เรื่องคลิปที่มีการแชร์กันเยอะแยะในช่วงราคาน้ำมันที่ปรับตัวขึ้น ในคลิปมีการหยิบเอาการสนทนาเรื่องการส่งออกน้ำมันสำเร็จรูป และได้มีการตีความกันไปต่างๆ นานา จึงนำมาขยายข้อมูลอีกด้าน
1. ตามหลักการทำธุรกิจไม่ว่าธุรกิจใดๆก็ตาม ถ้ากำลังการผลิตสูงกว่าความต้องการ ผู้ผลิตมีทางเลือกอยู่สองทาง คือ
1.1 ลดการผลิตให้พอดีกับความต้องการ ซึ่งแน่นอนจะทำให้ต้นทุนการผลิตต่อหน่วยสูงขึ้น และถ้าผลักภาระให้ผู้บริโภคได้ ก็ผลักภาระไป ผู้บริโภคก็ต้องซื้อสินค้าในราคาแพงขึ้น
1.2 ผลิตให้เต็มกำลังการผลิต ซึ่งจะทำให้ต้นทุนต่อหน่วยถูกลง ผู้บริโภคก็จะได้ใช้สินค้าในราคาที่ถูกลง ส่วนสินค้าส่วนเกินความต้องการในประเทศ ก็ไปหาตลาดในต่างประเทศ (ซึ่งจะมีทั้งราคาที่สูงและตำ่กว่าราคาในประเทศ) ดังนั้นราคาส่งออกจึงมีทั้งสูงและตำ่กว่าราคาในประเทศ (ไม่ใช่ตำ่กว่าทั้งหมด) ขึ้นอยู่กับว่าเราอยากขายหรือไม่
2. นี่คือเรื่องธรรมดาของการทำธุรกิจที่ต้องสนองความต้องการของตลาดหลักก่อน แล้วส่วนเกินจึงเลือกว่าจะผลิตหรือไม่ ถ้าต้องการ economy of scale ก็ต้องผลิตเต็มที่ แล้วไปหาตลาดเพิ่ม ซึ่งอาจต้องใช้ราคาเป็นตัวบุกเบิกตลาด
ถ้าจะมากำหนดว่าถ้าไปขายต่างประเทศราคาถูก ก็จะต้องลดราคาในประเทศให้เท่ากัน ผู้ผลิตก็มีทางเลือกที่จะลดการผลิตให้พอดีกับความต้องการ ไม่ต้องเหนื่อยยากไปบุกเบิกตลาดใหม่ๆในต่างประเทศ และผลักภาาะต้นทุนที่สูงขึ้นให้กับผู้บริโภคไป
3. วิธีการอย่างนี้ใช้กับผลิตภัณฑ์ที่เราผลิตได้มากกว่าความต้องการเกือบทุกชนิด ตั้งแต่ ข้าว นำ้ตาล ปูนซีเมนต์ ผลผลิตส่วนเกินความต้องการล้วนแต่ต้องส่งออกทั้งสิ้น และบางครั้งก็ต้องส่งออกในราคาตำ่กว่าที่ขายในประเทศ อย่างเช่น ข้าว เป็นต้น
4. ราคาน้ำมันที่โรงกลั่นขายก็มาหลายราคา
4.1 ราคาตามสัญญา ราคานี้จะเป็นราคาที่อ้างอิงราคาที่สิงคโปร์ ตามสัญญาที่ตกลงกันไว้ตั้งแต่ตอนสร้างโรงกลั่น เพื่อให้ผู้ลงทุนมีความมั่นใจ ว่าสร้างแล้วจะมีลูกค้าแน่ๆ
4.2 ราคานอกเหนือสัญญา ราคานี้จะขึ้นลงตามการแข่งขันในตลาด และอาจตำ่กว่าราคาส่งออกมากด้วยซำ้ไป ราคานี้จะมีส่วนทำให้ตลาดนำ้มันทั้งขายส่งและขายปลีกมีการแข่งขันกันมากขึ้น
Showing posts with label ส่งออก. Show all posts
Showing posts with label ส่งออก. Show all posts
ศาลอุทธรณ์ ยืนตามศาลชั้นต้น หม่อมกร หมิ่นกระทรวงพลังงาน ให้จำคุก 1 ปี ปรับ 3 หมื่น แต่โทษจำคุกให้รอลงอาญา 2 ปี
ศาลอุทธรณ์ พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี นักวิชาการอิสระด้านพลังงาน ผิดโพสต์เฟซบุ๊กราคาขายน้ำมันดีเซล หมิ่นกระทรวงพลังงาน ปี 56 ให้จำคุก 1 ปี ปรับ 3 หมื่น แต่โทษจำคุกให้รอลงอาญา 2 ปี
ตามฟ้องโจทก์ ระบุว่า เมื่อวันที่ 8 ส.ค.56 ที่จำเลย ได้โพสข้อความในเฟซบุ๊ก " คุยกับหม่อมกร " ระบุถึงราคาขายน้ำมันดีเซล อันเป็นการใส่ความหมิ่นประมาทโจทก์ต่อประชาชนหรือบุคคลทั่วไปซึ่งเป็นบุคคลที่สามโดยการโฆษณา หรือด้วยวิธีใดๆโดยการนำเข้าสู้ระบบคอมพิวเตอร์อินเตอร์เน็ต ซึ่งการกระทำของจำเลยดังกล่าวเป็นการกระทำโดยการหมิ่นประมาทโจทก์เป็นการทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย เหตุเกิดที่ทุกแขวง ทุกเขต กรุงเทพมหานครและทั่วประเทศ
ต่อมา ม.ล.กรกสิวัฒน์จำเลย ยื่นอุทธรณ์ขอให้ศาลยกฟ้อง ขณะที่กระทรวงพลังงาน โจทก์ ยื่นอุทธรณ์เช่นกัน ขอให้ศาลลงโทษจำเลยสถานหนัก
โดยนายบัญชา ปรมีศณาภรณ์ ทนายความฝ่ายกระทรวงพลังงาน โจทก์ เปิดเผยว่า วันนี้ศาลชั้นต้นได้อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ซึ่งศาลอุทธรณ์ก็เห็นว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิด จึงพิพากษายืนตามศาลชั้นต้นไว้
ที่มา http://www.nationtv.tv/main/content/social/378523725/
http://www.tnnthailand.com/news_detail.php?id=119760&t=news
ที่ศาลอาญากรุงเทพใต้ ถ.เจริญกรุง 63 วันที่ 15 พ.ย.59 เวลา 09.00 น. ศาลอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีหมายเลขดำ อ.5418/2556 ที่กระทรวงพลังงาน มอบอำนาจให้ นายเอกศักดิ์ ญาโนทัย เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี นักวิชาการอิสระด้านพลังงาน เป็นจำเลย ในความผิดฐานหมิ่นประมาทผู้อื่นด้วยการโฆษณา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326,328,332 และ พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 14
ตามฟ้องโจทก์ ระบุว่า เมื่อวันที่ 8 ส.ค.56 ที่จำเลย ได้โพสข้อความในเฟซบุ๊ก " คุยกับหม่อมกร " ระบุถึงราคาขายน้ำมันดีเซล อันเป็นการใส่ความหมิ่นประมาทโจทก์ต่อประชาชนหรือบุคคลทั่วไปซึ่งเป็นบุคคลที่สามโดยการโฆษณา หรือด้วยวิธีใดๆโดยการนำเข้าสู้ระบบคอมพิวเตอร์อินเตอร์เน็ต ซึ่งการกระทำของจำเลยดังกล่าวเป็นการกระทำโดยการหมิ่นประมาทโจทก์เป็นการทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย เหตุเกิดที่ทุกแขวง ทุกเขต กรุงเทพมหานครและทั่วประเทศ
คดีนี้ ศาลอาญากรุงเทพใต้ ไต่สวนมูลฟ้องโจทก์แล้วมีคำสั่งรับฟ้องคดีเมื่อวันที่ 15 ส.ค.57 ต่อมาศาลมีคำพิพากษาวันที่ 1 ต.ค.58 ว่า จำเลย มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 และ 328 , พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 3 , 14 (1) ซึ่งเป็นความผิดกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษบทหนักสุด ฐานนำข้อมูลเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ จำคุก 1 ปีและปรับ 30,000 บาท จำเลยไม่เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน เห็นควรให้รอการลงโทษจำคุกมีกำหนดเวลา 2 ปี และให้จำเลยโฆษณาคำพิพากษาของศาลฉบับเต็ม ในหนังสือพิมพ์รายวันไทยโพสต์ , แนวหน้า , ไทยรัฐ , เดลินิวส์ , มติชน , ข่าวสดและกรุงเทพธุรกิจ เป็นเวลา 7 วันติดต่อกัน โดยให้จำเลยเป็นผู้ชำระค่าโฆษณาทั้งหมด และให้จำเลยลบภาพกับข้อความที่หมิ่นประมาทโจทก์ในระบบคอมพิวเตอร์ผ่านโปรแกรมเฟซบุ๊ก ซึ่งจำเลยเป็นเจ้าของหน้าเพจ เว็บไซต์ชื่อว่า " คุยกับหม่อมกร " ถ้าไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29,30
ต่อมา ม.ล.กรกสิวัฒน์จำเลย ยื่นอุทธรณ์ขอให้ศาลยกฟ้อง ขณะที่กระทรวงพลังงาน โจทก์ ยื่นอุทธรณ์เช่นกัน ขอให้ศาลลงโทษจำเลยสถานหนัก
โดยนายบัญชา ปรมีศณาภรณ์ ทนายความฝ่ายกระทรวงพลังงาน โจทก์ เปิดเผยว่า วันนี้ศาลชั้นต้นได้อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ซึ่งศาลอุทธรณ์ก็เห็นว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิด จึงพิพากษายืนตามศาลชั้นต้นไว้
ที่มา http://www.nationtv.tv/main/content/social/378523725/
http://www.tnnthailand.com/news_detail.php?id=119760&t=news
คนไทยทราบหรือไม่เราส่งออกน้ำมันสำเร็จรูปมูลค่ามากกว่าข้าว
เห็นพาดหัวแล้วน่าจะตกใจว่า เห้ย!! เราส่งออกน้ำมันสำเร็จรูปมากกว่าข้าวอีก
ในความเป็นจริงแล้ว ประเทศไทย เป็นประเทศที่ต้องนำเข้าพลังงานสุทธิ...
