Showing posts with label โครงสร้างราคาน้ำมัน. Show all posts
Showing posts with label โครงสร้างราคาน้ำมัน. Show all posts

ข้าวมันไก่กับราคาน้ำมัน การเชื่อมโยงสุดปัญญาอ่อนของชาวโซเชียล

ผมเห็นประเด็นนี้มาสักพักละ ตั้งแต่สัปดาห์ก่อน คือประเด็นนี้เกิดขึ้นมานานละครับ จะกลับมาพร้อมช่วงราคาน้ำมันไทยเราปรับตัวถี่ทีไร มาทุกที เรื่อง

นิทานหลอกควาย ข้าวมันไก่สิงคโปร์

ข้าวมันไก่

ในความเป็นจริงนั้น ไทยเราเองนำเข้าน้ำมันดิบมาเพื่อกลั่นให้พอใช้เหลือจึงส่งออก



การที่ผู้ประกอบการบ้านเราไม่ใช่แค่เจ้าใดเจ้าหนึ่งอ้างอิงราคาตลาดสิงคโปร์ อันนี้ความเข้าใจพื้นฐานเลยคือ การกำหนดราคาเองต้องตั้งราคาเท่าไหร่ ถึงไม่ขาดทุนและเอาเปรียบผู้บริโภค

การอิงตลาดน้ำมันที่สิงคโปร์คือสิ่งที่ควรจะเป็นมากที่สุด และแถมทำให้ผู้ประกอบการเร่งพัฒนาศักยภาพแข่งกับต่างประเทศได้ด้วย เพราะโรงกลั่นที่นี่โรงเดียวก็มากกว่าโรงกลั่นบ้านเราแล้ว แถม ตลาดสิงคโปร์ไม่ใช่ราคาหน้าปั๊ม ไม่ใช่ราคาโรงกลั่นเดียวของสิงคโปร์ แต่เป็นตลาดที่ผู้ประกอบการหลายร้อยรายมาเทรดน้ำมันแข่งขันกัน หน่วยงานนั้นคือ Platt ไม่ว่าจะด้วยเรื่องราคา หรือความต้องการใช้ และการอิงราคาที่นี่ก็ไม่ใช่ไทยเราใช้ที่เดียว ประเทศที่มีโรงกลั่นก็ใช้แบบนี้ทั้งนั้น มาเลเซียที่เราชอบยกมาเทียบเค้าก็อิงราคาน้ำมันของสิงคโปร์ครับ แถมมีบวกค่าพรีเมียมเข้าไปเช่นกัน แต่เรียกไม่เหมือนกัน บ้านเค้าถ้าผมจำไม่ผิดเรียกว่า Alpha ส่วนต่างเพิ่มเติมคือคุณภาพพิเศษ สารเติมแต่งเจ้าไหนต่อเจ้าไหน อีกส่วนคือเรื่องผสมพลังงานทดแทนที่แต่ละประเทศก็ไม่เหมือนกัน ที่จะผลต่อปลายทางคือราคาขายหน้าปั๊ม อีกส่วนที่จะลืมไม่ได้คือ นโยบายทางภาษีของแต่ละประเทศ (บางประเทศอุดหนุนราคา บางประเทศไม่เก็บภาษี หรือ เก็บน้อยมากๆ)

ตลาดทองก็เช่นกัน เราขุดทองในประเทศได้เองทำไมเราต้องไปอิงตลาดทองไม่กำหนดราคาเองให้ถูกไปเลยดีกว่า

สรุปจากเรื่องนิทานข้าวมันไก่สิงคโปร์หลอกควาย คือเอามาเทียบกับไม่ได้

- ข้าวเรา ไก่เรา ไม่ได้นำเข้าจากต่างประเทศถึงเกือบ 90%

- ดังนั้นการจะตั้งราคามันจึงมีราคากลางมากำหนด จะได้ไม่กำหนดเองตามอำเภอใจ

- ไก่ดิบ ข้าวดิบ มีปรับลง ปรับขึ้นทุกวัน แต่ราคาข้าวมันไก่ไม่เคยปรับลง มีแต่ขึ้นหรือไม่ก็ลดปริมาณลง

ที่มา https://www.facebook.com/nongposamm/photos/a.1548159858783765/2887554158177655/

มั่วดราม่าไม่เลิก พม่าน้ำมันถูกกว่าไทย เพราะ..

เมื่อดราม่าไม่เลิก ก็จะออกมั่วๆ หน่อย สร้างความเกลียดชัง แถมยังดูถูกประเทศไทยและพม่า



พม่าน้ำมันถูกกว่าไทยเพราะ โครงสร้างราคาน้ำมันล้วนๆ ส่วนเหตุผลทีละข้อที่ส่งต่อกันๆก็ไม่ได้มองเหตุการณ์หรือข้อมูลอะไรเลย

........1.พม่าไม่มีกระทรวงพลังงาบแบบไทย.....

ตอบ : มั่วละครับ นี่คือเวปไซต์อย่างเป็นทางการของกระทรวงพลังงานประเทศพม่า http://www.energy.gov.mm/

........2.พม่าไม่มีสถาบันปิโตรเลี่ยมแบบไทย

ตอบ : พม่าหรือประเทศไหนอยู่ที่นโยบายการพัฒนาเศรษฐกิจ สถาบันปิโตรเลียมของไทยจัดตั้งเพื่อพัฒนาองค์ความรู้ต่างๆ ในด้านปิโตรเลียม นำมาต่อยอดสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเศรษฐกิจของไทย ในกรณีของพม่า คาดว่าน่าจะเป็น Myanma Petrochemical Enterprise(MPE)

........3.พม่าไม่มีบริษัทค้าน้ำมันปิโตรเลี่ยมเป็นของรัฐแบบ ปตทวย. ....

ตอบ : พม่าขายน้ำมันโดยรัฐ โดยหน่วยงาน Myanma Petroleum Products Enterprise (MPPE) ส่วนอัตราการเก็บภาษี กองทุน อยู่ที่ นโยบายของแต่ละประเทศ

........4..พม่าไม่มี กบง.คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงานแบบไทย....
........5..พม่าไม่มี..กพช...คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติแบบไทย....

ตอบ : คนเขียนมั่วจุง ไม่มีความรู้อะไรเลย พม่า มี Energy Planning Department(EPD)ทำหน้าที่ ประสาน จัดการ และ วางกฎระเบียบ ซึ่งชื่อมันอาจต่างกับประเทศไทย แต่มาเหมาเอาว่าประเทศพม่าไม่มี ถือว่าอคติมาก

........6..พม่าไม่มีสถาบันวิจัยพลังงานแบบมหาลัยดังในไทย...
........7.พม่าไม่มีวิศวกรรมปิโตรเลียมแบบมหาลัยดังของไทย...

