Showing posts with label บรรษัทพลังงาน. Show all posts
Showing posts with label บรรษัทพลังงาน. Show all posts

เห็นแล้วอึ้ง NOC บรรษัทพลังงานแห่งชาติที่ NGO ต้องการ ทุจริตกระจุยกระจาย


เราคงได้เห็นเห็นวาทกรรมความต้องการ NOC หรือ บรรษัทพลังงานแห่งชาติ ที่รัฐถือหุ้น 100% ตามที่พวก NGO ได้มีการโหมประโคมข่าว ว่าดี โปร่งใส ไม่มีการโกง ไม่มีการทุจริต ออกมาเดินขบวนเรียกร้องกันมาแล้วใน 1-2 ปี ที่ผ่านมา

แต่หากเราหาข่าวหรือติดตามข่าว จะทราบได้ว่า NOC ที่รัฐถือหุ้น 100% นั้น เสี่ยงต่อการทุจริตมาก ดังตัวอย่างที่ปรากฎเมื่อปี 2560

ที่มา https://www.thairath.co.th/content/1085259

ศาลลงดาบสั่งประหารบอสใหญ่ 'ปิโตรเวียดนาม'-คุกเศรษฐีเบอร์ 1 ตลอดชีวิต

นายเหวียน ซวนเซิน ประธานรัฐวิสาหกิจน้ำมันและก๊าซแห่งชาติ ปิโตรเวียดนาม ถูกศาลในกรุงฮานอยตัดสินลงโทษประหารชีวิต เมื่อ 29 ก.ย. ในข้อหา ใช้อำนาจในทางมิชอบ ยักยอกทรัพย์ และบริหารด้านเศรษฐกิจผิดพลาด

ขณะที่นายฮา วัน ทั้ม มหาเศรษฐีที่เคยติดอันดับรวยที่สุดในประเทศ ถูกตัดสินจำคุกตลอดชีวิตในข้อหาเดียวกัน หลังร่วมกันฉ้อโกงเงินกู้ยืมที่ผิดกฎหมายหลายล้านดอลลาร์สหรัฐฯ รวมถึงนายแบงก์และนักธุรกิจอีก 51 ราย ตามนโยบายต่อต้านคอร์รัปชัน.

หรือแม้กระทั่งที่เกิดขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้

ที่มา https://news1live.com/detail.aspx?NewsID=9610000006835


เวียดนามสั่งคุกตลอดชีวิตอดีตผู้บริหารกิจการรัฐฐานฉ้อโกง-ละเมิดกฎระเบียบ

รอยเตอร์ - ศาลเวียดนามพิพากษาตัดสินจำคุกตลอดชีวิตอดีตเจ้าหน้าที่บริษัทปิโตรเวียดนาม กิจการด้านน้ำมันและก๊าซของประเทศ ขณะที่อดีตเจ้าหน้าที่อีกรายหนึ่งต้องโทษจำคุก 13 ปี จากการฉ้อโกงและละเมิดกฎระเบียบรัฐท่ามกลางการปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชั่นอย่างกว้างขวาง ตามที่สื่อของทางการเวียดนามรายงาน

นายจิง ซวน แท็ง อดีตประธานบริษัทปิโตรเวียดนามคอนสตรัคชั่น ที่ทางการเยอรมนีกล่าวว่าถูกลักพาตัวไปจากสวนสาธารณะในกรุงเบอร์ลิน ศาลตัดสินจำคุกตลอดชีวิตจากการฉ้อโกงและละเมิดกฎระเบียบรัฐ ขณะที่นายดีง ลา ทัง อดีตเจ้าหน้าที่โปลิตบูโรและนักการเมืองที่อาวุโสที่สุดของประเทศที่ถูกพิจารณาคดีในรอบหลายสิบปี ศาลตัดสินจำคุกเป็นเวลา 13 ปี จากการละเมิดกฎระเบียบรัฐ ตามการรายงานของสื่อเวียดนาม       

คำตัดสินของทั้งคู่เป็นบทสรุปของการพิจารณาคดีผู้ต้องหา 22 คน โดยทั้งหมดมีความเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกับบริษัทปิโตรเวียดนาม และคาดว่าจะมีการพิจารณาคดีอีกมากในปีนี้ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการปราบปรามที่รัฐบาลระบุว่ามุ่งเป้าไปที่การฉ้อโกงและการบริหารจัดการผิดพลาด
       
อย่างไรก็ตาม นักวิจารณ์ระบุว่าการปราบปรามที่เกิดขึ้นมีแรงจูงใจทางการเมืองและมุ่งเป้าไปที่บุคคลใกล้ชิดของอดีตนายกรัฐมนตรีเหวียน เติ๋น ยวุ๋ง
       
ทางการเวียดนามมุ่งให้ความสำคัญส่วนใหญ่ไปที่ภาคธนาคารและพลังงาน แต่การปราบปรามได้แพร่กระจายไปยังอุตสาหกรรมอื่นๆ อีกด้วย ทั้งอสังหาริมทรัพย์ และสำนักงานพรรคคอมมิวนิสต์ประจำจังหวัด
       
บริษัทปิโตรเวียดนามมีทั้งหน่วยงานตรง บริษัทย่อย และบริษัทในเครืออยู่หลายสิบบริษัท ความสูญเสียที่เกิดขึ้นเป็นมูลค่าหลายร้อยล้านดอลลาร์มาจากกิจการต่างๆ ของบริษัท ตั้งแต่ธนาคารไปจนบริษัทก่อสร้าง และโรงไฟฟ้าไปจนถึงโรงงานทอผ้า
       
นายจิง ซวน แท็ง และนายดีง ลา ทัง ต่างกล่าวขออภัยต่อพรรคคอมมิวนิสต์ในถ้อยแถลงสุดท้ายที่ศาลกรุงฮานอยเมื่อสัปดาห์ก่อน โดยสื่อต่างชาติไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าร่วมรับฟังการพิจารณาคดีดังกล่าว

เห็นสองข่าวนี้แล้ว ไทยเรายังจะเชื่อและทำตาม NGO เพื่อตั้ง NOC หรือ บรรษัทพลังงานแห่งชาติ ขึ้นมาเพื่อทุจริต และ ซ้ำซ้อน หน่วยงานต่างๆ ที่ทำหน้าที่ในปัจจุบันอีกหรือ?

รู้แล้วอึ้ง.. คะแนนการจัดอันดับการจัดการทรัพยากรธรรมชาติของประเทศที่กลุ่มทวงพลังงานชอบอ้างถึง

เวลาคนที่มีความรู้ด้านพลังงานเลือกประเทศที่เป็นตัวอย่างที่ดีในการกำกับดูแลการบริหารจัดการปิโตรเลียม เขาจะเลือกประเทศเช่น Norway ที่กระทรวงพลังงาน นำโดย พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รมว.พลังงาน และคณะ พร้อมสื่อมวลชน ได้เดินทางไปยังประเทศเดนมาร์กและนอร์เวย์ เพื่อศึกษาต้นแบบการพัฒนาพลังงานชุมชน แหล่งสำรวจก๊าซธรรมชาติ และแผนการบริหารจัดการด้านพลังงาน เมื่อวันที่ 16-21 พ.ค.ที่ผ่านมา



แต่เวลาให้คนไม่มีความรู้ด้านพลังงานเลือก เขาจะเลือกประเทศที่ไม่เป็นตัวอย่างที่ดี เช่นเวเนหรือแม้กระทั่งมาเลเซีย

เชื่อคนผิด เสียใจจนตายครับ


http://resourcegovernanceindex.org/country-profiles
http://in.mobile.reuters.com/article/idINL8N1JP3V1
https://resourcegovernance.org


สถาบันกำกับดูแลการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติ ได้จัดทำ ranking ของการกำกับดูแลการบริหารจัดการปิโตรเลียมของแปดสิบกว่าประเทศที่ปิโตรเลียมเป็นรายได้สำคัญของประเทศ

เขามี kpi สำคัญๆหลายตัวเพื่อประเมินผล

นอร์เวย์ได้ที่หนึ่งเพราะบริหารจัดการได้ดีสุด



แต่ที่อยากเอ่ยถึงคือมาเลเซียเพราะอยากให้สมาชิก สนช. ผู้ทรงเกียรติทั้งหลายได้ทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับมาเลเซียเสียที

มาเลเซียได้อันดับที่ 27 เพราะความไม่โปร่งใสในระบบ PSC และการกระจายรายได้จากปิโตรเลียมที่ควรทำได้ดีกว่าที่เป็นอยู่อีกเยอะ

ช่วยกรุณาอ่านตามลินค์ที่แปะไว้นะครับและเลิกฟังเลิกเชื่อคนที่ไม่มีความรู้ด้านพลังงานเสียทีเถิด การปฏิรูปพลังงานไทยจะได้เดินต่อในทางที่ถูกที่ควรครับ

http://resourcegovernanceindex.org/country-profiles/MYS/oil-gas

บรรษัทพลังงานแห่งชาติ: สำเร็จ หรือ ล้มเหลว?

บรรษัทพลังงานแห่งชาติ: สำเร็จ หรือ ล้มเหลว?



ประเด็นปัญหาเรื่องการจัดตั้งบรรษัทพลังงานแห่งชาติยังคงเป็นประเด็นโต้เถียงกันอยู่ในเวลานี้ ตั้งแต่ในสื่อสังคม

ออนไลน์ไปจนถึงสภาหินอ่อน (สนช.) ถึงความเหมาะสมในการจัดตั้งและประสิทธิภาพในการบริหารงานขององค์กรดังกล่าว

ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยก็มักจะยกเอากรณีตัวอย่างบริษัทพลังงานแห่งชาติของเวเนซูเอล่า (Petroleos de Venezuela S.A. หรือ PDVSA)ที่มีการบริหารงานอย่างไร้ประสิทธิภาพและมีการคอร์รัปชั่นจนมีหนี้สินมหาศาล และผลิตน้ำมันได้น้อยลงเรื่อยๆ เพราะขาดเงินทุนและเทคโนโลยีในการผลิตและปรับปรุงคุณภาพน้ำมันดิบชนิดหนักจากแหล่งผลิตในประเทศ จนต้องนำเข้าน้ำมันดิบจากต่างประเทศมาผสมกับน้ำมันดิบในประเทศ ขึ้นมาชี้ให้เห็นถึงความล้มเหลวของบริษัทพลังงานแห่งชาติ และนโยบายพลังงานแบบประชานิยมของรัฐบาลสังคมนิยมของอดีตประธานาธิบดี ฮิวโก ชาเวซ ที่ต่อเนื่องมาจนถึงประธานาธิบดีคนปัจจุบัน นิโคลาส มาดูโร ที่สืบทอดนโยบายนี้มาอย่างสุดกู่

โดยทั้งสองรัฐบาลได้ดำเนินนโยบายบีบบังคับซื้อคืน (ในราคาถูก) หรือยกเลิก (ยึดคืน) สัมปทานการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมจากบริษัทน้ำมันข้ามชาติมาให้บริษัทพลังงานแห่งชาติเป็นผู้ดำเนินการแทน เพื่อสนองนโยบายขายน้ำมันในราคาถูกๆให้กับประชาชน (ราคาน้ำมันเบนซินถูกที่สุดในโลก) และขายน้ำมันดิบในราคาถูกกว่าราคาตลาดให้กับประเทศพันธมิตรในค่ายสังคมนิยมด้วยกัน เช่น ประเทศคิวบา เป็นต้น

ด้วยนโยบายสังคมประชานิยม (Socio-Populism) ดังกล่าว ประกอบกับความไร้ประสิทธิภาพในการบริหารและการแทรกแซงทางการเมือง ตลอดจนสถานการณ์ตลาดน้ำมันที่ราคาลดต่ำลงอย่างถล่มทลายเป็นเวลากว่าสองปี ทำให้ประเทศเวเนซูเอล่าตกอยู่ในสภาพเกือบล้มละลาย และต้องยอมทำสัญญาขายน้ำมันดิบล่วงหน้าให้กับจีนเพื่อแลกกับเงินกู้จำนวน 50,000 ล้านเหรียญ ซึ่งเท่ากับว่าขณะนี้เวเนซูเอล่าได้ใกล้จะสูญเสียอธิปไตยด้านพลังงานไปแล้ว เพราะเวเนซูเอล่าจะไม่เหลือน้ำมันไว้ขายให้ลูกค้ารายอื่นอีกต่อไป เนื่องจากราคาน้ำมันขณะนี้ตกต่ำลงมาก เวเนซูเอล่าจึงต้องชดใช้หนี้ด้วยน้ำมันในปริมาณที่สูงขึ้น

เรื่องนี้ พอฝ่ายคัดค้านบรรษัทฯยกตัวอย่างเวเนซูเอล่าโมเดลขึ้นมาชี้ให้เห็นถึงความล้มเหลวของบรรษัทพลังงานแห่งชาติ
ฝ่ายสนับสนุนฯซึ่งเคยพูดถึงเวเนซูเอล่าด้วยความชื่นชมมาก่อน ก็เลี่ยงไปกล่าวว่า ความล้มเหลวดังกล่าวไม่ได้เกิดจากตัวบริษัทพลังงานแห่งชาติ แต่เกิดจากนโยบายที่ผิดพลาดของรัฐบาลและการแทรกแซงจากภายนอกประเทศ และโต้แย้งว่าทำไมยกตัวอย่างแต่เวเนซูเอล่าที่ล้มเหลว ตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จอย่างบริษัทเปโตรนาสของมาเลเซีย ทำไมไม่พูดถึงบ้าง เพราะเปโตรนาสส่งเงินเข้ารัฐถึง 40% ของรายได้ของรัฐบาล บริหารกิจการได้อย่างดี มีธรรมาภิบาล จนขยายกิจการไปได้ทั่วโลก และสามารถทำให้ราคาน้ำมันในประเทศมีราคาถูกกว่าประเทศไทยอีกด้วย

ในกรณีของมาเลเซียนั้น ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับบรรษัทฯก็บอกว่า ตามโมเดลของมาเลเซีย บริษัทเปโตรนาสนั้นไม่ใช่บริษัทน้ำมันแห่งชาติธรรมดา แต่ทำหน้าที่เป็นผู้กำกับดูแล (Regulator) และผู้ดำเนินการ (Operator) ไปด้วยในเวลาเดียวกัน

ถ้าเปรียบเทียบกับประเทศไทย ก็เปรียบเสมือนรวมเอากรมเชื้อเพลิงธรรมชาติและบริษัทปตท.เข้ามาอยู่ในหน่วยงานเดียวกัน แล้วไปขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรีเลย

