อาจเกิดความเข้าใจผิดรวมไปถึงสับสนในการตีความภาพ info graphic นี้ ซึ่งที่จะสื่อให้เห็นว่า ปตท. กับ ปิโตรนาส ต่างกัน
แม้ว่า ปตท. และ ปิโตรนาส จะดำเนินธุรกิจปิโตรเลียมที่ครบวงจร ตั้งแต่ธุรกิจต้นน้ำ อย่างธุรกิจสำรวจและผลิตจนถึงธุรกิจปลายน้ำ อย่างธุรกิจค้าปลีกน้ำมันและก๊าซ เหมือนกันก็จริง แต่สิ่งที่ทำให้ 2 บริษัทมีความแตกต่างกัน ประเด็นหลักๆ คือ
"สิทธิความเป็นเจ้าของแหล่งทรัพยากรปิโตรเลียม"
- แหล่งปิโตรเลียมในประเทศไทยทุกแหล่งรัฐบาลไทยเป็นเจ้าของ เพื่อให้เกิดความยุติธรรม เสมอภาค และข้อเสนอที่ดีที่สุด -
รัฐจึงเปิดให้เอกชนและบริษัทที่รัฐถือหุ้นอยู่ เข้ามายื่นขอสัมปทาน โดยจะต้องแบ่งส่วนแบ่งให้กับภาครัฐ ตามที่กำหนด และบริษัทในกลุ่ม ปตท. (ปตท.สผ.) ก็ถือเป็นผู้แข่งขันรายหนึ่งที่ต้องยื่นขอสิทธิ์สัมปทานจากภาครัฐเช่นกัน โดยไม่ได้สิทธิพิเศษใดๆ และต้องแข่งขันกับเอกชนรายอื่นๆ
- ซึ่งต่างกับมาเลเซียที่แหล่งทรัพยากรปิโตรเลียมทุกแหล่ง รัฐได้มอบหมายให้ปิโตรนาสที่ขึ้นตรงกับรัฐบาล -
ให้ดำเนินกิจการขุดเจาะสำรวจ ผูกขาดแต่เพียงผู้เดียว ขณะเดียวกันบางแหล่ง ที่อาจมีความเสี่ยง รัฐจะทำการมอบหมายให้ปิโตรนาสเป็นผู้ร่วมในการดำเนินการเป็นคู่สัญญา ร่วมกับบริษัทเอกชนอื่นเข้ามาสำรวจขุดเจาะ โดยบริษัทนั้นต้องแบ่งผลประโยชน์ให้ปิโตรนาสตามเงื่อนไขที่ตกลงกัน ฉะนั้นแล้วการเปรียบเทียบกำไร การแข่งขันทางธุรกิจ รวมไปถึงศักยภาพทางธรณีวิทยา ย่อมเทียบกันไม่ได้อยู่แล้ว
แน่นอนว่า หากทรัพยากรปิโตรเลียมทั้งหมดในประเทศไทย ปตท. ได้รับมอบหมายให้ดำเนินการแต่เพียงผู้เดียวเฉกเช่น ปิโตรนาส จะทำให้ ปตท.ได้รับสิทธิ์ผูกขาดจะยิ่งขัดกับสิ่งที่คนบางกลุ่ม
******บอกว่า ปตท. ผูกขาดในการจัดการทรัพยากรแน่นอน******
หรือกลุ่มที่โจมตี ภาพ info graphic นี้ ต้องการให้ ปตท. เหมือนปิโตรนาสในเรื่องการผูกขาดด้านการจัดการทรัพยากรปิโตรเลียม รวมไปถึงการบริหารจัดการทรัพยากรในประเทศแต่เพียงผู้เดียว จะย้อนแย้งทันทีกับการที่บอกว่าไม่ต้องการให้ ปตท. ได้รับสิทธิ์ในการผูกขาดกิจการด้านต่างๆ ทันที
ที่มา น้องปอสาม ปตท. กับ ปิโตรนาส ต่างกันเพราะสาเหตุใดบ้าง
Showing posts with label ผลประโยชน์. Show all posts
Showing posts with label ผลประโยชน์. Show all posts
อดีต รมว กระทรวงการคลัง ยอมรับ ปตท. ไม่ได้รายงานเท็จต่อศาลปกครองเรื่องท่อก๊าซ
วันที่ 17 มีนาคม 2559 เวลา 15.44 น. เฟซบุ๊ค Thirachai Phuvanataranubala
