาเรื่องโรงไฟฟ้านั้น เป็นอะไรที่ไร้สาระมากๆ

1. ต้องไปดูว่าเหมืองถ่านหินที่ ปตท ซื้อ กับ ทักษิณซื้อเป็นแหล่งเดียวกันหรือป่าว ซึ่งลองหาดูแล้ว ไม่รู้ผิดหรือป่าว เสริมกันได้

ที่ ปตท.ซื้อในบริษัท Sakari Resources Limited หรือ SAR ที่ ปตท.เข้าไปถือหุ้นตั้งแต่ในปี 2555 และมีการผลิตถ่านหินใน 2 แหล่งคือ Sebuku และ Jembayan (ที่มา http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1464348570)



ทักษิณซื้อเป็นแหล่ง ของครอบครัว บาครี ในส่วนที่เกี่ยวกับงานเหมืองถ่านหินจริง โดย เดอะซันเดย์ไทมส์ รายงานเพิ่มเติมอีกว่า  ยูบีเอส เป็นผู้ได้รับการว่าจ้างจาก พ.ต.ท.ทักษิณ ในการเจรจาครั้งนี้ โดยทาง กลุ่มบริษัทบูมีและครอบครัว บาครี ที่มี นายอาบูริซาล บาครี ประธานพรรคโกลคาร์ของอินโดนีเซีย เป็นผู้ถือหุ้น (ที่มา http://www.innnews.co.th/shownews/show?newscode=464275)




2. ต้องไปดูว่าถ่านหินที่ กฟผ ใช้ กับแหล่งในอินโดฯ เกี่ยวอะไรกับทักษิณ หรือป่าว ซึ่ง ทาง กฟผ ก็ชี้แจงเหมือนกันว่า ความร้อนของแหล่งที่ไปซื้อใช้กับโรงไฟฟ้าของไทยไม่ได้ (ที่มา  EGATi ย้ำชัดลงทุนในเหมืองถ่านหิน Adaro Indonesia เสริมศักยภาพจัดหาเชื้อเพลิงให้โรงไฟฟ้าที่บริษัทลงทุนในต่างประเทศ ชี้ค่าความร้อนของถ่านหินที่ผลิตได้ไม่ตรงกับค่าความร้อนทางเทคนิคของโรงไฟฟ้ากระบี่ จึงไม่สามารถร่วมประมูลจัดหาถ่านหินให้โรงไฟฟ้ากระบี่ได้ https://www.egat.co.th/index.php?option=com_content&view=article&id=1853:20170219-pre01&catid=31&Itemid=208)



3. ถ้าจะมโนนั่นนี่เยอะแยะไปหมด ว่าทำเพื่อ ปตท. หรืออะไรก็จะสุดแล้วแต่เพื่อเพิ่มความเกลียดชัง ก็ถือว่าประสาทมากๆ

ปตท. นั้นมีการลงทุนในแทบจะทุกธุรกิจ ทั้งปาล์ม พลังงานไฟฟ้าแสงอาทิตย์ เยอะแยะไปหมด ตัวอย่าง จีพีเอสซีจะเข้าไปลงทุนในโครงการ โรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนโครงการแรกในญี่ปุ่น ได้แก่ โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ อิชิโนเซกิ โซลาร์ เพาเวอร์  http://www.thairath.co.th/content/602262 และ ปตท.ถือหุ้น40%ร่วมทุนสร้างโรงงานไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์กับบริษัททีเอสอี http://www.posttoday.com/economy/stock-gold/207304




สรุปแล้ว อยากจะเอาดราม่าเรื่องอะไรดี?