ดังนั้นกำไรของเปโตรนาสจึงสูงกว่า ปตท.มาก เพราะมีรายได้จากค่าภาคหลวงและส่วนแบ่งรายได้ของรัฐจากแหล่งปิโตรเลียมมารวมด้วย (ในขณะที่ของไทยแยกออกเป็นสองหน่วยงาน รายได้ก็แยกกัน) และด้วยรายได้ที่สูงมาก ประกอบกับไม่มีหน่วยงานใดสามารถเข้าไปตรวจสอบบัญชีของเปโตรนาสได้ เพราะขึ้นตรงกับนายกฯ ความเสียหายใดๆที่เกิดขึ้นจึงยังถูกกลบเอาไว้ได้ ไม่ได้หมายความว่าไม่มีความเสียหายเกิดขึ้นจากการบริหารงาน เพราะก็มีข่าวการลงทุนที่ผิดพลาดของบริษัทเปโตรนาสเล็ดรอดออกมาเป็นประจำ เช่นการไปลงทุนในโครงการรถยนต์แห่งชาติของมาเลเซีย และโครงการขนาดใหญ่อื่นๆ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการลงทุนตามความต้องการทางการเมือง แต่ที่ไม่เป็นข่าวเพราะตรวจสอบไม่ได้ เนื่องจากขึ้นอยู่กับนายกรัฐมนตรีโดยตรง และล่าสุดเปโตรนาสก็เผชิญกับปัญหาราคาน้ำมันตกต่ำเช่นกัน จนต้องยอมเลิกอุดหนุนราคาน้ำมัน และส่งกำไรให้รัฐลดลงจาก 40% ของรายได้รัฐเหลือเพียง 20% เท่านั้น
ส่วนเรื่องการบริหารงาน ความโปร่งใส และความมีธรรมาภิบาลนั้น เปโตรนาสก็ใช่ว่าจะไม่มีข้อครหาเสียทีเดียว แต่ก็มีกรณีที่เข้าไปพัวพันกับกองทุน 1-MDB ที่ก่อตั้งโดยนายกฯมาเลเซียที่ถูกกล่าวหาว่าทุจริต และยังมีกรณีที่เข้าไปพัวพันกับการทุจริตให้สินบนของบริษัท Unaoil รวมทั้งยังมีกรณีที่สมาชิกสภาผุ้แทนราษฎรของมาเลเซียออกมาเรียกร้องให้มีการแก้ไขกฏหมายปิโตรเลียมปี 1974 ให้อำนาจสตง.เข้าไปตรวจสอบบัญชีของเปโตรนาสได้ เพราะทุกวันนี้มีแต่นายกฯคนเดียวเท่านั้นที่มีสิทธ์เข้าถึงบัญชีและรายงานของผู้ตรวจสอบภายในของเปโตรนาสได้ ซึ่งก็แสดงถึงความไม่โปร่งใส และไม่มีธรรมาภิบาลในการบริหารอยู่แล้ว

สรุปก็คือ เรื่องบรรษัทพลังงานนี้ก็คงต้องเถียงกันไปอีกนานละครับว่าจะตั้งดีหรือไม่ดี ตั้งแล้วจะสำเร็จหรือล้มเหลว และด้วยผลประโยชน์มหาศาล จะกลายเป็นแหล่งแสวงหาประโยชน์จากหลายฝ่ายหรือไม่ ซึ่งก็คงเป็นเรื่องที่ต้องไปคิดกันให้ดี แต่ในความเห็นของผม หน่วยงานใดที่ตั้งขึ้นมาแล้วมีอำนาจมาก ผูกขาดการบริหาร ตรวจสอบไม่ได้หรือตรวจสอบได้ยาก และปล่อยให้ฝ่ายการเมืองแทรกแซงได้
หน่วยงานนั้นก็เสี่ยงต่อการทุจริตทั้งนั้นแหละครับ !!!

ที่มา มนูญ ศิริวรรณ บรรษัทพลังงานแห่งชาติ: สำเร็จ หรือ ล้มเหลว?

วาทกรรมประดิษฐ์ ทำให้เข้าใจผิดเรื่องพลังงาน

ถ้ามีใครได้เห็นหรือว่า วาทกรรมประดิษฐ์ที่กลุ่ม คปพ และ พธม สร้างมา โดยเป็นประเด็นเดิมๆ กลุ่มการเมืองที่หันมาเอาดีเรื่องพลังงาน มาตีเป็นกระแสบังหน้า มาระดมมวลชน สร้างวาทกรรมประดิษฐ์ อ้างรักชาติ ตีรวน หวังจะสร้างราคา ผมขอสรุปเลยดีกว่า

ที่มาภาพ https://www.facebook.com/nongposamm/photos/a.1548159858783765.1073741828.1547935488806202/1766799376919811/?type=3&theater

- ไทยเราผลิตน้ำมันดิบเกรดดีได้ในบางแหล่งก็จริง แต่ความต้องการใช้ในประเทศรวมไปถึงโรงกลั่นออกแบบมาให้กลั่นน้ำมันได้ออกมาตามความต้องการใช้งาน ไทยเราใช้ดีเซลมากกว่าเบนซิน ดังนั้น จะให้เอาน้ำมันดิบมากลั่นได้แต่เบนซิน แล้วนำเข้าดีเซลเยอะๆ ได้อย่างไร สู้ส่งเอาน้ำมันดิบเกรดนั้นซึ่งกลั่นได้สัดส่วนเบนซินเยอะขายออก เอาเงินเข้ารัฐได้มากกว่า น้ำมันที่ส่งออกก็ต้องจ่ายค่าภาหลวงให้กับรัฐ และหากมีกำไรตอนปลายปีก็ต้องนำไปรวมเสียภาษีเงินได้ปิโตรเลียมด้วย และนำเข้าน้ำมันดิบที่กลั่นได้สัดส่วนดีเซลเยอะเพื่อมากลั่นให้พอใช้กับความต้องการใช้ดีเซลไม่ดีกว่าหรือ? ซึ่งการส่งออกน้ำมันดิบของไทย นั้นน้อยมาก และการส่งออกน้ำมันดิบนั้นก็ไม่ใช่เรื่องแปลก ประเทศต่างๆ ก็ส่งออกกัน แบบนี้ประเทศเหล่านั้นคิดผิด? เค้าเสียอธิปไตยทางพลังงาน?

- ราคาน้ำมันประเทศไทยกับเพื่อนบ้าน แต่ละประเทศมีนโยบายที่ต่างกัน โครงสร้างราคา มาตรฐานน้ำมัน พลังงานทดแทนด้วย พม่านำเข้าน้ำมันสำเร็จรูปจากไทย แต่ความจริง พม่านำเข้าจากสิงคโปร์เยอะที่สุด ซึ่งราคาน้ำมันสำเร็จรูปในพม่าถูกกว่าสิงคโปร์ แบบนี้สิงคโปร์ผิดหรือไม่ที่ขายน้ำมันในประเทศแพงกว่าพม่า ราคาต่างกันลิตรนึงประมาณ 20 บาท มีคนพยายามเปรียบเทียบราคาน้ำมันสำเร็จรูปที่ไทยกับมาเลเซีย และบอกว่าจะนำเข้าจากมาเลเซียที่ถูกกว่ามาขาย ซึ่งนำเข้าได้ แต่ต้องถูกกฎหมาย นำเข้าก็ต้องเก็บภาษี ตามนโยบาย ต้องปรับปรุงคุณภาพให้เหมาะสมกับสิ่งแวดล้อมของไทย ต้องมีส่วนผสมพลังงานทดแทน สุดท้าย ก็ราคาขายเท่ากันเหมือนเดิม แต่สิ่งที่ได้มา คือเงินตราของประเทศไหลออก และวาทกรรมปลอมๆ หลอกให้เข้าใจผิดว่า มาเลเซียดีกว่าไทย น้ำมันถูกกว่าไทย

- มีการบอกว่า ถ้ามีบรรษัทพลังงานแห่งชาติ จะได้ตั้งราคาขายน้ำมันได้เองถูกๆ ไม่ต้องมีก็ตั้งได้ครับ ไม่ต้องอิงตลาดไหน กำหนดเอง แต่มาตรฐานอยู่ตรงไหน ความถูกที่สุด หรือราคาเป็นธรรมที่ทุกภาคส่วนได้รับ คนขาย และ คนซื้อ หรืออย่างไร และรายได้รัฐจะลดลงหรือไม่ ขัดกันหรือไม่กับความต้องการให้รัฐมีรายได้มากๆ สุดท้ายเราก็จะได้อีก วาทกรรมราคาเป็นธรรม ไม่ต้องอิงราคาจากไหน

- ทรัพยากรปิโตรเลียมนั้นเป็นของรัฐไทยอยู่แล้ว ซึ่งหมายถึงเป็นของคนไทยทั้งประเทศ แต่รัฐให้สิทธิเอกชนมาดำเนินการ ภายใต้ระบบ สัมปทาน ที่รัฐได้ผลตอบแทนในรูปค่าภาคหลวง ภาษีเงินได้ปิโตรเลียม และผลตอบแทนพิเศษอื่นๆ เรามีแหล่งปิโตรเลียมขนาดเล็กกระจัดกระจาย การสำรวจกว่าจะค้นพบและพัฒนาได้มีความเสี่ยงสูง รัฐจึงเลือกไม่รับความเสี่ยง ตรงนี้ข้อมูลทางธรณีวิทยา บอกอยู่แล้ว ไม่ต้องเดา ไม่ต้องมาสร้างวาทกรรมบิดเบือนหลอกผู้คน นี่ไงครับ ได้มาอีก อธิปไตยพลังงาน วาทกรรมประดิษฐ์

- อายุสัมปทานของ แหล่ง บงกช เอราวัณ กำลังจะหมดลง แต่รัฐบอกจะต่อให้รายเดิม มีใครที่ไหนเคยบอกว่าต่อให้รายเดิม เพราะตามกฎหมายระบุชัดเจนว่าต่อไม่ได้ แต่รัฐเสนอแนวทางในการบริการจัดการภายใต้หลักการทางวิชาการ เศรษฐศาสตร์ ความเป็นไปได้ในการชักจูง เชิญชวนให้เกิดการลงทุน ภายใต้เงื่อนไขจำกัดในเรื่องศักยภาพที่ตะต้องมึการลงทุนเพิ่มขึ้น โดยมีเป้าหมายคือสร้างความต่อเนื่องในการผลิตก๊าซธรรมชาติ แต่เพื่อตอบโจทย์การเรียกร้องของสังคมมติ กพช. จึงออกมาเห็นชอบให้ใช้การประมูลเพื่อบริหารจัดการทั้งสองแหล่ง (เป็นไงบ้าง เชื่อยังว่าโดนคณะเกาะการเมืองนี้หลอก)

- รัฐไม่มีอำนาจในการผลิตปิโตรเลียม ไม่มีการถ่ายโอนเทคโนโลยี ก็ไม่จริงอีกเช่นกัน เพราะรัฐยังสามารถ กำกับดูแลผู้รับสัมปทานได้ตามกฎหมาย ส่วนการถ่ายทอดเทคโนโลยี ก็เห็นได้ชัดจาก การให้ทุนพัฒนาบุคลากรด้านวิศวกรรรมปิโตรเลียม ที่สำคัญคุณเคยรู้หรือไม่ปัจจุบันในธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียมมีคนไทย สัญชาติไทยปฎิบัติงานอยู่เกือบ 100% โดยที่มีการถ่ายทอดเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง ก็เห็นได้ชัดจาก การให้ทุนพัฒนาบุคลากรด้านวิศวกรรมปิโตรเลียม และการที่ ปตท.สผ. สามารถเป็นโอเปอเรเตอร์ได้เอง เราไม่ได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยี โดนคณะนี้หลอกซ้ำซ้อนสร้างวาทกรรมรัฐเสียเปรียบอีก นึกถึงหรือไม่?

- มีการบอกว่า รัฐไม่ฟังเสียงที่เสนอร่าง พรบ. ที่ภาคประชาชนเสนอไป รัฐได้ฟังข้อเสนอแล้ว แต่ก็ต้องมองว่าอันทำได้และปฎิบัติได้จริง ดังนั้นก็มีใส่ระบบต่างๆ ลงไปตามที่เสนอ ทั้ง จ้างผลิต แบ่งปันผลผลิต ลงไปด้วยแล้ว เพียงแค่มันไม่ได้ถูกใจกลุ่มคุณใช่หรือไม่ เลยเป็นที่มาว่า รัฐไม่ทำตามเสียงประชาชน

- มีการกล่าวอีกว่าเอกชนผลักค่าเสียหาย สิ่งแวดล้อมให้รัฐ ก็ไม่จริงอีก เพราะการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง รวมถึงปรับสภาพพื้นผิวให้เหมือนเดิมหลังสัมทานหมดอายุ เป็นความรับผิดชอบของผู้รับสัมปทานเอง ได้วาทกรรมมาอีก รัฐเสียเปรียบเอกชน เอกชนเอาเปรียบเรา

- มีการกล่าวไปอีกเอกชนผลักความเสี่ยงให้รัฐในระบบภาษี มีการยกเว้นภาษีและหักค่าใช้จ่ายได้มากกว่าธุรกิจทั่วไปของประชาชน ก็ไม่จริง ทุกอย่างก็เป็นไปตามข้อกฏหมาย ที่เชิญชวนเขามาลงทุน อันนี้น่าจะปิดประเทศไปเลย ไม่ต้องส่งเสริมธุรกิจร่วมทุน

- มีการกล่าวอีกมีการใช้ดุลพินิจของข้าราชการและนักการเมือง ก็ไม่จริงอีก เพราะการตัดสินใจ มีระบบ หลักเกณฑ์ เป็นรูปแบบคณะกรรมการ มีกฏหมายรองรับ ไม่ใช่ใครอยากจะให้เป็นแบบไหนก็ได้ (45 ปีที่มี พ.ร.บ. 2 ฉบับมาไม่เคยเขียนถึงการให้ต่ออายุสัมปทานหลังจากหมดอายุที่อนุญาตให้ผลิตโดยเฉพาะอย่างยิ่งระยะเวลาการผลิตได้ครั้งแล้วครั้งเล่า ระยะสำรวจใน Thailand II Concession Scheme สั้นกว่า Scheme อื่นๆ เสียด้วยซ้ำไป) ได้วาทกรรมรักชาติปลอมๆ เอาการเมืองเอาสีมาโหนเล่น ให้เกลียดกัน

- การผลิตไฟฟ้าให้พอดีและทันกับความต้องการของประเทศ ไม่ใช่พิจารณาแค่ไฟฟ้าสำหรับภาคครัวเรือน 2 ล้านหลังคาเรือนเท่านั้น แต่ยังมีภาคอุตสาหกรรมและธุรกิจที่เป็นตัวขับเคลื่อน และสร้างความมั่นคงของประเทศ
- พลังงานแสงอาทิตย์ เป็นพลังงานที่สะอาด แต่อย่างไรก็ตามการผลิตพลังงานไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนนี้ ยังไม่สามารถเป็นแหล่งพลังงานขนาดใหญ่ได้ ทดแทนแหล่งพลังงานหลักได้ รวมทั้ง ราคายังสูงมาก การพัฒนาเทคโนโลยีผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ในช่วงที่ผ่านมา มีความก้าวหน้าไปมาก ต้นทุนลดลงมากเช่นกัน แต่ก็คงยังสูงอยู่เมื่อเทียบกับการผลิตไฟฟ้าด้วยเชื้อเพลิงฟอสซิล (เป็นไงวาทกรรมเกี่ยวไฟฟ้า)

