Showing posts with label การตัดสิน. Show all posts
Showing posts with label การตัดสิน. Show all posts

ไม่ต้องทุบโต๊ะ ไม่ต้องทุ่มโพเดี้ยม ถ้าเจอเรื่อง บัญชีลับ แปรรูป ปตท.

ได้รับบทความเรื่องบัญชีลับ แปรรูป ปตท. กรุณาส่งกลับไปให้อ่าน




1. ไม่มีบัญชีลับอะไรใด เพราะ บริษัทที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ ต้องแสดงทรัพย์สิน รวมถึงรายรับรายจ่าย มีกรรมการ มีผู้ตรวจสอบจากภายนอกด้วย แถมยังมี สตง รับรองบัญชีอีก

2. ปัจจุบัน คุณไพรินทร์ หมดวาระเป็นประธาน ปตท. ไปแล้ว

3. เกาะเคย์แมนไม่ได้เป็นเกาะฟอกเงินอย่างในหนัง เป็นการเปิดเพื่อกระจายความเสี่ยง ปัจจุบันมีกฎหมายรองรับ มีการตรวจสอบ มีการรายงานลงในบัญชี สามารถตรวจสอบได้ใน 56-1

4. การลงโฆษณาในสื่อ เป็นหลักของการตลาด เพื่อประชาสัมพันธ์ให้ทราบถึงข้อมูลผลิตภัณฑ์ ไม่ว่าสินค้าใดๆ ก็มีการประชาสัมพันธ์

5. การแปรรูป ปตท. เริ่มสมัยคุณชวน เมื่อประมาณ ปี 42 โดยหุ้น ปตท.เข้าตลาดหลักทรัพย์ซื้อขายวันแรก 6 ธ.ค. 2544 ด้วยมูลค่าตลาดประมาณ 90,000 ล้านบาท หุ้นใหญ่ขนาดนี้ต้องใช้เวลาเตรียมตัวพร้อมทำไฟริ่งไม่น้อยกว่า 1 ปี แน่นอน ขณะที่นายกทักษิน เป็นนายกรัฐมนตรีวันที่ 9 ก.พ. 2544 แสดงว่านโยบายการแปรรูป ปตท.ได้ดำเนินการมาก่อนหน้านี้นานพอสมควรแต่มาแล้วเสร็จในยุคทักษิณพอดี

6. หุ้นที่บอกว่า ไม่ได้ชื่อกระทรวงการคลัง จริงๆ แล้ว อย่างสำนักงานประกันสังคม ก็ถือเป็นการลงทุนของรัฐ

7. บริษัท นอมินี เหล่านี้ ก็เป็นอีกช่องทางการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติหลายๆคน การลงทุนผ่านทางบริษัทนอมินีของสถาบันการเงินเหล่านี้คล้ายๆ กับบริษัทไทยเอ็นวีดีอาร์ของบ้านเรานั่นเองที่ช่วยกระตุ้นการลงทุนระดมทุนของนักลงทุนต่างชาติ ซึ่งผู้ถือหุ้นผ่านนอมินีเหล่านี้จะไม่มีสิทธิ์ออกเสียงหรือกำหนดนโยบายใดๆ ในบริษัทได้เลย

ปตท.ขายหุ้นให้กับบุคคลทั่วไป ผ่าน Thai VDNR จำนวน 5.1% ซึ่งเป็นบริษัทลูกของ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย บุคคลทั่วไปต้องไปซื้อจาก บริษัทดังกล่าว ไม่ใช่ไปซื้อตรงจาก ปตท. ทุกวันนี้ก็เปิดซื้อขายอยู่ เรื่องที่ว่ามีการจองหุ้นกัน ก็จองผ่านบริษัทนี้ครับ และที่อ้างว่าหุ้นหมดซื้อไม่ทัน มันก็ไม่เกี่ยวกับ ปตท.เลย ด้วยเหตุผลข้างต้นครับ

8. เงินปันผล ปตท เข้าพรรคเพื่อไทย ด้วยความที่ กระทรวงการคลังถือหุ้น ปตท.ใหญ่ เงินก็ต้องเข้ากระทรวงการคลังดิ คนคิดว่าเข้าพรรคเพื่อไทย มโนอะไรก็ให้มีขอบเขตกันหน่อย

9. มาเลเซียน้ำมันลิตรละ เท่าไหร่ก็แล้วแต่ แต่ทราบหรือไม่ เค้ามีการไม่เก็บเงินภาษีสินค้าและบริการ GST ทำให้ราคาน้ำมันเค้าถูก แต่เค้าต้องแลกกับการติดงบทางการศึกษา

10. เรื่องการยกเลิกเบนซิน 91 95 ก็บ้าบอ เค้ายกเลิกแต่เบนซิน 91 เพราะสนับสนุนพลังงานทดแทน ที่เป็นพระราชดำริของในหลวง เพื่อลดการนำเข้าน้ำมันดิบ เพื่อลดมลพิษทางอากาศ

11. ปตท.สผ. ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในแปลงสัมปทานของแหล่งน้ำมัน “นงเยาว์” ไม่เคยมีการถือหุ้นในแหล่งน้ำมัน “นงเยาว์” และ ที่สำคัญได้ถอนตัวออกเมื่อ ปี 2543

12. LPG ที่มีการปรับราคา เพื่อสะท้อนต้นทุนการใช้ในประเทศ เป็นไปตามนโยบายปฎิรูปพลังงานสะท้อนราคาที่แท้จริง

13. ก๊าซจากอ่าวไทย ทุกวันนี้ใช้ผลิตไฟฟ้ามากที่สุด และไม่มีการส่งออก แถมยังต้องนำเข้า LNG เพื่อให้เพียงพอกับความต้องการใช้ในประเทศ

14. การปลดบอร์ด ปตท. ต้องอาศัยมติที่ประชุมบอร์ด ไม่ใช่อยากปลดก็ปลด ไม่งั้นสะเทือนเศรษฐกิจตลาดหุ้นไทยแน่นอน

อันนี้หน่ะแชร์เถอะ เพื่ออนาคตของลูกหลาน เพื่อความจริงเรื่อง ปตท. จะได้ไม่ให้ใครมาหลอกเรา


รู้แล้วอึ้ง... เหตุผลที่ ปตท. เปิดเผยรายชื่อ ผู้ถือหุ้นอุปการคุณไม่ได้

เรื่องการให้เปิดเผยรายชื่อหุ้นผู้มีอุปการคุณ ปตท. ที่มีกลุ่มคนบางกลุ่ม หยิบมาเป็นประเด็นนั้น



การเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล ถือว่าเป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคล (มาตรา 24 หน่วยงานของรัฐจะเปิดเผยข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลที่อยู่ในความควบคุมดูแลของตนต่อหน่วยงานของรัฐแห่งอื่นหรือผู้อื่น โดยปราศจากความยินยอมเป็นหนังสือ ของเจ้าของข้อมูลที่ให้ไว้ล่วงหน้าหรือในขณะนั้นมิได้ เว้นแต่เป็นการเปิดเผยดังต่อไปนี้....... http://phatthalung.police.go.th/download/information/21-25.html




หุ้นอุปการคุณถือเป็นหลักปฏิบัติทั่วไปของการกระจายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ ราคา 35 บาท ไม่ใช่ราคา 10 บาทไม่ได้มีราคาถูกกว่าราคาหุ้นที่เปิดให้จองในตลาดหลักทรัพย์อย่างที่เข้าใจ และมีขั้นต่ำในการซื้อด้วย

อย่าลืมการลงทุนมีความเสี่ยง ในตอนที่หุ้น ปตท. เข้าตลาด มีการขึ้น-ลงอยู่ในระดับที่ใกล้เคียงกับราคาจองเกือบปี หรือบางช่วงอยู่ในระดับต่ำกว่าราคาจองด้วยซ้ำกว่า 6 เดือน (29 บาท) นักลงทุนตอนนั้นทั้งติดบนดอย ทั้งเฉือนเนื้อกันขายทิ้งกันก็มี ทนถือเก็บไว้จนราคาเงยหัวขึ้นก็มี หากคนกลุ่มก้อนนั้นจะมาตีโพยตีพายกันตอนนี้ว่าทำให้เสียประโยชน์ไม่ได้หุ้นอุปการคุณในตอนนั้น ตอนที่เปิดตลาดใหม่ๆ ราคาหุ้นลงมาต่ำกว่าราคาจองก็น่าจะรีบมาช้อนซื้อกันไป ไม่ใช่มาโวยวายตอนหุ้นเพิ่มไป 300-400 บาท เรียกว่าอยากได้กำไรง่ายๆ ว่างั้น


หรืออยากได้รายชื่อจนตัวสั่น จนต้องไปละเมิดสิทธิ์ผู้อื่น จนให้หน่วยงานรัฐถูกฟ้อง

ที่มาภาพ PTT INSIGHT https://goo.gl/GA4EQk
ที่มาข้อมูล เรื่องการเปิดเผยชื่อหุ้นผู้มีอุปการคุณ ปตท. เป็นเรื่องละเมิดสิทธิ์ผู้ถือหุ้น

เรื่องท่อก๊าซฯ จะฟ้องกี่ครั้งผลก็เหมือนเดิม



เรื่องท่อก๊าซฯ จะฟ้องกี่ครั้งผลก็เหมือนเดิม ศาลระบุชัด “หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ดำเนินการตามคำพิพากษาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว” ไม่อาจนำมาฟ้องคดีได้อีก



ข้อความด้านบนเป็นส่วนหนึ่งในคำสั่งล่าสุดของศาลปกครอง ในคดีหมายเลขดำเลขที่ ๖๐๓/๒๕๖๐ คดีหมายเลขแดงที่ ๗๖๘/๒๕๖๐ สืบเนื่องจากกรณีล่าสุด ที่มีผู้ฟ้องคดีดังกล่าวต่อศาลปกครองอีกครั้ง

โดยในคำฟ้องมีการระบุให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งรวม ๗ ข้อ ซึ่งคดีนี้มีสองประเด็นสำคัญที่ศาลจะต้องพิจารณาคือ คำฟ้องของผู้ฟ้องคดีเป็นคำฟ้องที่ศาลสามารถรับไว้พิจารณาได้หรือไม่

โดยศาลได้พิเคราะห์แล้วเห็นว่า แม้เนื้อหาของคดีจะอยู่ในขอบเขตอำนาจของศาลปกครอง แต่ผู้ฟ้องคดีไม่ใช่ผู้มีส่วนได้เสียหรือประโยชน์โดยตรง อีกทั้งไม่สามารถแสดงให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรมได้ว่า การโอนคืนท่อก๊าซธรรมชาติของ บริษัท ปตท.ให้แก่กระทรวงการคลัง ซึ่งผู้ฟ้องเห็นว่าเป็นการกระทำที่ไม่ถูกต้องนั้น ก่อให้ความเดือดร้อนหรือเสียหาย หรืออาจจะก่อความเดือดร้อนหรือเสียหายแก่ผู้ฟ้องคดีโดยตรงและเป็นการเฉพาะตัวอย่างไร

นอกจากนั้นที่สำคัญยังระบุว่า


“การที่ผู้ฟ้องคดีขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ กระทำการโอนคืนสาธารณะสมบัติของแผ่นดิน(ท่อก๊าซฯ)จากบริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) ให้แก่กระทรวงการคลังตามคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด ในคดีหมายเลขดำที่ ฟ. ๔๗/๒๕๔๙ คดีหมายแดงที่ ฟ. ๓๕/๒๕๕๐ ยังมีลักษณะเป็นการร้องขอที่เกี่ยวเนื่องกับการบังคดีตามคำพิพากษาของศาลดังกล่าวซึ่งศาลปกครองสูงสุดได้มีการสั่งคำร้องในส่วนของการบังคับคดีไว้แล้วว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ดำเนินการตามคำพิพากษาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ผู้ฟ้องคดีจึงไม่อาจนำคดีมาฟ้องเพื่อขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการบังคับคดีนั้นได้ ศาลจึงไม่อาจรับคำฟ้องของผู้ฟ้องคดีไว้พิจารณาได้”


จึงมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องไว้พิจารณาและให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ 


อย่างไรก็ดีจะเห็นได้ว่าคดีนี้เป็นคดีล่าสุดในประเด็นเรื่องเรื่องท่อก๊าซธรรมชาติที่มีการฟ้องคดีต่อศาลปกครอง แต่อาจไม่ใช่คดีสุดท้าย เพราะจากข่าวที่ปรากฏ จะเห็นว่ายังคงมีความพยามอย่างต่อเนื่องในการทวงคืนท่อก๊าซฯจากบุคคลบางกลุ่ม แต่ไม่ว่าจะเป็นคดีใด ถ้าคำขอในคดีมีเนื้อหาเป็นการขอให้บังคับในตัวท่อก๊าซธรรมชาติ ศาลปกครองจะไม่สามารถรับไว้พิจารณาได้ ดังที่เคยมีคำสั่งหรือคำพิพากษาไปหลายครั้งแล้วในก่อนหน้านี้  เนื่องจากการพิจาณาในเรื่องประเด็นอย่างเดียวกันกับประเด็นที่เคยมีคำพิพากษาหรือคำสั่งถึงที่สุดไปแล้วนั้น มันเป็นกรณีต้องห้ามตามกฎหมายไม่สามารถนำมาฟ้องร้องกันได้อีก ซึ่งประเด็นเรื่องท่อก๊าซธรรมชาติ ศาลปกครองสูงสุดได้เคยมีการสั่งคำร้องในส่วนของการบังคับคดีไว้ชัดเจนแล้วว่า

“หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ดำเนินการตามคำพิพากษาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว”






ตักเตือนสถานเบา! รสนาและพวก เหตุละเมิดอำนาจศาล ระบุชัดไม่ใช่การวิจารณ์โดยสุจริต

ตักเตือนสถานเบา! รสนาและพวก เหตุละเมิดอำนาจศาล ระบุชัดไม่ใช่การวิจารณ์โดยสุจริต



อย่างที่ทราบกัน กรณีท่อก๊าซธรรมชาติของ ปตท. คนที่ตามข่าวจะรู้ว่ามีความพยายามในการทวงคืน จากคนบางกลุ่มทั้งจาก NGO และจากฝั่งองค์กรอิสระบางแห่ง โดยมีการแสดงความเห็นที่ไม่ได้เป็นไปในแนวทางเดียวกับคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลก่อนหน้านี้ ซึ่งเนื้อหาบางช่วงบางตอนก็มีการวิจารณ์ที่เข้าข่ายเป็นการละเมิดอำนาจศาล ซึ่งก่อนหน้านี้ก็มีข่าวที่ศาลปกครองสูงสุดมีหมายเรียก น.ส. รสนา โตสิตระกูล และนายศรีราชา วงศารยางกูร เพื่อไต่สวนกรณีการให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนเกี่ยวกับคดีท่อก๊าซด้วย

ล่าสุด น.ส.รสนา โตสิตระกูล และนายศรีราชา วงศารยางกูร ก็ได้รับหนังสือคำสั่งกรณีละเมิดอำนาจศาลจากศาลปกครองสูงสุด โดยเนื้อหาได้ระบุถึงรายละเอียดของการกระทำของบุคคลดังกล่าวที่เข้าข่ายเป็นการละเมิดอำนาจศาลมีใจความสำคัญ ดังนี้

กรณีของ นายศรีราชา ที่ไปให้สัมภาษณ์ในรายการ face time มีการแสดงความเห็นช่วงหนึ่งในรายการกล่าวหาศาลในทำนองว่าศาลปกครองสูงสุดเร่งรีบสั่งคดีและรู้เห็นเป็นใจกับ ปตท. ศาลเห็นว่านายศรีราชา ซึ่งจบการศึกษาถึงปริญญาตรีและปริญญาโททางด้านนิติศาสตร์ กลับกล่าวถึงการทำงานของศาลว่าเร่งรีบโดยไม่ได้พูดถึงคำสั่งคำวินิจฉัยของศาลเลย จึงมิใช่เป็นการวิจารณ์การพิจารณาหรือการพิพากษาคดีของศาลปกครองโดยสุจริตด้วยวิธีการทางวิชาการ กรณีจึงเข้าข่ายเป็นความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลตามมาตรา 65 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 
และกรณีของ น.ส.รสนา ที่แสดงความคิดเห็นผ่านทางเฟสบุ๊คของตัวเอง ทำนองว่า ถ้าการแปรรูปไม่ใช่เรื่องผิดกฎหมายจริงๆ ศาลก็ต้องสั่งยกคำร้องของผู้ฟ้องคดี  การที่ศาลไม่สั่งเพิกถอนการแปรรูปทั้งที่การแปรรูปผิดกฎหมายต่างหากที่เป็นการใช้หลักรัฐศาสตร์มากกว่าหลักนิติศาสตร์มาตัดสินคดีนั้น อาจทำให้ผู้อ่านความเห็นดังกล่าวเชื่อว่าศาลมิได้พิพากษาให้เป็นไปตามบทบัญญัติของกฎหมาย เป็นการกล่าวหาว่าในการพิจารณาพิพากษาคดีดังกล่าวศาลใช้หลักการอื่นที่สำคัญยิ่งกว่าหลักกฎหมายในการตัดสินคดี นอกจากนั้นการที่น.ส.รสนา ได้เขียนบทความลงหนังสือพิมพ์พาดพิงการวินิจฉัยสั่งคำร้องของศาลว่า ศาลปกครองสูงสุดได้รับข้อมูลอันเป็นเท็จ และให้การรับรองการแบ่งแยกทรัพย์สินว่าครบถ้วนแล้ว เป็นเรื่องที่ทำให้รัฐเสียหายและเสียประโยชน์ โดย น.ส.รสนาได้นำมติของคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2559 มาอ้างอิง ซึ่งมติดังกล่าวมีขึ้นภายหลังจากที่ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งคำร้องเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2551 เป็นเวลานานมากแล้ว อีกทั้งมติของคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินดังกล่าวก็มิได้ผูกพันศาลปกครองแต่อย่างใด ข้อความของ น.ส.รสนาในบทความดังกล่าวทำให้ผู้อ่านเข้าใจผิดว่าศาลวินิจฉัยสั่งคดีไปโดยไม่ถูกต้อง การแสดงความเห็นดังกล่าวมิได้มีลักษณะเป็นการวิจารณ์การพิจารณาหรือการพิพากษาคดีของศาลปกครองโดยสุจริตด้วยวิธีการทางวิชาการ แต่เป็นการแสดงความคิดเห็นวิพากษ์วิจารณ์การพิจารณาหรือการพิพากษาที่เข้าข่ายเป็นความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลตามมาตรา 65 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 
อย่างไรก็ดีแม้การกระทำของบุคคลดังกล่าวเป็นความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลแต่ศาลปกครองเห็นควรลงโทษแค่สถานเบา โดยมีคำสั่งตักเตือนเป็นลายลักษณ์อักษรเท่านั้น