รู้แล้วอึ้ง!! ผลการศึกษาวิจัยฮาร์วาร์ดเกี่ยวกับโรงไฟฟ้าถ่านหินในไทย

รู้แล้วอึ้ง ผลการศึกษามหาลัยฮาร์วาร์ด ไม่ได้มาจากมหาวิทยาลัย ฮาร์วาร์ด แต่มาจากนักศึกษาเท่านั้น


1. กรีนพีซอ้างว่างานวิจัยของฮาวาร์ด แต่จริงๆแล้วเป็นแค่งานของบุคคลไม่เกี่ยวกับฮาวาร์ด กรีนพีซมันจ้างมาให้เขียนแล้วก็ งานเขียน ไม่เคยเก็บข้อมูลในไทยเลยแต่บอกว่าคนไทยจะตาย

2. การประเมินผลกระทบสุขภาพโดยมหิดลพบว่ามีผลกระทบอยู่ในระดับต่ำและยอมรับได้เป็นไปตามองค์กรอนามัยโลก (WHO)

3. ติดตั้งอุปกรณ์ทันสมัยป้องกันมลสารต่างๆให้อยู่ในเกณฑ์ที่ดีกว่ามาตรฐานไทยและสากล ใช้เทคโนโลยี ultra super critical ลดใช้เชื้อเพลิงลดการปล่อยคาร์บอนดียิ่งกว่าเดิมที่กฏหมายกำหนดมาก

4. ทั้งกระบี่-เทพา มีเกณฑ์การควบคุมเข้มงวดมีเครื่องวัดและตรวจวัดทั้งในและรอบโรงไฟฟ้า มีการติดตามผลตลอด 24 ชั่วโมงแบบ real time ไปกรมควบคุมมลพิษ ชาวบ้านรอบพื้นที่สามารถมาดูได้เองอีก ติดตั้งไว้ตามจุดต่างๆ

5. ทั่วโลกยังใช้ถ่านหินผลิตไฟฟ้าอยู่ถึง 40% อเมริกา 33% เยอรมนี 44% ออสเตรเลีย 62% ญี่ปุ่น 30% ใช้เทคโนโลยีถ่านหินที่ทันสมัย

6. ทุกประเทศมีการกระจายความเสี่ยงจากเชื้อเพลิงโดยมีการใช้หลายเชื้อเพลิงในอัตราส่วนที่มีความสมดุล

7. จีนใช้ถ่านหิน 72% เลยเพิ่มพลังน้ำและลมเพื่อกระจายสัดส่วนการใช้เชื้อเพลิงให้เหลือสัดส่วนแค่ 52% ปี 2040 ซึ่งก็ยังใช้ถ่านหินสูงอยู่ดี

8. จีนไม่ได้เลิกสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินแต่ยกเลิกเครื่องเก่าประสิทธิภาพต่ำมาใช้เครื่องใหม่ประสิทธิภาพสูงแทน

9. ไทยใช้ก๊าซผลิตไฟ 70% เกิดพม่า มาเลย์มันพร้อมใจกันหยุดส่งก๊าซไทยอาจได้รับความเสี่ยง ไทยก็เลยเพิ่มถ่านหินเข้าไป 20-25% ภายในปี 2579 แล้วก็เพิ่มพลังงานหมุนเวียน 15-20% ลดการใช้ก๊าซผลิตไฟลงไปจะได้ลดความเสี่ยง

เอกสารหลุด





ผลการศึกษาจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด

ถลกหนังเอ็นจีโอ กับ การถือครองหุ้น ปตท.

ถลกหนังเอ็นจีโอ



ปัญหาแปรรูป ปตท. ทำท่าจะจบได้สวย แต่ก็ยังไม่จบดี เพราะกลุ่มเอ็นจีโอในนามมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ยังคงตามรังควาญไม่เลิก

ยื่นฟ้องศาลฯให้หยุดพักการซื้อขายหุ้น ปตท.จนกว่ากระบวนการโอนทรัพย์สินจะเรียบร้อย

เคลื่อนไหวผลักดันจะให้มีการเอาผิดทั้งทางคดีอาญาและแพ่งในกรณีไม่มีการโอนทรัพย์สินท่อก๊าซและที่ดิน ตอน ปตท. แปลงสภาพเป็น บมจ.ไปแล้ว

และร้องแรกแหกกระเฌอกล่าวหาคนไปทั่วว่า มีผลประโยชน์ทับซ้อนในการถือครองหุ้นปตท.

แต่น่าแปลกอย่างยิ่ง เบื้องหลังกลุ่มประทุษร้ายบ้านเมืองกลุ่มนี้  กลับมีเบื้องหลังที่ค่อนข้างจะสกปรก น่าสังเวชใจอย่างไม่น่าเชิ่อ


ในขณะที่พวกเขากล่าวให้ร้ายคนอื่น พวกเขากลับเป็นพวกถือครองหุ้น ปตท.อยู่ไม่ใช่น้อย!

