Showing posts with label สัญญา. Show all posts
Showing posts with label สัญญา. Show all posts

นายทหารบุกยึดบ่อน้ำมันจากนายทุนต่างชาติ เงิบ!! เพราะเหตุผลต่อไปนี้

เป็นข่าวใหญ่ข่าวโต เมื่อปี 2557 ปรากฎคลิปนายทหารบุกยึดบ่อน้ำมันจากนายทุนต่างชาติ จากนั้นก็แห่แชร์แพร่สะพัดไปทั่วเน็ต



ต่อมา มีคนแฉว่าคลิปนี้มันมั่วจากเนื้อหาหลายประการ

ข้อเท็จจริงกรณีรัฐเขต เพื่อโปรดเผยแพร่
บริษัท อีโค่ โอเรียนท์ รีซอสเซส (ประเทศไทย) จำกัด
สัมปทานปิโตรเลียม เลขที่ 3/2546/60 แปลงสำรวจบนบกหมายเลข L44/43
เลขที่ 5/2546/62 แปลงสำรวจบนบกหมายเลข L33/43
วันออกสัมปทาน 17 กรกฎาคม 2546 (มติ ครม. 26 พฤษภาคม 2546)
วันสิ้นสุดระยะเวลาสำรวจ 16 กรกฎาคม 2555
วันสิ้นสุดระยะเวลาผลิต 16 กรกฎาคม 2575
ผู้รับสัมปทานเริ่มแรก บริษัท แปซิฟิค ไทเก้อร์ รีซอสเซส (ประเทศไทย) จำกัด 100%
ผู้รับสัมปทานปัจจุบัน บริษัท อีโค่โอเรียนท์ รีซอสเซส (ประเทศไทย) จำกัด 100%
(เดิมชื่อบริษัท แปซิฟิค ไทเกอร์ รีซอสเซส (ประเทศไทย) จำกัด ต่อมาขายหุ้นให้กับ
บริษัท แพน โอเรียนท์ รีซอสเซส (ประเทศไทย) จำกัด)

ประวัติการผลิตน้ำมันดิบของบริษัทฯ ผลิตในอัตราสูงสุด 12,500 บาร์เรลต่อวัน ณ เดือนกุมภาพันธ์ 2551
และอัตราการผลิตลดลงอย่างรวดเร็ว เนื่องจากการผลิตน้ำมันดิบของหลุมในแหล่งส่วนใหญ่ได้มาจากชั้นหินกักเก็บปิโตรเลียมที่เป็นหินภูเขาไฟ ซึ่งธรรมชาติของแหล่งกักเก็บชนิดนี้จะผลิตน้ำมันดิบได้ในปริมาณสูงในช่วงแรกเท่านั้น เนื่องจากในหินภูเขาไฟมีคุณสมบัติที่สามารถกักเก็บน้ำมันดิบได้น้อย จึงผลิตหมดไปอย่างรวดเร็วและประสบปัญหาในการผลิตน้ำในอัตราสูงจนเป็นเหตุให้ต้องปิดหลุมผลิตบางส่วน

ปัจจุบันบริษัท อีโค่ โอเรียนท์ รีซอสเซส (ประเทศไทย) จำกัด แปลงสำรวจบนบกหมายเลข L44/43,L33/43
พื้นที่ผลิตนาสนุ่นตะวันออก, บ่อรังเหนือ, วิเชียรบุรีส่วนขยาย, L33
จำนวนฐานผลิตทั้งหมด 45 ฐาน
จำนวนหลุมผลิต 24 หลุม จากจำนวนหลุมทั้งหมด 110 หลุม
ปริมาณการผลิตน้ำมันดิบเฉลี่ย 4,790 บาร์เรลต่อวัน
ปริมาณน้ำเฉลี่ย 3,583 บาร์เรลต่อวัน
ปริมาณก๊าซธรรมชาติเฉลี่ย 1.113 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน
(ข้อมูล ณ เดือนพฤษภาคม 2557)

การใช้ประโยชน์ในที่ดินของ ส.ป.ก.