เราไม่ได้เป็นประเทศที่ร่ำรวยพลังงาน
เราต้องนำเข้าทั้ง น้ำมันดิบ ก๊าซธรรมชาติ ถ่านหิน ไฟฟ้า
เรามีทางเลือกไม่มากนัก
พลังงานสีเขียว อาจเป็นพลังงานทางเลือกที่ต้องส่งเสริมอย่างต่อเนื่อง
และด้วยเทคโนโลยีในปัจจุบันยังไม่สามารถพัฒนาเป็นพลังงานหลักได้
ในปีที่ผ่านมา ประเทศไทยได้ดุลการค้า โดยมูลค่าการส่งออกสินค้ามากกว่ามูลค่าการนำเข้าสินค้า อยู่ประมาณ 3.2 แสนล้านบาท แต่เราขาดดุลพลังงาน ต้องจ่ายเงินออกไปสุทธิกว่า 7.5 แสนล้านบาท ยังดีที่อยู่ในช่วงราคาน้ำมันดิบตกต่ำ (ปีที่ผ่านมาขาดดุล 1.18 ล้านล้านบาท) หมายความว่า เงินทองที่หามาได้ต้องใช้จ่ายไปเพื่อนำพลังงานกลับเข้ามาใช้ ซึ่งส่วนใหญ่ใช้ในภาคอุตสาหกรรมและภาคการขนส่ง (ใช้พลังงานรวมกันประมาณร้อยละ 70)
ประเทศไทยจึงไม่ได้เป็นประเทศที่ร่ำรวยพลังงาน เราผลิตได้ไม่พอใช้ ต้องนำเข้า และ ต้องนำเข้ามากขึ้นๆ ในอนาคต
การสำรวจและผลิตปิโตรเลียมภายในประเทศ และ การส่งเสริม สนับสนุน พลังงานทดแทน พลังงานทางเลือก และ การอนุรักษ์พลังงาน จึงมีความสำคัญมากต่อความอยู่รอดของประเทศในอนาคต
โดยหากเราพิจารณาจากข้อความที่มีการบอกว่า ส่งออกข้าวมูลค่าน้อยกว่าน้ำมันสำเร็จรูป เราต้องมองไปถึงว่า
แล้วไง?
ในความเป็นจริงแล้ว ประเทศไทย เป็นประเทศที่ต้องนำเข้าพลังงานสุทธิ...
เราไม่ได้เป็นประเทศที่ร่ำรวยพลังงาน
เราต้องนำเข้าทั้ง น้ำมันดิบ ก๊าซธรรมชาติ ถ่านหิน ไฟฟ้า
เรามีทางเลือกไม่มากนัก
พลังงานสีเขียว อาจเป็นพลังงานทางเลือกที่ต้องส่งเสริมอย่างต่อเนื่อง
และด้วยเทคโนโลยีในปัจจุบันยังไม่สามารถพัฒนาเป็นพลังงานหลักได้
ในปีที่ผ่านมา ประเทศไทยได้ดุลการค้า โดยมูลค่าการส่งออกสินค้ามากกว่ามูลค่าการนำเข้าสินค้า อยู่ประมาณ 3.2 แสนล้านบาท แต่เราขาดดุลพลังงาน ต้องจ่ายเงินออกไปสุทธิกว่า 7.5 แสนล้านบาท ยังดีที่อยู่ในช่วงราคาน้ำมันดิบตกต่ำ (ปีที่ผ่านมาขาดดุล 1.18 ล้านล้านบาท) หมายความว่า เงินทองที่หามาได้ต้องใช้จ่ายไปเพื่อนำพลังงานกลับเข้ามาใช้ ซึ่งส่วนใหญ่ใช้ในภาคอุตสาหกรรมและภาคการขนส่ง (ใช้พลังงานรวมกันประมาณร้อยละ 70)
ที่มา รู้ให้จริง..ไม่บิดเบือน
ประเทศไทยมีค่าใช้จ่ายด้านพลังงานปีละกว่า 2 ล้านล้านบาท คิดเป็นประมาณร้อยละ 15 ของมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ แม้พลังงานส่วนหนึ่งที่เราสามารถผลิตได้เอง(ปิโตรเลียม) จะช่วยลดการนำเข้าไปแล้วกว่า 4 แสนล้านบาท แต่เรายังต้องสูญเสียเงินออกไปเพื่อนำพลังงานกลับเข้ามาขับเคลื่อนประเทศ
ประเทศไทยจึงไม่ได้เป็นประเทศที่ร่ำรวยพลังงาน เราผลิตได้ไม่พอใช้ ต้องนำเข้า และ ต้องนำเข้ามากขึ้นๆ ในอนาคต
การสำรวจและผลิตปิโตรเลียมภายในประเทศ และ การส่งเสริม สนับสนุน พลังงานทดแทน พลังงานทางเลือก และ การอนุรักษ์พลังงาน จึงมีความสำคัญมากต่อความอยู่รอดของประเทศในอนาคต
โดยหากเราพิจารณาจากข้อความที่มีการบอกว่า ส่งออกข้าวมูลค่าน้อยกว่าน้ำมันสำเร็จรูป เราต้องมองไปถึงว่า
- ข้าวเป็นผลผลิตที่ได้จากการเพาะปลูกภายในประเทศ ซึ่งต่างจากน้ำมันดิบ (เราต้องนำเข้าน้ำมันเพื่อให้ประเทศพอใช้ ถึง 85%)
- เรานำเข้าน้ำมันดิบเข้ามากลั่นเพื่อให้เพียงพอใช้กับในประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งดีเซล และน้ำมันดิบไม่ได้กลั่นออกมาได้แต่ดีเซล ยังได้เบนซิน และ อย่างอื่นอีก
- ดังนั้นเราจึงมีการส่งออกน้ำมันที่เหลือใช้ และนำเข้ามากลั่นเพิ่ม เป็นการสร้างมูลค่าให้กับเศรษฐกิจ
- เหนือสิ่งอื่นใด รายได้รัฐ ก็ได้เพิ่มตามมูลค่าของสินค้า ได้ภาษี และ ผลประโยชน์ต่างๆ จากปิโตรเลียมด้วย
สุดท้ายทิ้งไว้ให้คิด ถ้าเราส่งออกเยอะและมีการติดอันดับโลกนั่นนี่ตามที่มีการบอกกล่าวกันในโลกโซเชียล ทำไม OPEC (Organization of the Petroleum Exporting Countries) ไม่ชวนเราเข้ากลุ่มเสียหล่ะ
การส่งออกน้ำมันดิบของไทยไม่ได้มีใครโกหกใคร
ความจริงแล้ว เรื่องนี้ได้มีการชี้แจงและอธิบายกันหลายครั้งแล้ว ทั้งจากทางราชการ ผู้ประกอบการ และนักวิชาการที่มีความเข้าใจในธุรกิจปิโตรเลียมอย่างแท้จริง แต่เนื่องจากเป็นเรื่องทางเทคนิคของธุรกิจการสำรวจและผลิตปิโตรเลียม และธุรกิจการกลั่นน้ำมัน จึงเป็นเรื่องที่อาจเข้าใจยาก และต้องทำความเข้าใจกันบ่อยๆ อยู่สักหน่อย
ธุรกิจการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมและธุรกิจการกลั่นน้ำมัน เป็นธุรกิจสากลที่มีมาตรฐานการปฏิบัติเหมือนกันทั่วโลก นั่นคือน้ำมันดิบที่ผลิตได้จากแต่ละแหล่งนั้น มีคุณสมบัติไม่เหมือนกัน ถึงแม้จะอยู่ใกล้กันก็ตาม และโรงกลั่นแต่ละโรงนั้น ก็ได้รับการออกแบบให้กลั่นน้ำมันที่มีคุณสมบัติที่แตกต่างกันเพื่อให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด ถ้าจะกลั่นน้ำมันดิบที่มีคุณภาพแตกต่างกันมากๆ และกลั่นน้ำมันดิบได้ทุกชนิด โรงกลั่นฯจะต้องลงทุนในการปรับปรุงกระบวนการกลั่นและติดตั้งอุปกรณ์เป็นเงินสูงมาก ซึ่งอาจไม่จำเป็นและไม่คุ้มค่าต่อการลงทุน ตลอดจนน้ำมันดิบที่นำเข้ากลั่นก็ต้องคัดเลือกชนิดที่ตรงกับความต้องการของตลาดและกลั่นแล้วได้ประสิทธิภาพสูงสุด คือได้น้ำมันสำเร็จรูปที่ตลาดต้องการในปริมาณที่ดีที่สุด และได้รับผลตอบแทนสูงสุด (high yield/high return)
ดังนั้น โรงกลั่นฯในยุโรปและสหรัฐอเมริกา จึงได้รับการออกแบบให้กลั่นน้ำมันดิบชนิดเบา กำมะถันต่ำ หรือที่เรียกว่า Light Sweet Crude เพราะกลั่นแล้วได้น้ำมันเบนซินเยอะ แต่ดีเซลน้อย ซึ่งตรงกับปริมาณการใช้เพราะประเทศแถบนี้ใช้น้ำมันเบนซินมากกว่าดีเซล และอาจติดตั้งอุปกรณ์ในการกำจัดโลหะหนักไว้ตั้งแต่แรก
ที่มา คุยเฟื่องเรื่องพลังงาน
ในขณะที่โรงกลั่นฯในแถบเอเชีย มักจะได้รับการออกแบบให้กลั่นน้ำมันดิบจากตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นน้ำมันดิบชนิดคุณภาพปานกลาง หรือที่เรียกว่า Medium Light Crude ซึ่งกลั่นแล้วได้น้ำมันดีเซลเยอะกว่าเบนซิน ซึ่งตรงกับปริมาณการใช้ในภูมิภาคนี้ที่ใช้ดีเซลมากกว่าเบนซิน และไม่จำเป็นต้องติดตั้งอุปกรณ์ในการกำจัดโลหะหนัก เพราะน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางชนิดที่โรงกลั่นแถบนี้นิยมใช้ไม่มีโลหะหนักผสมอยู่ หรือถ้ามีก็มีในปริมาณที่น้อยมาก