- ก๊าซไทยแพงกว่าตลาดโลก อันนี้เข้าใจผิดหลายรอบละ ออกรายการก็ออก ถึงขั้นไปตัดเทปรายการทิ้งเลย ผู้รับสัมทานขายก๊าซปากหลุมแพงกว่าตลาดโลก ก็ไม่จริงอีก ราคาก๊าซซื้อขายโดยอิงกับราคาที่ผู้ใช้รายใหญ่ในภูมิภาคซื้อ คือ JKM หรือ Japan/Korea Marker เนื่องจากสองประเทศนึ้เป็นประเทศใหญ่ในการซื้อขาย LNG ราคา Spot ที่ประเทศอื่นจะซื้อจึงอิง JKM เป็นหลัก และราคานี้ก็ใช้ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิคเท่านั้น และก๊าซที่บอกว่าถูกของสหรัฐอเมริกา เมื่อต้องแปรสภาพและขนส่งมา บวกค่าลงทุนสร้างคลังและสถานีรับจ่ายแล้ว ก๊าซที่ผลิตในไทยเฉลี่ยย้อนหลังแล้วยังถูกกว่า (แนวโน้มการซื้อขาย LNG จะเป็นการซื้อขายแบบเป็นคอนแทรค (Contract) มากขึ้นๆ เรื่อยๆ หลลังจากที่โรง LNG ใหญ่ๆ สร้างเสร็จอย่างโรงที่ ปตท.สผ. ไปร่วมทุน แหล่งของ Exxon และของบริษัทออสเตรเลีย ในประเทศปาปัวนิวกินี และแหล่งในทะเลทางตะวันตกเฉียงเหนือที่เชลล์สร้างโรง LNG ลอยย้ำห่างจากฝั่ง 300 กิโลเมตรชื่อ Prelude ซึ่งมีระวางขับน้ำรวม 600,000 ตัน (เท่ากับของเรือบรรทุกเครื่องบินนิมิส 7 ลำ) ก็พอสบายใจได้อุปทาน แต่ยังไงๆ เรื่องราคาก็ยังต้องคงอิงราคาที่นิยมใช้กันเป็นกรณีๆ กันไป) ที่สำคัญคือรัฐได้ค่าภาคหลวง ภาษี เกิดการจ้างงาน เกิดการหมุนเวียนเศรษฐกิจดีกว่า ก๊าซนำเข้า อันนี้วาทกรรมก๊าซของไทยแพงกว่าตลาดโลก

- วาทกรรมแปรรูปขายหุ้นหมดเร็ว 77 วินาที อธิบายกันมาหลายรอบ เป็น 10 กว่าปี ขายหมดเร็วเพราะมีการให้ความมั่นใจนักลงทุน แถมก่อนหน้าก็มีการเปิดจองทดลองแล้วคนก็ไม่สนใจ หุ้นต่ำเพราะมีเหตุการณ์ 911 หุ้นมันก็ตกต่ำทั่วโลก แถมหุ้นยังมีต่ำกว่าราคา 35 บาทด้วยซ้ำ แต่ปัจจุบันเศรษฐกิจดีขึ้น ราคามันก็เพิ่มมาเป็นปกติ เป็นไงบ้าง วาทกรรมขายหุ้นหมดเร็ว ตอนหุ้นตก เหลือ 28 บาท ไปทำอะไรกันอยู่ เรื่องท่อ ถ้าไปอ่านคำพิพากษาของศาลปกครองว่าให้ ปตท.ส่งมอบที่ดินและสิ่งอื่นๆ ที่ได้มาด้วยอำนาจรัฐ (เช่นเดียวกับการเวนคืน และการใช้พิ้นที่ของเอกชนโดย กฟผ. กฟภ. และกฟน.) ซึ่งหลักๆ ก็หมายถึงที่ดิน ไม่รวมถึงตัวท่อและอุปกรณ์ ไม่งั้นในอนาคตจะเป็นเรื่องประหลาดมากระดับกินเนสที่ กฟผ.ผลิตไฟฟ้าแล้วต้องไปเช่าสายส่งจากกรมธนารักษ์มาส่งไฟฟ้าให้ลูกค้า ศาลตัดสิน คนทำก็ทำตามศาลตัดสิน อันไหนไม่เข้าข่ายให้ทำนอกเหนือคำตัดสินได้อย่างไร สุดท้ายเจ้าหน้าที่ทำตามหน้าที่ จะให้ละเมิดคำตัดสิน?

- การที่บอกว่า ประเทศไทยมีโรงกลั่นมากมายเราจะได้ใช้ราคาน้ำมันที่ถูกนั้น ในอดีตการใช้ไม่ได้มากมายเท่าในปัจจุบัน โปรดตระหนักให้มั่น เราผลิตได้แค่ประมาณ 15% ที่เหลือต้องนำเข้าที่เหลือ และถ้าเราต้องพึ่งพาการนำเข้าอย่างเดียว ความมั่นคงทางพลังงานจะอยู่ที่ไหน

- วาทกรรมประเทศไทยโชติ์ช่วงชัชวาลย์ ตีความหมายคำนี้ว่า พลังงานถูกหรืออย่างไร มันไม่ใช่ ประเทศไทยพลังงานไม่ขาดแคลน มีการจ้างงานและเศรษฐกิจที่ดีหรือ? ฝากให้คิด

ที่มาเนื้อหา น้องปอสาม ตอบวาทกรรมประดิษฐ์จะได้ไม่เข้าใจเรื่องพลังงาน

"อธิปไตยพลังงาน" ....วาทกรรมไร้ความหมาย

ในช่วงเวลาสั้นๆ ที่ผ่านมา เราจะได้ยินคำว่า “อธิปไตยพลังงาน” โผล่ขึ้นมามากมายบ่อยครั้งตามสื่อต่างๆ ทั้งสื่อหลักและสื่อ Social Media (ลองพิมพ์คำนี้แล้วเข้าไปหาใน Google ดูสิครับ ท่านหาอ่านได้เป็นสิบๆ หน้าเลยครับ)


ที่มาภาพ: https://thaipublica.org/2016/07/banyong-pongpanich-72/
มีใครเคยฉุกคิดโดยใช้หลัก “กาลามสูตร” ของพระพุทธองค์มาพิจารณากันดูไหมครับ ว่าคำว่า “อธิปไตยพลังงาน” นี่หมายถึงอะไร มีความหมายความสำคัญจริงๆ แค่ไหน หรือเพียงแค่ฟังตามๆ กันมาแล้วก็พูดตามๆ กันไป เพียงเพราะมันเป็นคำที่ฟังดูดี ดูเท่ ดูดุเดือด รักชาติ รักสังคมดี
ผมขอฟันธงก่อนเลยว่า คำ “อธิปไตยพลังงาน” นี้ เป็นคำที่ไร้ความหมาย ไร้สาระ …เป็น “วาทกรรมประดิษฐ์” ที่มีผู้คิดสร้างขึ้น เพื่อชักจูงให้คนเข้าใจไปในทางที่ส่งเสริมแนวคิดทางสังคมนิยมของพวกตน เพื่อสนับสนุนให้มีการจัดตั้ง “บรรษัทพลังงานแห่งชาติ” ที่มีพวกตนเข้าไปมีบทบาทบริหารควบคุม ทั้งๆ ที่แนวคิดนี้กำลังเสื่อมความนิยมลงทั่วโลก เพราะเป็นวิธีการที่ประวัติศาสตร์ได้พิสูจน์แล้วว่า ไม่มีประสิทธิภาพ ล่อแหลมต่อการทุจริต และทำให้รัฐสุ่มเสี่ยงเกินไปโดยที่ไม่จำเป็น ซึ่งเมื่อถกเถียงกันโดยเหตุผลแล้วไม่สำเร็จ คนกลุ่มนี้ก็เลยไปใช้วิธีปลุกกระแสชาตินิยม กระแสรักชาติ รวมทั้งใช้กลยุทธ์ประชานิยม (ทำให้คนเชื่อว่าจะได้ใช้นำ้มันราคาถูก) มาจูงใจสังคม แล้วก็เลยคิดประดิษฐ์คำเท่ๆ อย่าง “อธิปไตยพลังงาน” ขึ้นมาเพื่อใช้นำปลุกระดมผู้คน

ทำไมผมถึงบังอาจสรุปอย่างนี้ …จะขออธิบายนะครับ

ถ้าไปเปิดพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน ก็จะแปลความหมายคำว่า “อธิปไตย” ว่า “อำนาจสูงสุดของรัฐที่จะใช้บังคับบัญชาภายในอาณาเขตของตน” หรือในภาษาอังกฤษก็จะตรงกับคำว่า “Sovereignty” ซึ่งก็มีความหมายตรงกัน คือหมายถึงว่า รัฐใดที่เป็นอิสระย่อมมีอำนาจอธิปไตยเหนือขอบเขตของประเทศตน จะออกกฎหมาย จะบังคับใช้กฎหมายที่ตนมีอยู่ได้ จะใช้ระบอบใดปกครองก็เป็นสิทธิ

การใช้อำนาจอธิปไตยนั้น ย่อมทำได้ภายใต้กฎหมาย ภายใต้รัฏฐาธิปัตย์ของแต่ละประเทศ แต่ทั้งนี้ก็จะต้องคำนึงถึงพันธสัญญาที่ตนมีอยู่ ทั้งกับประเทศต่างๆ หรือกับเอกชนและประชาชน ทั้งในและนอกประเทศ รวมทั้งยังต้องคำนึงถึงวัฒนธรรมการอยู่ร่วมกันในโลกนี้ด้วย

แต่เอาเข้าจริงก็มีการใช้อำนาจโดยละเมิดพันธะที่ว่าโดยประเทศต่างๆ อยู่เสมอๆ ซึ่งก็ยังสามารถทำได้และมีผลภายในเขตประเทศตน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็ย่อมต้องยอมรับผลกระทบที่ตามมา (Consequences) ด้วย เช่น ประเทศอาจออกกฎหมายยึดกิจการบางอย่างของต่างชาติที่อยู่ในเขตแดนเป็นของรัฐ หรืออาจเบี้ยวไม่ยอมรับพันธสัญญาที่ทำไว้ก็ได้ แต่สิ่งที่ตามมาก็อาจทำให้ไม่มีใครมาค้าขายลงทุนด้วยอีก หรืออาจถูกปฏิบัติตอบเยี่ยงเดียวกัน (คือยึดของเราบ้าง) หรือถ้าหนักขึ้นก็อาจจะถูกแซงก์ชัน (Sanction) ซึ่งมีตั้งแต่ระดับอ่อนอย่างการตั้งกำแพงภาษีสำหรับสินค้าบางชนิด ไปจนถึงระดับแรง เช่น งดเว้นการค้าขายการลงทุนด้วยเลย หรือถ้าหนักที่สุดก็คือการประกาศสงครามเข้าต่อสู้รุกรานโดยกองทัพกันเลย (มีน้อยครั้งนะครับ และต้องเป็นเรื่องใหญ่จริงๆ)

จะขอยกตัวอย่างใกล้ๆ ตัวนะครับ …อย่างการที่เราถูกกล่าวหาใน TIP Report ว่าไม่เอาจริงกับการแก้ปัญหาการค้ามนุษย์ หรือถูกให้ใบเหลืองจาก IUU เรื่องประมงผิดกฎหมาย อันอาจทำให้ถูกกีดกันการค้า หรืองดนำเข้าอาหารทะเลจากไทย ซึ่งโดย “อำนาจอธิปไตย” เราอาจจะเมินเฉย ด่ากลับ โดยไม่ทำอะไรก็ย่อมได้ แต่ก็ต้องยอมรับผลที่อาจทำให้สินค้าไทยจะขายไม่ออก หรือทำให้อุตสาหกรรมอาหารทะเลต้องพังพินาศไป ที่เราต้องนั่งมุ่งมั่นแก้ปัญหาอย่างจริงจัง ไม่ใช่เพราะเราไม่มี “อธิปไตยอาหารทะเล” หรอกนะครับ แต่เพราะเราไม่อยากเผชิญผลกระทบต่างหาก

หรืออีกสักตัวอย่างหนึ่ง การที่ประเทศไทยโดนฟ้องโดยเอกชนในศาลอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศว่าละเมิดสัญญาคุ้มครองการค้าที่ทำกับเยอรมันในกรณีบริษัททางยกระดับดอนเมืองโทลเวย์ แล้วเราแพ้คดี โดนปรับกว่า 30 ล้านยูโร แล้วไม่ยอมจ่าย ทำให้รัฐบาลเยอรมันทำการยึดเครื่องบินพระที่นั่งของสมเด็จพระบรมฯ ที่เข้าไปในเขตประเทศเขาเมื่อปี 2554 จนต้องยอมเอาหนังสือค้ำประกันธนาคารไปแลกเครื่องบินคืนมา ซึ่งถ้าเราเลือกที่จะดื้อดึงใช้อำนาจอธิปไตยตอบโต้ เช่น ยึดทรัพย์รัฐบาลเยอรมัน หรือของเอกชนที่อยู่ในประเทศเราบ้างก็ย่อมทำได้ แต่ก็คงจะส่งผลลุกลามร้ายแรงไปกว่านี้ ซึ่งที่เรายอมไปก็ไม่ได้แปลว่าเราไม่มี “อธิปไตยทางด่วน” ใดๆ ทั้งสิ้น

ขอกลับมาเรื่อง “อธิปไตยพลังงาน” นะครับ ที่ออกมาตะโกนก้องว่า “เราจะต้องเสียอธิปไตยพลังงาน” ถ้าไม่ทำตามที่พวกท่านเรียกร้อง คือ ถ้าไม่ยึดแหล่งพลังงานมาทำเอง ถ้าไม่ตั้งบรรษัทพลังงานแห่งชาติขึ้นมาเป็นเจ้าของและบริหารควบคุม (แล้วตั้งพวกท่านเข้าไปบริหารบรรษัทอีกทีหนึ่ง) ถ้าไม่เปลี่ยนระบบจากที่เคยให้สัมปทานเอกชนไปเป็นระบบแบ่งปันผลผลิต หรือว่าจ้างผลิต ก็จะถือว่ายกทรัพยากรให้เอกชน ให้ต่างชาติ เพราะว่าน้ำมันจะเป็นของเขา รัฐจะนั่งรอให้เขาเอาไปขายแล้วรอแบ่งเงินค่าภาคหลวงค่าภาษี ไม่ได้มีอำนาจที่จะขนเอาน้ำมันมาเข้าคลัง มาจัดการขายเองเอาเงินเอง (ทำอย่างกับว่ารัฐทำเป็น ทำเก่ง)

หรือกระทั่งบางคนถึงกับกล่าวหาว่า ที่เราใช้ระบบสัมปทานให้เอกชนขุดหาแหล่งพลังงาน โดยรัฐเก็บค่าภาคหลวงและภาษีต่างๆ เป็นตัวเงินในช่วงสามสิบปีที่ผ่านมานั้น เป็นการที่เราไม่มีอธิปไตยทางพลังงานตลอดมา พอสัมปทานจะครบอายุจึงเป็นเวลาที่จะต้องเอา “อธิปไตยพลังงาน” ที่สูญเสียไปนานกลับคืนมาเสียที โดยการจัดตั้งบรรษัทที่ว่าและเปลี่ยนระบบมาเป็นแบบที่เขาเรียกร้อง