ตอบ : พม่า มีมหาลัยที่คล้าย ม. เกษตรศาสตร์ ย่างกุ้ง มหาลัยเค้าสร้างก่อนจุฬาแต่ ไม่สอนเลี้ยงสัตว์ สอนแต่ปลูกป่า ในทางตรงกันข้าม ของไทย มีวิศวกรปิโตรเลียมที่ทำผลงาน มีนวัตกรรมมากมาย

ถัดมา พม่า เริ่มเจอน้ำมันครั้งแรก เมื่อปี คศ. 1853 แต่มีการปรับเปลี่ยนกฎเกณฑ์ต่างๆ จนกระทั่งถึงปี คศ. 2011 ถึงจะเริ่มมีกฎเป็นรูปเป็นร่างมี Petrochemical Complex ที่ Thanbayakan ที่ผลิตได้แค่ 25,000 B/D

หมายเหตุ ทุกวันนี้ ทรัพยากรบุคคลในอุตสาหกรรมประเภทนี้ เป็นที่ต้องการมาก เพราะเริ่มเปิด AEC จีน เริ่มเข้าไปลงทุนที่ประเทศพม่าแล้ว มีการต่อท่อส่งน้ำมัน และ ร่วมทุนกับพม่ามากมาย (แสดงให้เห็นว่า พม่ามีทรัพยากรธรรมชาติที่เยอะกว่าประเทศไทยมากมายหลายเท่า)

.........8.พม่าไม่มีโรงกลั่นแม้สักโรงเดียว...ต้องซื้อน้ำมันจากไทยเท่านั้น

ตอบ : พม่ามีโรงกลั่นเล็กๆ ที่ Thanlyin และ Chauk กำลังการผลิต 20,000 และ 6,000 B/D ตามลำดับ โดยส่วนใหญ่นำเข้าจากสิงคโปร์มากที่สุด

.........9.พม่าไม่มีด้อกเตอร์ พลังงาน ด้อกเต้อ ปิโตรเลียม..ด้อกเต้อ เศรษฐศาสตร์..บอร์ด(ตาบอด)พลังงาน ...บอร์ด(ตาบอด)ปิโตรเลียม มากมายหลายองค์กร แบบไทย...

ตอบ : อย่าดูถูก ประเทศตัวเอง และ ประเทศเพื่อนบ้าน พม่า หรือ ประเทศไหนก็มีเฉกเช่นเดียวกันหมด และอาชีพเหล่านี้เป็นที่ต้องการของตลาดด้วยซ้ำ

.........เขาเลยคิดราคาพลังงานลึกซึ้งแยบคายแบบไทยไม่เป็น

กล่าวโดยสรุป ควรมองเรื่องความมั่นทางพลังงานในภาพรวมบ้าง ประเทศพม่า บางพื้นที่ยังไม่มีไฟฟ้าใช้ด้วยซ้ำ พม่าไม่มีกลไกราคาน้ำมัน ช่วยเหลือประชาชน ยามที่พลังงานมีราคาผันผวน พม่าแก๊สหุงต้มแพงกว่าประเทศไทย พม่าไม่มีพลังงานทางเลือกให้เลือกใช้มากนัก และ พม่า ยังมีการปล่อยมลพิษในเชื้อเพลิงมากกว่าประเทศไทยอีก (มาตรฐานน้ำมันต่ำกว่าไทย)


บทความที่คล้ายกัน

เห็นแล้วอึ้ง! ประเทศมาเลเซียที่ราคาน้ำมันถูกกว่าไทย แต่คุณภาพชีวิตต่ำกว่าไทย

“ประเทศที่มีคุณภาพชีวิตดีที่สุดในเอเชีย” จากการจัดอันดับของ U.S.News สหรัฐอเมริกา

ถ้าเทียบในโซนเอเซีย ประเทศที่ได้อันดับ 1-3 ได้แก่

  1. ญี่ปุ่น
  2. สิงคโปร์
  3. จีน



ที่มา ThailandSkyline

ส่วนของไทย ได้อันดับ 6 และ มาเลเซีย ได้อันดับ 7 ลำดับ

อาจมีคนสงสัยว่า อ่าวแล้วก่อนหน้าเรื่อง GDP ต่อหัวของไทย น้อยกว่า มาเลเซีย มิใช่หรือ?

คงต้องตอบว่า จริง แต่มีเหตุผล คือ ตัวหารเรามีเยอะกว่า มาเลเซียประชากรแค่ 30 ล้านกว่าคน เวลาคำนวนจีดีพีต่อหัวออกมาก็เลยเยอะกว่าไทย ของไทยมี 60 ล้านกว่าคน
ในแง่ของการลงทุน ทำธุรกิจ จะเห็นได้ว่า ของไทย อันดับก็เหนือว่ามาเลเซียเช่นกัน
ยิ่งในส่วนของ Corruption จะเห็นว่า การให้คะแนนของมาเลเซียได้ต่ำกว่าไทยเสียอีกด้วยซ้ำ



จะเห็นได้ว่า ราคาน้ำมันถูก ไม่ได้บ่งบอกว่า ประเทศนั้นๆ จะดีกว่าประเทศไหน

รู้หรือไม่!! มาเลเซียอุดหนุนราคาน้ำมัน เฉลี่ยอาทิตย์ละประมาณ 600 กว่าล้านบาท

มาเลเซียจะมีการประกาศปรับราคาน้ำมันทุกวันศุกร์โดยการประกาศนั้นจะมาจากทางรัฐบาลครับ




หมายความว่า ราคาในประเทศเค้าจะใช้ราคานี้ไป ไม่ว่าน้ำมันจะลดลงขนาดไหน หรือ ขึ้นขนาดไหน ก็ต้องใช้ไป 1 อาทิตย์


ที่มา น้องปอสาม


ราคาที่ปรับก็จะเป็น เบนซิน 97 โดยอาทิตย์หน้าราคาจะลดลง 9 เซ็นต์ หรือประมาณ เอา 0.09 คูณเข้าไป

ส่วนเบนซิน 95 กับ ดีเซล(ยูโร2) จะยังคงราคาเดิม ไม่ว่าจะราคาน้ำมันในตลาดเปลี่ยนไปยังไงก็ตาม เพราะรัฐบาลอุดหนุนราคา (ดูภาพได้จากตาราง รวมถึงงบประมาณที่ใช้อุดหนุนแต่ละครั้ง)

ส่วนกลไกการกำหนดราคา ใช้อิงจากรัฐบาล APM (automatic pricing mechanism) ซึ่งก็อิงราคาตลาดสิงคโปร์ MOPs ส่วนที่เหลือคือการอุดหนุนราคา

หากตีเป็นเงินคร่าวๆ ยกตัวอย่างอุดหนุนแค่ประมาณ 1 สัปดาห์ใช้เงินประมาณ 87.28 ล้านริงกิต หรือ ประมาณ 600 กว่าล้านบาท

อย่างไรก็ตาม การอุดหนุนนี้คาดว่าจะสิ้นสุดปีหน้า และจะเปลี่ยนเป็นการอุดหนุน แบบกำหนด CC ของรถยนต์ รวมถึงจักรยานยนต์ ในปีหน้า

ที่มา http://bit.ly/malaysiaoctsubsidize600mthb

กลโกง 8 ขั้น ที่โคตรมั่ว พูดแบบมั่ว ก็เชื่อแบบมั่ว

บทวิเคราะห์ที่แสนมั่ว ก็จะได้เนื้อหาแบบมั่วๆ



ปตท. ได้สรุปข้อมูลชี้แจงข่าวลือ กลโกง 8 ขั้น ที่มีการส่งต่อกันในโซเชียลมีเดียที่ระบุหัวข้อว่า กลโกง 8 ขั้นของ ปตท. โดย ปตท. ได้สรุปข้อเท็จจริงตอบคำถาม 8 ข้อ ดังนี้