ดังนั้น ถ้าประเทศใดผู้ประกอบการขุดพบน้ำมันดิบที่ไม่ตรงกับความต้องการของโรงกลั่นฯ ในประเทศ แต่เป็นที่ต้องการของต่างประเทศ ทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับผู้ประกอบการก็คือ ส่งออกน้ำมันดิบชนิดนั้นไปขายต่างประเทศ ซึ่งก็เป็นการดีสำหรับประเทศชาติและรัฐบาลด้วย เพราะทำให้ประเทศมีรายได้จากการส่งออก และรัฐบาลก็เก็บค่าภาคหลวงและภาษี ได้สูงกว่าบังคับให้ผู้ประกอบการขายให้โรงกลั่นฯในประเทศ เพราะในเมื่อน้ำมันดิบมีคุณสมบัติไม่ตรงกับที่โรงกลั่นฯอยากได้ โรงกลั่นฯก็ต้องรับซื้อในราคาถูก ซึ่งจะทำให้รัฐมีรายได้น้อยลง เพราะค่าภาคหลวงและภาษีเก็บเป็นร้อยละของราคาขายและกำไร
ซึ่งเรื่องแบบนี้เขาก็ทำกันทั่วโลกครับ แม้แต่ในมาเลเซียและอินโดนีเซีย ที่มีผู้ชอบหยิบยกขึ้นมาเป็นตัวอย่างอยู่เรื่อยๆ เขาก็มีการส่งออกน้ำมันดิบคุณภาพดี แต่ไม่เหมาะสมกับใช้กลั่นในประเทศออกไปขายต่างประเทศ แล้วนำเข้าน้ำมันดิบที่มีคุณภาพเหมาะสมกับโรงกลั่นฯเข้ามากลั่นแทน ก็ไม่เห็นที่ไหนจะมีปัญหาเหมือนกับประเทศไทยเลย (ประเทศไทยเราใช้ดีเซลเยอะกว่าชนิดอื่น จึงต้องนำเข้าน้ำมันมากลั่นเพื่อให้เหมาะสมกับความต้องการใช้ในประเทศ)
น้ำมันดิบที่ผลิตได้ส่วนใหญ่ (95%) ก็ส่งให้โรงกลั่นฯในประเทศหมด ปริมาณส่งออกมีน้อยมาก (ประมาณ 5% เท่านั้น) และน้ำมันดิบที่นำเข้าจากต่างประเทศก็ไม่ได้มีราคาแพงกว่า เพราะเป็นน้ำมันดิบคนละชนิดกันกับที่ส่งออก (อาจจะถูกกว่าด้วยซ้ำไป)
ตัวอย่างต่อไปนี้เป็นการบริหารจัดการน้ำมันดิบให้เหมาะสมกับโรงกลั่นเพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ตามความต้องการใช้ภายในประเทศ โดยสมมุติให้ผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการกลั่นน้ำมันดิบมีค่าเฉลี่ยเป็นไปตามสมมุติฐานแล้วแต่กรณี
ในกรณีที่ 1 สมมุติให้นำเข้าน้ำมันดิบชนิดที่ 1 เพียงชนิดเดียว มากลั่นจะได้ผลิตภัณฑ์เป็นน้ำมันดีเซลร้อยละ 41 ได้น้ำมันเบนซินร้อยละ 19 และที่เหลือเป็นผลิตภัณฑ์อื่นๆ ดังแสดงในรูปตาราง การนำเข้าน้ำมันมากลั่นนี้เพื่อสนองความต้องการใช้น้ำมันดีเซลภายในประเทศเป็นหลัก คือ ประมาณ 352,000 บาร์เรลต่อวัน หรือ 56 ล้านลิตรต่อวัน โดยต้องนำเข้าน้ำมันดิบชนิดนี้ประมาณ 858,537 บาร์เรลต่อวัน ซึ่งเมื่อกลั่นแล้วจะได้น้ำมันดีเซลพอดีความต้องการใช้ แต่ต้องส่งออกน้ำมันเบนซินอีกกว่า 5 ล้านลิตรต่อวัน เพราะกลั่นได้เกินความต้องการ และต้องนำเข้าน้ำมันเครื่องบินอีก 1.5 ล้านลิตรต่อวัน เพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการใช้..เป็นต้น
จากตัวอย่างดังกล่าว จะพบว่า แม้ความต้องการน้ำมันดีเซลภายในประเทศมีเพียง 352,000 บาร์เรลต่อวัน หรือ 56 ล้านลิตรต่อวัน แต่ต้องนำน้ำมันดิบชนิดที่ 1 เข้ามากลั่นมีปริมาณสูงกว่า 8 แสนบาร์เรลต่อวัน
ในกรณีที่ 2 สมมุติให้นำเข้าน้ำมันดิบชนิดที่ 2 ซึ่งกลั่นแล้วได้ผลิตภัณฑ์เป็นน้ำมันดีเซลร้อยละ 33.5 ได้น้ำมันเบนซินร้อยละ 25.5 และผลิตภัณฑ์อื่นๆ ดังแสดงในรูป การนำเข้าน้ำมันมากลั่นนี้เพื่อสนองความต้องการใช้น้ำมันดีเซลเป็นหลัก คือ ประมาณ 352,000 บาร์เรลต่อวัน หรือ 56 ล้านลิตรต่อวัน โดยต้องนำเข้าน้ำมันดิบชนิดนี้ประมาณ 1,050,476 บาร์เรลต่อวัน และเมื่อกลั่นแล้วจะได้น้ำมันดีเซลพอดีความต้องการใช้ แต่ต้องส่งออกน้ำมันเบนซินและน้ำมันเครื่องบิน อีก 22 และ 4.2 ล้านลิตรต่อวัน ตามลำดับ เพราะกลั่นได้เกินความต้องการใช้
จากตัวอย่างดังกล่าว จะพบว่า เพื่อสนองความต้องการใช้น้ำมันดีเซลภายในประเทศ 352,000 บาร์เรลต่อวัน หรือ 56 ล้านลิตรต่อวัน แต่ต้องนำน้ำมันดิบชนิดที่ 2 เข้ามากลั่นมีปริมาณสูงถึง 1 ล้านบาร์เรลต่อวัน
ในกรณีที่ 3 สมมุติให้นำเข้าน้ำมันดิบมากกว่า 1 ชนิด คือนำเข้าน้ำมันดิบชนิดที่ 1 และ 2 ตามที่กล่าวไปแล้ว โดยนำเข้าน้ำมันชนิดที่ 1 ประมาณ 750,000 บาร์เรลต่อวัน และชนิดที่ 2 อีก 100,000 บาร์เรลต่อวัน จะได้ผลิตภัณฑ์รวมกันตามรูปตาราง ซึ่งจะทำให้มีปริมาณน้ำมันดีเซลและเบนซินเกินความต้องการใช้ แต่ต้องนำเข้าน้ำมันเครืองบิน รายละเอียดตามรูป
กรณีต่างๆ นี้ เป็นเพียงตัวอย่างที่นำมาประกอบให้เกิดความเข้าใจมากขึ้น เรื่องการบริหารจัดการน้ำมันให้มีความเหมาะสมกับโรงกลั่นเพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ตรงตามความต้องการใช้ภายในประเทศให้ได้มากที่สุด แต่เอาเข้าจริงๆ ยังมีปัจจัยอื่นๆ อีกมากที่เกี่ยวข้อง เช่น แหล่งที่มาของน้ำมันที่หลากหลาย ความแตกต่างของผลิตภัณฑ์ที่กลั่นได้ ความสามารถและประสิทธิภาพในการกลั่นของแต่ละโรง ระยะเวลานำเข้า ส่งออก สต๊อกน้ำมันดิบ สต๊อกน้ำมันสุก ความต้องการใช้รายวัน ราคา กำไร และ อื่นๆ ซึ่งมันไม่ได้ง่ายเหมือนการนำเอาตัวเลขการใช้น้ำมันสุก ตัวเลขการผลิตและการนำเข้าน้ำมันดิบมาบวกลบกันตรงๆ ได้ อย่างที่หลายท่านเข้าใจกัน ทำให้เกิดความสงสัยในเรื่องปริมาณการนำเข้าน้ำมันดิบที่มากเกินความจำเป็น และการบริหารจัดการของโรงกลั่นให้ได้น้ำมันสำเร็จรูปพอดีกับความต้องการในแต่ละวัน คงไม่สามารถทำได้ จึงต้องมีการนำเข้าและส่งออกน้ำมันสำเร็จรูปตามความเหมาะสมในช่วงเวลานั้นๆ
ธุรกิจการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมและธุรกิจการกลั่นน้ำมัน เป็นธุรกิจสากลที่มีมาตรฐานการปฏิบัติเหมือนกันทั่วโลก นั่นคือน้ำมันดิบที่ผลิตได้จากแต่ละแหล่งนั้น มีคุณสมบัติไม่เหมือนกัน ถึงแม้จะอยู่ใกล้กันก็ตาม และโรงกลั่นแต่ละโรงนั้น ก็ได้รับการออกแบบให้กลั่นน้ำมันที่มีคุณสมบัติที่แตกต่างกันเพื่อให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด ถ้าจะกลั่นน้ำมันดิบที่มีคุณภาพแตกต่างกันมากๆ และกลั่นน้ำมันดิบได้ทุกชนิด โรงกลั่นฯจะต้องลงทุนในการปรับปรุงกระบวนการกลั่นและติดตั้งอุปกรณ์เป็นเงินสูงมาก ซึ่งอาจไม่จำเป็นและไม่คุ้มค่าต่อการลงทุน ตลอดจนน้ำมันดิบที่นำเข้ากลั่นก็ต้องคัดเลือกชนิดที่ตรงกับความต้องการของตลาดและกลั่นแล้วได้ประสิทธิภาพสูงสุด คือได้น้ำมันสำเร็จรูปที่ตลาดต้องการในปริมาณที่ดีที่สุด และได้รับผลตอบแทนสูงสุด (high yield/high return)
ดังนั้น โรงกลั่นฯในยุโรปและสหรัฐอเมริกา จึงได้รับการออกแบบให้กลั่นน้ำมันดิบชนิดเบา กำมะถันต่ำ หรือที่เรียกว่า Light Sweet Crude เพราะกลั่นแล้วได้น้ำมันเบนซินเยอะ แต่ดีเซลน้อย ซึ่งตรงกับปริมาณการใช้เพราะประเทศแถบนี้ใช้น้ำมันเบนซินมากกว่าดีเซล และอาจติดตั้งอุปกรณ์ในการกำจัดโลหะหนักไว้ตั้งแต่แรก