ผมขอบอกเลยว่า ไม่ว่าจะมีบรรษัทที่รัฐเป็นเจ้าของ 100% ลงทุนเอง เสี่ยงเอง บริหารเอง หรือมีรัฐวิสาหกิจที่รัฐถือหุ้นแค่ครึ่งเดียว หรือจะให้เอกชนแข่งขันกันทำทั้ง 100% (เหมือนพวกประเทศพัฒนาแล้วเกือบทุกแห่ง) ไม่ว่าจะใช้ระบบสัมปทาน (Concession) ไม่ว่าจะใช้ระบบแบ่งปันผลผลิต (Product Sharing) หรือจะว่าจ้างผลิต จะเป็นแบบไหนระบบใด ไม่มีความเกี่ยวข้องกับ “อธิปไตย” หรือ “อำนาจอธิปไตย” ใดๆ ทั้งสิ้น

ประเทศไทย รัฐบาลไทย ศาลไทย รัฐสภาไทย จะยังคงมีอำนาจอธิปไตยเหนือดินแดนไทยตลอดไป เรายังสามารถออกกฎหมายบังคับใช้กับทุกๆ คนที่ประกอบกิจการในเขตดินแดนไทยได้ทุกอย่าง จะออกกฎหมายยึดคืนในรูปแบบต่างๆ ก็ยังได้เลย (เหมือนอย่างเวเนซุเอลา ประเทศที่เคยเป็นแม่แบบของเหล่านักทวงคืนเคยทำไงครับ แต่เดี๋ยวนี้เวเนฯ เละตุ้มเป๊ะไปแล้ว พวกท่านก็เลยแกล้งลืมไม่พูดถึงอีก) แต่อย่างที่ว่าแหละครับ …ทำไปก็ต้องรับผลกระทบที่ตามมาด้วย

เรื่องของทรัพยากรธรรมชาตินั้น ทั้งตามกฎหมายไทย กฎหมายสากล ส่วนใหญ่นั้นก็เหมือนๆ กัน คือ เป็นสมบัติของรัฐของส่วนรวม แม้อยู่ใต้ที่ดินเรายังไม่ใช่ของเราเลย แต่การที่จัดสรรแบ่งให้เอกชนทำ จะเป็นชาวไทยหรือต่างชาตินั้นก็เพราะเพื่อให้มีประสิทธิภาพ มีเทคโนโลยี รวมทั้งประหยัดทรัพยากรภาครัฐไปทำอย่างอื่นที่จำเป็นกว่า และที่สำคัญ รัฐไม่ต้องรับความเสี่ยงในกิจกรรมที่รู้ชัดๆ ว่ามีความเสี่ยงสูง จะใช้ระบบใดก็ยังถือว่าทรัพยากรนั้นเป็นของรัฐ …อย่างนำ้มันนั้น ถ้ามีเหตุจำเป็น เช่น ยามขาดแคลนจัด หรือยามสงคราม รัฐสามารถบังคับให้เอกชนต้องตั้งสำรองเพิ่มหรือแม้จะให้ส่งผลิตภัณฑ์ทั้งหมดให้รัฐเลยก็ยังทำได้ (ถ้ามีการชดเชยตามสมควรก็ถือว่าเป็นเรื่องปกติยอมรับได้ด้วยซ้ำ) ทำอะไรอย่างไรก็ไม่เสียอธิปไตยใดๆ ทั้งสิ้น

จะว่าไป …การที่ศาลปกครองสูงสุดออกมาพิพากษาให้ ปตท. ต้องคืนท่อก๊าซบนที่ดินที่ได้มาจากการใช้อำนาจรัฐเวนคืนเมื่อปี 2549 นั้น ก็ถือได้ว่าเป็นการใช้อำนาจอธิปไตยของศาลที่ให้ยึดสมบัติที่ทั้งรัฐบาลผู้ขายหุ้นและนักลงทุนหลายแสนคนผู้ซื้อหุ้นต่างเข้าใจมาตลอดว่ามันเป็นสมบัติของ ปตท. ที่ได้แบ่งขายให้ผู้ถือหุ้นทุกคนร่วมเป็นเจ้าของไปแล้ว การที่ศาลอ้างว่าเป็นไปตามมาตรา 24 ของ พ.ร.บ.ทุนรัฐวิสาหกิจ 2542 ผมอ่าน ม.24 หลายสิบรอบก็ยังไม่สามารถเห็นด้วยกับศาลเลย …แต่เอาเถอะครับ จะถูกจะผิดอย่างไร ถึงจะไม่เห็นด้วย แต่เนื่องจากศาลท่านเป็นผู้ใช้อำนาจอธิปไตยในเรื่องนี้ เราก็ต้องเคารพและทำตาม และก็พยายามลดผลกระทบโดยการทำให้นักลงทุนเข้าใจ (การที่ผู้บริหาร ปตท. ออกมาประกาศว่าจะเคารพการตัดสินทุกอย่างของศาลก็เป็นเรื่องถูกต้องและสมควรแล้ว เป็นเรื่องที่ต้องทำอยู่แล้ว ไม่เห็นน่าตื่นเต้นใดๆ เลย ไม่งั้นท่านก็ต้องย้ายกิจการทั้งหมดไปอยู่ประเทศอื่น …แต่น่าสังเกตว่ากลุ่มผู้ฟ้องกลับไม่ยักเคารพคำตัดสินของศาลแฮะ ได้คืบจะเอาศอกเอาวา ไม่ยอมเลิก จะเอาให้ประเทศพังจนสะใจให้ได้)

ถึงตอนนี้ …ผมก็ขอเรียกร้องว่า จะถกเถียงว่าจะทำอะไร อย่างไร ให้ใครทำ จะตั้งบรรษัทหรือไม่ จะใช้ระบบใด ก็ขอให้ถกกันโดยเหตุโดยผล ยกข้อดีข้อเสียของแต่ละแบบแต่ละระบบมาถกกัน ยกประสบการณ์ของนานาประเทศมาพิจารณา เลิกใช้วาทกรรมประดิษฐ์ไร้ความหมายอย่างคำว่า “อธิปไตยพลังงาน” มาปลุกระดมผู้คนเสียทีเถิดครับ …อย่าดูถูกประชาชนนักเลยครับ

หมายเหตุ: เผยแพร่ครั้งแรกในเฟซบุ๊ก Banyong Pongpanich วันที่ 19 กรกฎาคม 2559 "อธิปไตยพลังงาน" ....วาทกรรมไร้ความหมาย (19 กรกฎาคม 2559)


หายนะของเวเนฯจากการทวงคืนพลังงาน

หายนะของVenezuela.......(9 กรกฎาคม 2559)
มันเริ่มมาจาก....."ทวงคืนพลังงาน"นี่แหละครับ




จากประเทศที่มีปริมาณน้ำมันดิบสำรองที่พิสูจน์แล้ว(Proven Reserve)มากที่สุดในโลก โดยมีถึง 297,740 ล้านบาร์เรล (ซาอุเป็นอันดับสอง มี 268,350 ล้าน) ซึ่งถ้าคิดตามกำลังผลิตปัจจุบัน(วันละ 2.2 ล้านบาร์เรล) เท่ากับว่ามีProven Reserve ใช้ได้ไปถึง 330 ปีเลยทีเดียว (นี่ขนาดยังไม่นับpossible & probable reserveอีกนะครับ) ...ถามว่าเค้าจะเก็บเอาไว้ให้ลูกหลานโดยไม่ยอมเชื่อตามคนอื่น ว่าโลกจะเลิกใช้น้ำมันเป็นแหล่งพลังงานหลักภายในไม่กี่สิบปีนี้ยังงั้นหรือ ...เปล่าหรอกครับ ที่เค้าไม่ผลิตมากๆก็เพราะไม่มีศักยภาพ ไม่มีเทคโนโลยี่ ไม่มีการลงทุน และไม่มีประสิทธิภาพ(ทำให้ต้นทุนจะแซงราคาน้ำมันอยู่แล้ว)

...รับรองว่าในร้อยปีข้างหน้าลูกหลานต้องมาก่นด่าว่า"มึงเก็บไอ้โคลนเหลวๆไร้ค่าพวกนี้ไว้ให้กูทำไม"
ย้อนหลังไปเมื่อเพียงแค่ไม่กี่สิบปีก่อน ...เมื่อนำ้มันกลายเป็นแหล่งพลังงานที่สำคัญที่สุดแซงถ่านหิน เวเนซูเอล่าได้เป็นตัวตั้งตัวตีร่วมกับอีกสี่ประเทศอาหรับจัดตั้งOPECขึ้นมาในปี 1960 และร่วมมือสร้างOil Embargo ทำให้เกิดวิกฤติราคานำ้มัน(Oil Shocks)ขึ้นสองช่วง(1973-74 และ1979-80) ราคานำ้มันตลาดโลกขึ้นจาก $3/bbl เป็นเกือบ $40/bbl ปั่นป่วนไปทั่วโลก แต่ประเทศผู้ผลิตนำ้มันส่งออกกลายเป็นประเทศร่ำรวยกันเป็นแถว

สำหรับเวเนซูเอล่า ...ในช่วงต้นทศวรรษ 1970s เคยผลิตปิโตรเลียมได้ถึงวันละ 3.8 ล้านบาร์เรลเท่าๆกับซาอุดิอาราเบีย และจากการที่ราคานำ้มันเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้รายได้ประชาชาติต่อคนเพิ่มพรวดเกือบห้าเท่าตัวจาก $920 ในปี1970 มาเป็น $4,375 ในปี1980 กลายเป็นประเทศพัฒนาแล้ว และร่ำรวยที่สุดในอเมริกาใต้เลยทีเดียว (ปี1980 ไทยมี GDP $682/คน บราซิลมี $1,923)

พอร่ำรวยก็เริ่มเหิมเกริม เกิดกระบวนการ"ทวงคืนพลังงาน" โดยในปี1976 ประธานาธิบดี Carlos Andre Perez ก็ได้จัดตั้ง "บรรษัทพลังงานแห่งชาติเวเนซูเอลา" Petróleos de Venezuela, S.A. (PDVSA) ขึ้นแล้วเริ่มยึดคืนกิจการน้ำมันจากทุนพลังงาน โดยเฉพาะจากต่างชาติ ให้รัฐเข้าเป็นเจ้าของและก็เป็นผู้บริหารเองทั้งหมด ซึ่งในระยะแรกๆก็ยังใช้ระบบและผู้บริหารชาวเวเนฯที่เดิมเคยทำงานให้กับบริษัทน้ำมันข้ามชาติทั้งหลายบริหารต่อไป ทำให้ประสิทธิภาพต่างๆ ก็ยังพอไปได้ดีอยู่

แต่พอนานๆเข้าก็เหมือน"รัฐวิสาหกิจ"ทั้งหลายในแทบทุกแห่ง ที่ประสิทธิภาพไม่ใช่เป้าหมายสำคัญ มีการเพิ่มคนที่เป็นพรรคพวกเข้าไปเยอะแยะ(มีข่าวว่ายุคชาเวซมีการเอาพวกNGOsเข้าไปทำงานในPDVSAเพื่อกินเงินเดือนเยอะเลย) การลงทุนมีน้อยและไม่ได้ผล ต้นทุนการผลิตเลยสูงขึ้นๆ ในขณะที่ผลผลิตลดลง ...มีรายงานการศึกษาว่าจากเดิมช่วง1976-1992 PDVSAเคยมีต้นทุนแค่ 21% นำเงินส่งรัฐสูงถึง79%ของรายได้ แต่พอมาช่วง1993-2000 ต้นทุนกลับพุ่งสูงถึง64% เหลือเงินให้รัฐแค่36% ทั้งๆที่ราคานำมันเฉลี่ยสูงขึ้นตั้งเยอะ ...นี่แหละครับ"บรรษัทพลังงานแห่งชาติ"PDVSAที่เคยเป็นต้นแบบของนักทวงคืนชาวไทย

พอนักสังคมนิยมเต็มตัว Hugo Chavez ขึ้นเป็นประธานาธิบดีในช่วง 1999-2013 เวเนซูเอล่าก็กลายเป็นสังคมนิยมเต็มตัวตามแบบอย่างลูกพี่ใหญ่ ฟิเดล คาสโตรแห่งคิวบา รัฐยึดกิจการอื่นๆมาทำเองมากมาย และใช้รายได้จากนำ้มันทำโครงการประชานิยมต่างๆ รวมทั้งอุดหนุนราคาน้ำมันให้ประชาชนใช้ลิตรละไม่ถึง 5 บาท จนชาเวซได้รับความนิยมสูงสุดได้รับเลือกตั้งใหม่ด้วยคะแนนร่วม60% อีกสามครั้ง จนตายคาตำแหน่งด้วยวัยเพียง58ปี

ในช่วง2002 พนักงานPDVSAที่ทนการแทรกแซงไม่ไหว ประท้วงหยุดงานร่วมสองเดือน แต่ในที่สุดรัฐบาลก็ชนะ และChavez ก็เลยไล่พนักงานออก 19,000คน แล้วแทนที่โดยพวกสมุนที่จงรักภักดีที่มีNGOsปนอยู่ไม่น้อย และนั่นก็เลยทำให้ประสิทธิภาพยิ่งเสื่อมลงๆ

มาถึงวันนี้ จากการที่บริหารอย่างไม่มีประสิทธิภาพ ขาดเทคโนโลยี่ ไม่มีการลงทุนที่เหมาะสม การผลิตน้ำมันที่เป็นแหล่งรายได้สำคัญที่สุดของประเทศตกตำ่ลงมากและต้นทุนสูงมาก เวเนซูเอล่าผลิตนำ้มันได้เพียงวันละ2.2ล้านบาร์เรล(จากแผนที่เคยประกาศว่าจะผลิต 5 ล้าน/วัน) ทั้งๆที่มีปริมาณสำรองล้นเหลือ และเคยผลิตได้ถึง 3.5 ล้านต่อวันเมื่อ1970 (ซาอุที่เคยผลิตเท่ากันเมื่อสี่สิบปีก่อน วันนี้ผลิตวันละ 10.0ล้าน ...นี่แบบยั้งๆเกรงใจตลาดแล้วนะครับ)

สำหรับเศรษฐกิจทั้งระบบยิ่งไม่ต้องพูดถึง ทุกอย่างหยุดชะงัก เงินสำรองต่างประเทศเกลี้ยงคลัง ไม่สามารถจ่ายค่าสินค้านำเข้า ค่าเงินลดฮวบฮาบ จากที่เคยเป็นแค่ 6.3VEF ต่อ1USD เมื่อ5ปีก่อน ตอนนี้ซื้อขายกันในตลาดมืดถึง1,000VEFต่อ1USD เงินเฟ้อปีละหลายร้อยเปอร์เซนต์ เศรษฐกิจติดลบไปร่วม10%ในสองปี ...ที่แย่กว่าก็คือ สินค้าอุปโภคบริโภค ทั้งยารักษาโรค ขาดแคลนสุดๆ ประชาชนต้องอดอยากลำบากแสนสาหัส เกิดจลาจลแย่งอาหารกันไปทั่ว

นี่แหละครับ เริ่มต้นจาก. ...ทวงคืนพลังงาน ...บรรษัทพลังงานแห่งชาติ. ...เอาคนไม่เป็นมาบริหาร 