เข้าถือหุ้น ปตท.โดยตัวเองก็มี และถือหุ้นโดยเครือญาติที่ใช้นามสกุลเดียวกันก็มี รวมแล้วประมาณ 3 แสนหุ้น

ในบรรดากรรมการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภคที่ฟ้องร้อง ปตท.จำนวน 11 คน มีตัวกรรมการและญาติกรรมการที่ใช้นามสกุลเดียวกัน ถือหุ้นปตท.อยู่ถึง 5 คน

ประธานกรรมการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค  คือ  นส.จิราพร ลิมปานนท์ ได้หุ้นจองไอพีโอ 8,000 หุ้น และญาติที่ใช้นามสกุลเดียวกันอีก 5,000 หุ้น

ญาติกรรมการที่ชื่อ นางสุวรรณา อัศวเรืองชัย ถือครองหุ้นจองอยู่ถึง 1 แสนหุ้น

ญาติกรรมการที่ชื่อ นพ.ชูชัย ศุภวงศ์ ได้หุ้นจองไปทั้งสิ้น 26,000 หุ้น

และญาติกรรมการที่ชื่อ นายสุรเกียรติ อาชานานุภาพ ได้หุ้นจองไป 3 พันหุ้น

ทนายความผู้รับมอบอำนาจฟ้องร้อง ปตท. ที่ชื่อ ชัยวัฒน์  แสงอรุณ มีชื่อคนในครอบครัวแสงอรุณถือหุ้นตั้งแต่ตอนจองไอพีโอ และหลังไอพีโอ รวมกันแล้วถึง 111,031 หุ้น

ปตท. เพิ่งจายปันผลระหว่างกาลตอนครึ่งปีไปหุ้นละ 9.25 บาท รวมแล้วตระกูลแสงอรุณรับเงินปันผลหุ้นปตท.ไปแล้วทั้งสิ้น 1.02 ล้านบาท

นี่ปลายปี จะรับปันผลปตท.เพิ่มอีกหุ้นละ 5 บาท ตระกูลนี้ก็จะได้เงินปันผลอีก 555,155 บาท รวมทั้งปีรับเงินปันผลไป 1.5 ล้านบาทแค่นั้นเอง

นี่มันอะไรกันเนี่ย! ไปฟ้องศาลปกครองว่า กระบวนการรับฟังความคิดเห็นประชาชน กระทำโดยปิดบังซ่อนเร้น ประชาชนไม่ได้รับรู้ข่าวสารในวงกว้าง

แต่ญาติพี่น้องและตัวกรรมการผู้ร้อง กลับรับรู้ข่าวสารเป็นอันดี แถมยังได้หุ้นจองที่กล่าวหาไปทั่วว่า กระจายหุ้นโดยไม่เป็นธรรมเสียด้วย

จะเรียกคนที่มีพฤติกรรมกลับกลอกพวกนี้ว่า อะไรดีเล่า

เป็นพวกปากว่าตาขยิบ,  พวกเกลียดตัวกินใข่ เกลียดปลาไหลกินแกง หรือ พวกมนุษย์ลวงโลก ก็ดูจะน้อยไป

แต่ที่แน่ๆพวกเขาเป็นพวกชอบประทุษร้ายสังคม

ผมไม่กลัวการฟ้องร้องเลยสักนิด  ฟ้องมาเถอะ จะได้แฉกันให้จะๆกว่านี้ บ้านเมืองจะล่มจมก็เพราะพวกบ้าคลั่งเหล่านี้

วันที่ 18 ธ.ค. 2550

ที่มา ขี่พายุทะลุฟ้า

บรรษัทพลังงานแห่งชาติ: สำเร็จ หรือ ล้มเหลว?

บรรษัทพลังงานแห่งชาติ: สำเร็จ หรือ ล้มเหลว?