ที่มา อ่านเอกสารเพิ่มเติมได้ที่ http://bit.ly/2nRRYL3

รสนาเงิบอีกศาลอุทธรณ์ยืนตามศาลชั้นต้นยกฟ้องอดีตซีอีโอ ปตท. คดีไม่มีมูล

ศาลอุทธรณ์ยืนตามศาลชั้นต้นยกฟ้องอดีตซีอีโอ ปตท. คดีไม่มีมูล จากกรณี นางสาวรสนา โตสิตระกูล เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายไพรินทร์ ชูโชติถาวร กับพวกรวม 4 คน ว่าให้สัมภาษณ์ใน นสพ.ไทยโพสต์  ฉบับแทบลอยด์ ประจำวันที่ 20-26 ก.ค.2557 และผ่านทางเว็บไซต์ www.thaipost.net หัวข้อข่าว “อย่าปลุกชาตินิยมพลังงาน” 



โดยมีเจตนาใส่ความตนให้เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง และฟ้องว่าเป็นความผิดอาญาฐานหมิ่นประมาท ทั้งนี้ ศาลชั้นต้นได้ไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่า "คดีไม่มีมูล" จึงพิพากษายกฟ้อง แต่นางสาวรสนาได้อุทธรณ์ ซึ่งในที่สุดศาลอุทธรณ์ได้พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น โดยอ่านคำพิพากษาเมื่อวันที่ 15 มิ.ย.2559 ว่า คำฟ้องโจทก์ไม่มีมูล เนื่องจากฟังไม่ได้ว่าการที่จำเลยที่ 1 ให้สัมภาษณ์ต่อ นสพ.ไทยโพสต์ หมายความถึงโจทก์ ทั้งเนื้อหาการให้สัมภาษณ์ก็มิได้เป็นการใส่ความให้โจทก์เสื่อมเสียชื่อเสียง การกระทำของจำเลยทั้ง 4 จึงไม่เป็นการหมิ่นประมาทตามที่โจทก์ยื่นฟ้อง

เรื่องเดิม ศาลยกฟ้องเพราะ ไม่ได้เข้าข่าย ผิด พรบ. คอมพิวเตอร์
อ่านคำพิพากษาฉบับเต็มได้ที่ ภาพด้านคำพิพากษาด้านล่าง














รสนาฟ้องหมิ่นประมาท สุดท้าย เงิบอีก ศาลยกฟ้องเพราะ ไม่ได้เข้าข่าย ผิด พรบ. คอมพิวเตอร์

ศาลยกฟ้อง 'ไทยโพสต์' ซีอีโอ ปตท. หมิ่น 'รสนา'

รัชดาฯ * ที่ห้องพิจารณาคดี 805 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลออกนั่งบัลลังก์พิพากษาคดีในชั้นไต่สวนมูลฟ้องคดีหมายเลขดำ อ.3426/2557 ที่ น.ส.รสนา โตสิตระกูล สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายไพรินทร์ ชูโชติถาวร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน), บริษัท สารสู่อนาคต จำกัด, นายชูเกียรติ ยิ้มประเสริฐ บรรณาธิการผู้พิมพ์ผู้โฆษณา นสพ.ไทยโพสต์, นางกรรณิกา วิริยะกุล กรรมการบริหาร นสพ.ไทยโพสต์ เป็นจำเลยที่ 1-4 ในความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์



คำฟ้องระบุพฤติการณ์ว่า เมื่อวันที่ 20 ก.ค. จำเลยได้ใส่ความโจทก์โดยได้ให้สัมภาษณ์หมิ่นประมาทโจทก์ซึ่งไม่ใช่ความจริง โดยลงพิมพ์บทความในหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นและเกลียดชัง

ในวันนี้ (18 พ.ค.) ผู้รับมอบอำนาจทนายโจทก์ และผู้รับมอบอำนาจจำเลยที่ 1 เดินทางมาศาล ทั้งนี้ ศาลมีคำพิพากษาให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 1-4

นายสัจจะ คงรักษาสุวรรณ ผู้ประสานงานคดี ผู้รับมอบอำนาจจากนายไพรินทร์จำเลยที่ 1 เปิด เผยภายหลังฟังคำพิพากษาว่า คดีนี้เกิดจากการให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ในเรื่องเกี่ยว กับการปฏิรูปพลังงาน ลงในบท ความของหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ ซึ่งในส่วนของการพาดหัวบทความนั้น มีการยกตัวอย่างว่ามีผู้ที่ให้สัม ภาษณ์โจมตีนายไพรินทร์อยู่เสมอนั้นมีชื่อของ น.ส.รสนา อยู่ในพาดหัวบทความ จึงเป็นเหตุให้นางรสนามายื่นฟ้องหมิ่นประมาทและเรียกค่าเสียหาย จำนวน 50 ล้านบาท ซึ่งศาลอาญาได้มีคำพิพากษาในชั้นไต่สวนมูลฟ้องให้ยกฟ้องจำเลยทั้ง 4 ส่วนเหตุผลที่ยกฟ้องศาลยังไม่ได้บอกรายละเอียด ต้องรอคัดคำพิพากษาอีกครั้งหนึ่ง.

ที่มา : http://www.ryt9.com/s/tpd/2162313

บิดเบือนคำตัดสินศาล เรื่องท่อก๊าซเป็นสมบัติสาธารณะของแผ่นดิน

ท่อก๊าซเป็นสมบัติสาธารณะของแผ่นดิน เป็นการบิดเบือนเนื้อหาคำตัดสินศาล



ถ้าอ่านตามประโยคเต็มคือ สำหรับในส่วนของทรัพย์สินที่การปิโตรเลียมฯ ได้มาโดยมิได้ใช้อำนาจมหาชน แต่ได้มาโดยวิธีอื่น เช่น การซื้อ จัดหา หรือแลกเปลี่ยน ตามมาตรา ๗(๑) แห่งพระราชบัญญัติการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย พ.ศ.๒๕๑๑ นั้น

ไม่ถือเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินและไม่ถือเป็นที่ราชพัสดุ

ตามมาตรา ๔ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติที่ราชพัสดุ พ.ศ.๒๕๑๘

ยกเนื้อหามาจาก คำพิพากษา คดีหมายเลขดำที่ ฟ.๔๗/๒๕๔๙ คดีหมายเลขแดงที่ ฟ.๓๕/๒๕๕๐ ลงวันที่ ๑๔ เดือน ธันวาคม พ.ศ.๒๕๕๐ หน้า ๘๐

โต้กลับประเด็นที่คนบางกลุ่มเข้าใจเรื่องพลังงาน

อาทิตย์ที่ผ่านมาประเด็นพลังงาน ที่ร้อนแรงสุดคงหนีไม่พ้น มติ กพช. ที่ให้มีการประมูลแปลงที่สิ้นอายุลงของแหล่งก๊าซธรรมชาติของไทย มีหลายประเด็นที่น่าจะสับสน และ ยังไม่ได้รับการนำเสนอ

