Showing posts with label ธรณีวิทยา. Show all posts
Showing posts with label ธรณีวิทยา. Show all posts

กลโกง 8 ขั้น ที่โคตรมั่ว พูดแบบมั่ว ก็เชื่อแบบมั่ว

บทวิเคราะห์ที่แสนมั่ว ก็จะได้เนื้อหาแบบมั่วๆ



ปตท. ได้สรุปข้อมูลชี้แจงข่าวลือ กลโกง 8 ขั้น ที่มีการส่งต่อกันในโซเชียลมีเดียที่ระบุหัวข้อว่า กลโกง 8 ขั้นของ ปตท. โดย ปตท. ได้สรุปข้อเท็จจริงตอบคำถาม 8 ข้อ ดังนี้

ข้อที่ 1 ประเทศไทยมีการกลั่นน้ำมันรวมประมาณวันละ 1 ล้านบาร์เรล แบ่งเป็นน้ำมันในประเทศ 20% อีก 80% ที่เหลือนำเข้าจากต่างประเทศ การคำนวณราคาจึงคำนวณตามต้นทุนจริง

ข้อที่ 2 ข้อโจมตีที่ว่า ปตท. มีกำไรหน้าโรงกลั่นสูงถึงลิตรละ 5-6 บาทนั้น ไม่เป็นความจริง เพราะตัวเลขดังกล่าว อ้างอิงตามส่วนต่างค่าการกลั่น (Refining Margin) ไม่ใช่ตัวกำไร แต่เป็นตัวเลขเปรียบเทียบราคาขายกับราคาต้นทุนหน้าโรงกลั่น ที่ยังไม่นับรวมต้นทุนอื่นๆ ที่ ปตท. ต้องจ่ายอีก เช่น ค่าน้ำ ค่าไฟฟ้า ค่าตอบแทนผู้บริหาร และค่าเสื่อมราคาของเครื่องจักร เป็นต้น

ข้อที่ 3 เป็นข้อกล่าวหาที่เป็นความเท็จโดยสิ้นเชิง เพราะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเป็นกองทุนของรัฐ จัดตั้งขึ้นตามกฎหมาย ปตท.และบริษัทผู้ค้าน้ำมันอื่นๆ มีหน้าที่เก็บเงินจากลูกค้าแล้วนำส่งเข้ารัฐ ไม่ได้นำไปเก็บไว้เป็นรายได้ และกำไรของบริษัทเอกชนแต่อย่างใด

ข้อที่ 4 เป็นเท็จโดยสิ้นเชิง เพราะปัจจุบันราคาแอลพีจี ในตลาดโลกอยู่ที่ตันละประมาณ 800 เหรียญสหรัฐฯ ขณะที่ในประเทศไทยภาครัฐตรึงราคาไว้ที่ตันละ 333 เหรียญสหรัฐฯ เท่านั้น

ข้อที่ 5 ประเทศไทยขุดเจาะก๊าซธรรมชาติในประเทศขึ้นมาได้ประมาณ 75-80% ของความต้องการใช้งาน อีก 20-25% จึงต้องนำเข้าจากต่างประเทศ ปตท.มิได้ตั้งเป้านำเข้าก๊าซจากต่างประเทศ เพื่อคิดราคาแพงจากคนไทย

ข้อที่ 6 เป็นข้อโจมตีที่เป็นความเท็จ เพราะน้ำมันเป็นสิ่งที่ทั่วโลกต้องการ จึงย่อมไม่มีเจ้าของน้ำมันรายใด ที่จะยอมให้ราคาคงที่ไปตลอด 10 ปี อย่างแน่นอน ตัวอย่าง คือ การรวมตัวกันของกลุ่มประเทศผู้ค้าน้ำมัน (โอเปก) ซึ่งจัดตั้งขึ้นเพื่อกำหนดราคาน้ำมันสูง ย่อมเป็นเครื่องยืนยันได้อย่างดี

ข้อที่ 7 การนำเงินไปลงทุนในเกาะเคย์แมน เพื่อการฟอกเงิน ไม่เป็นจริง เพราะหากมีจริง จะต้องมีการตรวจสอบพบอย่างแน่นอน เนื่องจากทุกปี ปตท. ถูกตรวจสอบอย่างน้อยจาก 2 หน่วยงาน คือ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์(ก.ล.ต.) และถูกตรวจสอบโดยสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.)