...สังคมนิยม. ...ประชานิยม สุดท้ายมันก็พัง กลายเป็น"ประเทศที่ล้มเหลว" Failed Nation สมบูรณ์แบบ
แต่คงไม่เป็นไรกระมังครับ ถ้าเค้าเรียกร้องทวงคืนพลังงาน ตั้ง"บรรษัทพลังงานแห่งชาติ"สำเร็จ ในระยะสั้นคงยังไม่มีปัญหา อย่างน้อยเค้าก็ต้องพยายามลดราคานำ้มันเอาใจกองเชียร์ ทำให้เราได้ใช้ของถูกไปด้วย อย่างเวเนซูเอล่า กว่าจะพังพาบก็ยื้อไปได้ตั้งสี่สิบปี(แต่อย่าลืมว่าเค้ามีสำรองสามร้อยปี ของเรามีแค่เจ็ดปีนาครับ) ถ้าไทยยื้อได้สี่สิบปี ตอนนั้นผมก็อายุร้อยสอง คงไม่เดือดร้อนมากถ้าจะต้องอดตายหรือขาดยารักษาในตอนนั้น ก็ขอให้ลูกหลานโชคดีก็แล้วกันนะครับ



ที่มา Banyong Pongpanich หายนะของเวเนฯจากการทวงคืนพลังงาน

อธิปไตยและอิสรภาพทางพลังงาน(2)

ในโพสต์ที่แล้วผมได้วิเคราะห์ถึงคำแถลงคัดค้านของ คปพ.ที่มีต่อร่างแก้ไขพรบ.ปิโตรเลียมฯของกระทรวงพลังงานว่ามีเนื้อหาเน้นหนักอยู่ในสองประเด็นหลัก คือ เรื่องสิทธิในการบริหารจัดการปิโตรเลียมที่ค้นพบและผลิตได้ในประเทศ และเรื่องการจัดตั้งบรรษัทพลังงานแห่งชาติ



เรามาลงในรายละเอียดกันสักหน่อยว่าการได้สิทธิ์ไนการบริหารจัดการปิโตรเลียมเองนั้นจะทำให้เรามีอธิปไตยและอิสรภาพทางพลังงานมากขึ้นหรืออย่างไร

ถ้าพรบ.ปิโตรเลียมบัญญัติไว้อย่างที่คปพ,ต้องการ คือปิดทางเลือกที่รัฐจะมอบให้ผู้ประกอบการสามารถนำเอาปิโตรเลียมที่ค้นพบและผลิตได้ไปขายและแบ่งผลประโยชน์ให้แก่รัฐตามสัญญาในรูปของตัวเงิน รัฐก็จะต้องรับส่วนแบ่งเป็นผลิตภัณฑ์เท่านั้น (ซึ่งร่างพรบ.ที่กระทรวงเสนอ รัฐจะรับส่วนแบ่งเป็นผลิตภัณฑ์ก็ได้)

เมื่อรัฐรับมาเป็นผลิตภัณฑ์ เพื่อให้ได้รายได้สูงสุดรัฐก็ต้องนำเอาผลิตภัณฑ์นั้นไปขายในราคาตลาดเพื่อให้ได้เป็นเงินมาเป็นรายได้แผ่นดิน หรือจะแบ่งส่วนหนึ่งเป็นกองทุนเอาไว้อุดหนุนราคาน้ำมัน หรือเอาไว้ใช้จ่ายในโครงการสวัสดิการสังคมต่างๆอย่างที่คปพ.ตั้งเป้าหมายเอาไว้ (จริงๆแล้วมันก็คือเงินก้อนดียวกันกับรายได้จากค่าภาคหลวงและภาษีปิโตรเลียมในปัจจุบันนั่นแหละ เพียงแต่ปัจจุบันเขาเอาเข้าหลวงทั้งหมด แต่ตามพรบ.ปิโตรเลียมของคปพ.จะแบ่งเอาไปตั้งกองทุนเพื่อบริหารเองแบบสสส.)

ถามว่ารัฐจะเอาปิโตรเลียมที่เป็นน้ำมันหรือก๊าซไปกลั่นเองหรือแยกก๊าซเองแล้วนำออกขายให้ประชาชนในราคาถูกๆได้หรือไม่ คำตอบคือทำได้ครับ แต่จะมีความยุ่งยากในการบริหารจัดการเป็นอย่างมาก

ข้อสำคัญปริมาณปิโตรเลียมที่รัฐได้มาก็ไม่เพียงพอที่จะใช้บริโภคภายในประเทศ ต้องนำเข้าอีกมากทั้งก๊าซและน้ำมัน ดังนั้นในทางปฏิบัติจึงไม่มีใครทำกัน แม้แต่ประเทศที่ร่ำรวยจากการส่งออกน้ำมันอย่างในตะวันออกกลาง หรือมาเลเซีย เขาก็เลือกที่จะเอาปิโตรเลียมที่ได้มาไปขายในราคาตลาด แล้วเอาเงินรายได้จากการขายปิโตรเลียมมาอุดหนุนราคาพลังงานในประเทศ หรือไม่เก็บภาษีจากน้ำมัน จึงทำให้ประเทศเหล่านี้จำหน่ายน้ำมันให้ประชาชนได้ในราคาถูก อย่างที่มีผู้ชอบนำมาอ้างอิงกัน

ดังนั้นจะเห็นได้ว่าไม่ว่าจะรับมาเป็นผลิตภัณฑ์แล้วเอามาบริหารจัดการเอง หรือมอบหมายให้ผู้ประกอบการคู่สัญญาไปบริหารจัดการแทน เป้าหมายสุดท้ายก็เหมือนกันคือ ต้องการให้ได้ตัวเงินที่เป็นรายได้ของประเทศสูงที่สุดด้วยค่าใช้จ่ายที่ต่ำที่สุด รั่วไหลน้อยที่สุด โปร่งใสและตรวจสอบได้ ซึ่งทั้งหมดนี้คือเรื่องของประสิทธิภาพในการบริหารจัดการทั้งสิ้น (Management Efficiency) ไม่ได้มีอะไรเกี่ยวข้องกับอธิปไตยหรืออิสรภาพทางพลังงานแม้แต่น้อย เพราะรัฐยังมีอำนาจเต็มที่ที่จะสั่งการหรือให้ความเห็นชอบและตรวจสอบต่อการดำเนินการใดๆของผู้ประกอบการคู่สัญญา และสั่งระงับหรือปฏิเสธการดำเนินการใดๆที่ทำให้รัฐเสียผลประโยชน์ได้

ซึ่งในหลายๆประเทศที่ใช้ระบบแบ่งปันผลผลิตก็ใช้หลักการนี้คือไม่ได้รับส่วนแบ่งเป็นผลิตภัณฑ์แต่อย่างใด แต่ได้มอบหมายให้ผู้ประกอบการซึ่งเป็นผู้ที่มีความรู้ ความชำนาญ และมีความเป็นมืออาชีพมากกว่า เป็นผู้บริหารจัดการแทน อย่างเช่นประเทศเมียนมาร์ที่มีผู้ชอบยกตัวอย่างอยู่เสมอๆว่าได้เปลี่ยนจากระบบสัมปทานไปเป็นระบบแบ่งปันผลผลิตหมดแล้ว ก็ยังคงให้บริษัทปตท.สผ.ที่ไปลงทุนสำรวจและผลิตก๊าซธรรมชาติในเมียนมาร์เป็นผู้บริหารจัดการปิโตรเลียมที่ผลิตได้ โดยรัฐคอยรับส่วนแบ่งรายได้เป็นเงินเหมือนเดิม

อย่างนี้จะบอกว่ารัฐบาลเมียนมาร์สูญเสียอธิปไตยและอิสรภาพทางพลังงานให้ไทยใช่หรือไม่
นอกจากวาทกรรมเรื่องนี้ ล่าสุดกลุ่มคปพ.ยังได้มีความพยายามจะลากเอาการเมืองระหว่างประเทศเข้ามาพัวพันกับเรื่องร่างแก้ไข

พรบ.ปิโตรเลียมในครั้งนี้ โดยพยายามโยงว่าการแก้ไขร่าง
พรบ.ปิโตรเลียมครั้งนี้มีเบื้องหลังเพื่อผลประโยชน์ของกลุ่มทุนจากต่างประเทศ เหมือนกับการร่างพรบ.ปิโตรเลียมในปี 2514 ที่มี CIA อยู่เบื้องหลัง จึงเป็นการเขียนโดยฝรั่ง เพื่อฝรั่ง ฝรั่งร่าง ฝรั่งรวย

ฟังแล้วช่างเป็นวาทกรรมที่ดูถูกคนไทย เห็นคนไทยรุ่นพ่อรุ่นแม่ที่ทำงานเพื่อชาติบ้านเมืองเป็นคนโง่เขลาเบาปัญญาเสียนี่กระไร !!!
มนูญ ศิริวรรณ
6 ก.ค. 59

ที่มา มนูญ ศิริวรรณ อธิปไตยและอิสรภาพทางพลังงาน(2)

อธิปไตยและอิสรภาพทางพลังงาน(1)

กลุ่มเครือข่ายประชาชนปฏิรูปพลังงานไทย (คปพ.) ได้ออกมาแถลงคัดค้าน(อีกที) ต่อร่างแก้ไขพรบ.ปิโตรเลียมสองฉบับของกระทรวงพลังงานที่ได้ผ่านความเห็นชอบจากคระรัฐมนตรีและที่ประชุมของสภานิติบัญญัติแห่งชาติในวาระที่หนึ่งไปเรียบร้อยแล้ว และกำลังอยู่ในระหว่างการเปิดให้มีการแปรญัตติของคณะกรรมาธิการวิสามัญก่อนนำเข้าสู่การพิจารณาในวาระที่สองต่อไป



เนื้อหาของการคัดค้านที่สำคัญก็คือ กลุ่มคปพ.เห็นว่าแม้ร่างแก้ไขพรบ.ดังกล่าวจะได้เพิ่มระบบแบ่งปันผลผลิต (PSC) และระบบจ้างผลิต (Service Contract-SC) ไว้ในร่างแก้ไขพรบ.แล้วก็ตาม แต่กฏหมายก็ยังเปิดช่องให้สิทธิในการบริหารและขายปิโตรเลียมยังคงตกอยู่ในมือเอกชนเช่นเดิม โดยรัฐทำหน้าที่รอรับผลประโยชน์จากรายได้ที่เอกชนขายปิโตรเลียมได้ตามส่วนแบ่งที่ตกลงกัน

ซึ่งตรงนี้ทางฝ่ายคปพ.เห็นว่าร่างพรบ,ฉบับนี้ยังไม่สามารถนำอธิปไตยและอิสรภาพทางพลังงานกลับคืนมาให้ประเทศชาติอย่างแท้จริง

ในความคิดของกลุ่มคปพ. เพื่อให้เรามีอธิปไตยและอิสรภาพทางพลังงานดังกล่าวอย่างแท้จริง รัฐจะต้องเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในการบริหารและขายปิโตรเลียมเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระบบจ้างผลิตนั้นรัฐจะต้องดำเนินการเองทั้งหมด100% โดยเอกชนจะรับแต่เพียงค่าจ้างผลิตเท่านั้น

เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ดังกล่าว คปพ.จึงเห็นว่ามีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องจัดตั้งบรรษัทพลังงานแห่งชาติขึ้นเพื่อบริหารจัดการในเรื่องนี้ ดังนั้นการที่ร่างแก้ไขพรบ.ปิโตรเลียมฯไม่บัญญัติเรื่องการจัดตั้งบรรษัทพลังงานแห่งชาติขึ้นตามที่คปพ.เรียกร้อง จึงเท่ากับเป็นการยกอธิปไตยในการขายปิโตรเลียมที่ผลิตได้ให้กับเอกชน

จะเห็นได้ว่าเนื้อหาสำคัญๆที่กลุ่มคปพ.คัดค้านร่างแก้ไข พรบ.ปิโตรเลียมของกระทรวงพลังงานที่กำลังพิจารณากันอยู่ในสภาฯมีอยู่เพียงสองเรื่องใหญ่ๆเท่านั้น คือ เรื่องการบริหารจัดการปิโตรเลียมที่รัฐต้องเป็นคนบริหารจัดการเองโดยถือเป็นเรื่องอธิปไตยทางพลังงาน และเรื่องการจัดตั้งบรรษัทพลังงานแห่งชาติเพื่อรองรับการบริหารจัดการนั้น

สำหรับเรื่องแรก ผมอยากตั้งข้อสังเกตว่า ถ้ารัฐไม่ได้บริหารจัดการปิโตรเลียมที่ได้มาด้วยตนเอง จะถือว่าเราไม่มีอธิปไตยและอิสรภาพทางพลังงานจริงหรือเปล่า หรือเป็นแค่วาทกรรมปลุกเร้าความรู้สึกชาตินิยมให้คุกรุ่นขึ้นมาเท่านั้น

การบริหารจัดการปิโตรเลียมที่ผลิตได้ในประเทศนั้นมีหลายรูปแบบและหลายวิธี ไม่จำเป็นว่ารัฐจะต้องเป็นผู้บริหารจัดการเองเสมอไป แต่หลักการสำคัญคือต้องเน้นหลักความเป็นมืออาชีพ มีประสิทธิภาพ ได้ประโยชน์สูงสุด และโปร่งใสตรวจสอบได้

ซึ่งถ้าเอาเงื่อนไขเหล่านี้เข้าจับแล้วลองพิจารณาดู ก็จะเห็นว่าการให้รัฐบริหารจัดการเองทั้งหมด หรือ ให้เอกชนบริหารจัดการโดยมีรัฐเข้าร่วมตรวจสอบ แบบไหนจะมีประสิทธิภาพดีกว่ากัน

ส่วนในเรื่องบรรษัทพลังงานแห่งชาตินั้นก็ขึ้นอยู่กับรูปแบบการจัดตั้งครับ ว่าจะจัดตั้งขึ้นเป็นแบบใด
ถ้าจัดตั้งขึ้นมาเป็นองค์กรที่รับมอบทรัพย์สินในแปลงสัมปทานที่จะหมดอายุ แล้วเข้าร่วมทุนกับผู้ประกอบการรายใหม่หรือรายเดิมก็แล้วแต่ หรือจะเข้าร่วมประมูลในแปลงปิโตรลียมที่จะเปิดสำรวจใหม่ก็คงไม่มีปัญหา

แต่ถ้าจะตั้งเป็นบรรษัทพลังงานแห่งชาติตามรูปแบบที่คปพ.เสนอให้กินรวบเบ็ดเสร็จเป็นทั้ง regulator และ operator แถมยังมีอำนาจสารพัด ผมคงรับไม่ได้

กลัวจะเป็นยักษ์ในตะเกียงวิเศษตัวใหม่ครับ !!!