เมื่อหมดอายุสัมปทานตามกฎหมาย อุปกรณ์ต่างๆ รวมถึง แท่นขุดเจาะและเครื่องจักร ตลอดจนปิโตรเลียมที่เหลืออยู่จะต้องตกเป็นของรัฐ 100 เปอร์เซ็นต์ โดยที่รัฐไม่ต้องลงทุนทรัพย์สินเหล่านี้อีก ประเด็นนี้ถ้ามองในมุมของการเอาไปใช้ต่อต้องดูว่า ทรัพย์สินเหล่านี้ใช้ต่อคุ้มค่าหรือไม่ อย่าลืมว่า ทรัพย์สินเหล่านี้มีอายุการใช้งานและต้องมีการบำรุงรักษา หากส่งมอบให้รัฐ หรือหากบริษัทที่รับต่อไปแล้วไม่คุ้มค่า ผลสุดท้ายก็ต้องรื้อถอนออก ซึ่งต้องมีเงื่อนไขที่ชัดเจนในการจะเก็บหรือว่าจะรื้อถอน เพราะจะเป็นทั้งต้นทุนและสะท้อนถึงความต่อเนื่องของก๊าซที่จะผลิตออกมา

ประการถัดมา มีการเรียกร้องให้ใช้ระบบจ้างผลิต (อันนี้ทาง กพช ยังไม่ได้ข้อสรุป และระบบนี้หน้าตาเป็นอย่างไรก็ยังไม่มีใครทราบ ดีแต่เรียกร้องว่าอยากได้ระบบนี้) ระบบรับจ้างผลิต มักใช้กับประเทศในตะวันออกกลาง ที่มีแหล่งผลิตขนาดใหญ่ ความเสี่ยงต่ำ จูงใจให้เกิดการแข่งขัน แต่แหล่งเอราวัณและบงกช ที่เป็นแหล่งกระเปาะเล็กๆ ความเสี่ยงสูงกว่า หากใช้ระบบรับจ้างผลิต ก็จะมีเฉพาะรายเดิมที่เสนอตัวเข้ามา แต่รัฐต้องสร้างแรงจูงใจ ด้วยค่าจ้างที่สูงขึ้น (ต้องแลกด้วยปริมาณก๊าซจำนวนมาก และราคาสูง และให้เอกชนสามารถนำปริมาณสำรองมาบันทึกเป็นมูลค่าทางบัญชีหรือ book value ของบริษัทได้ด้วย) โดยจะขอยกกรณีของประเทศ โบลิเวีย

- โบลิเวียมีการเรียกร้องให้จัดเก็บผลประโยชน์ตอบแทนให้รัฐในอัตราที่สูงมากกว่าเดิมมากจาก 50% มาเป็น 82% ของมูลค่าปิโตรเลียมนั้น ทำให้ส่งผลต่อความสามารถในการกำไรจากการพัฒนาและผลิตก๊าซธรรมชาติของบางแหล่งที่ถูกค้นพบแล้วลดลง กล่าวคือทำให้มีต้นทุนสูงขึ้น บริษัทเอกชนได้ส่วนแบ่งน้อยลง ทำให้ปริมาณทรัพยากรบางส่วนไม่สามารถผลิตขึ้นมาให้คุ้มทุนได้แบบแต่ก่อน จึงถูกตัดออกไปไม่นับเป็นปริมาณสำรอง แต่ก๊าซส่วนนั้นก็ยังคงอยู่ใต้ดินไม่หายไปไหนแค่ผลิตขึ้นมาให้คุ้มค่าในเชิงพาณิชย์ไม่ได้เท่านั้น
- ประเทศโบลีเวียมีการพึ่งพาการส่งออกก๊าซธรรมชาติไปยังประเทศบราซิล และ ประเทศอาร์เจนติน่า เพราะยังคงมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อบริษัท Petrobas ของบราซิล และ Repsol-YPF ของสเปนและอาร์เจนติน่า ทำให้ยังคงมีการผลิตและส่งออกก๊าซธรรมชาติอยู่ตลอดมา ปริมาณสำรองส่วนที่ถูกผลิตออกไปก็จะลดลงไปเรื่อยๆ
- การที่รัฐบาลโมราเลสไปยึดสัมปทานเมื่อปี 2006 นั้น ทำให้บริษัทต่างชาติหมดความเชื่อมั่นและหมดความสนใจที่จะมาลงทุนในประเทศโบลีเวียอีกต่อไป โดยเฉพาะธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียม ทำให้ที่ผ่านมาโดยช่วงปี 2011 มีการสำรวจและขุดเจาะหลุมสำรวจปิโตรเลียมเพียงแค่ 1 หลุมเท่านั้น ในขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านอย่าง โคลอมเบียขุดเจาะหลุมสำรวจไป 61 หลุม บราซิล 300 หลุม อาร์เจนติน่า 600 หลุม จึงไม่ได้มีการค้นพบแหล่งก๊าซธรรมชาติแหล่งใหม่ๆ เพื่อทดแทนปริมาณสำรองที่ถูกผลิตออกไป
เรื่องราคา ก๊าซธรรมชาติเหลว(LNG) ที่ไปหยิบเอาราคาของ Henry Hub มาใช้ ซึ่งคิดว่าเป็นการเข้าใจผิด ถ้าจะหยิบราคาก๊าซที่ Henry Hub มาใช้ ต้องหาท่อต่อมาลงที่ประเทศไทยด้วย ไม่ใช่ไปหยิบราคาเอาแหล่งก๊าซที่ถูกที่สุดมานำเสนอ และไม่บอกด้วยว่า ประชาชนที่ใช้ราคา Herry Hub นั้น เค้าไม่ได้ใช้ราคาก๊าซถูกๆ ที่ปากหลุม เค้าใช้แพงกว่าราคาปากหลุมอยู่ 3-4 เท่า ส่วนประเทศไทยเรา ที่นำเข้ามาเพื่อผลิตไฟฟ้านั้น มีราคาต่ำกว่าก๊าซธรรมชาติในประเทศที่ได้จากระบบสัมปทานที่ใช้อยู่ ณ ปัจจุบัน ซึ่งไม่ทำให้ค่าไฟฟ้าแพงขึ้น ก็เป็นความจริงเฉพาะบางส่วน เท่านั้น เพราะการอ้างอิงราคาLNG ที่คปพ.อ้างถึง4-5เหรียญสหรัฐต่อล้านบีทียู นั้น เป็นราคาตลาดจร (Spot Market) ที่มีปริมาณจำกัดและเป็นราคาที่เกิดขึ้นเพียงบางช่วงบางตอนเท่านั้น ถ้าย้อนไปดูเมื่อ3-5ปีที่ผ่านมา LNG เคยขึ้นไปถึง 15 เหรียญสหรัฐต่อล้านบีทียู ซึ่งแพงกว่าก๊าซจากอ่าวไทยมาก ถามคปพ.ว่า ถ้าต้องนำเข้าLNG ประมาณปีละ7ล้านตัน เพื่อทดแทนก๊าซที่จะหายไปจากระบบ เราจะไปซื้อ LNG ราคาต่ำได้ที่ไหน ใครจะขายให้เรา และขายให้นานแค่ไหน และอย่างลืมว่า เราซื้อก๊าซธรรมชาติต้องใช้เงินสกุลดอลล่าห์ ยามที่ค่าเงินบาทอ่อนลง ก็ส่งผลให้ราคาก๊าซธรรมชาติแพงขึ้นด้วยเช่นกัน นอกจากนี้ก๊าซอ่าวไทย ยังเป็นก๊าซที่มีประโยชน์ต่ออุตสาหกรรมปิโตรเคมี ที่ช่วยขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจของประเทศ และทำให้รัฐมีรายได้จากค่าภาคหลวง และภาษีเงินได้ปิโตรเลียม ในขณะที่ LNG ไม่ได้สร้างประโยชน์ให้กับรัฐในส่วนนี้
ส่วนถัดมาเรื่อง บอกว่า คุณเข้าใจถูกแล้ว คนไทยมีความรู้ความสามารถ อย่าง ปตท.สผ. เป็นบริษัทของคนไทยที่มีความรู้ความสามารถในการสำรวจและผลิตปิโตรเลียม ทั้งในและต่างประเทศ ก็เป็นความจริงเพียงบางส่วนแต่ก็ต้องมองถึงเรื่องศักยภาพทางธรณีที่อยู่ใต้ดินมันต้องการทั้งความชำนาญในพื้นที่และความสามารถ มิเช่นนั้น ประเทศต่างๆ จะให้บริษัทต่างชาติมาร่วมทุนทำไม และการที่จะให้ ปตท.สผ. ต้องมาแบกรับความเสี่ยงจากการขุดเจาะสำรวจบริษัทเดียวมันออกจะเห็นแก่ตัวไปหน่อย (และถ้าทำได้จริง จะโดนหาว่าผูกขาดพลังงานเพิ่มเติมหรือไม่?)เพราะในข้อเท็จจริง ในอุตสาหกรรมสำรวจและผลิตปิโตรเลียมนั้น ปตท.สผ. ก็ไม่สามารถที่จะรับความเสี่ยงโดยถือหุ้น 100% โดยบทบาทของ ปตท.สผ. นั้นเป็นบทบาทของ Investor และ Operator โดยคุณเสนอมาอีกให้ตั้ง บรรษัทพลังงานแห่งชาติ (เสนอมาหลายรอบแล้ว ทั้งที่มีหน่วยงานอื่นที่ทำหน้าที่นี้ และปัญหาที่ต่อมาคือ ใคร ดูแล ดูแล อย่างไร ในเมื่อถ้ามี กฎหมาย ชัดเจน มีรูปแบบแล้ว กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติก็ดูแลอยู่ ไม่ทราบว่าจัดตั้งองค์กรใหม่ให้เปลืองงบประมาณทำไม หรืออยากมานั่งบริหาร?)