ข้อที่ 8 ค่าผ่านท่อก๊าซ ถูกกำหนดโดยคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (เรกกูเลเตอร์) มิใช่ ปตท. ทั้งนี้ ปตท.เห็นว่า ไม่ว่าใครจะเป็นผู้ว่าจ้างให้มีการเขียนข่าวลือโจมตีในลักษณะนี้ ก็ถือเป็นการว่าจ้างที่ไม่คุ้มค่า เพราะเป็นข้อมูลมั่ว ไม่มีที่มาที่ไป และยั่วยุให้คนไทยแตกแยกกันเอง ด้วยการแพร่ความเท็จ.

ขอบคุณข้อมูลจากไทยรัฐ "ปตท." งัดข้อมูลสยบความเท็จ 8 ข้อ

บ่อน้ำมันวิเชียรบุรี ถ้าแชร์เรื่องมั่ว!! ก็จะได้ข้อมูลแบบมั่วๆ

ใครที่เคยได้รับทราบ หรือ ได้รับการส่งคลิปจากทางไลน์ หรือ ช่องทางอื่นๆ ประเด็นที่ว่า
ความลวง:
คนไทยรู้หรือยัง ?
ตะลึง..!!


     ขุดน้ำมันดิบที่วิเชียรบุรี ลึกไม่ถึง 1 กม.ได้วันละ 10,000 บาเรนใช้ได้นาน 20 ปี
    เตรียมส่งออกจีน..


เหยี่ยวข่าว 7สี - บ่อน้ำมันวิเชียรบุรี ขุมทรัพย์ใต้ดิน ที่เพชรบูรณ์


ความลับที่รัฐปกปิด เริ่มเปิดเผยออกมาเรื่อยๆ..ที่นี่ ประเทศไทยนะ โดยสันนิษฐานว่ามาจากเนื้อหาของเหยี่ยวข่าว http://s.bugaboo.tv/wmxh และเกิดการเผยแพร่ออกไปให้เกิดการเข้าใจที่ผิด

ซึ่งทางกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติได้ชี้แจงดังนี้

1. ในอดีตปริมาณการผลิตสูงสุดต่อวันที่เคยผลิตได้ประมาณ 12,500 บาร์เรลต่อวัน แต่อัตราการผลิตลดลงอย่างรวดเร็วเหลือประมาณ 5,000 บาร์เรลต่อวัน ยิ่งไปกว่านั้น อัตราการผลิตในปัจจุบันลดลงเหลือ 1,200 บาร์เรลต่อวัน (ตั้งแต่เดือน ก.พ.2555) เนื่องจากการผลิตน้้ามันดิบของหลุมในแหล่งส่วนใหญ่ได้มาจากชั้นหินหักเก็บปิโตรเลียมที่เป็นหินภูเขาไฟ ซึ่งโดยธรรมชาติของแหล่งกักเก็บชนิดนี้จะผลิตน้ำมันได้ในปริมาณสูงในช่วงแรกเท่านั้น

เนื่องจากในหินภูเขาไฟมีคุณสมบัติที่สามารถกักเก็บปิโตรเลียมได้น้อย (แหล่งกักเก็บเป็นลักษณะของรอยแตกในหินภูเขาไฟเนื้อแน่น จึงมีปิโตรเลียมในช่องรอยแตกเท่านั้น แตกต่างจากหินกักเก็บที่เป็นหินทราย ซึ่งจะเป็นลักษณะของรูพรุนระหว่างเม็ดทรายเมื่อทำการผลิตปิโตรเลียมจะค่อยๆ ไหลออกมาอย่างต่อเนื่องตามแต่ความสามารถในการซึมได้ของปิโตรเลียม และความดันภายในแหล่ง) การผลิตปิโตรเลียมจากหินกักเก็บลักษณะหินภูเขาไฟจะหมดไปอย่างรวดเร็ว และประสบปัญหาเรื่องปริมาณน้ำที่เพิ่มขึ้นในอัตราที่สูงจนเป็นเหตุให้ปิดหลุมผลิต