ข้อที่ 1 ประเทศไทยมีการกลั่นน้ำมันรวมประมาณวันละ 1 ล้านบาร์เรล แบ่งเป็นน้ำมันในประเทศ 20% อีก 80% ที่เหลือนำเข้าจากต่างประเทศ การคำนวณราคาจึงคำนวณตามต้นทุนจริง

ข้อที่ 2 ข้อโจมตีที่ว่า ปตท. มีกำไรหน้าโรงกลั่นสูงถึงลิตรละ 5-6 บาทนั้น ไม่เป็นความจริง เพราะตัวเลขดังกล่าว อ้างอิงตามส่วนต่างค่าการกลั่น (Refining Margin) ไม่ใช่ตัวกำไร แต่เป็นตัวเลขเปรียบเทียบราคาขายกับราคาต้นทุนหน้าโรงกลั่น ที่ยังไม่นับรวมต้นทุนอื่นๆ ที่ ปตท. ต้องจ่ายอีก เช่น ค่าน้ำ ค่าไฟฟ้า ค่าตอบแทนผู้บริหาร และค่าเสื่อมราคาของเครื่องจักร เป็นต้น

ข้อที่ 3 เป็นข้อกล่าวหาที่เป็นความเท็จโดยสิ้นเชิง เพราะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเป็นกองทุนของรัฐ จัดตั้งขึ้นตามกฎหมาย ปตท.และบริษัทผู้ค้าน้ำมันอื่นๆ มีหน้าที่เก็บเงินจากลูกค้าแล้วนำส่งเข้ารัฐ ไม่ได้นำไปเก็บไว้เป็นรายได้ และกำไรของบริษัทเอกชนแต่อย่างใด

ข้อที่ 4 เป็นเท็จโดยสิ้นเชิง เพราะปัจจุบันราคาแอลพีจี ในตลาดโลกอยู่ที่ตันละประมาณ 800 เหรียญสหรัฐฯ ขณะที่ในประเทศไทยภาครัฐตรึงราคาไว้ที่ตันละ 333 เหรียญสหรัฐฯ เท่านั้น

ข้อที่ 5 ประเทศไทยขุดเจาะก๊าซธรรมชาติในประเทศขึ้นมาได้ประมาณ 75-80% ของความต้องการใช้งาน อีก 20-25% จึงต้องนำเข้าจากต่างประเทศ ปตท.มิได้ตั้งเป้านำเข้าก๊าซจากต่างประเทศ เพื่อคิดราคาแพงจากคนไทย

ข้อที่ 6 เป็นข้อโจมตีที่เป็นความเท็จ เพราะน้ำมันเป็นสิ่งที่ทั่วโลกต้องการ จึงย่อมไม่มีเจ้าของน้ำมันรายใด ที่จะยอมให้ราคาคงที่ไปตลอด 10 ปี อย่างแน่นอน ตัวอย่าง คือ การรวมตัวกันของกลุ่มประเทศผู้ค้าน้ำมัน (โอเปก) ซึ่งจัดตั้งขึ้นเพื่อกำหนดราคาน้ำมันสูง ย่อมเป็นเครื่องยืนยันได้อย่างดี

ข้อที่ 7 การนำเงินไปลงทุนในเกาะเคย์แมน เพื่อการฟอกเงิน ไม่เป็นจริง เพราะหากมีจริง จะต้องมีการตรวจสอบพบอย่างแน่นอน เนื่องจากทุกปี ปตท. ถูกตรวจสอบอย่างน้อยจาก 2 หน่วยงาน คือ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์(ก.ล.ต.) และถูกตรวจสอบโดยสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.)

ข้อที่ 8 ค่าผ่านท่อก๊าซ ถูกกำหนดโดยคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (เรกกูเลเตอร์) มิใช่ ปตท. ทั้งนี้ ปตท.เห็นว่า ไม่ว่าใครจะเป็นผู้ว่าจ้างให้มีการเขียนข่าวลือโจมตีในลักษณะนี้ ก็ถือเป็นการว่าจ้างที่ไม่คุ้มค่า เพราะเป็นข้อมูลมั่ว ไม่มีที่มาที่ไป และยั่วยุให้คนไทยแตกแยกกันเอง ด้วยการแพร่ความเท็จ.

ขอบคุณข้อมูลจากไทยรัฐ "ปตท." งัดข้อมูลสยบความเท็จ 8 ข้อ

หนังคนละม้วนถ้าได้รู้ความจริงเรื่องราคาน้ำมันไทยกับกัมพูชา

อาจได้มีการเห็น การแชร์เรื่องราคาน้ำมันไทยกับกัมพูชา ไทยส่งออกไปขายน้ำมันกัมพูชา โดยคนกัมพูชาใช้ถูกกว่าคนไทย ถ้าไม่คิดให้ดี หรือ ขวนขวายหาความจริงจะต้องเกิดคำถามในใจว่าทำไม ซึ่งทาง blog แฉ!! ทวงคืนพลังงาน ได้รวบรวมข้อมูลมาให้แล้วว่าเป็นอย่างไร



ได้มีเพจ น้องปอสาม ได้เฉลยข้อมูลไว้ว่า สาเหตุหลักๆ ที่ราคาต่างกันจากนโยบายทางภาษี ซึ่งจากข้อมูลรายได้ภาษีน้ำมันเป็นรายได้รัฐที่จัดเก็บในแต่ละปีมีมูลค่าสูงมาก หากลดเก็บภาษีน้ำมันลงรายได้รัฐจะหายไป 2.2 แสนล้านบาท ซึ่งถือเป็นรายได้อันดับ 1 ในบรรดาภาษีสรรพสามิตซึ่งเป็นภาษีที่เก็บกับสินค้าฟุ่มเฟือย (ข้อมูลจากสำนักนโยบายการคลัง สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง เมื่อเดือน ม.ค. 2561)

สัดส่วนโครงสร้างราคาน้ำมันของไทย กับ กัมพูชา ต่างกันอย่างไร
เมื่อช่วงอาทิตยที่ผ่านมา เห็นมีการแชร์ข้อมูลว่าไทยกับกัมพูชา ราคาน้ำมันต่างกัน โดยบางชนิดอย่างดีเซลไทยแพงกว่าดีเซลกัมพูชา อาจมีการสงสัยกันว่า เป็นเพราะอะไร คำตอบคือง่ายมาก โครงสร้างราคาต่างกัน ของกัมพูชาเก็บภาษีค่อนข้างจะต่ำมากกว่าไทย ในทางกลับกัน ถ้าไทยลดเก็บภาษีน้ำมันลง รายได้รัฐจะหายไป 2.2 แสนล้านบาท ซึ่งถือเป็นรายได้อันดับ 1 ในบรรดาภาษีสรรพสามิตซึ่งเป็นภาษีที่เก็บกับสินค้าฟุ่มเฟือย (ข้อมูลจากสำนักนโยบายการคลัง สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง เมื่อเดือน ม.ค. 2561)
ในส่วนราคา ส่วนอื่นๆ อย่างราคาน้ำมัน ณ โรงกลั่น จะเห็นได้ว่าไม่ต่างกันมาก ของกัมพูชาราคาสูงกว่าเรานิดหน่อย
และส่วนสุดท้ายที่กังขากันมากคือรายได้ปั๊มของไทยได้เยอะ แต่ไม่เลย รายได้ปั๊ม (ค่าการตลาด) ที่ยังไม่หักค่าดำเนินการใดๆ ออกเลยนั้น กัมพูชาได้สูงกว่าไทยเรามากนัก