ในขณะที่โรงกลั่นฯในแถบเอเชีย มักจะได้รับการออกแบบให้กลั่นน้ำมันดิบจากตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นน้ำมันดิบชนิดคุณภาพปานกลาง หรือที่เรียกว่า Medium Light Crude ซึ่งกลั่นแล้วได้น้ำมันดีเซลเยอะกว่าเบนซิน ซึ่งตรงกับปริมาณการใช้ในภูมิภาคนี้ที่ใช้ดีเซลมากกว่าเบนซิน และไม่จำเป็นต้องติดตั้งอุปกรณ์ในการกำจัดโลหะหนัก เพราะน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางชนิดที่โรงกลั่นแถบนี้นิยมใช้ไม่มีโลหะหนักผสมอยู่ หรือถ้ามีก็มีในปริมาณที่น้อยมาก
ดังนั้น ถ้าประเทศใดผู้ประกอบการขุดพบน้ำมันดิบที่ไม่ตรงกับความต้องการของโรงกลั่นฯ ในประเทศ แต่เป็นที่ต้องการของต่างประเทศ ทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับผู้ประกอบการก็คือ ส่งออกน้ำมันดิบชนิดนั้นไปขายต่างประเทศ ซึ่งก็เป็นการดีสำหรับประเทศชาติและรัฐบาลด้วย เพราะทำให้ประเทศมีรายได้จากการส่งออก และรัฐบาลก็เก็บค่าภาคหลวงและภาษี ได้สูงกว่าบังคับให้ผู้ประกอบการขายให้โรงกลั่นฯในประเทศ เพราะในเมื่อน้ำมันดิบมีคุณสมบัติไม่ตรงกับที่โรงกลั่นฯอยากได้ โรงกลั่นฯก็ต้องรับซื้อในราคาถูก ซึ่งจะทำให้รัฐมีรายได้น้อยลง เพราะค่าภาคหลวงและภาษีเก็บเป็นร้อยละของราคาขายและกำไร
ซึ่งเรื่องแบบนี้เขาก็ทำกันทั่วโลกครับ แม้แต่ในมาเลเซียและอินโดนีเซีย ที่มีผู้ชอบหยิบยกขึ้นมาเป็นตัวอย่างอยู่เรื่อยๆ เขาก็มีการส่งออกน้ำมันดิบคุณภาพดี แต่ไม่เหมาะสมกับใช้กลั่นในประเทศออกไปขายต่างประเทศ แล้วนำเข้าน้ำมันดิบที่มีคุณภาพเหมาะสมกับโรงกลั่นฯเข้ามากลั่นแทน ก็ไม่เห็นที่ไหนจะมีปัญหาเหมือนกับประเทศไทยเลย (ประเทศไทยเราใช้ดีเซลเยอะกว่าชนิดอื่น จึงต้องนำเข้าน้ำมันมากลั่นเพื่อให้เหมาะสมกับความต้องการใช้ในประเทศ)
น้ำมันดิบที่ผลิตได้ส่วนใหญ่ (95%) ก็ส่งให้โรงกลั่นฯในประเทศหมด ปริมาณส่งออกมีน้อยมาก (ประมาณ 5% เท่านั้น) และน้ำมันดิบที่นำเข้าจากต่างประเทศก็ไม่ได้มีราคาแพงกว่า เพราะเป็นน้ำมันดิบคนละชนิดกันกับที่ส่งออก (อาจจะถูกกว่าด้วยซ้ำไป)
ตัวอย่างต่อไปนี้เป็นการบริหารจัดการน้ำมันดิบให้เหมาะสมกับโรงกลั่นเพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ตามความต้องการใช้ภายในประเทศ โดยสมมุติให้ผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการกลั่นน้ำมันดิบมีค่าเฉลี่ยเป็นไปตามสมมุติฐานแล้วแต่กรณี
ในกรณีที่ 1 สมมุติให้นำเข้าน้ำมันดิบชนิดที่ 1 เพียงชนิดเดียว มากลั่นจะได้ผลิตภัณฑ์เป็นน้ำมันดีเซลร้อยละ 41 ได้น้ำมันเบนซินร้อยละ 19 และที่เหลือเป็นผลิตภัณฑ์อื่นๆ ดังแสดงในรูปตาราง การนำเข้าน้ำมันมากลั่นนี้เพื่อสนองความต้องการใช้น้ำมันดีเซลภายในประเทศเป็นหลัก คือ ประมาณ 352,000 บาร์เรลต่อวัน หรือ 56 ล้านลิตรต่อวัน โดยต้องนำเข้าน้ำมันดิบชนิดนี้ประมาณ 858,537 บาร์เรลต่อวัน ซึ่งเมื่อกลั่นแล้วจะได้น้ำมันดีเซลพอดีความต้องการใช้ แต่ต้องส่งออกน้ำมันเบนซินอีกกว่า 5 ล้านลิตรต่อวัน เพราะกลั่นได้เกินความต้องการ และต้องนำเข้าน้ำมันเครื่องบินอีก 1.5 ล้านลิตรต่อวัน เพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการใช้..เป็นต้น
จากตัวอย่างดังกล่าว จะพบว่า แม้ความต้องการน้ำมันดีเซลภายในประเทศมีเพียง 352,000 บาร์เรลต่อวัน หรือ 56 ล้านลิตรต่อวัน แต่ต้องนำน้ำมันดิบชนิดที่ 1 เข้ามากลั่นมีปริมาณสูงกว่า 8 แสนบาร์เรลต่อวัน
ในกรณีที่ 2 สมมุติให้นำเข้าน้ำมันดิบชนิดที่ 2 ซึ่งกลั่นแล้วได้ผลิตภัณฑ์เป็นน้ำมันดีเซลร้อยละ 33.5 ได้น้ำมันเบนซินร้อยละ 25.5 และผลิตภัณฑ์อื่นๆ ดังแสดงในรูป การนำเข้าน้ำมันมากลั่นนี้เพื่อสนองความต้องการใช้น้ำมันดีเซลเป็นหลัก คือ ประมาณ 352,000 บาร์เรลต่อวัน หรือ 56 ล้านลิตรต่อวัน โดยต้องนำเข้าน้ำมันดิบชนิดนี้ประมาณ 1,050,476 บาร์เรลต่อวัน และเมื่อกลั่นแล้วจะได้น้ำมันดีเซลพอดีความต้องการใช้ แต่ต้องส่งออกน้ำมันเบนซินและน้ำมันเครื่องบิน อีก 22 และ 4.2 ล้านลิตรต่อวัน ตามลำดับ เพราะกลั่นได้เกินความต้องการใช้
จากตัวอย่างดังกล่าว จะพบว่า เพื่อสนองความต้องการใช้น้ำมันดีเซลภายในประเทศ 352,000 บาร์เรลต่อวัน หรือ 56 ล้านลิตรต่อวัน แต่ต้องนำน้ำมันดิบชนิดที่ 2 เข้ามากลั่นมีปริมาณสูงถึง 1 ล้านบาร์เรลต่อวัน
ในกรณีที่ 3 สมมุติให้นำเข้าน้ำมันดิบมากกว่า 1 ชนิด คือนำเข้าน้ำมันดิบชนิดที่ 1 และ 2 ตามที่กล่าวไปแล้ว โดยนำเข้าน้ำมันชนิดที่ 1 ประมาณ 750,000 บาร์เรลต่อวัน และชนิดที่ 2 อีก 100,000 บาร์เรลต่อวัน จะได้ผลิตภัณฑ์รวมกันตามรูปตาราง ซึ่งจะทำให้มีปริมาณน้ำมันดีเซลและเบนซินเกินความต้องการใช้ แต่ต้องนำเข้าน้ำมันเครืองบิน รายละเอียดตามรูป
กรณีต่างๆ นี้ เป็นเพียงตัวอย่างที่นำมาประกอบให้เกิดความเข้าใจมากขึ้น เรื่องการบริหารจัดการน้ำมันให้มีความเหมาะสมกับโรงกลั่นเพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ตรงตามความต้องการใช้ภายในประเทศให้ได้มากที่สุด แต่เอาเข้าจริงๆ ยังมีปัจจัยอื่นๆ อีกมากที่เกี่ยวข้อง เช่น แหล่งที่มาของน้ำมันที่หลากหลาย ความแตกต่างของผลิตภัณฑ์ที่กลั่นได้ ความสามารถและประสิทธิภาพในการกลั่นของแต่ละโรง ระยะเวลานำเข้า ส่งออก สต๊อกน้ำมันดิบ สต๊อกน้ำมันสุก ความต้องการใช้รายวัน ราคา กำไร และ อื่นๆ ซึ่งมันไม่ได้ง่ายเหมือนการนำเอาตัวเลขการใช้น้ำมันสุก ตัวเลขการผลิตและการนำเข้าน้ำมันดิบมาบวกลบกันตรงๆ ได้ อย่างที่หลายท่านเข้าใจกัน ทำให้เกิดความสงสัยในเรื่องปริมาณการนำเข้าน้ำมันดิบที่มากเกินความจำเป็น และการบริหารจัดการของโรงกลั่นให้ได้น้ำมันสำเร็จรูปพอดีกับความต้องการในแต่ละวัน คงไม่สามารถทำได้ จึงต้องมีการนำเข้าและส่งออกน้ำมันสำเร็จรูปตามความเหมาะสมในช่วงเวลานั้นๆ
เสียงจากลูกหลานไทย ที่ยังห่วงคนไทย ต้องอ่านความรู้เรื่องพลังงานให้ดี
เสียงจากลูกหลานไทย ที่ยังห่วงคนไทย
// แม้ผมจะทำงานได้เงินเดือนเยอะ แต่ก็สงสารคนไทยหากยังเป็นเช่นนี้คนไทยไม่มีทางลืมตาอ้าปากได้อย่างแน่นอนครับ
ข้อความดังกล่าวอาจชวนให้เห็นใจแต่ถ้ามีความรู้พลังงานที่ดีน่าจะต้องเฉลียวใจเรื่องพลังงานบ้าง
คำตอบ ประเด็นด้านบนมั่วเสียเหลือเกิน การทำงานได้เงินเดือนเยอะจริงครับ เพราะมีความเสี่ยงสูง ห่างไกลลูกเมีย ต้องมีสภาพจิตใจที่ดีและร่างกายที่แข็งแรง เหมาะกับการทำงานในทะเล แต่สิ่งที่ทุยขาดคือการศึกษาในสิ่งที่ตนเองทำ การมองรอบ คนทำงานแบบคนโพสต์เบื้องต้นมองแคบมองแต่ในกะลาเอง และที่สำคัญอาจจะยังไม่รู้ว่า ในอุตสาหกรรมสำรวจและผลิตปิโตรเลียม ณ ขนาดนี้ เนื่องจากราคาน้ำมันดิบและการไม่สามารถเปิดให้มีการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมครั้งที่ 21 นั้น บริษัทที่ทำงานอยู่และบริษัทอื่นๆกำลังพิจารณาเอาคนออกเพื่อลด cost ซึ่งแนะนำเลย เอาน้องที่ทำงานอยู่ออกก่อนนะ แท่นจะได้เบาๆ ไม่มีภาระในจากคนที่ไม่มีความรู้เรื่องพลังงานมาโพสต์มั่ว