กราฟด้านล่างแสดงอัตราการผลิตรวมที่ระยะหนึ่งมีการผลิตได้มากถึง 12,500 บาร์เรลต่อวัน และลดลงอย่างรวดเร็ว

(ประวัติการผลิตน้้ามันดิบของ บริษัท Eco Orient Resources ซึ่งเดิมชื่อ Pan Orient Resources (Thailand) รวมทุกแหล่ง ได้แก่ วิเชียรบุรี นาสนุ่น
L44 L33 POR และบูรพา)

2. หลุมผลิตในนาสนุ่น มีหลุมเจาะที่เจาะลึกน้อยกว่า 1 กิโลเมตร จริง เนื่องจากชั้นหินกักเก็บปิโตรเลียมอยู่ในชั้นหินภูเขาไฟ ซึ่งเป็นชั้นหินกักเก็บที่ต่างจากแหล่งกักเก็บอื่นๆ ซึ่งชั้นหินกักเก็บที่อยู่ในชั้นหินทราย

3. จากข่าวรายงานว่าจะแหล่งพื้นที่ผลิตในจังหวัดเพชรบูรณ์ สามารถผลิตน้ำมันดิบไปได้อีก 20 ปีนั้น หากค้านวณจากปริมาณส้ารองที่พิสูจน์แล้ว (Proved Reserves หรือ P1)
ณ ปี 2555 มีปริมาณส้ารองอยู่ที่ 5.38 ล้านบาร์เรล ซึ่งเมื่อเทียบอัตราการผลิตปัจจุบันที่ 1,270 บาร์เรลต่อวัน แหล่งผลิตปิโตรเลียมในจังหวัดเพชรบูรณ์จะผลิตต่อไปได้ประมาณ
12 ปี เท่านั้น

4. นักข่าวรายงานว่าน้ำมันดิบที่ผลิตได้ในจังหวัดเพชรบูรณ์ที่ส่งโรงกลั่นน้ำมัน หากไม่สามารถกลั่นในโรงกลั่นในประเทศได้ จะถูกส่งออกไปยังประเทศจีน และอเมริกานั้น ไม่เป็นความจริง เนื่องจากการซื้อขายน้ำมันดิบที่ผลิตได้จากแหล่งบนบกไม่มีการส่งออกไปขายต่างประเทศ ทั้งนี้ น้ำมันดิบที่ผลิตได้ทั้งหมดจะขนส่งไปยังโรงกลั่นภายในประเทศ (หยุดการส่งออกน้ำมันดิบ ตั้งแต่ ก.ย. 57)




ที่มา เอกสารชี้แจง สัมปทานปิโตรเลียมของไทย รัฐได้หรือเสียประโยชน์กันแน่




เพ้อเจ้อ!! เรื่องใครอยู่เบื้องหลังทำให้คนไทยเป็นทาสน้ำมัน

บทความดังกล่าวเพ้อเจ้อ แถมเป็นการหยิบเอาข้อมูลที่บิดเบือนมานำเสนอด้วย


ไม่ได้มีไอ่โม่งที่ไหน หรือใครทำให้ไทยเป็นทาสน้ำมัน

จากที่เห็นคือมีการนำข้อมูลว่าไทยน้ำมันแพงกว่าเพื่อนบ้าน ซึ่ง ราคาน้ำมันของไทยแตกต่างกันกับเพื่อนบ้าน ก็มาจากนโยบายทางภาษี

และในขณะเดียวกัน หลายๆ ประเทศก็มีราคาน้ำมันแพงกว่าไทยอีกด้วย

หรือจะไปมโนโยงใยว่า เรามีน้ำมันเยอะ หาเจอได้ทุกแหล่ง ก็ไม่ใช่อีก เพราะเราไม่ได้เจอปิโตรเลียมทุกตารางนิ้ว

ส่วนที่บริษัทต่างชาติที่เข้ามาลงทุนก็ต้องปฎิบัติตามกฎหมายไทยทุกอย่าง สุดท้ายอยู่ที่การตีความของทางรัฐ