ได้โพสต์ข้อมูลเกี่ยวกับการเจรจาไกล่เกลี่ยคดีกับบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)
ยอมรับว่า ปตท. ไม่ได้รายงานเท็จต่อศาลปกครองสูงสุดเกี่ยวกับการส่งมอบท่อก๊าซฯ
ที่มา https://www.facebook.com/thirachai.phuvanatnaranubala/posts/1140851405948663
ได้โพสต์ข้อมูลเกี่ยวกับการเจรจาไกล่เกลี่ยคดีกับบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)
ยอมรับว่า ปตท. ไม่ได้รายงานเท็จต่อศาลปกครองสูงสุดเกี่ยวกับการส่งมอบท่อก๊าซฯ
บันทึก ฉบับวันที่ ๑๗ มีนาคม ๒๕๕๙ ตามที่ข้าฯ โพสต์ข้อความลงเวปไซต์เฟสบุ๊คชื่อ "Thirachai Phuvanataranubala" เมื่อวันที่ ๑๙ พฤศจิกายน ๒๕๕๗ เกี่ยวกับเรื่องการส่งมอบท่อก๊าซตามคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด ของบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ต่อไปเรียกว่าโจทก์ ความว่า "สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ได้มีหนังสือลงวันที่ ๑๐ ตุลาคม ๒๕๕๑ แจ้งโจทก์ว่าทรัพย์สินที่ส่งมอบให้กระทรวงการคลังยังไม่ครบถ้วน และ สตง. ส่งรายงานเรื่องนี้ให้แก่โจทก์อีกครั้งเมื่อวันที่ ๑๖ ธันวาคม ๒๕๕๑ อย่างไรก็ดีโจทก์ยื่นคำร้องต่อศาลปกครองสูงสุดเมื่อวันที่ ๒๕ ธันวาคม ๒๕๕๑ อ้างว่าได้ดำเนินการตามคําพิพากษาแล้ว และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย ได้ร่วมกันดำเนินการดังกล่าว ตุลาการจึงได้บันทึกเมื่อวันที่ ๒๖ ธันวาคม ๒๕๕๑ ว่าโจทก์ได้ดําเนินตามคำพิพากษาเรียบร้อยแล้ว ทั้งนี้โจทก์ไม่ได้แจ้งให้ศาลทราบถึงความเห็นแย้งของ สตง. แต่อย่างใด ดังนั้นการกล่าวอ้างของโจทก์ในคำร้องที่ยื่นต่อศาลปกครองสูงสุดที่ว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายได้ดำเนินการตามคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดครบถ้วนแล้ว จึงเป็นรายงานที่เป็นเท็จต่อศาลปกครองสูงสุด ที่ส่งผลต่อการพิจารณาการบังคับคดีของศาลปกครองสูงสุดในคดีนี้"
ข้าฯ ชี้แจงต่อสาธารณชนว่า ข้อเท็จจริงจากการไต่สวนมูลฟ้องในคดีอาญา หมายเลขดำที่ อ.๔๕๑๓/๒๕๕๗ ระหว่าง บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) โจทก์ และ นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล จำเลย ของศาลอาญากรุงเทพใต้ ได้ความว่า โจทก์ได้รีบหนังสือของ สตง. ฉบับลงวันที่ ๒๖ ธันวาคม ๒๕๕๑ ซึ่งแจ้งรายงานของผู้สอบบัญชีพร้อมความเห็น อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ ๕ มกราคม ๒๕๕๒ อันเป็นเวลาหลังจากที่โจทก์ยื่นคำร้องรายงานการปฎิบัติตามคำพิพากษาต่อศาลปกครองสูงสุดเมื่อวันที่ ๒๕ ธันวาคม ๒๕๕๑ โจทก์จึงมิได้รายงานเท็จเกี่ยวกับหนังสือฉบับดังกล่าวต่อศาลปกครองสูงสุด