ประเด็นปัญหาเรื่องการจัดตั้งบรรษัทพลังงานแห่งชาติยังคงเป็นประเด็นโต้เถียงกันอยู่ในเวลานี้ ตั้งแต่ในสื่อสังคม

ออนไลน์ไปจนถึงสภาหินอ่อน (สนช.) ถึงความเหมาะสมในการจัดตั้งและประสิทธิภาพในการบริหารงานขององค์กรดังกล่าว

ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยก็มักจะยกเอากรณีตัวอย่างบริษัทพลังงานแห่งชาติของเวเนซูเอล่า (Petroleos de Venezuela S.A. หรือ PDVSA)ที่มีการบริหารงานอย่างไร้ประสิทธิภาพและมีการคอร์รัปชั่นจนมีหนี้สินมหาศาล และผลิตน้ำมันได้น้อยลงเรื่อยๆ เพราะขาดเงินทุนและเทคโนโลยีในการผลิตและปรับปรุงคุณภาพน้ำมันดิบชนิดหนักจากแหล่งผลิตในประเทศ จนต้องนำเข้าน้ำมันดิบจากต่างประเทศมาผสมกับน้ำมันดิบในประเทศ ขึ้นมาชี้ให้เห็นถึงความล้มเหลวของบริษัทพลังงานแห่งชาติ และนโยบายพลังงานแบบประชานิยมของรัฐบาลสังคมนิยมของอดีตประธานาธิบดี ฮิวโก ชาเวซ ที่ต่อเนื่องมาจนถึงประธานาธิบดีคนปัจจุบัน นิโคลาส มาดูโร ที่สืบทอดนโยบายนี้มาอย่างสุดกู่

โดยทั้งสองรัฐบาลได้ดำเนินนโยบายบีบบังคับซื้อคืน (ในราคาถูก) หรือยกเลิก (ยึดคืน) สัมปทานการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมจากบริษัทน้ำมันข้ามชาติมาให้บริษัทพลังงานแห่งชาติเป็นผู้ดำเนินการแทน เพื่อสนองนโยบายขายน้ำมันในราคาถูกๆให้กับประชาชน (ราคาน้ำมันเบนซินถูกที่สุดในโลก) และขายน้ำมันดิบในราคาถูกกว่าราคาตลาดให้กับประเทศพันธมิตรในค่ายสังคมนิยมด้วยกัน เช่น ประเทศคิวบา เป็นต้น

ด้วยนโยบายสังคมประชานิยม (Socio-Populism) ดังกล่าว ประกอบกับความไร้ประสิทธิภาพในการบริหารและการแทรกแซงทางการเมือง ตลอดจนสถานการณ์ตลาดน้ำมันที่ราคาลดต่ำลงอย่างถล่มทลายเป็นเวลากว่าสองปี ทำให้ประเทศเวเนซูเอล่าตกอยู่ในสภาพเกือบล้มละลาย และต้องยอมทำสัญญาขายน้ำมันดิบล่วงหน้าให้กับจีนเพื่อแลกกับเงินกู้จำนวน 50,000 ล้านเหรียญ ซึ่งเท่ากับว่าขณะนี้เวเนซูเอล่าได้ใกล้จะสูญเสียอธิปไตยด้านพลังงานไปแล้ว เพราะเวเนซูเอล่าจะไม่เหลือน้ำมันไว้ขายให้ลูกค้ารายอื่นอีกต่อไป เนื่องจากราคาน้ำมันขณะนี้ตกต่ำลงมาก เวเนซูเอล่าจึงต้องชดใช้หนี้ด้วยน้ำมันในปริมาณที่สูงขึ้น

เรื่องนี้ พอฝ่ายคัดค้านบรรษัทฯยกตัวอย่างเวเนซูเอล่าโมเดลขึ้นมาชี้ให้เห็นถึงความล้มเหลวของบรรษัทพลังงานแห่งชาติ
ฝ่ายสนับสนุนฯซึ่งเคยพูดถึงเวเนซูเอล่าด้วยความชื่นชมมาก่อน ก็เลี่ยงไปกล่าวว่า ความล้มเหลวดังกล่าวไม่ได้เกิดจากตัวบริษัทพลังงานแห่งชาติ แต่เกิดจากนโยบายที่ผิดพลาดของรัฐบาลและการแทรกแซงจากภายนอกประเทศ และโต้แย้งว่าทำไมยกตัวอย่างแต่เวเนซูเอล่าที่ล้มเหลว ตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จอย่างบริษัทเปโตรนาสของมาเลเซีย ทำไมไม่พูดถึงบ้าง เพราะเปโตรนาสส่งเงินเข้ารัฐถึง 40% ของรายได้ของรัฐบาล บริหารกิจการได้อย่างดี มีธรรมาภิบาล จนขยายกิจการไปได้ทั่วโลก และสามารถทำให้ราคาน้ำมันในประเทศมีราคาถูกกว่าประเทศไทยอีกด้วย