คำตอบ ประเด็นด้านบนมั่วเสียเหลือเกิน บอกว่าค่าสัมปทานต่ำสุดในเอเซีย เรื่องนี้ผมเลิกเถียงไปนานแล้ว เพราะคนทั่วไป เค้าก็รู้กันว่าผลประโยชน์ที่ประเทศได้รับ มีความเหมาะสมอยู่ในระดับกลางค่อนไปทางสูงเมื่อเทียบกับประเทศต่างๆทั่วโลก
ลองไปดูนะ ประเทศที่เก็บกว่าร้อยละ 90 อย่างกัมพูชา ปัจจุบันยังไม่ได้เงินสักแดงเดียว เพราะอะไรหรอ เพราะยังหาไม่เจอ ดังนั้นนะ การจะตั้งอะไร เก็บเท่าไหร่ มันต้องสะท้อนศักยภาพของตัวเองด้วย
เหมือนทุยไง มูลค่าต่ำมาก อย่าให้เจอนะดีดหูและเชิญออกเลยครับ
บอกว่ามีแท่นในอ่าวไทย 400 กว่าแท่นและทุยทำงานมากว่า10ปี ไม่เคยเจอเจ้าหน้าทีกระทรวงพลังงานเลย เออ ทุยพี่จะบอกอะไรให้นะ การทำงานทุกอย่างทำภายใต้ กม ภายใต้ข้อกำหนด ภายใต้เทคโนโลยีที่ทันสมัย ดังนั้นไม่มีความจำเป็นเลย ที่กระทรวงพลังงาน โดยกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติที่มีระบบตรวจสอบที่รัดกุม แน่นหนา ถูกต้อง แม่นยำ จะต้องลงไปทุกแท่น อย่างที่ทุยต้องการ แต่ถ้าจะไปแท่นจริงๆคงไปเอาทุยออกจากปลักที่แท่นนะครับ ถ้าทุยอยากให้ไปหาก็ติดต่อมานะครับ แล้วเจอกัน
บอกว่าน้ำมันดิบและคอนเดนเสทที่ดีที่สุดในโลกถูกส่งออกนั้น ยอมรับว่าจริงนะทุย แต่ทุกๆหยดที่ส่งออก เราทราบปริมาณ คุณภาพ และราคาที่เหมาะสมตามตลาดโลก มีการเก็บภาษีและค่าภาคหลวงที่ถูกต้อง ครบถ้วน ซึ่งพี่ก็เข้าใจนะว่าทึยอาจจะไม่รู้ เพราะว่ามันเกินสติปัญญาของทุย แต่ถ้าอยากทราบ ปริมาณ คุณภาพ ราคา เงินที่จัดเก็บได้ ไปดูนะใน website www.dmf.go.th ลองเข้าไปดูนะจะได้เลิกโง่นะ อายเค้า
พื้นฐานที่ว่า 400 กว่าแท่นผลิตเยอะแยะ คิดเป็นเงินมหาศาลตาม เม็ดก้อนสมองนั้น อันนี้ก็เหมือนเดิม อยากให้ไปดูใน website ข้างบนนะ อย่ามโน
สุดท้ายถ้าทุยอยากพัฒนาบ้านเกิด พัฒนาประเทศ ก็ง่ายนิดเดียว ขอให้คนที่ทำงานแล้วมาโมเมว่าอยู่ในวงการสำรวจและผลิตปิโตรเลียม ช่วยหาข้อเท็จจริงและพูดความจริงออกมาเถอะ อย่าทุบหม้อข้าวตัวเองด้วยข้อมูลจากพวกบิดเบือน
สาธุ
// แม้ผมจะทำงานได้เงินเดือนเยอะ แต่ก็สงสารคนไทยหากยังเป็นเช่นนี้คนไทยไม่มีทางลืมตาอ้าปากได้อย่างแน่นอนครับ
ข้อความดังกล่าวอาจชวนให้เห็นใจแต่ถ้ามีความรู้พลังงานที่ดีน่าจะต้องเฉลียวใจเรื่องพลังงานบ้าง
คำถาม ผมทำงานในแท่นขุดน้ำมันกลางอ่าวไทย เงินเดือนดีมากๆ มากกว่าไปตะวันออกกลางเสียอีก มีฮ.มารับมาส่ง อยากได้อะไรแค่โทรไปอยากกินอะไรมีเรือเร็วมาส่งให้ทันทีแค่โทรไปบอกเท่านั้น บริษัทน้ำมันต่างชาติเขาช่างดูแลเราดีเหลือเกิน แต่ผมมารู้ทีหลังว่าค่าใช้จ่ายเหล่านี้บ.น้ำมันต่างชาติเอามาหักจากค่าสัมปทานที่จะให้ประเทศไทยได้ แสดงว่าค่าใช้จ่ายทั้งหมดแม้แต่เงินเดือนของผมมันก็คือเงินของคนไทย ไม่ใช่เงินของบริษัทน้ำมันต่างชาติ
คำตอบ ประเด็นด้านบนมั่วเสียเหลือเกิน การทำงานได้เงินเดือนเยอะจริงครับ เพราะมีความเสี่ยงสูง ห่างไกลลูกเมีย ต้องมีสภาพจิตใจที่ดีและร่างกายที่แข็งแรง เหมาะกับการทำงานในทะเล แต่สิ่งที่ทุยขาดคือการศึกษาในสิ่งที่ตนเองทำ การมองรอบ คนทำงานแบบคนโพสต์เบื้องต้นมองแคบมองแต่ในกะลาเอง และที่สำคัญอาจจะยังไม่รู้ว่า ในอุตสาหกรรมสำรวจและผลิตปิโตรเลียม ณ ขนาดนี้ เนื่องจากราคาน้ำมันดิบและการไม่สามารถเปิดให้มีการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมครั้งที่ 21 นั้น บริษัทที่ทำงานอยู่และบริษัทอื่นๆกำลังพิจารณาเอาคนออกเพื่อลด cost ซึ่งแนะนำเลย เอาน้องที่ทำงานอยู่ออกก่อนนะ แท่นจะได้เบาๆ ไม่มีภาระในจากคนที่ไม่มีความรู้เรื่องพลังงานมาโพสต์มั่ว
คำถาม ผมพึ่งมารู้ทีหลังว่าค่าสัมปทานพลังงานที่คืนให้คนไทยในฐานะเป็นเจ้าของทรัพยากร เป็นค่าสัมปทานที่ต่ำที่สุดในเอเซีย แทบจะเรียกว่าต่ำที่สุดในโลกแล้ว แท่นขุดเจาะในอ่าวไทยสี่ร้อยกว่าแท่นตั้งแต่ผมทำงานมาสิบกว่าปี ผมยังไม่เคยเห็นจนท.กระทรวงพลังงานลงมาดูแม้แต่ครั้งเดียว ผมทราบดีว่าทุกครั้งที่มีการส่งสินค้าออกนอกประเทศ ก็จะมีการเก็บภาษีส่งออก มีเจ้าหน้าที่กรมศุลกากรควบคุม แต่ผมแปลกใจมากที่เวลาเอาน้ำมันดิบที่คุณภาพดีที่สุดในโลก และคอนเดนเสสคุณภาพสุดยอดส่งออก ไม่มีเจ้าหน้าที่ทั้งกระทรวงพลังงานและกรมศุลการกรมาดูกันเลย เขาละเลยเรื่องนี้มาโดยตลอดแล้วเขาเอาตัวเลขมาจากที่ไหนไปรายงานเขาคิดภาษีกันยังไง เฉพาะแท่นขุดเจาะที่ผมทำงานอยู่ปริมาณน้ำมันดิบก็ไม่ได้มากมายเท่ากับแท่นที่อยู่ใกล้เคียงอีกหลายแท่น ผมลองคูณตัวเลขเป็นดอลล่าแล้วผมตกใจ กับสี่้ร้อยกว่าแท่นในอ่าวไทย คนไทยควรเป็นมหาเศรษฐีกันทุกคนแล้ว มันหายไปไหน... เวลาผมกลับบ้านนอกเมื่อเห็นคุณภาพชีวิตของญาติๆผม ผมว่าคนไทยควรรู้เรื่องนี้กันได้แล้ว
คำตอบ ประเด็นด้านบนมั่วเสียเหลือเกิน บอกว่าค่าสัมปทานต่ำสุดในเอเซีย เรื่องนี้ผมเลิกเถียงไปนานแล้ว เพราะคนทั่วไป เค้าก็รู้กันว่าผลประโยชน์ที่ประเทศได้รับ มีความเหมาะสมอยู่ในระดับกลางค่อนไปทางสูงเมื่อเทียบกับประเทศต่างๆทั่วโลก
ลองไปดูนะ ประเทศที่เก็บกว่าร้อยละ 90 อย่างกัมพูชา ปัจจุบันยังไม่ได้เงินสักแดงเดียว เพราะอะไรหรอ เพราะยังหาไม่เจอ ดังนั้นนะ การจะตั้งอะไร เก็บเท่าไหร่ มันต้องสะท้อนศักยภาพของตัวเองด้วย
เหมือนทุยไง มูลค่าต่ำมาก อย่าให้เจอนะดีดหูและเชิญออกเลยครับ
บอกว่ามีแท่นในอ่าวไทย 400 กว่าแท่นและทุยทำงานมากว่า10ปี ไม่เคยเจอเจ้าหน้าทีกระทรวงพลังงานเลย เออ ทุยพี่จะบอกอะไรให้นะ การทำงานทุกอย่างทำภายใต้ กม ภายใต้ข้อกำหนด ภายใต้เทคโนโลยีที่ทันสมัย ดังนั้นไม่มีความจำเป็นเลย ที่กระทรวงพลังงาน โดยกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติที่มีระบบตรวจสอบที่รัดกุม แน่นหนา ถูกต้อง แม่นยำ จะต้องลงไปทุกแท่น อย่างที่ทุยต้องการ แต่ถ้าจะไปแท่นจริงๆคงไปเอาทุยออกจากปลักที่แท่นนะครับ ถ้าทุยอยากให้ไปหาก็ติดต่อมานะครับ แล้วเจอกัน
บอกว่าน้ำมันดิบและคอนเดนเสทที่ดีที่สุดในโลกถูกส่งออกนั้น ยอมรับว่าจริงนะทุย แต่ทุกๆหยดที่ส่งออก เราทราบปริมาณ คุณภาพ และราคาที่เหมาะสมตามตลาดโลก มีการเก็บภาษีและค่าภาคหลวงที่ถูกต้อง ครบถ้วน ซึ่งพี่ก็เข้าใจนะว่าทึยอาจจะไม่รู้ เพราะว่ามันเกินสติปัญญาของทุย แต่ถ้าอยากทราบ ปริมาณ คุณภาพ ราคา เงินที่จัดเก็บได้ ไปดูนะใน website www.dmf.go.th ลองเข้าไปดูนะจะได้เลิกโง่นะ อายเค้า