วันที่ 16 ธันวาคม 2552 ได้รับอนุมัติพื้นที่ผลิตบ่อรังเหนือเป็นพื้นที่ 39.39 ตารางกิโลเมตร ซึ่งมีพื้นที่บางส่วนอยู่ในเขตที่ดินของ ส.ป.ก. ท้องที่จังหวัดเพชรบูรณ์ เนื้อที่ประมาณ 43 ไร่ 3 งาน 35 ตารางวา ครอบคลุมพื้นที่ผลิต 6 ฐาน ได้แก่
1. พื้นที่ฐาน Borang จำนวน 4 หลุม
2. พื้นที่ฐาน L44-W จำนวน 4 หลุม
3. พื้นที่ฐาน L44W-A15. จำนวน 2 หลุม
4. พื้นที่ฐาน L44W-A14. จำนวน 1 หลุม
5. พื้นที่ฐาน 2009-A. จำนวน 1 หลุม
6. พื้นที่ฐาน L44-V จำนวน 4 หลุม
ตั้งแต่ 2 พฤษภาคม 2555 บริษัทฯ หยุดทำการผลิตในพื้นที่ดังกล่าว หลังจากได้รับหนังสือแจ้งจาก ส.ป.ก.

ภายหลังการตรวจสอบทาง ส.ป.ก. ได้ส่งหนังสือที่ พช 0011/1017 ลงวันที่ 25 ธันวาคม 2555 แต่พื้นที่ L44-V ไม่อยู่ในเขตปฏิรูปที่ดิน บริษัทฯ จึงเริ่มทำการผลิตปิโตรเลียมเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2555 ซึ้งในปัจจุบันพื้นที่ฐาน L44-V มีอัตราการผลิตน้ำมันดิบเฉลี่ยประมาณ 142 บาร์เรลต่อวัน (ข้อมูล ณ เดือนพฤษภาคม 2557) ซึ่งน้ำมันดิบที่ผลิตได้มีการตรวจสอบปริมาณการผลิต การซื้อ-ขายโดยพนักงานเจ้าหน้าที่ของกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ

ด้วยพนักงานสอบสวนกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้รับมอบหมายจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ให้มาทำการสืบสวนสอบสวนคดีที่ พันโท รัฐเขต แจ้งจำรัส กรรมาธิการพลังงานวุฒิสภาร้องทุกข์กล่าวโทษว่าบริษัทอีโค่ โอเรียน รีซอสเซส (ประเทศไทย) จำกัด ลักลอบขุดเจาะน้ำมันดิบ

โดยในวันที่ 10 มิถุนายน 2557 พนักงานสอบสวนกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พนักงานเจ้าหน้าที่จากสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตร, กรมที่ดิน, กรมป่าไม้ จะเข้ามาตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุ และบันทึกปากคำพร้อมเอกสารที่เกี่ยวข้องตามที่รับแจ้ง ว่ามีการดำเนินการฝ่าฝืนกฎหมายหรือไม่
ดังนั้นกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติในฐานะหน่วยงานที่กำกับดูแลและตรวจสอบการทำงานในด้านการสำรวจ ผลิต ขนส่งและซื้อขายปิโตรเลียม ของผู้รับสัมปทานในประเทศไทย จึงส่งตัวแทนเข้าร่วมตรวจสอบการสืบสวนสอบสวนและชี้แจงข้อเท็จจริง
ในครั้งนี้