หรือแม้แต่กระทั่งมีคนแชร์ต่อว่า ราคาก๊าซจากอ่าวไทยแสนเจ็บปวด มั่ว
ราคาก๊าซธรรมชาติไม่ได้มีตลาดอ้างอิงอยู่ที่สหรัฐ และ ถ้ารวมค่าขนส่งค่าแปรสภาพ จะแพงกว่าไทยอีกด้วยซ้ำ และ ราคาก๊าซดังกล่าวประชาชนสหรัฐไม่ได้จ่ายราคาที่ Henry Hub




วาทกรรมปิโตรธิปไตย ประชาธิไตยพลังงาน

Energy Guru อ่านบทความอาจารย์ ประสาท มีแต้ม ที่ลงในสื่อผู้จัดการออนไลน์ วันที่ 24 ก.ค.2559 หลังที่แกไปเป็นวิทยากรบนเวที คปพ.ที่หอประชุมเล็ก มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อวันที่ 23ก.ค หัวข้อจากปิโตรธิปไตยสู่ประชาธิปไตยพลังงาน ก็เห็นว่าอาจารย์แกชอบประดิษฐ์คำ มาเพื่อจูงใจมวลชน แกให้ความหมาย ปิโตรธิปไตย ว่า การครอบงำโลกด้วยปิโตรเลียม พร้อมเขียนความจริงตามความเข้าใจของแก 5ประการ ซึ่งคงจะได้ถกกัน เป็นข้อๆ ดังนี้

ที่มาภาพ https://www.facebook.com/729679307066728/photos/a.731322350235757.1073741828.729679307066728/1221369387897715/?type=3&theater

1.แกบอกว่ายูโนแคลของสหรัฐอเมริกา ไปทำธุรกิจที่อินโดนีเซีย ในปี2504 (ก่อนไทย10ปี ) ใช้ระบบแบ่งปันผลผลิต ที่รัฐบาลเป็นเจ้าของปิโตรเลียม อุปกรณ์การผลิต การจำหน่ายและปรับเปลี่ยนแผนการผลิต แต่พอยูโนแคลมาลงทุนที่ไทย ไทยกลับใช้ระบบสัมปทานปิโตรเลียม ที่กรรมสิทธิ์ความเป็นเจ้าของ เป็นของผู้รับสัมปทาน ดังนั้น ที่เขียนในพ.ร.บ.ปิโตรเลียมพ.ศ2514ว่า “ปิโตรเลียมเป็นของรัฐ” จึงเป็นวาทกรรม แบบเดียวกับเพลง จดหมายผิดซอง เพื่อต้องการจะบอกให้ประชาชนเข้าใจว่า รัฐเป็นเจ้าของแต่ซองจดหมาย แต่จดหมาย(หมายถึงปิโตรเลียม) นั้นเป็นของเอกชนผู้รับสัมปทาน 

เรื่องนี้ ถ้าไปอ่านดูประวัติศาสตร์ปิโตรเลียม ก็ต้องบอกว่า เป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องของฝ่ายนโยบายและข้าราชการระดับสูงของไทยสมัยนั้น ที่ให้ร่างกฏหมายเพื่อนำระบบสัมปทานมาใช้ แบบเดียวกับประเทศผู้ล่าอาณานิคมใช้กัน ซึ่งทำให้รัฐได้ประโยชน์ มากกว่าเพราะรัฐไม่ต้องมารับความเสี่ยง รัฐเป็นเจ้าของปิโตรเลียม แต่ให้สิทธิ์ผู้รับสัมปทานมาดำเนินการแทน ในขณะที่ ระบบแบ่งปันผลผลิต ที่อินโดนีเซียใช้เป็นประเทศแรกค่อนข้างมีปัญหาในทางปฏิบัติ มีการจ่ายใต้โต๊ะ มีคอร์รัปชั่น ด้วยระบบที่เอื้อให้ทำเช่นนั้น เนื่องจากกระบวนการทุกอย่างรัฐเป็นผู้อนุมัติ ไม่จูงใจให้เอกชนปรับลดต้นทุนของตน เพราะมีรัฐมาช่วยแบกรับความเสี่ยง 