พื้นฐานที่ว่า 400 กว่าแท่นผลิตเยอะแยะ คิดเป็นเงินมหาศาลตาม เม็ดก้อนสมองนั้น อันนี้ก็เหมือนเดิม อยากให้ไปดูใน website ข้างบนนะ อย่ามโน
สุดท้ายถ้าทุยอยากพัฒนาบ้านเกิด พัฒนาประเทศ ก็ง่ายนิดเดียว ขอให้คนที่ทำงานแล้วมาโมเมว่าอยู่ในวงการสำรวจและผลิตปิโตรเลียม ช่วยหาข้อเท็จจริงและพูดความจริงออกมาเถอะ อย่าทุบหม้อข้าวตัวเองด้วยข้อมูลจากพวกบิดเบือน
สาธุ
OPEC คือกลุ่มประเทศที่ส่งออกน้ำมันเป็นสินค้าหลัก ไม่ใช่ก๊าซธรรมชาติ
OPEC ย่อมาจาก Organization of the Petroleum Exporting Countries ถ้าแปลตรงตัวก็แปลว่า องค์การประเทศผู้ส่งออกปิโตรเลียม แต่โดยพฤตินัยแล้ว หมายถึงประเทศผู้ส่งออกน้ำมันดิบนะครับ เพราะประเทศยักษ์ใหญ่แห่งก๊าซธรรมชาติอย่างรัสเซียที่มีปริมาณสำรองและการส่งออกก๊าซธรรมชาติมากที่สุดในโลกนั้น ก็ไม่ได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกกลุ่มประเทศ OPEC นะครับ จึงต้องเรียกกลุ่ม OPEC ว่าเป็น “องค์การประเทศผู้ส่งน้ำมันเป็นสินค้าออก” โดยปริยาย
ถ้ามีใครไปเปรียบเทียบการผลิตก๊าซธรรมชาติของประเทศไทย กับพวกกลุ่มประเทศ OPEC อย่างเช่น เอกวาดอร์ คูเวต อังโกลา อิรัก หรือ ลิเบีย เป็นต้น แล้วบอกว่าเราผลิตมากกว่าเค้าอย่างนี้อย่างนั้น ประเทศไทยจึงเป็นประเทศที่มีปิโตรเลียมมหาศาล!!! อย่าไปหลงเชื่อนะครับ ว่าประเทศไทยมีปิโตรเลียมมหาศาลเทียบเท่าประเทศกลุ่ม OPEC เพราะประเทศไทยถือว่าเป็นประเทศนำเข้าทั้งก๊าซธรรมชาติและน้ำมันดิบนะครับ เนื่องจากเรามีการบริโภคที่มากกว่าที่ผลิตได้นั่นเอง และกลุ่มประเทศ OPEC เค้าไม่เน้นผลิตและส่งออกก๊าซธรรมชาติ เค้าเน้นการผลิตและส่งออกน้ำมันดิบครับ
ประเทศกลุ่ม OPEC ได้ก่อตั้งจากการประชุมที่กรุงแบกแดด ประเทศอิรัก เมื่อวันที่ 11-14 กันยายน 1960 โดย 5 ประเทศยักษ์ใหญ่แห่งวงการปิโตรเลียมคือ ประเทศซาอุดิอาระเบีย อิหร่าน อิรัก คูเวต และ เวเนซูเอล่า เพื่อความร่วมมืออย่างมีเอกภาพทางด้านนโยบายน้ำมัน ด้านการควบคุมราคาน้ำมันไม่ให้ผันผวน ด้านเศรษฐกิจที่จะผลิตน้ำมันเป็นแหล่งพลังงานของทุกประเทศที่ใช้น้ำมันด้วยผลตอบแทนที่เป็นธรรมในการลงทุนในธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียม หลังจากนั้นก็มีอีก 9 ประเทศขอเข้าร่วมเป็นสมาชิกดังนี้ กาตาร์ (1961) อินโดนีเซีย (1962-2009) ลิเบีย (1962) สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (1967) แอลจีเรีย (1969) ไนจีเรีย (1971) เอลกวาดอร์ (1973-1992, 2007-ปัจจุบัน) กาบอง (1975-1994) อังโกลา (2007)
ต่อมาประเทศเอลกวาดอร์ขอลาออกในปี 1992 แล้วก็กลับมาเป็นสมาชิกอีกครั้งในปี 2007 ส่วนประเทศกาบองได้ขอลาออกในปี 1994 และประเทศอินโดนีเซียลาออกในปี 2009 เนื่องจากกลายเป็นประเทศนำเข้าน้ำมันไปแล้ว ทำให้เหลือประเทศสมาชิกในปัจจุบัน 12 ประเทศ
ในช่วงแรกกลุ่ม OPEC มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่กรุงเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ได้อยู่ 5 ปี ก็ย้ายที่ทำการไปอยู่ที่กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย ในวันที่ 1 กันยายน 1965 โดยช่วงเวลานั้นเป็นช่วงสิ้นสุดยุคล่าอาณานิคม มีการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคมของโลก และมีการก่อตัวรัฐอิสระเป็นประเทศกำลังพัฒนาหลายประเทศ จึงมีการใช้น้ำมันดิบเพิ่มขึ้นอย่างมากเพื่อพัฒนาและฟื้นฟูประเทศ ในเวลานั้นวงการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมได้มีกลุ่มบริษัทข้ามชาติที่ทรงอิทธิพลที่สุดในยุคนั้นเรียกกันว่า “Seven Sisters” มีทั้งหมด 7 บริษัท ได้แก่ Esso, Shell, BP, Mobil, Chevron, Gulf Oil, และ Texaco (ปัจจุบันเหลือเพียง 4 บริษัท คือ BP, Shell, Chevron และ ExxonMobil เนื่องจาก Gulf Oil ขายกิจการส่วนใหญ่ให้ Chevron และขายกิจการส่วนที่เหลือให้ BP สำหรับ Texaco นั้นขายกิจการให้ Chevron และสุดท้าย Esso กับ Mobil ควบรวมกิจการกลายเป็น ExxonMobil)
ทางกลุ่ม OPEC นั้นได้ตระหนักว่า การขุดเจาะสำรวจน้ำมันของประเทศสมาชิกได้ถูกครอบงำด้วยบริษัทข้ามชาติเหล่านี้ ทำให้รัฐที่เป็นเจ้าของทรัพยากรนั้นได้ค่าภาคหลวงและผลประโยชน์เป็นส่วนน้อย ทำให้เกิดความร่วมมือกันของเหล่าประเทศสมาชิก OPEC เพื่อจุดประสงค์สำคัญหลายประการในระยะเริ่มแรกดังนี้
เจรจาแก้ไขผลประโยชน์รัฐกับกลุ่มบริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ที่ทำการขุดเจาะสำรวจและผลิตปิโตรเลียมในประเทศกลุ่มสมาชิก เพื่อเพิ่มราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกและชดเชยการอ่อนค่าของค่าเงินดอลล่าร์สหรัฐฯ เพื่อปกป้องผลประโยชน์และสิทธิอันชอบธรรมในทรัพยากรปิโตรเลียมของเหล่าประเทศสมาชิกจากผู้รับสัมปทานต่างชาติต่างๆ โดยสร้างอำนาจต่อรองในการยึดครองหรือโอนกิจการปิโตรเลียมกลับมาเป็นของรัฐ เพื่อที่จะได้ร่วมมือกันและมีอำนาจในการควบคุมราคาและกำหนดราคาน้ำมันในตลาดโลก
ในปี 1973-1985 เป็นช่วงเวลาที่กลุ่มประเทศ OPEC ได้ออกนโยบายที่เรียกว่า “Official Selling Price (OSP)” คือกลุ่มประเทศ OPEC รวมหัวกันกำหนดราคาน้ำมันกันเอง ทำให้ช่วงระยะเวลานี้ราคาน้ำมันดิบเพิ่มสูงขึ้นจาก $3 ต่อบาร์เรล เป็น $30 ต่อบาร์เรล ส่งผลทำให้อุปสงค์ หรือความต้องการน้ำมันดิบลดลงอย่างมาก เพราะราคาไม่ยุติธรรม ทำให้ส่วนแบ่งการตลาดของกลุ่ม OPEC จากเดิมที่เคยมีอยู่ 2 ใน 3 ลดลงเหลือ 1 ใน 3 เท่านั้น สุดท้ายกลุ่ม OPEC จึงต้องยกเลิกระบบ OSP ไปโดยปริยาย เพื่อรักษาส่วนแบ่งการตลาดที่ควรจะเป็น ทำให้ราคาน้ำมันดิบลดลงเหลือราวๆ $18 ต่อบาร์เรล
ต่อมาในช่วงปี 1986 – 1993 นั้นทางกลุ่ม OPEC ได้พยายามปรับเปลี่ยนการควบคุมตลาดน้ำมันด้วยวิธีการต่างๆ หลังจากวิธีการ OSP นั้นไม่ประสบความสำเร็จ ก็ใช้วิธีการควบคุมอัตราผลผลิตแทน เมื่อเวลาราคาน้ำมันสูงขึ้น ก็จะผลิตน้ำมันดิบออกมาเยอะๆเพื่อขายให้ได้เงินเยอะๆ พอราคาน้ำมันต่ำลงก็จะผลิตน้ำมันออกมาน้อยๆเพื่อเก็บรักษาปริมาณสำรองเอาไว้เพื่อควบคุมระดับราคาไม่ให้ตกต่ำมากไปกว่าเดิม ช่วงนี้ราคาน้ำมันดิบเบรนท์จะแกว่งตัวอยู่ในช่วง $14-21 ต่อบาร์เรล