ในกรณีของมาเลเซียนั้น ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับบรรษัทฯก็บอกว่า ตามโมเดลของมาเลเซีย บริษัทเปโตรนาสนั้นไม่ใช่บริษัทน้ำมันแห่งชาติธรรมดา แต่ทำหน้าที่เป็นผู้กำกับดูแล (Regulator) และผู้ดำเนินการ (Operator) ไปด้วยในเวลาเดียวกัน

ถ้าเปรียบเทียบกับประเทศไทย ก็เปรียบเสมือนรวมเอากรมเชื้อเพลิงธรรมชาติและบริษัทปตท.เข้ามาอยู่ในหน่วยงานเดียวกัน แล้วไปขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรีเลย

ดังนั้นกำไรของเปโตรนาสจึงสูงกว่า ปตท.มาก เพราะมีรายได้จากค่าภาคหลวงและส่วนแบ่งรายได้ของรัฐจากแหล่งปิโตรเลียมมารวมด้วย (ในขณะที่ของไทยแยกออกเป็นสองหน่วยงาน รายได้ก็แยกกัน) และด้วยรายได้ที่สูงมาก ประกอบกับไม่มีหน่วยงานใดสามารถเข้าไปตรวจสอบบัญชีของเปโตรนาสได้ เพราะขึ้นตรงกับนายกฯ ความเสียหายใดๆที่เกิดขึ้นจึงยังถูกกลบเอาไว้ได้ ไม่ได้หมายความว่าไม่มีความเสียหายเกิดขึ้นจากการบริหารงาน เพราะก็มีข่าวการลงทุนที่ผิดพลาดของบริษัทเปโตรนาสเล็ดรอดออกมาเป็นประจำ เช่นการไปลงทุนในโครงการรถยนต์แห่งชาติของมาเลเซีย และโครงการขนาดใหญ่อื่นๆ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการลงทุนตามความต้องการทางการเมือง แต่ที่ไม่เป็นข่าวเพราะตรวจสอบไม่ได้ เนื่องจากขึ้นอยู่กับนายกรัฐมนตรีโดยตรง และล่าสุดเปโตรนาสก็เผชิญกับปัญหาราคาน้ำมันตกต่ำเช่นกัน จนต้องยอมเลิกอุดหนุนราคาน้ำมัน และส่งกำไรให้รัฐลดลงจาก 40% ของรายได้รัฐเหลือเพียง 20% เท่านั้น
ส่วนเรื่องการบริหารงาน ความโปร่งใส และความมีธรรมาภิบาลนั้น เปโตรนาสก็ใช่ว่าจะไม่มีข้อครหาเสียทีเดียว แต่ก็มีกรณีที่เข้าไปพัวพันกับกองทุน 1-MDB ที่ก่อตั้งโดยนายกฯมาเลเซียที่ถูกกล่าวหาว่าทุจริต และยังมีกรณีที่เข้าไปพัวพันกับการทุจริตให้สินบนของบริษัท Unaoil รวมทั้งยังมีกรณีที่สมาชิกสภาผุ้แทนราษฎรของมาเลเซียออกมาเรียกร้องให้มีการแก้ไขกฏหมายปิโตรเลียมปี 1974 ให้อำนาจสตง.เข้าไปตรวจสอบบัญชีของเปโตรนาสได้ เพราะทุกวันนี้มีแต่นายกฯคนเดียวเท่านั้นที่มีสิทธ์เข้าถึงบัญชีและรายงานของผู้ตรวจสอบภายในของเปโตรนาสได้ ซึ่งก็แสดงถึงความไม่โปร่งใส และไม่มีธรรมาภิบาลในการบริหารอยู่แล้ว