ประการสุดท้าย กรณีที่นายก กล่าวว่าประเทศเพื่อนบ้านมีราคาพลังงานถูกกว่าประเทศไทยนั้น เพราะมีเงินอุดหนุนในการตรึงราคาให้ต่ำกว่าความเป็นจริง ก็เป็นความเข้าใจที่ถูกต้องส่วนนึง และการที่บอกว่า มาเลเซียน้ำมันถูกเพราะมีรัฐวิสาหกิจอย่างปิโตรนาสอยู่ทำให้น้ำมันถูกก็ไม่ได้เป็นความจริง เพราะถ้าอยากให้น้ำมันถูกแบบประเทศเพื่อนบ้าน ก็ให้รัฐเอาเงินมาอุดหนุน รวมถึงการไม่จัดเก็บภาษีในสินค้าประเภทเชื้อเพลิง รวมไปถึงลดมาตรฐานน้ำมันลงให้เหมือนประเทศเพื่อนบ้าน (คราวนี้ไม่สนใจเรื่องสิ่งแวดล้อมกันแล้ว?) รวมถึงมาเลเซียสินค้าส่งออกคือประเภทสินค้าประเภทน้ำมัน ในปีที่ผ่านมา ราคาน้ำมันตกต่ำลง รัฐบาลมาเลเซียได้ลดงบการศึกษาลงแล้วด้วยซ้ำ

ดังนั้นแล้ว ยิ่งเวลานานล่าช้าออกไปเท่าใด อำนาจต่อรองของรัฐในการกำหนดท่าทีและเงื่อนไขของรัฐจะลดน้อยลง ต้องรอให้อัตราการผลิต/ลงทุนหายไปก่อนหรือไงจึงจะเชื่อว่าเราเข้าสู่วิกฤติ ด้านพลังงานก๊าซธรรมชาติแล้ว ส่วนกลุ่มคนบางส่วนจะพูดอะไรก็ได้โดยไม่ต้องรับผิดชอบอะไรกับคำพูดของตน ใช้วาทะโวหาร สร้างภาพชาตินิยมสุดโต่ง หากหลงตามพวกนี้ อนาคตประเทศก็คงจะขัดสนแร้นแค้น ถอยหลังลงคลองเหมือนเวเนซูเอล่า หรือโบลิเวีย เราต้องการให้เป็นแบบนั้นจริงๆ หรือ?