ในช่วงกลางปี 1993 ก็ได้เกิดระบบโควต้า เพื่อทำให้ราคาน้ำมันดิบแข็งแกร่งและมีเสถียรภาพมากขึ้น โดยจะกำหนดปริมาณการผลิตของสมาชิก OPEC ในแต่ละประเทศที่เหมาะสมกับความต้องการของโลกและมีกำหนดการลดอัตราการผลิตน้ำมันดิบของแต่ละกลุ่มประเทศสมาชิกในขณะที่ราคาน้ำมันมีแนวโน้มที่จะตกต่ำ เพื่อรักษาราคาน้ำมันดิบให้อยู่ในระดับที่ต้องการ แต่แล้วในปี 1996 ก็เกิดวิกฤตการณ์ขาดแคลนน้ำมันดิบ ทำให้ราคาน้ำมันดิบเบรนท์สูงขึ้นไปถึงระดับ $25 ต่อบาร์เรล เนื่องจากการคว่ำบาตรประเทศอิรัก ความต้องการน้ำมันดิบของโลกยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โรงกลั่นหลายแห่งต้องปิดซ่อมบำรุง ทำให้กลุ่มประเทศ OPEC ต่างฝ่ายต่างเพิ่มอัตราการผลิตจนเกินโควต้าของตัวเอง ผนวกกับการเกิดเหตุการณ์ต้มยำกุ้งหรือวิกฤติเศรษฐกิจในประเทศไทยที่ทำให้เศรษฐกิจของโลกถอดถอย ทำให้ความต้องการน้ำมันลดลงอย่างมาก รวมถึงประเทศนอกกลุ่ม OPEC ก็เริ่มมีความสามารถในการผลิตน้ำมันดิบได้เองแล้ว ดังนั้นราคาน้ำมันดิบเบรนท์จึงตกต่ำลงไปถึง $11 ต่อบาร์เรล ทำให้หลุมน้ำมันหลายหลุมที่ต้นทุนสูงต้องหยุดการผลิตไปเลย
แต่แล้วในปี 2004 นั้นบทบาทของกลุ่ม OPEC ได้ถูกลดอิทธิพลโดยยักษ์ใหญ่แดนมังกร ประเทศจีน ที่ตั้งเป้าจะเป็นเจ้าภาพโอลิมปิก ปี 2008 นั้น ได้มีการกระตุ้นเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมครั้งใหญ่ ทำให้มีการเปิดตลาดแรงงานครั้งใหญ่ในประเทศจีน เพราะประเทศจีนได้เปรียบในด้านแรงงานราคาถูก ทำให้เกิดการผลิตครั้งใหญ่มหึมา มีความต้องการพลังงานสูงมาก ทำให้กลุ่ม OPEC ไม่สามารถรักษาเพดานราคาน้ำมันได้ ทั้งๆที่ผลิตน้ำมันเต็มกำลังการผลิตแล้วก็ยังไม่สามารถส่งออกน้ำมันดิบได้เพียงพอกับความต้องการของโลกรวมทั้งจีนได้ ทำให้ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ทะยานสูงสุดที่ $145 ต่อบาร์เรล ในเดือน กรกฎาคมปี 2008 เกิดส่วนแบ่งตลาดน้ำมันดิบจากประเทศนอกกลุ่ม OPEC มากมายที่สามารถพัฒนาแหล่งปิโตรเลียมในระดับราคานี้
ต่อมาได้เกิดเหตุการณ์วิกฤติเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกา หรือ แฮมเบอร์เกอร์ขึ้น ธุรกิจ อุตสาหกรรม และเศรษฐกิจชะลอตัวอย่างแรง ทำให้ความต้องการพลังงานของโลกลดลงอย่างมาก ราคาน้ำมันจึงดิ่งลงมาเหลือประมาณ $35 ต่อบาร์เรล เป็นจุดที่ทำให้ประเทศกลุ่ม OPEC กลับมามีบทบาทและอิทธิพลเหนือตลาดน้ำมันโลกอีกครั้ง และราคาน้ำมันดิบก็สูงขึ้นอยู่ในระดับประมาณ $95-100 ต่อบาร์เรล ตามความต้องการที่จะรักษาส่วนแบ่งตลาดของกลุ่ม OPEC ในปัจจุบัน
เนื่องจากน้ำมันดิบเป็นแหล่งพลังงานและวัตถุดิบหลักที่เป็นที่ต้องการของที่ประเทศในโลก จึงทำให้ประเทศในกลุ่ม OPEC มีอิทธิพลในด้านเศรษฐกิจและการเมืองของโลก ถ้าอยู่ๆวันนึงประเทศกลุ่ม OPEC นี้ไม่ปล่อยน้ำมันดิบออกมา จะมีผลต่อเศรษฐกิจของโลกในทันที อย่างไรก็ตาม การดำเนินการด้วยระบบโควต้าที่ยังใช้อยู่ในปัจจุบันนั้นกลับไม่ค่อยมีเอกภาพเท่าที่ควร เพราะสภาพของแต่ละประเทศไม่เหมือนกัน เช่นประเทศซาอุดิอาระเบีย คูเวต กาตาร์ และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ นั้นเป็นประเทศที่ร่ำรวยก็เลยสามารถปฏิบัติตามโควต้าได้อย่างเคร่งครัด ขณะที่ประเทศที่ยังยากจนอย่างประเทศไนจีเรีย รวมถึงประเทศที่มีปัญหาทางการเมืองและต้องการฟื้นฟูประเทศอย่าง ประเทศอิรัก ประเทศอิหร่าน ก็อาจจะมีการส่งออกเกินโควต้าเพื่อหารายได้เข้าประเทศเพิ่มเติม จึงทำให้เสถียรภาพของราคาน้ำมันดิบบางช่วงผันผวนและตกต่ำได้
จะเห็นได้ว่า จุดประสงค์หลักที่ผ่านมาของกลุ่มประเทศ OPEC ก็คือต้องการรักษาอำนาจต่อรองในการควบคุมและรักษาเสถียรภาพราคาน้ำมันดิบโลก เพื่อผลประโยชน์ของกลุ่มประเทศสมาชิกที่มีน้ำมันดิบเป็นสินค้าออกหลัก และเพื่อให้ประเทศในกลุ่มสมาชิกสามารถรักษาส่วนแบ่งการตลาดของโลกในระดับสูงและใช้เป็นอำนาจในการต่อรองเรียกร้องการเก็บผลประโยชน์ค่าภาคหลวงและภาษีในประเทศของตัวเองในอัตราที่สูงได้
ถ้ามีใครไปเปรียบเทียบการผลิตก๊าซธรรมชาติของประเทศไทย กับพวกกลุ่มประเทศ OPEC อย่างเช่น เอกวาดอร์ คูเวต อังโกลา อิรัก หรือ ลิเบีย เป็นต้น แล้วบอกว่าเราผลิตมากกว่าเค้าอย่างนี้อย่างนั้น ประเทศไทยจึงเป็นประเทศที่มีปิโตรเลียมมหาศาล!!! อย่าไปหลงเชื่อนะครับ ว่าประเทศไทยมีปิโตรเลียมมหาศาลเทียบเท่าประเทศกลุ่ม OPEC เพราะประเทศไทยถือว่าเป็นประเทศนำเข้าทั้งก๊าซธรรมชาติและน้ำมันดิบนะครับ เนื่องจากเรามีการบริโภคที่มากกว่าที่ผลิตได้นั่นเอง และกลุ่มประเทศ OPEC เค้าไม่เน้นผลิตและส่งออกก๊าซธรรมชาติ เค้าเน้นการผลิตและส่งออกน้ำมันดิบครับ
ประเทศกลุ่ม OPEC ได้ก่อตั้งจากการประชุมที่กรุงแบกแดด ประเทศอิรัก เมื่อวันที่ 11-14 กันยายน 1960 โดย 5 ประเทศยักษ์ใหญ่แห่งวงการปิโตรเลียมคือ ประเทศซาอุดิอาระเบีย อิหร่าน อิรัก คูเวต และ เวเนซูเอล่า เพื่อความร่วมมืออย่างมีเอกภาพทางด้านนโยบายน้ำมัน ด้านการควบคุมราคาน้ำมันไม่ให้ผันผวน ด้านเศรษฐกิจที่จะผลิตน้ำมันเป็นแหล่งพลังงานของทุกประเทศที่ใช้น้ำมันด้วยผลตอบแทนที่เป็นธรรมในการลงทุนในธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียม หลังจากนั้นก็มีอีก 9 ประเทศขอเข้าร่วมเป็นสมาชิกดังนี้ กาตาร์ (1961) อินโดนีเซีย (1962-2009) ลิเบีย (1962) สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (1967) แอลจีเรีย (1969) ไนจีเรีย (1971) เอลกวาดอร์ (1973-1992, 2007-ปัจจุบัน) กาบอง (1975-1994) อังโกลา (2007)
ต่อมาประเทศเอลกวาดอร์ขอลาออกในปี 1992 แล้วก็กลับมาเป็นสมาชิกอีกครั้งในปี 2007 ส่วนประเทศกาบองได้ขอลาออกในปี 1994 และประเทศอินโดนีเซียลาออกในปี 2009 เนื่องจากกลายเป็นประเทศนำเข้าน้ำมันไปแล้ว ทำให้เหลือประเทศสมาชิกในปัจจุบัน 12 ประเทศ
ในช่วงแรกกลุ่ม OPEC มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่กรุงเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ได้อยู่ 5 ปี ก็ย้ายที่ทำการไปอยู่ที่กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย ในวันที่ 1 กันยายน 1965 โดยช่วงเวลานั้นเป็นช่วงสิ้นสุดยุคล่าอาณานิคม มีการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคมของโลก และมีการก่อตัวรัฐอิสระเป็นประเทศกำลังพัฒนาหลายประเทศ จึงมีการใช้น้ำมันดิบเพิ่มขึ้นอย่างมากเพื่อพัฒนาและฟื้นฟูประเทศ ในเวลานั้นวงการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมได้มีกลุ่มบริษัทข้ามชาติที่ทรงอิทธิพลที่สุดในยุคนั้นเรียกกันว่า “Seven Sisters” มีทั้งหมด 7 บริษัท ได้แก่ Esso, Shell, BP, Mobil, Chevron, Gulf Oil, และ Texaco (ปัจจุบันเหลือเพียง 4 บริษัท คือ BP, Shell, Chevron และ ExxonMobil เนื่องจาก Gulf Oil ขายกิจการส่วนใหญ่ให้ Chevron และขายกิจการส่วนที่เหลือให้ BP สำหรับ Texaco นั้นขายกิจการให้ Chevron และสุดท้าย Esso กับ Mobil ควบรวมกิจการกลายเป็น ExxonMobil)