สรุปก็คือ เรื่องบรรษัทพลังงานนี้ก็คงต้องเถียงกันไปอีกนานละครับว่าจะตั้งดีหรือไม่ดี ตั้งแล้วจะสำเร็จหรือล้มเหลว และด้วยผลประโยชน์มหาศาล จะกลายเป็นแหล่งแสวงหาประโยชน์จากหลายฝ่ายหรือไม่ ซึ่งก็คงเป็นเรื่องที่ต้องไปคิดกันให้ดี แต่ในความเห็นของผม หน่วยงานใดที่ตั้งขึ้นมาแล้วมีอำนาจมาก ผูกขาดการบริหาร ตรวจสอบไม่ได้หรือตรวจสอบได้ยาก และปล่อยให้ฝ่ายการเมืองแทรกแซงได้
หน่วยงานนั้นก็เสี่ยงต่อการทุจริตทั้งนั้นแหละครับ !!!

ที่มา มนูญ ศิริวรรณ บรรษัทพลังงานแห่งชาติ: สำเร็จ หรือ ล้มเหลว?

หุ้นอุปการคุณ ปตท. 10 บาท เรื่องจริง หรือ มโน? ต้องอ่าน

เห็น ทาง คปพ มีการไปยื่นเรียกร้องให้ทาง ปตท. เปิดเผยรายชื่อผู้ถือหุ้นที่เป็นนักการเมือง หรืออะไรก็แล้วที่ซื้อหุ้นในราคา 10 บาท แล้วบอกว่า นี่คือราคาหุ้นของ ผู้มีอุปการะคุณ ผมว่าน่าจะเข้าใจอะไรผิดมากๆ นะครับ



ข้อมูลเกี่ยวกับการเสนอขายหลักทรัพย์ ของ ปตท. มีการระบุไว้ถึงกรณีดังกล่าว ค่อนข้างจะละเอียดทีเดียว ในกรณีของหุ้นผู้มีอุปการะคุณนั้น การทำการซื้อขาย คือต้องผ่านตลาดหลักทรัพย์ หรือ ผู้แทนที่ถูกต้องตามกฎหมาย และ ราคาที่ทำการซื้อขาย คือ 35 บาท ตามที่ได้มีการเปิดขายให้ ประชาชนทั่วไป ไม่ใช่ราคา 10 บาท อย่างที่กล่าวอ้าง

ส่วนกรณี 10 บาท นั้น เป็นส่วนที่ขายให้ พนักงาน ปตท. รวมไปถึง กองทุนเลี้ยงชีพต่างๆ ของ ปตท. เท่านั้น





ดังนั้น ที่มีการยื่นหนังสือมา ผมว่าเป็นความเข้าใจที่ผิดมหันต์มากๆ
ที่มา ของเอกสารชี้ชวนดังกล่าว http://capital.sec.or.th/…/datafile/69/06532001-10-05t17.doc

ที่มา น้องปอสาม หุ้นอุปการคุณ ปตท. 10 บาท เรื่องจริง หรือ มโน? ต้องอ่าน

เรื่องทักษิณแปรรูป ปตท. มีไว้หลอกอะไรอ่านดู

เรื่องทักษิณแปรรูป ปตท หลอกมันมาจะ 15 ปีละ ถ้าอายุน่าจะแก่กว่า ...... ไปหมดละ อะไรๆ ก็ทักษิณ ไม่พูดถึงมันจะเป็นไร (อะไรๆ ก็โยงเข้าทักษิณ เค้าคงน่าดีใจนะครับ มีคนนึกถึงเสมอ)



- ปตท. แปรรูปสมัยคุณชวน หลีกภัย โดยการจัดโครงสร้างเพื่อการแปรรูป ปตท. จะอาศัยพระราชบัญญัติทุนรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. 2542 เพื่อให้มีการแปรรูปเป็นไปตามเป้าหมายของรัฐบาล ที่กำหนดให้มีการนำ ปตท. เข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้ภายในปี 2544 โดยการกำหนดให้นำ ปตท. รัฐวิสาหกิจทั้งองค์กร แปลงสภาพเป็นบริษัท ปตท. จำกัด โดยมีกระทรวงการคลังเป็นผู้ถือหุ้นทั้งหมดในขั้นต้น ก่อนที่จะแปรสภาพเป็นบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (บมจ. ปตท.) เพื่อระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ในระยะ ต่อไป