ซึ่งหากรายได้ส่วนนี้ลดลง คงหนีไม่พ้นงบของกระทรวงต่างๆ อาจลดลงไปด้วย หรือในทางกลับกัน รัฐอาจต้องหาวิธีจัดเก็บภาษีจากส่วนอื่นมาทดแทนในส่วนที่หายไป




ที่มาข้อมูล



เห็นแล้วอึ้ง สินค้าแพงขึ้นเมื่อเทียบกับราคาน้ำมันจริงหรือ?

ถ้าเห็นภาพราคาสินค้าไทย ในปีที่ผ่านมา จะอึ้งทันทีเมื่อได้เห็นความจริงเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน

คงเคยเห็นคนบ่นกันเรื่องราคาน้ำมันว่าของไทยแพงกว่าเพื่อนบ้าน เวลาปรับแต่ละครั้งก็จะส่งผลต่อราคาสินค้า ถึงแม้จะปรับอย่างไร สินค้าของไทยก็ไม่ได้แพงขึ้นมากที่สุด เมื่อเทียบกับเพื่อนบ้าน


ราคาน้ำมันของไทยก็ไม่ได้แพงสุดเมื่อเทียบกับเพื่อนบ้าน


จะเห็นได้ว่า ราคาน้ำมันในประเทศที่ถูกกว่าประเทศไทย สินค้าประเทศเหล่านั้น ก็ไม่ได้ปรับตัวขึ้นน้อยกว่าไทย ในขณะเดียวกัน ปรับตัวขึ้นสูงกว่าด้วย ปัจจัยส่วนหนึ่งมาจาก มาตรการทางภาษี มีการจัดเก็บชดเชยรายได้รัฐ เพื่อให้ตามเป้าที่ต้องการ

ไทยอยากให้น้ำมันถูกก็ทำได้ ลดภาษีน้ำมัน แต่ไปขึ้นกับการเก็บภาษีในสินค้าแทนจะดีหรือไม่ ได้แต่ฝากให้คิด

เปิดคำตัดสิน “กองทุนน้ำมัน” เถื่อนจริงหรือไม่?

ในช่วงที่ราคาน้ำมันขึ้น หรือ มีการพูดถึงเรื่องกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง โดยตามสื่อ Social Media เช่น Facebook มีการหยิบนำเสนอว่า กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เป็น กองทุนเถื่อน และได้มีการบอกให้ยกเลิกกองทุนน้ำมัน เพราะไม่มีกฎหมายรองรับ



หากจะหยิบประเด็นหรือการพิพากมานำเสนอ จะเห็นได้ว่า คำกล่าวต่างๆ ที่มีคนโจมตีนั้น ดูไม่มีเหตุผลอย่างมาก เพราะในประเด็นดังกล่าวนี้ศาลปกครองกลางได้เคยมีคำวินิจฉัยไปแล้วตามที่ปรากฏใน คดีหมายเลขดำที่ ส.30/2558 คดีหมายเลขแดงที่ ส.145/2560  โดยศาลได้ให้เหตุผลไว้ชัดเจนซึ่งสามารถสรุปได้เป็นข้อๆดังนี้

1.การจัดตั้งกองทุนน้ำมันเป็นไปตามคำสั่งของนายกรัฐมนตรีตามที่พระราชกำหนดแก้ไขและป้องกันภาวะขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2516 ได้ให้อำนาจไว้  และได้มีการประกาศไว้ในราชกิจจานุเบกษาแล้ว

2.คำสั่งดังกล่าวของนายกรัฐมนตรีได้ออกโดยถูกต้องตามรูบแบบและขั้นตอนหรือวิธีการที่เป็นสาระสำคัญที่กำหนดไว้ในพระราชกำหนดดังกล่าว

ดังนั้นคำสั่งดังกว่าจึงเป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมายและนี่ก็เป็นข้อความบางตอนที่ปรากฎในท้ายคำพิพากษา




จะเห็นได้ว่ากองทุนน้ำมันนั้นถูกตั้งขึ้นมาอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ไม่ได้เป็นกองทุนเถื่อนตามที่มีการนำเสนอ และโจมตีในสื่อ Social Media แต่อย่างใด เพราะศาลได้มีการวินิจฉัยชัดเจนไปแล้ว การแสดงความเห็นของคนที่โจมตี ในประเด็นดังกล่าว มีแต่จะทำให้ประชาชนเข้าใจผิด และนั่นก็ดูเป็นการกระทำที่ดูไม่มีวุฒิภาวะเลย




รายละเอียดอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง







เห็นแล้วอึ้ง ราคาน้ำมันไทย อยู่ตรงไหนของโลก

ถ้ากดดูภาพแล้วจะเห็นได้ว่าน้ำมันของไทยเรา ไม่ได้แพงสุดในโลก อยู่ในระดับกลางของทั้งโลกด้วย


ซึ่งน้ำมันเป็นสินค้า Commodity หรือ สินค้าโภคภัณฑ์ ไม่เกี่ยวกับเรื่องค่าครองชีพ เพราะมีมาตรฐานในตัวสินค้าเหมือนกันทั้งโลก เฉกเช่นเดียวกับทอง

ที่มาราคา https://www.globalpetrolprices.com/gasoline_prices/

ไม่ต้องทุบโต๊ะ ไม่ต้องทุ่มโพเดี้ยม ถ้าเจอเรื่อง บัญชีลับ แปรรูป ปตท.