ข้าฯ จึงขอเรียนให้สาธารณชนทราบข้อเท็จจริงที่ถูกต้องโดยการโพสต์แบบสาธารณะข้อความตามฉบับลงวันที่ ๑๗ มีนาคม ๒๕๕๙ ลงในเว็ปไซต์เฟสบุ๊คของข้าฯ ตลอดไป นอกจากนี้ข้าฯ ไม่เห็นด้วยและไม่สนับสนุนข้อความที่บุคคลภายนอกเข้ามาแสดงความเห็นต่อโจทก์ในเรื่องดังกล่าวอย่างไม่สุภาพ จึงขอลบข้อความดังกล่าวเหล่านั้นออกจากเฟสบุ๊คของข้าฯ นับแต่วันนี้ และโจทก์จะเผยแพร่โพสต์ข้อความดังกล่าวของจำเลยลงในสื่อของโจทก์ต่อไป
อนึ่ง การชี้แจงข้อเท็จจริงตามบันทึกฉบับนี้สืบเนื่องจากการไกล่เกลี่ยของคู่ความทั้งสองฝ่ายต่อหน้าศาล เมื่อจำเลยดำเนินการบันทึกเรียบร้อยโจทก์ขอถอนฟ้องคดีนี้ จึงเรียนมาให้ทุกท่านทราบมา ณ โอกาสนี้
ที่มา https://www.facebook.com/thirachai.phuvanatnaranubala/posts/1140851405948663
ลือสะพัด ไทยเสียเขตแดนและผลประโยชน์ทางทะเลให้เขมร
ลือสะพัด ไทยเสียเขตแดนและผลประโยชน์ทางทะเล ให้เขมร แต่คุณจะอึ้ง ถ้าได้รู้ข้อมูลอีกด้าน
ส่วนเรื่องการแบ่งพื้นที่ทางทะเลกับบนบกนั้นยิ่งคนละส่วนกัน พล.ร.อ.ถนอม เจริญลาภ อดีตเจ้ากรมอุทกศาสตร์ ยืนยันด้วยเสียงหนักแน่น ก่อนอธิบายว่า การแบ่งเขตแดนระหว่างไทยกับกัมพูชานั้น เขตแดนทางบกกับเขตแดนทางทะเล เรามีลักษณะพิเศษคือ ข้อตกลงทางบกฉบับหนึ่งและมีข้อตกลงทางทะเลอีกฉบับหนึ่ง ดังนั้นไม่ว่าเขตแดนทางบกจะถูกปรับปรุงก็ไม่เกี่ยวข้องกับเขตแดนทางทะเล พลางอธิบายเรื่องเขตแดนทางทะเลของไทยว่า ตั้งแต่ศตวรรษที่ 17 เป็นต้นมา เขตแดนทางทะเลถือหลักสองประการคือ หนึ่งทฤษฎีเปิด หรือกฎเสรีภาพทางทะเล ผู้คิดเป็นนักกฎหมายสหรัฐฯเนื้อหาบอกว่า ทะเลน่าจะเป็นสมบัติร่วมของมนุษยชาติ แม้จะมีคนเห็นด้วย แต่ประเทศที่เป็นเกาะอย่างอังกฤษเดือดร้อน เพราะเห็นว่าตัวเองมีความปลอดภัยต่ำ จึงให้นักกฎหมายของตนเขียนทฤษฎีทะเลปิดขึ้นใหม่ เนื้อหาบอกว่า รัฐควรสามารถที่จะเป็นเจ้าของสิทธิทะเลในส่วนที่ตัวเองดูแล จึงเกิดเป็น 2 ทฤษฎีที่ใช้กันอยู่ ซึ่งแนวคิดของ พล.ร.อ.ถนอม เจริญลาภ ชัดเจนแล้วว่า เส้นแบ่งเขตแดนทางบกกับทางทะเลแยกจากกัน