2.แกบอกว่า แหล่งเอราวัณที่ยูโนแคล(ปัจจุบันเป็นของเชฟรอน)ได้สัมปทานไปนั้น เคยแจ้งกับรัฐว่าจะหมดภายใน17ปี นับแต่วันที่เริ่มเจาะหลุมผลิตเมื่อปี2524 แต่ตอนนี้ผ่านมา35ปี ยังไม่หมด( เพื่อจะบอกว่าปิโตรเลียมไทยนั้นมีเยอะ ที่รัฐบอกว่าจะหมด เหมือนเป็นการขู่ให้กลัว)

ที่จริง ที่มันยังไม่หมด อาจารย์แกน่าจะรู้ดี ว่ามันมีการพัฒนาเทคโนโลยีการสำรวจและผลิต ให้เหมาะกับโครงสร้างทางธรณีวิทยา และเจาะหลุมผลิตใหม่ๆเพิ่มทุกปี ปิโตรเลียมที่อยู่ใต้ดินแบบกระเปาะเล็กๆ กระจัดกระจายที่เดิมคิดว่าจะนำขึ้นมาใช้ไม่ได้ ไม่คุ้มทุน ก็มีความคุ้มทุน ซึ่งต้องยกความดีให้ระบบสัมปทาน ที่จูงใจให้เอกชนต้องพัฒนาเทคโนโลยีและลดต้นทุนของตัวเองให้ต่ำ เพราะ ยิ่งทำให้ต้นทุนต่ำได้เท่าไหร่ ก็มีกำไรเพิ่มขึ้น ในขณะที่ไทย ก็สามารถนำปิโตรเลียมขึ้นมาใช้ประโยชน์ได้มากขึ้น ได้ผลตอบแทนเป็นร่าภาคหลวง ภาษีปิโตรเลียมมากขึ้น 

3.อาจารย์แกบอกโดยอ้างข้อมูลกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ว่าบริษัทผู้รับสัมปทานนั้นได้กำไรมากเกินควร คือปี2555 ได้กำไรร้อยละ117 (ราคาน้ำมันอยู่ที่เฉลี่ย98เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล)

ก็ต้องบอกในข้อเท็จจริงที่เป็นสากลทั่วไปไม่เฉพาะประเทศไทยว่า ธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียม นั้น ความเสี่ยงสูง กำไรสูง ประเด็นก็คือกำไรมาก ก็ต้องแบ่งให้รัฐมาก เพราะ รัฐเก็บภาษีปิโตรเลียมสูงถึงร้อยละ50 (เก็บในสัดส่วนที่สูงกว่าธุรกิจอื่นๆ) ที่จริงปีที่ได้กำไรน้อย หรือขาดทุนก็มี คือปีที่ราคาน้ำมันตกต่ำอย่างปี2558แต่อาจารย์แกเลือกหยิบมาเฉพาะปีที่กำไรดี และเลือกมาเฉพาะบางบริษัท แต่ไม่ได้ยกตัวอย่างบริษัทที่เข้ามาลงทุนแล้วไม่ประสบความสำเร็จ เพราะสำรวจไม่เจอ แล้วต้องม้วนเสื่อกลับบ้าน 

4.แกบอกว่าราคาก๊าซพม่า ที่ขายให้ไทยลดลง แต่ราคาค่าไฟฟ้าในประเทศไทย ไม่ลดลงเลย

ข้อนี้ เป็นความเข้าใจที่ผิดไปเลย ความจริงคือราคาค่าไฟฟ้าในส่วนของเอฟที มีการปรับลดลงมาอย่างต่อเนื่องในแต่ละงวด แต่จะลดลงช้ากว่าราคาน้ำมันที่ปรับลดลง เพราะสูตรราคาก๊าซนั้นผูกติดกับราคาน้ำมันย้อนหลังไปประมาณ6-12เดือน คือ น้ำมันลดลงวันนี้ อีก6-12เดือน ราคาก๊าซจึงจะลดลงตาม และการปรับลดลงก็ยังขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่นๆด้วยเช่น อัตราแลกเปลี่ยน รวมทั้งลดลงในสัดส่วนที่ไม่เท่ากับราคาน้ำมันที่ลดลง หรือราคาก๊าซจากพม่าที่ลดลง เพราะ การผลิตไฟฟ้าของไทย ใช้ก๊าซเป็นเชื้อเพลิงประมาณเกือบร้อยละ70 และส่วนใหญ่ เป็นก๊าซจากอ่าวไทย ก๊าซจากพม่า คิดเป็นสัดส่วนประมาณร้อยละ 20เท่านั้น นอกจากนี้ ก๊าซจากพม่า กับก๊าซจากอ่าวไทย ก็มีสูตรราคาที่อ้างอิงราคาน้ำมันที่ต่างกัน การปรับลดลง จึงไม่เท่ากัน