ได้รับบทความเรื่องบัญชีลับ แปรรูป ปตท. กรุณาส่งกลับไปให้อ่าน




1. ไม่มีบัญชีลับอะไรใด เพราะ บริษัทที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ ต้องแสดงทรัพย์สิน รวมถึงรายรับรายจ่าย มีกรรมการ มีผู้ตรวจสอบจากภายนอกด้วย แถมยังมี สตง รับรองบัญชีอีก

2. ปัจจุบัน คุณไพรินทร์ หมดวาระเป็นประธาน ปตท. ไปแล้ว

3. เกาะเคย์แมนไม่ได้เป็นเกาะฟอกเงินอย่างในหนัง เป็นการเปิดเพื่อกระจายความเสี่ยง ปัจจุบันมีกฎหมายรองรับ มีการตรวจสอบ มีการรายงานลงในบัญชี สามารถตรวจสอบได้ใน 56-1

4. การลงโฆษณาในสื่อ เป็นหลักของการตลาด เพื่อประชาสัมพันธ์ให้ทราบถึงข้อมูลผลิตภัณฑ์ ไม่ว่าสินค้าใดๆ ก็มีการประชาสัมพันธ์

5. การแปรรูป ปตท. เริ่มสมัยคุณชวน เมื่อประมาณ ปี 42 โดยหุ้น ปตท.เข้าตลาดหลักทรัพย์ซื้อขายวันแรก 6 ธ.ค. 2544 ด้วยมูลค่าตลาดประมาณ 90,000 ล้านบาท หุ้นใหญ่ขนาดนี้ต้องใช้เวลาเตรียมตัวพร้อมทำไฟริ่งไม่น้อยกว่า 1 ปี แน่นอน ขณะที่นายกทักษิน เป็นนายกรัฐมนตรีวันที่ 9 ก.พ. 2544 แสดงว่านโยบายการแปรรูป ปตท.ได้ดำเนินการมาก่อนหน้านี้นานพอสมควรแต่มาแล้วเสร็จในยุคทักษิณพอดี

6. หุ้นที่บอกว่า ไม่ได้ชื่อกระทรวงการคลัง จริงๆ แล้ว อย่างสำนักงานประกันสังคม ก็ถือเป็นการลงทุนของรัฐ

7. บริษัท นอมินี เหล่านี้ ก็เป็นอีกช่องทางการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติหลายๆคน การลงทุนผ่านทางบริษัทนอมินีของสถาบันการเงินเหล่านี้คล้ายๆ กับบริษัทไทยเอ็นวีดีอาร์ของบ้านเรานั่นเองที่ช่วยกระตุ้นการลงทุนระดมทุนของนักลงทุนต่างชาติ ซึ่งผู้ถือหุ้นผ่านนอมินีเหล่านี้จะไม่มีสิทธิ์ออกเสียงหรือกำหนดนโยบายใดๆ ในบริษัทได้เลย

ปตท.ขายหุ้นให้กับบุคคลทั่วไป ผ่าน Thai VDNR จำนวน 5.1% ซึ่งเป็นบริษัทลูกของ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย บุคคลทั่วไปต้องไปซื้อจาก บริษัทดังกล่าว ไม่ใช่ไปซื้อตรงจาก ปตท. ทุกวันนี้ก็เปิดซื้อขายอยู่ เรื่องที่ว่ามีการจองหุ้นกัน ก็จองผ่านบริษัทนี้ครับ และที่อ้างว่าหุ้นหมดซื้อไม่ทัน มันก็ไม่เกี่ยวกับ ปตท.เลย ด้วยเหตุผลข้างต้นครับ

8. เงินปันผล ปตท เข้าพรรคเพื่อไทย ด้วยความที่ กระทรวงการคลังถือหุ้น ปตท.ใหญ่ เงินก็ต้องเข้ากระทรวงการคลังดิ คนคิดว่าเข้าพรรคเพื่อไทย มโนอะไรก็ให้มีขอบเขตกันหน่อย

9. มาเลเซียน้ำมันลิตรละ เท่าไหร่ก็แล้วแต่ แต่ทราบหรือไม่ เค้ามีการไม่เก็บเงินภาษีสินค้าและบริการ GST ทำให้ราคาน้ำมันเค้าถูก แต่เค้าต้องแลกกับการติดงบทางการศึกษา

10. เรื่องการยกเลิกเบนซิน 91 95 ก็บ้าบอ เค้ายกเลิกแต่เบนซิน 91 เพราะสนับสนุนพลังงานทดแทน ที่เป็นพระราชดำริของในหลวง เพื่อลดการนำเข้าน้ำมันดิบ เพื่อลดมลพิษทางอากาศ

11. ปตท.สผ. ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในแปลงสัมปทานของแหล่งน้ำมัน “นงเยาว์” ไม่เคยมีการถือหุ้นในแหล่งน้ำมัน “นงเยาว์” และ ที่สำคัญได้ถอนตัวออกเมื่อ ปี 2543

12. LPG ที่มีการปรับราคา เพื่อสะท้อนต้นทุนการใช้ในประเทศ เป็นไปตามนโยบายปฎิรูปพลังงานสะท้อนราคาที่แท้จริง

13. ก๊าซจากอ่าวไทย ทุกวันนี้ใช้ผลิตไฟฟ้ามากที่สุด และไม่มีการส่งออก แถมยังต้องนำเข้า LNG เพื่อให้เพียงพอกับความต้องการใช้ในประเทศ

14. การปลดบอร์ด ปตท. ต้องอาศัยมติที่ประชุมบอร์ด ไม่ใช่อยากปลดก็ปลด ไม่งั้นสะเทือนเศรษฐกิจตลาดหุ้นไทยแน่นอน

อันนี้หน่ะแชร์เถอะ เพื่ออนาคตของลูกหลาน เพื่อความจริงเรื่อง ปตท. จะได้ไม่ให้ใครมาหลอกเรา


เพ้อเจ้อ!! เรื่องใครอยู่เบื้องหลังทำให้คนไทยเป็นทาสน้ำมัน

บทความดังกล่าวเพ้อเจ้อ แถมเป็นการหยิบเอาข้อมูลที่บิดเบือนมานำเสนอด้วย


ไม่ได้มีไอ่โม่งที่ไหน หรือใครทำให้ไทยเป็นทาสน้ำมัน

จากที่เห็นคือมีการนำข้อมูลว่าไทยน้ำมันแพงกว่าเพื่อนบ้าน ซึ่ง ราคาน้ำมันของไทยแตกต่างกันกับเพื่อนบ้าน ก็มาจากนโยบายทางภาษี

และในขณะเดียวกัน หลายๆ ประเทศก็มีราคาน้ำมันแพงกว่าไทยอีกด้วย

หรือจะไปมโนโยงใยว่า เรามีน้ำมันเยอะ หาเจอได้ทุกแหล่ง ก็ไม่ใช่อีก เพราะเราไม่ได้เจอปิโตรเลียมทุกตารางนิ้ว

ส่วนที่บริษัทต่างชาติที่เข้ามาลงทุนก็ต้องปฎิบัติตามกฎหมายไทยทุกอย่าง สุดท้ายอยู่ที่การตีความของทางรัฐ

หรือแม้แต่กระทั่งมีคนแชร์ต่อว่า ราคาก๊าซจากอ่าวไทยแสนเจ็บปวด มั่ว
ราคาก๊าซธรรมชาติไม่ได้มีตลาดอ้างอิงอยู่ที่สหรัฐ และ ถ้ารวมค่าขนส่งค่าแปรสภาพ จะแพงกว่าไทยอีกด้วยซ้ำ และ ราคาก๊าซดังกล่าวประชาชนสหรัฐไม่ได้จ่ายราคาที่ Henry Hub




รู้แล้วจะอึ้ง สาเหตุที่มาเลเซียน้ำมันถูกกว่าไทย

รู้แล้วจะอึ้ง สาเหตุที่น้ำมันมาเลเซีย ถูกกว่าไทย ภาพนี้เป็นโครงสร้างราคาน้ำมัน ในวันที่ 9 ตุลาคม 2558 ระหว่าง เบนซิน 95 ของประเทศไทย กับ เบนซิน (RON) 95 ของประเทศมาเลเซีย ค่าเงิน 1 ริงกิต = 8.58 บาท