ตั้งข้อสงสัยถึง สตง เรื่องการรับรองรายงานบัญชีประจำปีของ ปตท. กับ การตรวจสอบเรื่องคืนท่อก๊าซ

หากท่านผู้อ่านได้เคยอ่านรายงานประจำปี ของบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ อย่างหนึ่งที่ต้องมีคือ การตรวจสอบเอกสาร รับรองทรัพย์สินและค่าใช้จ่ายต่างๆ และในกรณีของบริษัทที่เป็นรัฐวิสาหกิจด้วยแล้ว รายงานประจำปี ย่อมมีความเข้มงวดในการตรวจสอบจาก หน่วยงานต่างๆ


กลับมาที่เรื่อง การคืนท่อส่งก๊าซ ที่เป็นคดีกันอยู่ขณะนี้ระหว่าง ปตท. กับ คตง. ที่ได้มีการออกสื่อไปต่างๆ ซึ่งขัดกับการระบุลงไปในรายงานประจำปี ของ ปตท. โดยสิ้นเชิง ดังนั้นน่าจะต้องกลับมาตั้งข้อสังเกตุที่เป็นหน่วยงานที่ทำการตรวจสอบบัญชีว่า มีจุดประสงค์ใดกันแน่

1. สตง. ขาดความรู้ความเข้าใจในหลักการแปลงสภาพรัฐวิสาหกิจ และข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง จากที่ให้ความเห็นเรื่องท่อในทะเลถือเป็นสาธารณะสมบัติ เป็นการตีความโดยไม่เป็นไปตามคำสั่งศาลและการพิจารณาของ ครม. หรือไม่?

2. สตง. บกพร่องในหน้าที่ เนื่องจากได้รับข้อมูลแบ่งแยกทรัพย์สินจาก ปตท. ตั้งแต่เดือนม.ค. 2551 แต่ดำเนินการล่าช้า โดยให้ความเห็นไม่ทันกำหนดเวลาที่ต้องรายงานศาลในเดือน ธ.ค. 51 หรือไม่?

3. สตง. ปกปิดความบกพร่องของตนเอง กล่าวร้ายผู้อื่น ขาดจริยธรรมและจรรยาบรรณของการปฏิบัติหน้าที่หน่วยงานตรวจสอบของรัฐ โดยกล่าวหา ปตท. ว่าให้ข้อมูลไม่ครบต่อศาล ทั้งที่เป็นผู้ให้ข้อมูลล่าช้าเอง และยังปกปิดข้อเท็จจริงที่ศาลมีความเห็นยืนยันเป็นลายลักษณ์อักษรกลับไปที่ผู้ว่า สตง. หรือไม่?

4. สตง. ไม่รักษาจุดยืน ขาดดุลยพินิจในความเหมาะสมของการปฏิบัติหน้าที่ โดยเคยมีหนังสือยอมรับคำตัดสินศาลเป็นที่สิ้นสุด แต่ยังมีความเห็นขัดแย้งตลอดมา สร้างปัญหาให้กับข้าราชการ และรัฐวิสาหกิจที่เป็นบริษัทมหาชน ในการปฏิบัติราชการ และสร้างความสับสนให้กับสังคม และความเสียหายกับเศรษฐกิจ หรือไม่?

5. สตง. กระทำความผิดร้ายแรง ไม่ปฏิบัติตามหน้าที่ผู้รับสอบบัญชี ไม่เหมาะสมที่จะทำหน้าที่ผู้รับสอบบัญชีให้บริษัทมหาชนต่อไป เพราะในฐานะผู้รับสอบบัญชีของ ปตท. ที่ได้รับแต่งตั้งโดยผู้ถือหุ้น เมื่อมีความเห็นว่าท่อในทะเลเป็นทรัพย์สินที่จะต้องคืนให้รัฐ แต่กลับรับรองงบดุลต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2552 โดยไม่บันทึกความเห็นใดๆ ประกอบงบ กระทบต่อความมั่นใจของนักลงทุนไทยและต่างชาติในตลาดหลักทรัพย์ สร้างความสับสนและเสียหายต่อผู้ถือหุ้นและบริษัทจดทะเบียน หรือไม่?

6. สตง. ขาดสำนึกในเรื่องการดำเนินการโดยมีผลประโยชน์ทับซ้อน ในกรณีการตรวจสอบทรัพย์สินของ บมจ.ปตท. จากการแปลงสภาพการปิโตรเลียมฯ เนื่องจากบทบาทผู้ตรวจสอบที่ต้องรับผิดชอบต่อรัฐ และผู้รับสอบบัญชีที่ต้องรับผิดชอบต่อผู้ถือหุ้น มีประโยชน์ขัดแย้งกัน ควรที่จะต้องประกาศต่อผู้ถือหุ้น และไม่รับเป็นผู้รับสอบบัญชีให้ ปตท. ตั้งแต่ปี 2552 หรือไม่?

7. สตง. ใช้อำนาจโดยมิชอบ สร้างความเสื่อมเสียชื่อเสียงให้รัฐบาลและเจ้าหน้าที่รัฐ โดยกล่าวหาว่าละเลย ไม่ปฏิบัติหน้าที่ ทั้งที่ครม.มีมติมอบหมายการปฏิบัติตามคำสั่งศาลอย่างเป็นทางการ และผู้รับมอบหมายได้ปฏิบัติหน้าที่ครบถ้วน หรือไม่?

8. ผู้ว่า สตง. กระทำการเกินอำนาจหน้าที่ ผิดมารยาทและจรรยาบรรณของผู้ตรวจสอบ โดยให้สัมภาษณ์สื่อสาธารณะและให้ข้อมูลบุคคลภายนอกเกี่ยวกับผลการตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง ก่อนที่ คตง.จะเห็นชอบอย่างเป็นทางการ หรือไม่?

และหากเป็นเช่นนี้ การที่ให้ข้อมูลเรื่องการพิจารณานำคืนท่อก๊าซในส่วนเส้นที่ไม่ได้ใช้อำนาจมหาชนในการรอนสิทธิคืนนั้น อาจจะยังส่งผลให้ต้องตีความเรื่องอื่นๆ ของ สตง. เกี่ยวกับทรัพย์สินที่เป็นสาธารณะสมบัติซึ่งต้องคืนให้รัฐ จะมีผลลูกโซ่ถึงรัฐวิสาหกิจที่แปลงสภาพเป็น บมจ. อื่นๆ ตามมาอีกหรือไม่?