5.แกบอกว่ารัฐขู่ว่าไฟจะดับ ถ้าไม่ต่ออายุสัมปทานเอราวัณและบงกช ที่จริงอาจารย์แกก็รู้ว่า

สัมปทานเอราวัณและบงกช นั้น หมดอายุสัมปทานคราวนี้แล้ว ต่ออายุไม่ได้ แต่ต้องเป็นการทำสัญญาใหม่ เงื่อนไขใหม่ ส่วนจะเป็นระบบแบบใด ใครจะได้มาบริหารจัดการ ก็อยู่ที่ขั้นตอนการประมูลคัดเลือกตามมติกพช. และถ้าการผลิตไม่ต่อเนื่อง รัฐก็ไม่ได้บอกว่า ไฟฟ้าจะดับ แต่บอกว่าไฟฟ้าจะแพง เพราะ ต้องนำเข้าแอลเอ็นจี ที่มีราคาแพงกว่าก๊าซในอ่าวไทย เข้ามาใช้ทดแทน ส่วนข้อเสนออาจารย์ที่ให้ส่งเสริมโซลาร์รูฟท็อป มาแทนไฟฟ้าที่ผลิตจากก๊าซนั้น ก็ต้องบอกว่า ถ้าติดตั้งจริง เวลา กลางคืน ไม่มีแสงอาทิตย์ เราจะเอาไฟฟ้าจากไหนมาใช้ เพราะระบบแบตเตอรี่กักเก็บไฟฟ้าแพงมาก จำเป็นที่รัฐจะต้องลงทุนโรงไฟฟ้าที่ใช้ฟอสซิลมาแบ็คอัพให้อยู่ดี ข้อนี้อยากจะบอกว่า โซลาร์รูฟท็อบ ถ้าติดตั้งเพื่อไม่ขายไฟเข้าระบบ นั้นทำได้ หรือถ้าจะขาย ก็ต้องขายในราคาต้นทุนที่ไม่มีการอุดหนุน ซึ่งต้องต่ำกว่าเชื้อเพลิงฟอสซิล เพราะถ้ายังมีการอุดหนุน ยิ่งทำมาก ค่าไฟก็ยิ่งแพง ประชาธิปไตยพลังงานที่อาจารย์แกหมายถึงว่าทุกครัวเรือนมีสิทธิ์ผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ขายเข้าระบบ จึงยิ่งเป็นการซ้ำเติมต้นทุนพลังงานของประเทศ 

เขียนถกกับอาจารย์แกเสียยาว หวังว่าคงจะอ่านกันจนถึงบรรทัดสุดท้าย ส่วนจะคิดเห็นกันอย่างไรก็อยู่ที่ดุลยพินิจของแต่ละท่านก็แล้วกัน

ความจริงอีกด้านแหล่งน้ำมันกำแพงแสนนครปฐม



แหล่งน้ำมันกำแพงแสนนครปฐม ที่แห่งนี้ ผลิตน้ำมันดิบ ได้แค่ประมาณวันละ 943 บาร์เรลต่อวัน(143,892 ลิตร) แต่ประเทศไทยเรามีความต้องการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงภายในประเทศ เฉลี่ยวันละ 144.2 ล้านลิตร (906,827 บาร์เรล/วัน)

ช่วยกันแชร์ ช่วยกันบอกต่อ อย่าให้ผู้ไม่หวังดีบิดเบือนข้อมูล

คราวนี้เป็นคนแก่ๆ คราวลุง เรียกว่า มนุษย์ลุงแล้วกัน อยู่แก็งค์เดียวกันกับมนุษญ์ป้าอีกแล้ว คราวนี้ไม่ใช่ พท.กลั่นน้ำมันดิบโชว์ แต่เป็น ผอกอ. ที่เป็นที่ปรึกษาคณะอนุบาล? มีพลตะหานคู่ใจ ชอบไปถ่ายคลิปตามสถานีผลิตน้ำมันดิบ