ที่มาภาพ น้องปอสาม


นโยบายการยกเลิกอุดหนุนราคาพลังงานที่มาเลเซียพยายามทำมาตั้งแต่ต้นปีตอนนี้น่าจะมีผลแล้วกับราคาน้ำมันในเดือนตุลาคม แต่ยังไงก็ตามยังคงไม่มีการเก็บภาษีในสินค้าประเภทเชื้อเพลิงทำให้ราคาต่างกับประเทศอื่น (ยกเว้น Ron 97 เก็บ 6% แต่ยังถือว่าต่ำสุดในอาเซียน)

ภาพนี้เป็นโครงสร้างราคาน้ำมัน ในวันที่ 9 ตุลาคม 2558 ระหว่าง เบนซิน 95 ของประเทศไทย กับ เบนซิน (RON) 95 ของประเทศมาเลเซีย ค่าเงิน 1 ริงกิต = 8.58 บาท

ราคาน้ำมันหน้าโรงกลั่นฯ + ค่าการตลาด ของทั้งสองประเทศใกล้เคียงกันมาก โดยราคาน้ำมันหน้าโรงกลั่น + ค่าการตลาดของ เบนซิน 95 ตกลิตรละ 18.99 บาท (ยูโร4) ส่วนของ RON 95 มาเลเซีย ลิตรละ 17.60 บาท (ยูโร2)

สาเหตุที่เบนซิน 95 มีราคาที่สูงกว่าเนื่องจากคุณภาพน้ำมันมาตรฐานยูโร 4 และผลของอัตราแลกเปลี่ยนเงิน ราคาหน้าโรงกลั่นฯ ของน้ำมันเบนซิน 95 ในไทย ลิตรละ 16.10 บาท รวมถึงคุณภาพน้ำมันของไทย (ยูโร 4) สูงกว่ามาเลเซีย (ยูโร 2) รวมไปถึงระยะทางการขนส่งน้ำมันจากสิงคโปร์มาไทย กับ สิงคโปร์ไปมาเลเซีย (MOPS is an acronym that stands for the Mean of Platts Singapore, which is the average of a set of Singapore-based oil product price assessments published by Platts สาเหตุที่ใช้ราคาที่สิงคโปร์เนื่องจากเป็นตลาดค้าน้ำมันใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียเราที่ประกาศโดย Platts)

ส่วนราคาขายปลีกนั้น เบนซิน 95 แพงกว่า อยู่ที่ลิตรละ 33.76 บาท เพราะรัฐจัดเก็บภาษีฯและกองทุนฯ เพิ่มเติมอีกลิตรละ 14.77 บาท ขณะที่ RON 95 มาเลเซีย ขายที่ราคาเดียวกับราคาหน้าโรงกลั่นฯ + ค่าการตลาดที่ลิตรละ 17.60 บาท (RM 2.05) เพราะรัฐไม่เก็บภาษีเลย ซึ่งก่อนหน้านั้นรัฐเคยเอางบประมาณไปอุดหนุนหรือช่วยจ่ายค่าน้ำมันบางส่วนให้อีกด้วย แต่ปัจจุบันยกเลิกไปแล้ว

ส่วนเรื่องมาตรฐานน้ำมัน Euro ก็สำคัญเนื่องจาก ไทยใช้ Euro4 เพราะ ปัญหาสิ่งแวดล้อมเราแย่กว่าประเทศอื่น รวมไปถึงอีกปัจจัยคืออุตสาหกรรมยานยนต์ของไทย ทำให้แปรผันในส่วนการส่งออกรถยนต์ออกนอกประเทศ เนื่องจากหลายประเทศให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมเช่นเดียวกัน

ทั้งหมดนี้ จึงเป็นสาเหตุที่ราคาน้ำมันขายปลีกทั้งสองประเทศแตกต่างกัน แต่ถ้าพิจารณาที่ตัวเนื้อน้ำมัน จะเห็นได้ว่าราคาไม่ได้แตกต่างกันมาก ที่ราคาขายปลีกต่างกันเพราะอัตราการจัดเก็บภาษีฯและกองทุนฯ
ปล. สาเหตุที่ไม่ได้แยกค่าการตลาดออกมาเพราะไม่มีข้อมูลค่าการตลาดของทางมาเลเซีย

เครดิตข้อมูล:
- สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน กระทรวงพลังงาน (www.eppo.go.th)
- paulton.org
- Petron
- Financial Times
- GST Malaysia
- Malaysia abolishes fuel subsidies
http://www.ft.com/…/240062/malaysia-abolishes-fuel-subsidies
- Ron95, Diesel and LPG to be exempted from GST , Budget 2015 GST Update
http://www.gstmalaysia.co/ron95-diesel-and-lpg-to-be-exe…/…/
- Harga Petrol RON95 RON97 Diesel Terkini Oktober 2015
http://www.hasrulhassan.com/…/harga-petrol-ron95-ron97-terk…
- Harga Minyak Petrol RON95 RON97 Diesel Terkini: Oktober 2015 ราคาเดือนตุลาคม 58 พร้อมเนื้อหาการเก็บภาษี GST ใน RON 97 6%
http://www.malaysiatercinta.com/…/harga-petrol-dan-diesel-t…
- การนำเข้าน้ำมันของมาเลเซียจากสิงคโปร์ และมาตรฐานน้ำมันของมาเลเซีย
http://www.platts.com/…/malaysia-to-import-50-ppm-97-ron-ga…
GST ภาษีระบบใหม่ "มาเลย์" ชดเชยรายได้ น้ำมัน-ส่งออก
http://on.fb.me/1RDXVDn
info Graphic การจัดเก็บภาษี GST ของมาเลเซีย
http://on.fb.me/1PckMHP
ที่มา โครงสร้างตัวอย่างจากคุณสิริวัฒน์ วิฑูรกิจวานิช
http://on.fb.me/1WYSIJs

ต้นทุนขุดเจาะน้ำมัน 1 บาท โคตรมั่ว!!

เป็นการมโนที่โคตรโง่เง่าที่สุดของคนทำข้อมูลนี้ ในการบอกว่าต้นทุนขุดเจาะ 1 บาท แล้วแถมมาเทียบกับราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศที่มีทั้งภาษีต่างๆ อีกมากมาย


โดยเฉพาะต้นตอโพสต์ที่ไปจับเอาข้อมูลบางส่วนมาโพสต์
ความเป็นจริงคือ

เป็นเรื่องค่าใช้จ่ายของ HESS โดยสาระสำคัญที่จับเอามากระเดียดคือ สรุปรายได้และค่าใช้จ่ายในการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมของบริษัท HESS Corp ในปี 2011

เนื่องจากทาง Hess ไม่ได้จำแนกสัดส่วนต้นทุนและค่าใช้จ่ายแต่ละอย่างเป็นรายทวีป มีแค่ต้นทุนและค่าใช้จ่ายในกระบวนการหรือ Production (Lifting) Cost เพียงอย่างเดียวที่แจกแจงตามทวีป ดังนั้น ผมจะลองคำนวณคร่าวๆตามสัดส่วนของค่าใช้จ่ายโดยรวมของค่าใช้จ่ายในแต่ละประเภท (ซึ่งถ้าให้ถูกต้องจริงๆ ต้องใช้ค่าใช้จ่ายแยกตามทวีปทั้งหมด) ดังต่อไปนี้ครับ