เรื่อง เขตแดน พื้นที่ทับซ้อน กับ ผลประโยชน์ทางทะเล ระหว่างไทยกับกัมพูชา เป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่มีคนให้ความสนใจกันมาก เลยมีบางท่านนำมาเป็นประเด็น อ้างเป็นเหตุผลใน การคัดค้านการออกสัมปทานปิโตรเลียมรอบที่ 21 สิ่งที่นำเสนอ มันก็ถูกในบางส่วน แต่ถูกไม่ทั้งหมด ถ้าตัดความเห็นของส่วนตัวออกไปก็น่าจะดี การลากเส้นผ่านเกาะกูด ตามหลักสากล ซึ่งประเด็นนี้รัฐเขาก็รู้อยู่แล้ว หน่วยงานที่รับผิดชอบก็ไม่ยอมอยู่แล้ว มันจึงเป็นที่มาของการแบ่งพื้นที่ออกเป็น 2 ส่วนระหว่างเส้นละติจูดที่ 11 องศาเหนือ ตามภาพ และ มีความชัดเจนอยู่แล้ว ว่าจะต้องปลดพื้นที่ในส่วนเหนือ กลับมาเป็นของไทยให้ได้ก่อนที่จะมีการเจรจาพื้นที่ส่วนล่างซึ่งจะพัฒนาร่วมกัน หรือ จะออกมาอย่างไรก็เป็นเรื่องที่ต้องเจรจากัน แต่ย้ำว่า ต้องปลดพื้นที่ส่วนบนให้ได้ก่อน ส่วนประเด็นที่หยิบยกขึ้นมา พูดมาหลายครั้งแล้วว่า การออกสัมปทานรอบใหม่นี้ การตีพื้นที่แปลง G1/57 เป็นการยอมรับเส้นไหล่ทวีปที่กัมพูชาอ้างสิทธิโดยปริยาย ซึ่งเป็นความเข้าใจผิดอย่างแรง และก็ไม่เคยรับฟังหน่วยงานรัฐที่ออกมาชี้แจงให้ข้อมูลว่า มันไม่เกี่ยวกัน เหตุที่แปลงมันแหว่งไป เว้นไปนั้น เพราะมันไปติดกับพื้นที่ที่ได้เคยออกสัมปทานไปแล้วในรอบแรก ปัจจุบันมีผู้รับสัมปทานอยู่ (แต่ยังไม่สามารถดำเนินงานได้) ไม่ได้เป็นเพราะเรายอมรับ ไม่เกี่ยวอะไรกับเกาะกูด มันเป็นคนละเรื่องกัน
ส่วนเรื่องการแบ่งพื้นที่ทางทะเลกับบนบกนั้นยิ่งคนละส่วนกัน พล.ร.อ.ถนอม เจริญลาภ อดีตเจ้ากรมอุทกศาสตร์ ยืนยันด้วยเสียงหนักแน่น ก่อนอธิบายว่า การแบ่งเขตแดนระหว่างไทยกับกัมพูชานั้น เขตแดนทางบกกับเขตแดนทางทะเล เรามีลักษณะพิเศษคือ ข้อตกลงทางบกฉบับหนึ่งและมีข้อตกลงทางทะเลอีกฉบับหนึ่ง ดังนั้นไม่ว่าเขตแดนทางบกจะถูกปรับปรุงก็ไม่เกี่ยวข้องกับเขตแดนทางทะเล พลางอธิบายเรื่องเขตแดนทางทะเลของไทยว่า ตั้งแต่ศตวรรษที่ 17 เป็นต้นมา เขตแดนทางทะเลถือหลักสองประการคือ หนึ่งทฤษฎีเปิด หรือกฎเสรีภาพทางทะเล ผู้คิดเป็นนักกฎหมายสหรัฐฯเนื้อหาบอกว่า ทะเลน่าจะเป็นสมบัติร่วมของมนุษยชาติ แม้จะมีคนเห็นด้วย แต่ประเทศที่เป็นเกาะอย่างอังกฤษเดือดร้อน เพราะเห็นว่าตัวเองมีความปลอดภัยต่ำ จึงให้นักกฎหมายของตนเขียนทฤษฎีทะเลปิดขึ้นใหม่ เนื้อหาบอกว่า รัฐควรสามารถที่จะเป็นเจ้าของสิทธิทะเลในส่วนที่ตัวเองดูแล จึงเกิดเป็น 2 ทฤษฎีที่ใช้กันอยู่ ซึ่งแนวคิดของ พล.ร.อ.ถนอม เจริญลาภ ชัดเจนแล้วว่า เส้นแบ่งเขตแดนทางบกกับทางทะเลแยกจากกัน
Subscribe to:
Posts (Atom)