ทางกลุ่ม OPEC นั้นได้ตระหนักว่า การขุดเจาะสำรวจน้ำมันของประเทศสมาชิกได้ถูกครอบงำด้วยบริษัทข้ามชาติเหล่านี้ ทำให้รัฐที่เป็นเจ้าของทรัพยากรนั้นได้ค่าภาคหลวงและผลประโยชน์เป็นส่วนน้อย ทำให้เกิดความร่วมมือกันของเหล่าประเทศสมาชิก OPEC เพื่อจุดประสงค์สำคัญหลายประการในระยะเริ่มแรกดังนี้
เจรจาแก้ไขผลประโยชน์รัฐกับกลุ่มบริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ที่ทำการขุดเจาะสำรวจและผลิตปิโตรเลียมในประเทศกลุ่มสมาชิก เพื่อเพิ่มราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกและชดเชยการอ่อนค่าของค่าเงินดอลล่าร์สหรัฐฯ เพื่อปกป้องผลประโยชน์และสิทธิอันชอบธรรมในทรัพยากรปิโตรเลียมของเหล่าประเทศสมาชิกจากผู้รับสัมปทานต่างชาติต่างๆ โดยสร้างอำนาจต่อรองในการยึดครองหรือโอนกิจการปิโตรเลียมกลับมาเป็นของรัฐ เพื่อที่จะได้ร่วมมือกันและมีอำนาจในการควบคุมราคาและกำหนดราคาน้ำมันในตลาดโลก
ในปี 1973-1985 เป็นช่วงเวลาที่กลุ่มประเทศ OPEC ได้ออกนโยบายที่เรียกว่า “Official Selling Price (OSP)” คือกลุ่มประเทศ OPEC รวมหัวกันกำหนดราคาน้ำมันกันเอง ทำให้ช่วงระยะเวลานี้ราคาน้ำมันดิบเพิ่มสูงขึ้นจาก $3 ต่อบาร์เรล เป็น $30 ต่อบาร์เรล ส่งผลทำให้อุปสงค์ หรือความต้องการน้ำมันดิบลดลงอย่างมาก เพราะราคาไม่ยุติธรรม ทำให้ส่วนแบ่งการตลาดของกลุ่ม OPEC จากเดิมที่เคยมีอยู่ 2 ใน 3 ลดลงเหลือ 1 ใน 3 เท่านั้น สุดท้ายกลุ่ม OPEC จึงต้องยกเลิกระบบ OSP ไปโดยปริยาย เพื่อรักษาส่วนแบ่งการตลาดที่ควรจะเป็น ทำให้ราคาน้ำมันดิบลดลงเหลือราวๆ $18 ต่อบาร์เรล
ต่อมาในช่วงปี 1986 – 1993 นั้นทางกลุ่ม OPEC ได้พยายามปรับเปลี่ยนการควบคุมตลาดน้ำมันด้วยวิธีการต่างๆ หลังจากวิธีการ OSP นั้นไม่ประสบความสำเร็จ ก็ใช้วิธีการควบคุมอัตราผลผลิตแทน เมื่อเวลาราคาน้ำมันสูงขึ้น ก็จะผลิตน้ำมันดิบออกมาเยอะๆเพื่อขายให้ได้เงินเยอะๆ พอราคาน้ำมันต่ำลงก็จะผลิตน้ำมันออกมาน้อยๆเพื่อเก็บรักษาปริมาณสำรองเอาไว้เพื่อควบคุมระดับราคาไม่ให้ตกต่ำมากไปกว่าเดิม ช่วงนี้ราคาน้ำมันดิบเบรนท์จะแกว่งตัวอยู่ในช่วง $14-21 ต่อบาร์เรล
ในช่วงกลางปี 1993 ก็ได้เกิดระบบโควต้า เพื่อทำให้ราคาน้ำมันดิบแข็งแกร่งและมีเสถียรภาพมากขึ้น โดยจะกำหนดปริมาณการผลิตของสมาชิก OPEC ในแต่ละประเทศที่เหมาะสมกับความต้องการของโลกและมีกำหนดการลดอัตราการผลิตน้ำมันดิบของแต่ละกลุ่มประเทศสมาชิกในขณะที่ราคาน้ำมันมีแนวโน้มที่จะตกต่ำ เพื่อรักษาราคาน้ำมันดิบให้อยู่ในระดับที่ต้องการ แต่แล้วในปี 1996 ก็เกิดวิกฤตการณ์ขาดแคลนน้ำมันดิบ ทำให้ราคาน้ำมันดิบเบรนท์สูงขึ้นไปถึงระดับ $25 ต่อบาร์เรล เนื่องจากการคว่ำบาตรประเทศอิรัก ความต้องการน้ำมันดิบของโลกยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โรงกลั่นหลายแห่งต้องปิดซ่อมบำรุง ทำให้กลุ่มประเทศ OPEC ต่างฝ่ายต่างเพิ่มอัตราการผลิตจนเกินโควต้าของตัวเอง ผนวกกับการเกิดเหตุการณ์ต้มยำกุ้งหรือวิกฤติเศรษฐกิจในประเทศไทยที่ทำให้เศรษฐกิจของโลกถอดถอย ทำให้ความต้องการน้ำมันลดลงอย่างมาก รวมถึงประเทศนอกกลุ่ม OPEC ก็เริ่มมีความสามารถในการผลิตน้ำมันดิบได้เองแล้ว ดังนั้นราคาน้ำมันดิบเบรนท์จึงตกต่ำลงไปถึง $11 ต่อบาร์เรล ทำให้หลุมน้ำมันหลายหลุมที่ต้นทุนสูงต้องหยุดการผลิตไปเลย
แต่แล้วในปี 2004 นั้นบทบาทของกลุ่ม OPEC ได้ถูกลดอิทธิพลโดยยักษ์ใหญ่แดนมังกร ประเทศจีน ที่ตั้งเป้าจะเป็นเจ้าภาพโอลิมปิก ปี 2008 นั้น ได้มีการกระตุ้นเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมครั้งใหญ่ ทำให้มีการเปิดตลาดแรงงานครั้งใหญ่ในประเทศจีน เพราะประเทศจีนได้เปรียบในด้านแรงงานราคาถูก ทำให้เกิดการผลิตครั้งใหญ่มหึมา มีความต้องการพลังงานสูงมาก ทำให้กลุ่ม OPEC ไม่สามารถรักษาเพดานราคาน้ำมันได้ ทั้งๆที่ผลิตน้ำมันเต็มกำลังการผลิตแล้วก็ยังไม่สามารถส่งออกน้ำมันดิบได้เพียงพอกับความต้องการของโลกรวมทั้งจีนได้ ทำให้ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ทะยานสูงสุดที่ $145 ต่อบาร์เรล ในเดือน กรกฎาคมปี 2008 เกิดส่วนแบ่งตลาดน้ำมันดิบจากประเทศนอกกลุ่ม OPEC มากมายที่สามารถพัฒนาแหล่งปิโตรเลียมในระดับราคานี้
ต่อมาได้เกิดเหตุการณ์วิกฤติเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกา หรือ แฮมเบอร์เกอร์ขึ้น ธุรกิจ อุตสาหกรรม และเศรษฐกิจชะลอตัวอย่างแรง ทำให้ความต้องการพลังงานของโลกลดลงอย่างมาก ราคาน้ำมันจึงดิ่งลงมาเหลือประมาณ $35 ต่อบาร์เรล เป็นจุดที่ทำให้ประเทศกลุ่ม OPEC กลับมามีบทบาทและอิทธิพลเหนือตลาดน้ำมันโลกอีกครั้ง และราคาน้ำมันดิบก็สูงขึ้นอยู่ในระดับประมาณ $95-100 ต่อบาร์เรล ตามความต้องการที่จะรักษาส่วนแบ่งตลาดของกลุ่ม OPEC ในปัจจุบัน
เนื่องจากน้ำมันดิบเป็นแหล่งพลังงานและวัตถุดิบหลักที่เป็นที่ต้องการของที่ประเทศในโลก จึงทำให้ประเทศในกลุ่ม OPEC มีอิทธิพลในด้านเศรษฐกิจและการเมืองของโลก ถ้าอยู่ๆวันนึงประเทศกลุ่ม OPEC นี้ไม่ปล่อยน้ำมันดิบออกมา จะมีผลต่อเศรษฐกิจของโลกในทันที อย่างไรก็ตาม การดำเนินการด้วยระบบโควต้าที่ยังใช้อยู่ในปัจจุบันนั้นกลับไม่ค่อยมีเอกภาพเท่าที่ควร เพราะสภาพของแต่ละประเทศไม่เหมือนกัน เช่นประเทศซาอุดิอาระเบีย คูเวต กาตาร์ และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ นั้นเป็นประเทศที่ร่ำรวยก็เลยสามารถปฏิบัติตามโควต้าได้อย่างเคร่งครัด ขณะที่ประเทศที่ยังยากจนอย่างประเทศไนจีเรีย รวมถึงประเทศที่มีปัญหาทางการเมืองและต้องการฟื้นฟูประเทศอย่าง ประเทศอิรัก ประเทศอิหร่าน ก็อาจจะมีการส่งออกเกินโควต้าเพื่อหารายได้เข้าประเทศเพิ่มเติม จึงทำให้เสถียรภาพของราคาน้ำมันดิบบางช่วงผันผวนและตกต่ำได้
จะเห็นได้ว่า จุดประสงค์หลักที่ผ่านมาของกลุ่มประเทศ OPEC ก็คือต้องการรักษาอำนาจต่อรองในการควบคุมและรักษาเสถียรภาพราคาน้ำมันดิบโลก เพื่อผลประโยชน์ของกลุ่มประเทศสมาชิกที่มีน้ำมันดิบเป็นสินค้าออกหลัก และเพื่อให้ประเทศในกลุ่มสมาชิกสามารถรักษาส่วนแบ่งการตลาดของโลกในระดับสูงและใช้เป็นอำนาจในการต่อรองเรียกร้องการเก็บผลประโยชน์ค่าภาคหลวงและภาษีในประเทศของตัวเองในอัตราที่สูงได้
Subscribe to:
Posts (Atom)