หมายเหตุ เอกสารรายงานผู้สอบบัญชีโดย สตง. ในรายงานประจำปีของ ปตท. ตั้งแต่ปี 2550 - 2558 จะเห็นว่าตั้งแต่ปี 2550 - 2551 มีการระบุเรื่องการดำเนินการตามคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด แต่หลังจากนั้นก็ไม่ได้มีปรากฎรายละเอียดเรื่องดังกล่าวแต่อย่างใด












หลักฐานชิ้นสำคัญชี้ชัดว่า สตง. ยอมรับ ปตท. คืนท่อก๊าซครบถ้วน

ถ้าเห็นข้อมูลประกอบนี้ ควรได้เวลายุติเสียที เรื่องทวงคืนท่อก๊าซ จากกลุ่มคนบางกลุ่มที่เป็นมหากาพย์ยืดยาวกับบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ให้กระทรวงการคลัง ซึ่งเป็นมหากาพย์มาตั้งแต่ พ.ศ. 2549 เพิ่งจะมาเป็นที่ยุติเด็ดขาดเอาเมื่อ 16 ก.พ. 2558 นี้เอง แต่ก็ไม่วายที่ยังมีกลุ่มคนบางกลุ่มออกมาพูดไปวกไปวนมา ทวงคืนกันไม่ยอมจบซะที



ผู้ฟ้องก็คือ มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค (เจ้าเก่า) ส่วนผู้ถูกฟ้องก็กราวรูดกันมาตั้งแต่ นายกรัฐมนตรี กระทรวงพลังงาน ปตท. และกระทรวงการคลัง

เริ่มตั้งแต่ มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ฟ้องร้องต่อศาลปกครองให้เพิกถอนการแปรรูปรัฐวิสาหกิจปตท. ศาลปกครองสูงสุดยกคำร้อง

แต่ยังมีรายละเอียดในเรื่องของการแบ่งแยกทรัพย์สินคือท่อส่งก๊าซว่าอันไหนเป็นของรัฐ ต้องส่งมอบคืน และอันไหนยังคงเป็นของปตท.

เกณฑ์ตัดสินของศาลฯ ท่านก็ยึดเอาว่า ทรัพย์สินที่ได้มาจากการใช้อำนาจเวนคืน รอนสิทธิเหนือที่ดินเอกชน และใช้เงินลงทุนของรัฐ ปตท.ต้องคืนให้เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน การใช้ท่อจากนี้ไปจะต้องมีค่าเช่า

ส่วนทรัพย์สินที่ บมจ.ปตท.เป็นผู้ลงทุนเองทั้งบนบกและใต้ทะเล ก็ให้ถือว่ายังคงเป็นสมบัติของ ปตท. ไม่ต้องส่งมอบทรัพย์สินคืนรัฐ

มูลนิธิอันยิ่งใหญ่แห่งนี้ ยังติดใจคำสั่งศาลว่า ทำไมยังมีส่วนแบ่งแยกให้เป็นทรัพย์สินของ ปตท.อยู่อีก จึงยื่นคำร้องฟ้องต่อศาลกันใหม่อีก

ฟ้องร้องเรื่องปตท.ส่งทรัพย์สินคืนไม่ครบ ฟ้องไปที่ศาลปกครองกลางบ้าง ศาลปกครองสูงสุดบ้าง ศาลท่านก็ยกคำฟ้องทุกครั้งไป

แต่มูลนิธิแห่งนี้ ก็ยังใช้สิทธิ “ฟ้องซ้ำ-ฟ้องซ้อน” ได้ ไม่น้อยกว่า 3 ครั้ง

ระหว่างนั้น ช่วง 9 ปีมานี้ ก็มีสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินหรือสตง.บ้าง คุณธีระชัย ภูวนาถนรานุบาลบ้าง หรือกลุ่มพลังทวงคืนปตท.บ้าง สลับหน้ากันเข้ามาเชียร์ผู้ฟ้องร้องกันเป็นระลอก

อย่างกับละครเลยล่ะครับ ช่วง 9 ปีที่ต่อสู้กัน มีทั้งบทลักไก่ บทพูดความจริงแค่ครึ่งเดียวหรือ “ฮาล์ฟ ทรูทช์” หรือบทเฮละโลทำเนียน ตีหน้าซื่อ แต่จะขอโค่นล้มคุณเสียให้ได้

สตง.ยุค “คุณหญิงเป็ด” ผ่านไป นึกว่าการจองล้างจองเวรปตท.จะหมดไปแล้ว แต่ สตง.ยุคคุณพิสิษฐ์ ลีลาวัชโรบล กลับเฮี้ยบไม่แพ้กันสักเท่าไหร่เลย

เทียวไล้เทียวขื่อฟ้องร้องหน่วยงานต่างๆ ว่า ปตท.ยังคืนทรัพย์สินไม่ครบถ้วนอยู่นั่นแหละ

มิใย ปตท. กรมธนารักษ์ กระทรวงการคลัง พลังงาน จะชี้แจงกลับไปว่า ปตท.ส่งคืนทรัพย์สินเข้ารัฐครบถ้วนไปแล้ว แต่ สตง.ก็ไม่ฟัง

ศาลปกครองยกคำร้องมูลนิธิเพื่อผู้บริโภคไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง สตง.ของท่านพิสิษฐ์ก็ไม่ยอมรับรู้รับเห็นด้วยแต่ประการใด

- ข้อน่าพิรุธตรงหนังสือสำคัญลงวันที่ 10 มี.ค. 2552 ที่สำนักงานศาลปกครองแจ้งไปยัง สตง. มีข้อใหญ่ใจความว่า ปตท. ได้ส่งคืนทรัพย์สินเรียบร้อยแล้ว ตามคำพิพากษาของศาลปกครองนี่สิ... -

- ไม่รู้ สตง.ไปทำตกหล่นสูญหายได้อย่างไร -

สตง.ถึงได้เล่นบท “ผู้ไม่รับรู้” และเข้าไปเล่น “เกมโค่นล้ม” เกมเดียวกับมูลนิธิเพื่อผู้บริโภคเช่นนี้

ล่าสุด ศาลปกครองสูงสุด มีคำสั่งเด็ดขาดยกคำร้องมูลนิธิฯและพวกจำนวน 1,455 คน กรณีคืนท่อก๊าซปตท.ไปเมื่อวันที่ 16 ก.พ. 2558 พร้อมทั้งจำหน่ายคดีออกจากสารบบไปแล้ว

** หมายเหตุล่าสุดก็เริ่มมีการฟ้องร้องทวงคืนกันอีกระลอก ซึ่งข้อมูลที่นำมาเสนอนี้ น่าจะมีประโยชน์ต่อสังคมที่ไล่แชร์ ไล่ทวงคืนกันไม่บันยะบันยัง โดยไม่สนข้อมูล หรือแม้แต่คำตัดสินของศาล ว่ากรณี้น่าจะยุติได้แล้ว เพราะจำหน่ายออกจากสารบบ

เรื่องเก่า ลำดับเหตุการณ์ การคืนท่อก๊าซ

ผลการตัดสินของศาลปกครอง 

มหากาพย์ท่อก๊าซ ปตท. ยังไม่จบ จริงหรือ?