มนูญ ศิริวรรณ
30 มิ.ย. 59

ที่มา มนูญ ศิริวรรณ อธิปไตยและอิสรภาพทางพลังงาน(1)

บริษัทนํ้ามันแห่งชาติ (ตอน3) ประเทศอื่นเขาลดเลิก บรรษัทพลังงานแห่งชาติกันแล้ว

บรรษัทพลังงานแห่งชาติ : การพาประเทศถอยหลังลงเหว
ตอนที่ 3 .. ประเทศอื่นเขาลด หรือ เลิก บรรษัทพลังงานแห่งชาติกันแล้ว



ปกติเวลาเราซื้อสินค้า หรือ บริการอะไร ... ถ้าสินค้าหรือบริการนั้น มันดี เราชอบ ถูกใจ... เราก้อจะซื้อสินค้าหรือบริการนั้นต่อๆไปใช่ไหมครับ...
.
แล้วถ้าสินค้าหรือบริการนั้น มันไม่ดี มันห่วย เราไม่ชอบ ไม่ถุกใจ ... เราก้อจะ ลด หรือ เลิก.... การซื้อสินค้าหรือบริการอันนั้น..ใช่ไหมครับ
.
ที่ผมจะบอกก้อคือว่า .....
ประเทศเยอะมากๆ ที่เขาลด หรือ เลิก "บรรษัทพลังงานแห่งชาติ" กันแล้วนะครับ !!!!!
.
สาเหตุที่เขาลด หรือ เลิก .... ก้อมาจากความไร้ประสิทธิภาพ กินจุ พุงโต .... แถมคอรัปชั่น โกงกินกันมโหฬารนั่นแหละครับ ...
.
ลองมาดูกันนะครับ ... ว่าประเทศไหนที่เขาลด หรือ เลิก "บรรษัทพลังงานแห่งชาติ" ....
.
1. ซาอุดิอารเบีย ... ประเทศที่มีปริมาณนํ้ามันเกือบจะมากที่สุดในโลก
.
ประกาศจะขายหุ้น Saudi Aramco บริษัทนํ้ามันแห่งชาติของซาอุดิอารเบีย มูลค่า 2 ล้านล้านดอลล่าสหรัฐ...เป็นการทั่วไปเป็นครั้งแรก ....ลดความเป็นเจ้าของของรัฐลง.... เข้าตลาดหุ้นนิวยอร์ค ลอนดอน
http://www.newshub.asia/…/saudi-plans-selling-state-oil-com…
.
2. รัสเซีย ... ประเทศที่มีก๊าซมหาศาลของโลก
.
รัสเซียขายหุ้นใน Rosneft บริษัทนํ้ามันแห่งชาติของรัสเซีย เป็นการทั่วไปเป็นครั้งแรก...ตั้งแต่ปี 2006 ... เข้าตลาดหุ้นครับ แล้วก้อจะขายหุ้นเพิ่มอีก เพื่อลดความเป็นเจ้าของของรัฐลงอีก
http://www.themoscowtimes.com/article/512082.html
.
3. จีน ... ประเทศที่บุกสํารวจ ซื้อแหล่งพลังงานทั่วโลก
.
ขาย Sinopec เข้าตลาดหุ้นฮ่องกง ... ลดความเป็นเจ้าของของรัฐลง
http://www.scmp.com/…/sinopec-plans-us15b-listing-oilfield-…
.
China National Petroleum Corp.(CNPC)ของทางการจีน .-ขายหุ้นเข้าตลาดหุ้น เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดความเป็นเจ้าของของรัฐลง
http://www.bloomberg.com/…/china-s-cnpc-considering-oilfiel…
.
4. ไนจีเรีย ... ประเทศที่มีปริมาณสํารองนํ้ามันระดับtop10ของโลก
.
หลังจากมีการทุจริค คอรับชั่นในบริษัทนํ้ามันแห่งชาติมโหฬาร .. ไนจีเรียได้เดินหน้าปฎิรูป ลดความเป็นเจ้าของของรัฐลง เพิ่ิมประสิทธิภาพ .... ไนจีเรียจะขายหุ้นบริษัทนํ้ามันแห่งชาติ..เข้าตลาดหุ้น ในปี 2018
http://www.egyptoil-gas.com/…/nigerian-state-oil-company-t…/
5. บราซิล ... ที่มีการคอรับชั่นไปกว่า 7หมื่นล้านในบริษัทนํ้ามันแห่งชาติ Petrobras .... ประกาศขายหุ้น 79 พันล้านดอลล่าร์สหรัฐในบริษัทนํ้ามันแห่งชาติ Petrobras ...... ลดความเป็นเจ้าของของรัฐลง
http://www.scotsman.com/…/petrobras-eyes-79bn-ipo-as-brazil…
.
6. ยูเครน ... ประกาศขายหุ้นNaftogaz บริษัทนํ้ามันและแก๊ซแห่งชาติของยูเครน เข้าตลาดหุ้น ลดความเป็นเจ้าของของรัฐลง
http://www.prnewswire.com/…/ukraines-state-oil--gas-monopol…
.
.
<<<< ในขณะที่ประเทศที่เขาเคยใช้... เขาลด หรือ เลิก "บรรษัทพลังงานแห่งชาติ"กันแล้ว >>>>
.
แต่ กลุ่ม "เครือข่ายประชาชนปฎิรูปพลังงานไทย (คปพ.) กลับเสนอให้ตั้ง "บรรษัทพลังงานแห่งชาติ" .....
.
กินยาผิดป่ะครับ ...เห็นแล้วอนาถจิตแทนประเทศไทยจริงๆ !!!!
.
สิ่งที่คปพ.เสนอไม่ใช่แค่ถอยหลังเข้าคลองนะครับ..
.
มันคือการพาประเทศถอยหลังลงเหวครับ !!!!

ที่มา  วิโรจน์ พิริยะธรรมวงศ์ บริษัทนํ้ามันแห่งชาติ (ตอน3) ประเทศอื่นเขาลดเลิก บรรษัทพลังงานแห่งชาติกันแล้ว

บริษัทนํ้ามันแห่งชาติ (ตอน2) เปิดโอกาสให้เกิดการทุจริตครั้งมโหฬาร

บรรษัทพลังงานแห่งชาติ : การพาประเทศถอยหลังลงเหว
ตอนที่ 2...การทุจริตคอรัปชั่น - ไม่โปร่งใส ตรวจสอบยาก -การเปิดทางให้นักการเมืองเข้ามายุ่มย่าม
.


เห็น กลุ่ม "เครือข่ายประชาชนปฎิรูปพลังงานไทย (คปพ.) เสนอให้ตั้ง "บรรษัทพลังงานแห่งชาติ" หรือ บริษัทนํ้ามันแห่งชาติ หรือ ชื่ออื่นๆทํานองนี้ ( แต่ไส้ในเหมือนเดิม 555) ..แล้วอนาถจิตแทนประเทศไทยจริงๆ.
.
สิ่งที่คปพ.เสนอไม่ใช่แค่ถอยหลังเข้าคลองนะครับ..
.
มันคือการพาประเทศถอยหลังลงเหวครับ !!!!
.

ทําไมผมถึงพูดแบบนั้น บอกแบบนั้น่ะเหรอครับ ...
คือมันมีรายงานการศึกษา วิเคราะห์ วิจัย ..มาแล้วครับ ว่า ...
.
2. บริษัทนํ้ามันแห่งชาติ (National Oil Company = NOC) .. มันเปิดโอกาสให้เกิดการทุจริตครั้งมโหฬารครับ..
.
PricewaterhouseCooper ในปี 1998 ได้ตรวจสอบและรายงานว่า Pertamina บริษัทนํ้ามันแห่งชาติของอินโดนีเซีย ได้สูญเสียเงินไปกับการทุจริตของนักการเมืองอินโดนีเซีย 6.1 พันล้านดอลล่าร์สหรัฐ คิดเป็นเงินไทยราว 210,000 ล้านบาท (Linde, 2000)
.
ในมาเลเซีย ได้มีการตั้งข้อหานายกรัฐมนตรีว่าใช้ Petronas บริษัทนํ้ามันแห่งชาติของมาเลเซีย ให้ช่วยเหลือ shipping companyของลูกชาย (Mehden & Tronner, 2007, หน้า13)
.
บราซิล สูญ 7 หมื่นล้าน จากคอร์รัปชั่นครั้งใหญ่..
http://www.nationmobi.com/2010/news_detailforeign_video.php?item_id=378453219
.
ในประเทศไนจีเรีย ... Ngozi Okonjo-Iweala รัฐมนตรีคลังของไนจีเรีย ได้ระบุว่า ... นํ้ามันของบริษัทนํ้ามันแห่งชาติไนจีเรียถูกขโมยไป 400,000 บาร์เรล/วัน.....Oby Ezekwesili จากWorld Bank ระบุว่า รายได้ของบริษัทนั้ามันแห่งชาติไนจีเรียถูกขโมยไป 400 พันล้านดอลล่าร์สหรัฐ หรือ 400,000ล้านดอลล่าร์สหรัฐ คิดเป็นเงินไทยราว 14 ล้านล้านบาท ..นับแต่ประเทศได้รับอิสระภาพในปี 1960 !!!!!
http://www.businessinsider.com/the-scope-of-corruption-in-nigerian-oil-is-truly-horrifying-2012-10
.
ในจีน .... เกิดการทุจริตคอรัปชั่นในบริษัทนํ้ามันแห่งชาติของจีน... จนนําไปสู่การจับกุม ส่งศาลตัดสินจําคุก 16 ปี 20 ปี ผู้นําในพรรคคอมมิวนิสต์จีนหลายคน
http://www.ft.com/cms/s/0/d105d696-70c8-11e5-9b9e-690fdae72044.html#axzz4Cweu7Bdz
.
.
*** หน้าที่ของบรรษัทพลังงานแห่งชาติที่คปพ.เสนอ ... มันอนุมัติเอง ชงเอง กินเองหมด...*** ขาดการตรวจสอบ-ถ่วงดุล... เทียบกับที่ปัจจุบัน มีการแบ่งแยกหน้าที่ ตรวจสอบ ถ่วงดุลกัน..****
.
**** ที่ตลกร้ายมากกว่านั้นมากๆคือ โครงสร้างกรรมการบรรษัทพลังงานแห่งชาติ ที่คปพ.เสนอ ..... ผมเห็นหน้าแกนนําคปพ.ลอยมาหลายคนเลยครับ(น่าจะเกินครึ่งของกรรมการ) .......นี่เปนสิ่งที่บอกว่า...
.
ไอ้ที่เรียกร้องนู่น นี่นั่น สุดท้ายก้อคือทําเพื่อตัวเอง....เพื่อให้ตัวเองมีอํานาจ มีเก้าอี้นั่ง เลิกแอบอ้างประชาชนได้แล้วครับ..
.
.
ผมคนนึงละที่เกลียดการทุจริต คอรัปชัน

ผมคนนึงละที่ไม่เอา บรรษัทพลังงานแห่งชาติ" หรือ บริษัทนํ้ามันแห่งชาติที่คปพ.เสนอ ........ บอกเลย !!!!

ที่มา  วิโรจน์ พิริยะธรรมวงศ์ บริษัทนํ้ามันแห่งชาติ (ตอน2) เปิดโอกาสให้เกิดการทุจริตครั้งมโหฬาร

บริษัทนํ้ามันแห่งชาติ (ตอน1) คนเยอะเส้นใหญ่ไร้ประสิทธิภาพ

บรรษัทพลังงานแห่งชาติ : การพาประเทศถอยหลังลงเหว 


ตอนที่ 1 - จมปลักกับความไร้ประสิทธิภาพ
.
.
เห็น กลุ่ม "เครือข่ายประชาชนปฎิรูปพลังงานไทย (คปพ.) เสนอให้ตั้ง "บรรษัทพลังงานแห่งชาติ" หรือ บริษัทนํ้ามันแห่งชาติ หรือ ชื่ออื่นๆทํานองนี้ ( แต่ไส้ในเหมือนเดิม 555) ..แล้วอนาถจิตแทนประเทศไทยจริงๆ. 
.
สิ่งที่คปพ.เสนอไม่ใช่แค่ถอยหลังเข้าคลองนะครับ...
. 
มันคือการพาประเทศถอยหลังลงเหวครับ !!!!
.

ทําไมผมถึงพูดแบบนั้น บอกแบบนั้น่ะเหรอครับ ...
คือมันมีรายงานการศึกษา วิเคราะห์ วิจัย ..มาแล้วครับ ว่า ....
.
1. บริษัทนํ้ามันแห่งชาติ (National Oil Company = NOC) .. มันไร้ประสิทธิภาพครับ..
.
Al-Obaidan และ Scully (1991) ได้ศึกษาเปรียบเทียบ ประสิทธิภาพของ 44 บริษัทพลังานที่ไม่ใช่NOC เทียบกับ NOC.ในปี1980 ..... พบว่า บริษัทพลังานที่ไม่ใช่NOC มีประสิทธิภาพสูงกว่า NOC ถึง 65%...
.
ยิ่งไปกว่านั้น Eller, Hartley และ Medlock III (2007)ได้ทําการศึกษาวิเคราะประสิทธิภาพของบริษัทนั้ามันระดับ top100 ระหว่างปี 2002-2004 ...... ก็ยืนยันในทางเดียวกับการศึกษาของ Al-Obaidan และ Scully คือ major fivesบริษัทนํ้ามันที่ไม่ใช่บริษัทนํ้ามันแห่งชาติ (ExxonMobil, BP, Shell, Chevronและ ConocoPhillips) มีประสิทธิภาพสูงกว่า NOC 70 %...
.
การไร้ประสิทธิภาพของNOC นั้นเกิดจากปริมาณคนทํางานที่มากเกินจําเป็น หรือ "คนล้นงาน" นั่นเอง .... นอกจากปัญหาเรื่องปริมาณแล้ว .. คุณภาพคนก้อเป็นปัญหา ได้คนที่ความรู้ ความสามารถไม่ถึง ทําให้ไม่สามารถทํางานให้บรรลุภาระกิจขององค์กรที่ยาก ซับซ้อนได้ ..การรับคนเข้าทำงานก็มีเส้นสาย พรรคพวก ญาติพี่น้องของคนใหญ่ คนโตในนั้น คนของนักการเมือง พรรคการเมืองเข้ามา.
.
คุ้นๆไม๊ครับ... คล้ายกับสภาพของรัฐวิสาหกิจไทยที่รัฐเป็นเจ้าของ100% มากมายหลายแห่ง !!!!
ที่เจ๊งแล้ว เจ๊งอีก บริการห่วย... จนนายกตู่ต้องตั้งซุปเปอร์บอร์ดเพื่อมาแก้ปัญหาลูกๆรัฐวิสาหกิจของรัฐที่กินจุ พุงโต บริการห่วย เจ๊งแล้วเจ๊งอีกเหล่านี้.....
.
ผมคนนึงละที่ไม่เอา บรรษัทพลังงานแห่งชาติ" หรือ บริษัทนํ้ามันแห่งชาติที่คปพ.เสนอ ........ บอกเลย !!!!