ตารางแสดงการคำนวณต้นทุนค่าใช้จ่ายทั้งหมดตามสัดส่วนของค่าใช้จ่ายรวมและแสดงกำไรสุทธิ ในส่วนของทวีปเอเชีย ของบริษัท Hess Corp. ปี 2011

จะเห็นได้ว่า ค่าใช้จ่ายที่ผมประมาณจากการเทียบสัดส่วนค่าใช้จ่ายโดยรวมนั้น ทำให้ทวีปเอเชีย มีค่าใช้จ่ายทั้งหมดต่อหน่วย BOE ที่ผลิตได้คือ $29.45/BOE และ ภาษีเงินได้ที่ต้องหัก จากข้อมูลของ HESS เอง คิดเป็น 33% ของรายได้สุทธิก่อนหักภาษี สรุปแล้ว HESS จะมีกำไรสุทธิจากปิโตรเลียมในทวิปเอเชียอยู่ที่ $13.7/BOE หรือ 2.5 บาทต่อลิตรเทียบเท่าน้ำมันดิบ* เท่านั้นเองครับ (ทั้งหมดนี้คือค่าประมาณการจากการสัดส่วนค่าใช้จ่ายจากค่าใช้จ่ายรวม ซึ่งถ้าให้ถูกต้องจริงๆ ต้องใช้ค่าใช้จ่ายแยกตามทวีปทั้งหมด)

*อัตราแลกเปลี่ยน 29 บาทต่อ 1 ดอลล่าร์สหรัฐฯ และ 1 บาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบ เท่ากับ 159 ลิตร



ต้นทุนการผลิตปิโตรเลียมที่แท้จริง

ผู้ที่จัดทำรูป ได้เข้าใจผิดและนำต้นทุนส่วนกระบวนการผลิต (Production Cost หรือ Lifting Cost) มาเพียงแค่อันเดียว ซึ่งความเป็นจริงแล้วต้นทุนการผลิตทั้งหมดจะต้องรวม ต้นทุนที่เกิดจากการสำรวจและค้นหา ต้นทุนการพัฒนาแหล่งปิโตรเลียม ต้นทุนการบริหารจัดการ รวมถึงต้นทุนของดอกเบี้ย และค่าใช้จ่ายอื่นๆอีกครับ รูปดังต่อไปนี้เป็นการแสดงยอดขายและต้นทุนค่าใช้จ่ายทั้งหมดในส่วนของสำรวจและผลิตปิโตรเลียมของบริษัท Hess Corp ปี 2011

รูปแสดงยอดขายและค่าใช้จ่ายทั้งหมดในการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมทั้งหมดของบริษัท Hess Corp ในปี 2011



1. Production expenses including related taxes (ค่าใช้จ่ายในกระบวนการผลิต หรือ Lifting cost)

ต้นทุนค่าใช้จ่ายนี้คือ ต้นทุนค่าใช้จ่ายส่วนกระบวนการผลิตเท่านั้น จากคำนิยามที่ทาง HESS ให้ไว้คือ เป็นค่าใช้จ่ายในส่วนกระบวนการผลิต การซ่อมบำรุงรักษาหลุมผลิต, อุปกรณ์การผลิต รวมค่าขนส่งและส่วนที่เป็นภาษีเพิ่มเติม (เป็นค่าภาคหลวง ผลตอบแทนพิเศษ ส่วนแบ่งกำไร) บางบริษัทจะแยกส่วนที่เป็นค่าภาคหลวงและค่าใช้จ่ายอื่นที่ต้องให้รัฐอีกต่างหาก ซึ่งค่าใช้จ่ายนี้ทาง HESS Corp แยกเป็นส่วนของทวีปเอเชียเท่ากับ $10.62/BOE

2. Exploration expenses, including dry holes and lease impairment (ค่าใช้จ่ายในการสำรวจ)

ต้นทุนค่าใช้จ่ายนี้คือ ต้นทุนค่าใช้จ่ายในการสำรวจและขุดเจาะหลุมสำรวจปิโตรเลียมทั้งหมด รวมถึงหลุมที่ไม่พบปิโตรเลียมด้วย ต้นทุนนี้คือต้นทุนส่วนนึงของ Finding Cost

3. General, administrative and other expenses หรือ G&A (ค่าใช้จ่ายในการดำเนินการ)

เป็นต้นทุนค่าใช้จ่ายส่วนของการบริหารจัดการ การดำเนินงาน ธุรการ ค่าจ้างผลตอบแทนพนักงาน และค่าใช้จ่ายอื่นๆ

4. Depreciation, Depletion and Amortization หรือ DD&A (ค่าเสื่อมราคา ค่าสูญสิ้นและค่าตัดการจำหน่าย)

ต้นทุนค่าใช้จ่ายนี้คือ ต้นทุนค่าใช้จ่ายการพัฒนาแหล่งปิโตรเลียม มันคือส่วนหนึ่งของสินทรัพย์ในแหล่งปิโตรเลียมที่ค้นพบปริมาณสำรองที่พิสูจน์ได้แล้ว เงินลงทุนก่อสร้างแท่นผลิตต่างๆและขุดเจาะหลุมผลิตตอนพัฒนาแหล่งปิโตรเลียมจะกลายเป็นสินทรัพย์ เช่น หลุมสำรวจ หลุมผลิต แท่นผลิต เครื่องมืออุปกรณ์การผลิต รวมถึงต้นทุนการรื้อถอน ฯลฯ มูลค่าของพวกนี้จะมีค่าเสื่อมราคาโดยคำนวณโดยวิธีสัดส่วนของผลผลิตตลอดอายุของปริมาณสำรองที่พิสูจน์แล้ว เมื่อหมดอายุสัมปทาน ของเหล่านี้จะกลายเป็นแค่เศษเหล็กที่ต้องรื้อถอนออกไป ดังนั้น ส่วนนี้คือต้นทุนที่จ่ายแล้วจริงตั้งแต่เริ่มมีการสำรวจและพัฒนาแหล่งปิโตรเลียม (ส่วนนึงของ Finding Cost เช่นเดียวกัน) แต่ใช้วิธีทยอยตัดรายจ่ายในรูปค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่ายนั่นเอง ส่วนแหล่งที่พบปริมาณที่ไม่คุ้มค่าในเชิงพาณิชย์สินทรัพย์ทุกอย่างจะถูกตัดการจำหน่ายเป็นค่าใช้จ่ายออกไปทั้งหมด