แล้วถามชาวบ้าน ถามยาม ถามคนขับรถบริษัท ว่า มีรถขนน้ำมันดิบผ่านเข้าๆออกๆกี่คัน แถมกระแนะกระแหนว่า นี่บ้านเจ้าของที่น้ำมันนะ ดูสภาพ! ยังเก็บขยะขาย ว่าไปแล้ว ช่างดูน่ารันทดตามจริงๆ แต่ว่า พื้นที่ไหนที่มีพื้นที่ผลิตปิโตรเลียม จะมีการจัดสรรค่าภาคหลวงให้ อบต. พื้นที่นั้นเป็นพิเศษ ส่วน อบต. อบต. อื่น ก็ได้เช่นกัน ทั่วประเทศแบ่งๆกันไป การจัดสรรการใช้ประโยชน์ของเงินชาวบ้านควรไปร้องทุกข์ กับ อบต. อบจ.มั้ยว่า เงินที่ส่วนกลางจ่ายลงมา มันอยู่ไหน หรือ จัดสรรยังไง ให้คนในพื้นที่!!

ว่าแต่ อบต. อบจ. เค้าประกาศให้ชาวบ้านทราบมั้ยครัชว่า เค้าได้งบอะไรมาบ้าง เงินอะไรมาจากไหนบ้าง? ปีนึงได้กี่บาท? แล้วใครเป็นคนเลือก อบต. อบจ. คุณ?

ส่วนอีต้นตอก็มาจากคลิปที่ว่า วนเวียนในยูทูป เกือบปี มี 6 ตอน ตอนละนิดตอนละหน่อย พาไปดูสถานีผลิตน้ำมันดิบในกำแพงแสน นครปฐม ดูๆ แล้ว คู่หูดูโอ้ พยายามบอกว่า นี้มีรถขนน้ำมันดิบเข้าๆ ออกๆ แต่ละสถานี วันละหลายสิบเที่ยวนะเทอว์ บ้านเรามีน้ำมันมหาศาล สถานีนี้ รถ 18 ล้อ เข้าๆออกๆ วันละ10 เที่ยว ๆละ 30,000 กว่าลิตร มันต้อง ได้วันละ 300,000 ลิตร นะพี่น้อง (ไปหาคลิปฟังเองนะ ตัวเลขคร่าวๆ มีหลายตอนแต่ละตอนบอกตัวเลขก็ไม่เท่ากัน บางที่ฟาดไป 50 เที่ยวไม่รู้เที่ยวของอะไร?)

แต่ที่แน่ๆ ข้อมูลการผลิตจริงของแหล่งในกำแพงแสนที่ สองคู่ดูโอ้ ใช้เป็นโลเคชั่นนั้น แถวนั้นมีพื้นที่ผลิต แหล่ง กำแพงแสน อู่ทอง สังฆจาย สาม แหล่ง เบ็ดเสร็จรวม ผลิตน้ำมันดิบได้เฉลี่ยวันละ ประมาณ 300 บาร์เรล + -x/ แปลงหน่วยทำเป็น ลิตร 300*158.99 = 47,697 ลิตร อีกแหล่ง คือ L53 มีฐาน A B C D บลาๆๆ ในคลิปบอก นี้มันมีหลายบ่อนะเฮ้ย ไม่ไปตามหา A-Z กันเลยล่ะลุง ไหนๆ ก็ลงพื้นที่แล้ว ที่นี้ ผลิตน้ำมันดิบได้ประมาณวันละ 900 บาร์เรลต่อวัน(143,892ลิตร)

แต่เดี๋ยวก่อน กรมธุรกิจพลังงานจากเดือนเมษายน 57 รายงานว่า ความต้องการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงภายในประเทศ มีปริมาณรวมทั้งสิ้น 4,325 ล้านลิตร เฉลี่ยวันละ 144.2 ล้านลิตร หรือ 906,827 บาร์เรล/วัน โดยกลุ่มน้ำมันดีเซล ก๊าซปิโตรเลียมเหลว กลุ่มเบนซิน น้ำมันเครื่องบิน น้ำมันเตา น้ำมันก๊าซฯลฯ ที่มันกลั่นออกมาแล้วเนี่ยะ มันจะเอามากลั่นได้ ดีเซล เบนซินกี่ลิตรเชียว? แล้วปริมาณการผลิตน้ำมันดิบทั้งประเทศยังห่างไกล ที่จะกลั่นออกมาให้ได้มากโข !!