ที่มา วิโรจน์ พิริยะธรรมวงศ์ บริษัทนํ้ามันแห่งชาติคนเยอะเส้นใหญ่ไร้ประสิทธิภาพ

ระบบสัมปทาน ไม่ได้ทำให้ไทยเสียอธิปไตย แต่พัฒนาทรัพยากรขึ้นมาใช้เต็มที่ สร้างองค์กรของไทย และสร้างรายได้เข้ารัฐมหาศาล

Energy Guru อ่านบทความคุณปานเทพ แห่งเอเอสทีวี หนึ่งในแกนนำ คปพ. เขียนย้ำเรื่องอธิปไตยทางพลังงาน ชวนให้คนเข้าใจผิดว่า รัฐบาลคสช. รัฐมนตรีพลังงาน พลเอก อนันตร กำลังจะทำให้ประเทศสูญเสียความเป็นอธิปไตยทางพลังงานไปอีกครั้ง เพราะไม่ยอมตั้งบรรษัทพลังงานแห่งชาติ เพื่อมาบริหารจัดการกรรมสิทธิ์ ปิโตรเลียม



กลับไปอ่านหน้าเฟซบุค ของคุณธีระชัย อดีตรัฐมนตรีคลัง และแกนนำอีกคน ของ คปพ. ก็ทั้งเขียนทั้งเล่า เรื่องเดียวกันนี้ พร้อมเปิดข้อมูลขุมทรัพย์แหล่งเอราวัณ บงกช ทำนองบริษัทผู้รับสัมปทาน เข้ามากอบโกยทรัพยากรปิโตรเลียมของประเทศ ได้กำไรไปมหาศาล

ควบคู่ไปกับขบวนการล่ารายชื่อมวลชน 10,000 รายชื่อมาเสนอร่างกฏหมายปิโตรเลียมฉบับ คปพ. ที่เอาไปผูกไว้กับเรื่องรับไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งไม่น่าจะเกี่ยวกันได้ ( คงหวังว่าหากปลุกกระแส กฏหมายปิโตรเลียม ได้ มากเท่าไหร่ ฝั่งตัวจะมีอำนาจต่อรองรัฐบาลได้มากขึ้น เรียกว่าเปิดศึกตีขนาบกันเป็นขบวน

ที่จริงถ้าใครฟัง พลเอกอนันตพร ชี้แจงกับสนช. ถึงเหตุผลที่ควรรับร่างแก้ไข พ.ร.บ. ปิโตรเลียม ทั้ง2 ฉบับ ก็ตรงไปตรงมา ไม่ได้มีวาระซ่อนเร้นอะไรเหมือนที่คุณปานเทพอยากจะให้เป็น เพราะพลเอกอนันตพร ก็พูดชัด ว่าต้องการจะเพิ่มทางเลือกเรื่องแบ่งปันผลผลิต มาใช้ในการบริหารจัดการแหล่งปิโตรเลียม2แหล่งใหญ่คือเอราวัณ บงกช ที่ใกล้จะหมดอายุ และไม่สามารถต่ออายุสัมปทานได้อีก เพราะเคยต่ออายุไปแล้ว

การไม่ตั้งบรรษัทพลังงานแห่งชาติขึ้นมาใหม่ เพราะกระบวนการต่างๆต้องใช้เวลา ใช้งบประมาณ จึงให้คนกลางมาทำหน้าที่ศึกษา ถึงผลดีผลเสีย ที่สำคัญคือรัฐบาลเข้าใจถึงปัญหาวิกฤตพลังงานที่จะเกิดขึ้นหากการผลิตก๊าซจากทั้ง2แหล่งหยุดชะงัก ว่าจะส่งผลรุนแรงต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศเพียงใด จึงใช้ความเด็ดขาดในการดำเนินการ เพราะถ้าลงไปเล่นเกมกับ คปพ.ซึ่งรู้อยู่แล้วว่าใครต้องการอะไร ก็จะเสียเวลาเสียโอกาสของประเทศไปเปล่าๆ

เพราะเรื่องของการสูญเสียอธิปไตยทางพลังงาน ที่คปพ.ย้ำแล้วย้ำอีกกับมวลชนของตนนั้น เป็นแค่เพียงวาทกรรม ไม่ได้เป็นความจริง ระบบสัมปทานที่ประเทศเราใช้มาเกือบ 40 ปี ไม่ได้ทำให้ไทยต้องเป็นเมืองขึ้นใคร รัฐไม่ได้ตกอยู่ใต้อำนาจของบริษัทผู้รับสัมปทาน รายไหนเลย ในทางตรงกันข้าม ระบบสัมปทานปิโตรเลียมนี้ต่างๆ ที่ทำให้เกิดการลงทุนสำรวจผลิตปิโตรเลียม จนสามารถค้นพบแหล่งก๊าซใหม่ๆ และทำให้ไทยเข้าสู่ยุคโชติช่วงชัชวาลย์ มีการสร้างมูลค่าเพิ่มให้ทรัพยากรด้วยอุตสาหกรรมปิโตรเคมี รัฐสามารถที่จะมีบริษัทปตท ปตท.สผ. มาเป็นมือไม้ แขนขา ที่จะต่อกรกับบริษัทพลังงานข้ามชาติรายใหญ่ในอุตสาหกรรมปิโตรเลียมทั้งต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำได้ ดอกผลที่เกิดขึ้น ก็ประจักษ์ชัดอยู่แล้ว ว่า ไทยไม่เคยต้องเสียอธิปไตยทางพลังงาน ตามวาทกรรมที่ คปพ.สร้างขึ้นเพื่อหวังสร้างกระแสแนวร่วมจากกลุ่มคนผู้รักชาติเลย

รูปแบบบรรษัทพลังงานแห่งชาติที่คปพ.พยายาม นำเสนอ นั่นต่างหาก ที่จะเป็นกรงขังความเจริญประเทศ พาทุกอย่างถอยหลัง ตัวอย่างของเวเนซุเอลา ก็ปรากฏให้เห็นอยู่แล้ว คุณปานเทพ ทิ้งท้ายบทความของตัวเอง ทำนองว่า ประวัติศาสตร์จะบันทึกว่าคณะรัฐมนตรีที่นำโดย พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้ถืออำนาจรัฏฐาธิปัตย์และสนช.เป็นผู้ทำให้ไทยสูญเสียอธิปไตยทางพลังงาน แต่ผู้รู้ในวงการกลับจะมองตรงกันข้ามว่า คณะคสช.และสนช. ชุดนี้ ต่างหากที่เป็นผู้กล้าหาญในการตัดสินใจนำพาประเทศให้รอดพ้นจากวิกฤตพลังงาน และพยายามที่จะนำทรัพยากรปิโตรเลียมของประเทศ มาบริหารจัดการให้เกิดประโยชน์สูงสุดสำหรับคนไทยทั้งประเทศ โดยที่ยังสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ ให้ยังขยายการลงทุนอย่างต่อเนื่อง ไม่ทิ้งภาระด้านงบประมาณไว้ให้ลูกหลานต้องตามชดใช้ในอนาคต

ที่มา Energy Guru  ระบบสัมปทาน ไม่ได้ทำให้ไทยเสียอธิปไตย แต่พัฒนาทรัพยากรขึ้นมาใช้เต็มที่ สร้างองค์กรของไทย และสร้างรายได้เข้ารัฐมหาศาล

14 คำถาม ที่คนอวย คปพ. ต้องอ่าน

14 คำถาม (อ่านแล้วลองถามใจตัวเองดู) ที่คนอวย คปพ. ต้องอ่าน



1. สมาชิกคปพ.แต่ละคนมีวุฒิการศึกษาอะไรบ้าง? มีใครเรียนจบด้านปิโตรเลียมหรือไม่? เคยทำงานในเอกชน/ภาครัฐ/ภาคการศึกษา ด้านปิโตรเลียมโดยตรง? ประสบการณ์กี่ปี? เคยทำการสำรวจ ประเมินปริมาณสำรอง สร้างแท่น เจาะหลุม ควบคุมการผลิต ที่แหล่งใดบ้าง?

2. สมาชิกคปพ.เคยบอกว่าไทยมีแหล่งขนาดใหญ่กว่าซาอุฯ คือแหล่งไหน? มีปริมาณสำรองเท่าไหร่? ทำไมบริษัทน้ำมันและกระทรวงไม่รู้ข้อมูลนี้เลย? ทำไมคนที่รู้ไม่ผลิตขึ้นมาขาย?

3. ที่เคยเสนอให้ไทยยึดสัมปทานคืนมาทำเองจะได้ใช้น้ำมันถูกๆแบบเวเนซูเอล่า วันนี้ยังยืนยันหรือไม่? เขาประสบความสำเร็จอย่างไร? ตอนนี้เจริญรุ่งเรืองขนาดไหน?

4. ทรัพย์สินที่แท้จริงของแปลงสัมปทานคืออะไร? แท่นและหลุมที่มีอยู่ หรือปริมาณสำรองใต้ดิน? เมื่อก๊าซใต้ดินหมด เอาหลุมกับแท่นไปทำอะไรได้บ้าง? ขายได้ราคาหรือไม่?

5. คปพ.บอกว่าไทยมีปิโตรเลียมมาก รัฐเรียกเก็บส่วนแบ่งน้อย บริษัทน้ำมันกำไรเยอะ ทำไมบริษัทใหญ่ๆถอนตัวจากการสำรวจและผลิตในประเทศไทย? BP Shell BG ถอนไปแล้วและ Chevron ก็กำลังประกาศขายการลงทุน ทำไมเขาไม่อยู่ตักตวงผลประโยชน์จากประเทศไทย?

6. ที่เสนอระบบจ้างผลิต มีประเทศใดเคยทำแล้วบ้าง? ขอบเขตการจ้างคืออะไร? กับพื้นที่ใด? จ่ายค่าจ้างอย่างไร? มีเงื่อนไขการลงทุนเพิ่มอย่างไร? ใครเป็นผู้รับจ้าง? ปัจจุบันยังดำเนินการอยู่หรือไม่?

7. ราคาก๊าซที่อเมริกาถูกกว่าไทยมาก จะนำมาใช้ได้อย่างไร? มีค่าใช้จ่ายเท่าไหร่? ทำสัญญาระยะยาวได้หรือไม่? ทำไมไม่มีใครนำเข้ามา?

8. ราคาก๊าซ LNG ตอนนี้ถูกกว่าก๊าซในอ่าวไทย เงินที่จ่ายเพื่อนำเข้ามีส่วนกลับมาไทยหรือไม่? ค่าซื้อก๊าซในอ่าวไทยคืนกลับมาเป็นค่าภาคหลวงและภาษีเท่าไหร่? เป็นการสร้างเศรษฐกิจจากอุตสาหกรรมสนับสนุนเท่าไหร่? เป็นการจ้างงานคนไทยเท่าไหร่? ตกลงนำเข้าหรือซื้อจากผู้ผลิตในประเทศดีกว่ากัน? ถ้าหยุดผลิตมีคนตกงานมากมาย จะให้เขามาขอเยียวยาจากคปพ.ดีไหม?

9. หากสัมปทานหมดอายุไม่มีความต่อเนื่องในการผลิต ก๊าซที่จะหายไปเป็นปีไหนบ้าง? ราคานำเข้า LNG มาทดแทนจะเป็นเท่าไหร่? ราคานำเข้า LNG สูงขึ้นจะทำอย่างไร? ค่าภาคหลวงและภาษีที่หายไปเกือบ 1 แสนล้านต่อปี จะหารายได้ที่ไหนมาแทน?

10. ตามแนวทางที่คปพ.เสนอ ถ้าไม่มีบริษัทรับจ้างผลิต เราจะทำอย่างไร? ถ้าไม่ลงทุนสร้างแท่นและเจาะหลุมเพิ่ม ทำยังไงจะผลิตต่อได้? เรามีอุปกรณ์ที่จะรับ LNG มากขนาดนั้นแล้วหรือยัง? ถ้าสร้างเพิ่ม ต้องลงทุนเท่าไหร่? ใช้เวลาเท่าไหร่? ถ้าสร้างคลังรับ LNG ไม่ทัน จะเอาก๊าซจากไหนมาแทน?

11. คปพ.ยกร่างพรบ.ปิโตรเลียม ตั้งตัวเองและพรรคพวกเข้าไปเป็นกรรมการกำกับกิจการปิโตรเลียมและกรรมการบรรษัทพลังงานแห่งชาติ มีอำนาจควบคุมและใช้จ่ายเงินรายได้จากทรัพยากรของชาติแบบเบ็ดเสร็จ เป็นความขัดแย้งทางผลประโยชน์ ชงเองกินเองหรือไม่? มีความรู้และประสบการณ์จากไหน? ได้รับเลือกตั้งหรือใครแต่งตั้งให้เป็นตัวแทนภาคประชาชน?

12. คปพ.ขู่ไม่รับ รธน.หาก สนช.ผ่านร่าง พ.ร.บ.ปิโตรเลียม มันเกี่ยวกันตรงไหน? เป็นการจับเอาร่างรัฐธรรมนูญเป็นตัวประกันใช่ไหม? เข้าข่ายผิดกม.ประชามติหรือไม่?

13. สมาชิกคปพ.ประกอบอาชีพอะไรบ้าง? มีรายได้เลี้ยงชีพอย่างไร? เคยแสดงทรัพย์สินต่อปปช.หรือสาธารณะหรือไม่? เคยสร้างผลงานและประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานอย่างไร? เคยถูกปลดหรืออกจากงานหรือไม่? ได้เงินทุนมาดำเนินการรณรงค์เรื่องต่างๆจากที่ใด?

14. สมาชิกคปพ.ถูกฟ้องร้องดำเนินคดีใดบ้าง? เรื่องกำลังอยู่ในศาลกี่คดี? มีใครถูกตัดสินความผิดแล้วบ้าง? และถูกลงโทษอย่างไร?