5. Asset Impairment (การด้อยค่าของสินทรัพย์)

ต้นทุนค่าใช้จ่ายนี้จะคล้ายในส่วนของค่าเสื่อมราคา แต่เกิดจากการที่ราคาตลาดของสินทรัพย์ที่เกิดจากการลงทุนพัฒนาแหล่งปิโตรเลียม (หลุมสำรวจ หลุมผลิต แท่นผลิต ฯลฯ) ที่ผมอธิบายในส่วนของค่าเสื่อมราคาฯ นั้น มีราคาเปลี่ยนแปลงลดลงมากกว่าความเสื่อมราคาเนื่องจากการใช้งาน สินทรัพย์ที่เรามีล้าสมัยแล้ว (ราคาตก) รวมถึงอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นจนมีผลกระทบต่อราคาสินทรัพย์ (กู้เงินมาสร้าง) ถ้าสมมติเราขายสินทรัพย์ (เช่น ขายกิจการ) จะทำให้ขายได้ในราคาต่ำกว่าต้นทุนจริงหลังหักค่าเสื่อมไปแล้ว ดังนั้นต้นทุนนี้คือต้นทุนแฝงในส่วนของ Finding Cost ด้วย

ที่ขาดไม่ได้อีกอันก็คือ

6. Petroleum Income Taxes (ภาษีเงินได้ปิโตรเลียม)

จะมากน้อยขึ้นอยู่รายได้สุทธิก่อนหักภาษีนั่นเอง และอัตราภาษีก็ขึ้นอยู่กับแต่ละประเทศที่ไปลงทุนด้วย

และการเอามาเทียบกับราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศที่นั้นยิ่งคนละส่วน เพราะ ราคาน้ำมันที่ขายแต่ละประเทศโครงสร้างนั้นต่างกัน

เลิกร้องไห้หนักมาก เรื่องราคาน้ำมันพม่ากับไทยเพราะเหตุผลต่อไปนี้

ไม่ต้องดราม่า ร้องไห้หนักมาก เรื่องราคาน้ำมันพม่ากับไทย

- ราคาน้ำมันพม่าถูกกว่าไทย เพราะไทยเก็บเงินเข้าภาษีและกองทุนน้ำมันเยอะกว่า ส่วนพม่า ราคาถูกกว่า รัฐเก็บภาษีและกองทุนน้อยกว่าไทยมาก



ที่มาภาพ น้องปอสาม

- โรงกลั่นไม่ได้ผลิตเอทานอลเอง ต้องไปซื้อเอทานอล เข้ามาผสมกับน้ำมันเบนซิน เพื่อผลิตเป็นน้ำมันแก๊สโซฮอลชนิดต่างๆ การที่กองทุนน้ำมันจ่ายเงินชดเชยให้โรงกลั่น ก็เพื่ออุดหนุนให้ราคาน้ำมัน E ต่างๆ ถูกกว่า โดยเงินนั้นไม่ได้เข้ากระเป๋าโรงกลั่น แต่เป็นการที่รัฐจ่ายเงินชดเชยให้โรงกลั่น เพื่อให้ราคาขายจริงต่ำกว่าต้นทุน

- แก๊สโซฮอลและไบโอดีเซล มีต้นทุนสูงกว่าน้ำมันทั่วไปจริง (แต่ไม่เสมอไป ช่วงนี้ราคาน้ำมันต่ำกว่า เพราะราคาตลาดโลกลงเยอะ) เพราะต้องเอาเอทานอล/ไบโอดีเซลที่ผลิตจากพืชเกษตรในประเทศมาผสมเพิ่มเติม ซึ่งรัฐมุ่งหวังเป็นวิธีแก้ปัญหาผลผลิตอ้อย มัน และปาล์ม ล้นตลาด และเพื่อสร้างพลังงานทางเลือกให้ประเทศในระยะยาว

ดังนั้น รัฐจึงใช้วิธีสร้างความแตกต่างระหว่างน้ำมันเบนซินธรรมดากับแก็สโซฮอล โดยใช้กลไกลของกองทุนน้ำมันมาทำให้ราคาน้ำมันแต่ละชนิดแตกต่างกัน เพื่อจูงใจให้ผู้บริโภคมาใช้แก๊สโซฮอลต่างๆ กันมากขึ้น โดยภาพด้านบนเป็นการนำเสนอโครงสร้างราคาน้ำมันประเทศพม่า วันที่ 14 มกราคม 2559

ส่วนนี่คือ 5 เหตุผลที่น้ำมันพม่าถูกกว่าประเทศไทย

ก่อนนำราคาเพื่อนบ้านมาให้ประชาชนดู กรุณานำเสนอข้อมูลให้รอบด้าน เอาภาพไปใช้กรุณานำข้อมูล 5 ข้อ ไปบอกด้วย

1) ประเทศพม่าเป็นประเทศ Oil Net Import ความต้องการใช้ปัจจุบันประมาณ 75,000 BBL/Day ผลิตได้เองโดยโรงกลั่นในประเทศ 20,000 BBL/Day อีกประมาณ 55,000 BBL/Day ต้องนำเข้าเป็นน้ำมันสำเร็จรูป

2) น้ำมันสำเร็จรูปส่วนใหญ่นำเข้าจาก Singapore, มีเพียงส่วนน้อยที่นำเข้าจากประเทศไทย ซึ่งส่วนใหญ่จะใช้เพียงบริเวณชายแดนไทยพม่า น้ำมันส่วนใหญ่ในเมืองใหญ่ เช่น Yangon, Mandalay มาจาก Singapore

3) โครงสร้างราคาในปัจจุบันไม่มีการเก็บเงินเข้ากองทุนใดๆ มีเพียงการเก็บ Custom duty 1.5% บนราคา Import Price และ Commercial tax อีก10% (Commercial tax มีลักษณะคล้าย VAT กับ Excise tax รวมกัน เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศไทย)

4) ปัจจุบันราคาหน้าปั๊มจะถูกตั้งโดยสมาคมกลุ่มผู้นำเข้าน้ำมันรายใหญ่ (Myanma Petroleum Trade Association - MPTA) โดยหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ (Myanma Petroleum Product Enterprise - MPPE) จะดูแลราคาไม่ให้ผู้นำเข้าตั้งราคาสูงเกินไปจากราคาตลาดโลก (ไม่ต่างกับประเทศไทย โดยมีกระทรวงพลังงาน รวมไปถึง กรมธุรกิจพลังงาน กำกับดูแล ให้ผู้ค้าทำตามกฎหมาย มาตรา 7 และ ปตท. ที่คอยคานราคาขึ้นช้าลงเร็ว)

5) ในส่วนของราคาดีเซลของพม่า มีราคาถูกกว่าไทยเนื่องจาก มาตรฐานน้ำมัน (ยูโร) ต่างกัน ในส่วนของ P-HSD = Premium HSD Sulfur content 10-50 ppm (EURO 4); HSD = Regular HSD Sulfur content 500 ppm (Euro 2) ถ้าของไทย Premium HSD จะเป็น EURO 5 และมีการผสมน้ำมันปาล์ม B100 ให้เป็นไบโอดีเซล ตามสัดส่วน 6-7% ที่มีราคาแพงกว่าประมาณ 1.20 บาท แต่เพื่อลดการนำเข้าน้ำมัน ช่วยเหลือเกษตรกร และเพื่อให้สอดคล้องกับแนวทางการส่งเสริมพลังงานทดแทนตามโครงการพระราชดำริ

ขอบคุณข้อมูลจากเพจ น้องปอสาม