- เรื่องตีราคาโรงกลั่นน้ำมัน 1 บาท ความจริง คือ ปตท. เข้าไปซื้อหุ้นบริษัท Shell เนื่องจากรัฐบาลไม่ต้องการให้โรงกลั่นตกอยู่ในมือต่างชาติ โดยซื้อในราคา 5 ล้านเหรียญฯ แต่ ปตท. ก็ต้องแบกรับหนี้สิ้นของ Shell ไปอีกจำนวนถึง 1,335 ล้านเหรียญฯ หรือคิดเป็นมูลค่ามากกว่า 41,000 ล้านบาทหลังจากนั้น ปตท. ได้บริหารงานจนสามารถชำระหนี้ได้และผลประกอบการดีขึ้น มีกำไร และได้เป็น Asset ของประเทศ โดยการโอนถ่ายหนี้่ ต้องมีการกำหนด

- ส่วนเรื่องการแปรรูป แล้วหมดไว ก็เอาไว้หลอก... เช่นเดิม ตอนแปรรูป ปตท. ต้องการเงินทุน เพื่อไปแก้ไขปรับสถานะการเงินบริษัทในเครือทั้งหลาย ประกอบกับมีโอกาสที่จะได้ลงทุนในอุตสาหกรรมการกลั่นและปิโตรเคมีที่บอบช้ำหนักหลังวิกฤติ ทำให้ราคาถูก กับทั้งรัฐบาลไม่สามารถเจียดงบประมาณมาให้ได้ (ตอนนั้นยังไม่ได้ถีบคุณพ่อไอเอ็มเอฟกลับไปเลย) และรัฐบาลยังหวังว่าการขาย ปตท. การมีไอพีโอขนาดใหญ่ จะปลุกความสนใจในตลาดไทยให้กลับมาได้ อีกอย่าง ในเวลานั้น ไม่มีใครรู้ว่าตลาดจะดีขึ้นเมื่อไหร่ ไม่มีใครคาดการได้ ส่วนที่ขายหมดเร็วเพราะต้องขายให้หมด การทำไอพีโอแล้วมีหุ้นเหลือ ขายไม่ออก นับเป็นหายนะอย่างแท้จริง จนอาจต้องยกเลิกการขาย เพราะแสดงว่านักลงทุนไม่ยอมรับคุณภาพกิจการ ถ้าดันขายไป ราคาหลังจากนั้นก็คงย่อยยับ และ กระทบกับระบบเศรษฐกิจในขณะนั้น และมีการเดินสาย Roadshow อธิบายที่มาที่ไปของการแปรรูป เพื่อนักลงทุนเข้าใจ

ไม่มีใครโดนห้ามซื้อ ถ้า กลต. หรือศาลสงสัย ถามมา บริษัทหลักทรัพย์ก็ส่งหลักฐานชี้แจงไป เป็นอย่างนี้กันตามปรกติ

- ส่วนเรื่องตระกูลใหญ่ถือหุ้น กระทรวงการคลังและหน่วยงานในสังกัดอีก ถือรวมประมาณ 70% ถ้าบอกว่า ตระกูลใหญ่ ผู้ถือหุ้นใหญ่สุดนี่แหละ อยากถามไอ่คนทำภาพเริ่มต้นออกมาว่า คุณต้องการสื่อว่ากระทรวงการคลังคือตระกูลใหญ่หรือ?

- สุดท้าย ราคาหุ้น ตอนแรก 35 บาท อีตอนตกไป 28-29 ไม่พูด หยิบจังตอน 300 กว่ามาพูด หุ้นมันก็มีผันผวน ขึ้นลงตลอด ตอนนี้ 209 บาท ผันผวน กำตังค์ไปซื้อเอาจากตลาดหลักทรัพย์ นะคะ

ปล. ผีทักษิณมันยังคงตราตรึง ถ้าสังคมไทยยังสนใจและใส่ใจกันแบบทุกวันนี้