และ ที่สำคัญ รถขนน้ำมันดิบ และ รถขนน้ำจากการขุดเจาะ ในบริเวณที่ว่า ดันสีเดียวกันซะด้วยซิแจ้ แถมน้ำที่ผลิตได้ มันเยอะกว่าน้ำมันดิบ หลายเท่าตัว อู่ทอง กำแพงแสน สังฆจาย รวมประมาณ 1500-2000 บาร์เรล ต่อวัน ใน L53 ประมาณ 3,000 บาร์เรลต่อวัน รวมเกือบๆ 800,000 ลิตร รถมันไม่เยอะได้อย่างไร ข่าวว่ารถบรรทุกคันหนึ่งบรรจุ 200 บาร์เรล หรือ สามหมื่นกว่าลิตร!! คำนวณเล่นเอาว่าใช้รถกี่คัน!! ทางภาครัฐจะป้องกันการสับสนว่า รถขนน้ำ หรือรถขนน้ำมันดิบกันแน่ เดี๋ยวนี้บริษัท ทาสีรถ แยกให้ชัดเจน ที่นี้ คู่หูฯ จะลงไปตั้งเต้นท์หน้าปากหลุมนับอีกก็เชิญครัช

อ่อ ส่วนป้ายประกาศ ที่ติดว่าห้ามเข้า อย่าไปฝ่าฝืนเค้านะครัช เดี๋ยวเกิดท่อตกใส่หัวขึ้นมา หรือได้รับอุบัติเหตุ เค้าไม่รับผิดชอบ สุ่มสี่สุ่มห้า เข้าไปเองนะเทอว์ แต่ในความมึนๆมั่วๆ นับรถคูณปริมาณแล้วได้น้ำมันดิบเท่าไหร่และคาดเดาว่าทั้งประเทศมันมีมหาศาล ในคลิป บางตอน บอกว่า ธรรมชาติมาก มีนก มีต้นพริก ฯลฯ ใกล้สถานีผลิต แสดงว่า การผลิตปิโตรเลียม ไม่ได้ทำลายสิ่งแวดล้อม และชาวบ้าน ที่ถูกสัมภาษณ์ บอกว่าไม่มีปัญหาหรือได้รับความเดือดร้อน แถมเราสงส๊านสงสาร

คลิปที่ 3 ถ้าจำไม่ผิด มีผู้ชายคนนึง ไม่รู้ถูกบังคับขู่เข็ญ หรือเต็มใจออกสื่อหรือไม่ ลุงไปกอดคอเค้าซะขนาดนั้น ลากไปลากมา พยายามเหลือเกิน! ก็เข้าใจว่าชาวบ้านเค้ามีน้ำใจพามาดูสถานีผลิต แต่ดั้นถูกคู่หูดูโอ้ใช้เป็นเครื่องมือหรือเปล่า? แทบไม่ได้ยินคำพูดออกจากปากเค้าเลย สรุปแล้วที่ คู่หูดูโอ้ ไปเดินถ่ายคลิป นับรถคูณจำนวน คุยกันเอง เอ่อ กันเอง แล้วบอกว่า บ้านเรามีน้ำมันมหาศาล มันคืออะไร? หรือจะเป็น น้ำ(H2O) หรือมาจากน้ำลาย ก็เป็น ได้ คลิปนี้ดูแล้วเอามาเล่าสู่กันฟัง

ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไรลองไปแคะแกะเกาดูนะ กรมธุรกิจพลังงาน รายงานสถิติความต้องการใช้เชื้อเพลิงภายในประเทศ Www.doeb.go.th กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ กระทรวงพลังงาน รายงาน ปริมาณการผลิตปิโตรเลียม รายเดือนจากทุกแหล่ง Www.dmf.go.th


หรือไม่เชื่อ ชมคลิปก็ได้