อย่าปล่อยให้ คปพ. มีอำนาจเหนือรัฐบาล

แชร์ให้ทั่ว บอกต่อในวงกว้าง พรบ.ปิโตรเลียม ฉบับใหม่ รัฐบาลทำตามเสียงของทุกภาคส่วนเป็นสำคัญ เว้นแต่ไม่ถูกจริตของ คปพ ที่จะยกตนเหนือรัฐบาล และ คปพ จะทำตัวเหนืออำนาจรัฐ

ล่าสุดมีการบอกด้วยว่า คปพ.ขู่ไม่รับ รธน.หาก สนช.ผ่านร่าง พ.ร.บ.ปิโตรเลียม - นัด 24 มิ.ย.ล่าชื่อให้เกิน 1 หมื่น

ที่มา http://m.manager.co.th/Politics/detail/9590000062981

คปพ.บอกว่า ได้จัดทำร่างกฏหมายปิโตรเลียม ฉบับประชาชน (ต้องถามว่า คปพ.เป็นตัวแทนประชาชนทั้งประเทศตั้งแต่เมื่อไหร่ เรื่องนี้ สนช.ต้องไม่หลงกล วาทกรรมแอบอ้างเจตนารมณ์ประชาชน) ทั้งๆ ที่ การแก้ไขที่ผ่านมานั้น พรบ. ฉบับนี้ มีการหารือ และ แก้ไข รวมถึงเปิดรับฟังความเห็นในหลายเวทีแล้ว ได้แก่ สโมสรกองทัพบก รวมไปถึงที่ทำเนียบรัฐบาล

พรบ ปิโตรเลียม ฉบับใหม่ ไม่ฟังเสียงประชาชนจริงหรือ? (ยาว แต่อ่านเถอะ จะได้รู้ว่าเป็นยังไง) http://on.fb.me/1FYmUQj

ร่าง พ.ร.บ.ปิโตรเลียม 2559 แก้ไขใหม่ http://on.fb.me/1QIyBcH

แต่การที่จะล่ารายชื่อประชาชนไม่น้อยกว่า10,000 คน เข้าชื่อ เพื่อเสนอร่าง ฉบับ คปพ. ให้สนช.พิจารณา (ถามว่า 10,000 คนนี่คือเสียงส่วนใหญ่ จะชี้นำคน63 ล้านคน ทั้งประเทศได้เลยหรือ) http://bit.ly/28OAAnx

ในส่วนการจัดตั้งบรรษัทพลังงานแห่งชาติ เข้าไปในร่างกฏหมายปิโตรเลียม (จะตั้งทำไมให้ซ้ำซ้อนเปลืองงบประมาณแผ่นดิน 10,000 ล้านบาท อะไรคือประสิทธิภาพ อะไรคือธรรมาภิบาล) นักวิชาการแนะนำด้วยซ้ำว่าไม่จำเป็น http://www.innnews.co.th/shownews/show?newscode=707707

คปพ. อยากจะให้รัฐเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ปิโตรเลียม ที่อยู่ใต้ดิน คือจ้างเขาขุดขึ้นมาให้รัฐขายเอง ขายได้แล้วค่อยมาจ่ายค่าจ้าง

(ถามว่า รัฐมีบุคลากรที่เชี่ยวชาญ ในการค้าขายปิโตรเลียมหรือ ? จะขายราคาเท่าไหร่ จะจ่ายค่าจ้างเขาเท่าไหร่อย่างไร รัฐได้ประโยชน์มากกว่าเดิมจริงหรือ ถ้าผู้ซื้อคือ ปตท. รัฐจะขายถูกหรือขายแพง ถ้าขายถูก รัฐก็ได้ผลตอบแทนน้อย ถ้าขายแพง ประชาชนก็ได้ใช้พลังงานราคาแพง ดังนั้นที่ คปพ.บอกว่าจะให้รัฐได้ผลประโยชน์มากๆ ประชาชนได้ใช้น้ำมันก๊าซราคาถูก จึงเป็นเรื่องที่สวนทางกัน เที่ยวเอาเรื่องกรรมสิทธิ์ มาปลุกกระแสรักชาติ แล้วพามวลชนไปหลงทางกระนั้นหรือ) และที่สำคัญ ตามกฎหมายเดิม ปิโตรเลียมก็เป็นของรัฐอยู่แล้ว การจะกระทำการใดต้องได้รับอนุญาต แล้วควบคุมดูแลโดยรัฐ http://show.energy.go.th/faq_003.html

ที่มา สำนักข่าว INN, กระทรวงพลังงาน, energy guru, และ น้องปอสาม

ข้อดีข้อเสียบรรษัทพลังงานแห่งชาติ

การศึกษาเรื่องบริษัทน้ำมันแห่งชาติโดยธนาคารโลก พบว่า มีทั้งข้อดีและข้อเสีย ทั้งนี้ท่านผู้อ่านต้องชั่งใจให้ดี ถึงอนาคต และ ความที่จะได้ และ เสีย

ที่มาภาพ น้องปอสาม

ข้อดี คือ ถ้ารัฐเป็นเจ้าของบริษัทน้ำมันแห่งชาติ ภาครัฐจะได้ข้อมูลในการสำรวจมากขึ้น ซึ่งอาจจะเพิ่มส่วนแบ่งของรัฐได้ เนื่องจากรัฐลงทุนเอง และควบคุมการใช้ประโยชน์จากปิโตรเลียมได้ดีกว่า ส่วนข้อเสีย คือ ถ้าเป็นองค์กรที่มีอิทธิพลรัฐมากเกินไป อาจเกิดการควบคุมยากขึ้น หากรัฐไปควบคุมมากๆ การบริหารจัดการมีความคล่องตัว ซึ่งอาจจะไร้ประสิทธิภาพได้

สิ่งที่สำคัญที่สุดในประเทศไทย คือ นักการเมืองจะไปหาประโยชน์ในทางที่ไม่ชอบจากองค์กร ซึ่งมีการใช้กำไรไปในทางที่ผิดด้วย และอาจมีการทุจริต (อันนี้ไม่ใช่หรือที่เกรงกลัวกัน ที่ต่อต้านกันมาตลอด ออกมาชุมนุมกันด้วยซ้ำ)

ข้อดี ถือกรรมสิทธิ์แทนรัฐแต่เพียงผู้เดียว

ข้อเสีย ทุนประเดิม 10,000 ล้านบาท และการจัดตั้งกองทุนอนุรักษ์ทรัพยากรปิโตรเลียม ซึ่งได้กำไรมาจากบรรษัทปิโตรเลียม

ปัญหาที่เกิดขึ้นมากที่สุดในประเทศไทย คือ ปัญหาธรรมาภิบาล และการส่งเสริมประชานิยมที่เกิดความเสียหายได้ รวมถึงบทบาทภาคประชาสังคมมีมากเกินไป (นี่ไม่ใช่หรือ ที่เกิดการแทรกแซงทางการเมือง ให้นักการเมืองเข้าไปหากินกันสบาย)

ประเทศที่มีบรรษัทน้ำมันแห่งชาติ ไม่จำเป็นต้องมีรัฐบาลถือหุ้น 100% ซึ่งหลายประเทศที่มีบรรษัทน้ำมันแห่งชาติ

หรือจะทำให้ บรรษัทน้ำมันแห่งชาติเป็นผู้ร้ายในคราบพระเอก???

บรรษัทน้ำมันแห่งชาติ : ฤาจะเป็นผู้ร้ายในคราบพระเอก???

การพิจารณารายงานการศึกษาของคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาปัญหาการบังคับใช้พระราชบัญญัติปิโตรเลียม พ.ศ.2514 และพระราชบัญญัติภาษีเงินได้ปิโตรเลียม พ.ศ.2514


โดยมีข้อเสนอที่สำคัญคือ การให้ตั้งบรรษัทน้ำมันแห่งชาติ (National Oil Company) ให้มีฐานะเป็นตัวแทนของรัฐ ดำเนินการเกี่ยวกับการให้สิทธิ การสำรวจและผลิตปิโตรเลียมอย่างเบ็ดเสร็จและครบวงจร คณะกรรมาธิการได้เสนอให้มีการตรากฎหมายในระดับพระราชบัญญัติ ให้บรรษัทน้ำมันแห่งชาติเป็นผู้มีสิทธิเพียงรายเดียวในการสำรวจและให้สิทธิเกี่ยวกับปิโตรเลียม ในการดำเนินการบริหารจัดการปิโตรเลียมและการบังคับบริษัทเอกชนในฐานะคู่สัญญา

นอกจากนั้นยังกำหนดให้บรรษัทน้ำมันแห่งชาติมีสภาพนิติบุคคลและมีฐานะเป็นหน่วยงานของรัฐ แต่ไม่เป็นส่วนราชการตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน และไม่เป็นรัฐวิสาหกิจตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ เพื่อให้การบริหารจัดการสัญญาที่เกี่ยวกับปิโตรเลียมไม่อยู่ภายใต้กฎระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการพัสดุของส่วนราชการ หรือกฎหมายว่าด้วยการให้เอกชนร่วมลงทุนกับรัฐ

บรรษัทน้ำมันแห่งชาติ จะเป็นผู้ถือสิทธิทรัพยากรปิโตรเลียมแทนรัฐในการสำรวจและแสวงหาประโยชน์จากปิโตรเลียม ควบคุมดูแลระบบการสำรวจและแสวงหาประโยชน์ในปิโตรเลียมทั้งหลาย และมีหน้าที่ในการบริหารสัญญาสัมปทาน สัญญาแบ่งปันผลผลิต และสัญญาจ้างผลิต

หากพิจารณาตามข้อเสนอดังกล่าว จะเห็นได้ว่าได้มีการรวมเอาบทบาทของทางราชการในฐานะผู้ให้สิทธิการสำรวจ ผู้กำกับดูแล และผู้ปฏิบัติการเอาไว้ในองค์กรเดียวกัน ซึ่งน่าจะเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้องตามหลักธรรมาภิบาลและการจัดการที่ดี นอกจากนั้นองค์กรดังกล่าวยังเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของชาติเป็นจำนวนเงินมากมายมหาศาล ปีหนึ่งไม่ต่ำกว่า 500,000 ล้านบาท


ที่มาภาพ น้องปอสาม

คำถามคือ การบริหารจัดการองค์กรดำเนินการอย่างไร โดยใคร ตรวจสอบอย่างไร มีความโปร่งใสแค่ไหน ที่มาของผู้บริหารเป็นอย่างไร ประสิทธิภาพขององค์กรจะวัดกันอย่างไร รายงานต่อใครและรับผิดชอบต่อใคร

ซึ่งผมเชื่อว่าในประวัติศาสตร์ของการบริหารจัดการองค์กรภาครัฐ องค์กรที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จในตัวเองมากขนาดนี้ ใหญ่โตขนาดนี้ มีผลประโยชน์มากมายขนาดนี้ น่าจะยังไม่เคยมีมาก่อน และไม่น่าเชื่อว่าจะบริหารงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นี่พูดกันแค่เรื่องของการบริหารจัดการองค์กรเท่านั้นนะครับ ยังไม่ได้พูดกันถึงเรื่องของหลักการว่า การมีบรรษัทน้ำมันแห่งชาติมาดูแลการจัดการทรัพยากรปิโตรเลียมของชาติเบ็ดเสร็จแบบนี้เป็นเรื่องเหมาะสมหรือไม่

จะทำให้เสียบรรยากาศการลงทุนและเกิดการผูกขาดโดยภาครัฐหรือไม่
ซึ่งในหลายประเทศพบว่า บรรษัทน้ำมันแห่งชาติบริหารงานไม่มีประสิทธิภาพ ประสบความล้มเหลว และเป็นบ่อเกิดของการคอร์รัปชัน

ดังนั้น ผมจึงวิตกว่าคณะกรรมาธิการพลังงาน สนช. กำลังจะเสนอให้มียักษ์ในตะเกียงวิเศษตัวใหม่ขึ้นมา ซึ่งถ้าบริหารหรือควบคุมไม่ดีก็จะสร้างปัญหาและผลเสียอย่างมหาศาลให้กับวงการพลังงานของประเทศ

จึงอยากเตือนให้ระวังให้ดี เพราะถ้าเผลอปล่อยยักษ์ตัวนี้ออกจากตะเกียงเมื่อไร แล้วมันไม่ยอมกลับเข้าไป

จะมาหาว่าผมไม่เตือนไม่ได้นะครับ!!!.

อ่านต่อได้ที่ : http://www.ryt9.com/s/tpd/2188059

นักวิชาการมองสัมปทานปิโตรฯต้องผลิตต่อเนื่อง บรรษัทพลังงานแห่งชาติไม่จำเป็น

นักวิชาการแนะรัฐบาลเร่งต่ออายุสัมปทานที่กำลังหมดอายุลงในปี 2565-2566 หวั่นล่าช้ากระทบความมั่นคงด้านพลังงาน

ขอบคุณภาพจาก INN

วันนี้ (22มิ.ย.59) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในงานสัมมนาให้ความรู้สื่อมวลชน หัวข้อ “ผลกระทบและทางออกสัมปทานปิโตรเลียมหมดอายุ” ซึ่งจัดขึ้นโดย สมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ นักวิชาการด้านพลังงาน ได้เสนอให้ภาครัฐเร่งต่ออายุสัมปทานปิโตรเลียม ที่กำลังหมดอายุลงในปี 2565 -2566 เพื่อให้เกิดความต่อเนื่องในการผลิต เนื่องจากก๊าซธรรมชาติเป็นแหล่งพลังงานที่สำคัญในหลายอุตสาหกรรม และเป็นหัวใจหลักของพลังงานไทย

ด้านนายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ รองผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) กล่าวว่า ในช่วง 30 ปี ที่ผ่านมา ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงหลักในการผลิตกระแสไฟฟ้า โดยร้อยละ 60 มาจากแหล่งสัมปทานในอ่าวไทยที่กำลังจะหมดอายุ ดังนั้น หากการผลิตไม่ต่อเนื่องจะส่งผลต่อความมั่นคงด้านพลังงานที่ผ่านมา ภาครัฐจึงได้อนุมัติให้สร้างคลัง แอลเอ็นจี เพิ่ม เพื่อรองรับการนำเข้าก๊าซแอลเอ็นจีในอนาคต หากการเปิดประมูลสัมปทานรอบใหม่ล่าช้า

นายธิติศักดิ์ บุญปราโมทย์ หัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมเหมืองแร่และปิโตรเลียม คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า อุตสาหกรรมต้นน้ำการผลิตก๊าซธรรมชาติ มีความจำเป็นสำหรับประเทศไทยที่จะช่วยทำให้เศรษฐกิจของประเทศเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง โดยแนวทางในการต่ออายุเป็นรูปแบบใดนั้น ไม่สำคัญเท่ากับการผลิตที่ต่อเนื่อง และเพียงพอต่อความต้องการ การให้ผลตอบแทนรัฐ ไม่จำเป็นเท่ากับการมีทรัพยากรที่เพียงพอกับการนำไปใช้

อย่างไรก็ตาม มองว่าการตั้งบริษัทน้ำมันแห่งชาติ อาจไม่จำเป็น เพราะจะมีภาระต้นทุนโดยไม่มีรายได้ เพราะประเทศไทยผลิตก๊าซธรรมชาติเพื่อการส่งออกน้อย ส่วนใหญ่จะเป็นการผลิตเพื่อใช้ในประเทศ โดยมีรัฐบาลเป็นเจ้าของ จึงไม่จำเป็นต้องมีบริษัทน้ำมันแห่งชาติ

ทั้งนี้ นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ หน่วยธุรกิจน้ำมัน บริษัท ปตท. กล่าวเพิ่มเติมว่า ก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย สร้างรายได้ให้กับประเทศกว่า 600,000 ล้านบาทต่อปี หรือ คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 6 ต่อจีดีพี หากก๊าซในอ่าวไทยมีปริมาณลดลงจะเกิดผลกระทบต่ออุตสาหกรรมปิโตรเคมี ดังนั้นบริษัทในเครือปตท. จึงเร่งศึกษาการนำแนฟทาแคล็กเกอร์ มาใช้ทดแทน ได้แก่ ก๊าซ แอลเอ็นจี น้ำมันเตา และ น้ำมันดีเซล ซึ่งจะทำให้ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าแพงขึ้น และส่งผลต่อราคาไฟฟ้าของประเทศ
ทั้งนี้ แหล่งสัมปทานที่กำลังจะหมดอายุในปี 2565-2566 ทั้งเอราวัณ และบงกช จะมีกำลังการผลิตลดลงเนื่องจากผู้รับสัมปทานรายเดิมจะไม่มีการลงทุนเพิ่ม เพราะไม่คุ้มทุน ดังนั้นในปี 2564 จะเป็นช่วงที่มีความสุ่มเสี่ยงด้านความมั่นคงทางไฟฟ้า หากไม่สามารถเปิดประมูลสัมปทานต่ออายุสัมปทานได้ภายในปีหน้า

ที่มา สำนักข่าว, INN TNN24