เหตุการณ์ของวันที่ 10 มิถุนายน 2557
พนักงานสอบสวน ผู้ร้อง(พันโทรัฐเขตและพวก) ผู้ให้ข้อมูล ได้ตรวจสอบ
1. พื้นที่ฐาน Borang จำนวน 4 หลุม
2. พื้นที่ฐาน L44-W จำนวน 4 หลุม
3. พื้นที่ฐาน L44W-A15. จำนวน 2 หลุม
4. พื้นที่ฐาน L44W-A14. จำนวน 1 หลุม
5. พื้นที่ฐาน 2009-A. จำนวน 1 หลุม
6. พื้นที่ฐาน L44-V จำนวน 4 หลุม
ร่วมกันโดยลำดับ1-5ได้หยุดผลิตและลำดับ6ได้มีการผลิตจริง อีกทั้งตัวแทนจากกรมป่าไม้ สปก และที่ดินร่วมกันรังวัดพิกัดทั้ง6พื้นที่ฐานเพื่อประกอบเป็นหลักฐานให้พนักงานสอบสวน
พร้อมกับเจ้าหน้าที่ สปก ได้ยืนยันว่าพื้นที่ฐาน1-5อยู่ในพื้นที่ สปก แต่พื้นที่ฐานที่6ไม่ได้อยู่ในพื้นที่ สปก
โดยกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติได้ยืนยันว่าพื้นที่ทั้ง6ฐานอยู่ภายใต้พื้นที่สัมปทาน ในช่วงที่มีการผลิตก็มีการเสียค่าภาคหลวงให้รัฐตามปริมาณที่ถูกต้องแต่เมื่อหยุดผลิตก็ไม่มีค่าภาคหลวงเกิดขึ้น อีกทั้งพื้นที่ฐาน L44-V ที่มีการผลิตอยู่เนื่องจากไม่อยู่ในพื้นที่ สปก แต่อยู่ในพื้นที่สัมปทาน ดังนั้นจึงดำเนินการผลิตและมีการเก็บค่าภาคหลวงตามปกติหลังจากได้รับการแจ้งว่าไม่ได้แยู่ในพื้นที่ สปก จาก สปกจังหวัดเพชรบูรณ์เมื่อวันที่25 ธันวาคม 2556

ซึ่งข้อมูลทั้งหมดอยู่ในกระบวนการสอบสวนของพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบการร้องทุกข์คราวนี้ จึงไม่สามารถสรุปว่าสิ่งใดผิดหรือถูกได้ในปัจจุบัน

นอกเหนือจากนั้นพันโทรัฐเขตยังได้พาคณะเข้าตรวจสอบพื้นที่ฐานเพิ่มอีก1จุด โดยอ้างว่ามีการแอบผลิตและอยู่ในพื้นที่ สปกแต่เมื่อมีการวัดพิหัดร่วมกัน เจ้าหน้าที่ที่ดินได้ยืนยันว่าเป็นที่มีโฉนดและถือครองโดยบริษัทฯพร้อมกับบริษัทฯก็มีโฉนดยืนยันถูกต้อง

ประเด็นที่ถูกบิดเบือนภายหลังจากการตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุและบันทึกปากคำพร้อมรับเอกสารที่เกี่ยวข้องเพื่อดำเนินการโดยพนักงานสอบสวนในวันที่10 มิถุนายน 2557

ภายหลังจากการได้หารือและชี้แจงข้อมูลเกี่ยวกับแหล่งวิเชียรบุรีของบริษัท อีโค่ โอเรียนท์ รีซอสเซส (ประเทศไทย) จำกัด โดยนายปรศักดิ์ งามสมภาค พนักงานเจ้าหน้าที่ตาม พรบ. ปิโตรเลียม/ตัวแทนกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติต่อพันโทรัฐเขต แจ้งจำรัส ผลการชี้แจงคือพันโทรัฐเขตเข้าใจในทุกประเด็นและไม่มีข้อสงสัย

ต่อมาสื่อต่างๆได้นำเสนอการให้สัมภาษณ์ของพันโทรัญเขตและพวกที่มีการบิดเบือนข้อมูล ยุยง ปลุกปั่นให้ประชาชนเกิดการเข้าใจผิดดังนี้
1. มีการแจ้งข่าว ป่าวประกาศทางสังคมออนไลน์ว่าหลุมผลิตของแหล่งวิเชียรบุรีมีทั้งหมด 95หลุม ซึ่งในความเป็นจริงมีหลุมผลิตเพียง 24 หลุม
2. มีการกล่าวอ้างว่าเป็นคำสั่งของพลเอกประยุทธ จันทร์โอชา ในการมาตรวจสอบครั้งนี้ แต่ไม่สามารถแสดงหนังสือคำสั่งหรือรายละเอียดคำสั่งที่ชัดเจนได้
3. มีการกล่าวอ้างในประเด็นเด็ด7สีว่ามีการลักลอบขุดเจาะน้ำมันในพื้นที่สปกและหลีกเลี่ยงไม่ชำระค่าภาคหลวงมา5ปี รัฐเสียหายกว่าหมื่นล้านบาท โดยคุณอรรถพล ดวงจินดา ได้กล่าวว่ามีคำสั่งให้หยุดแต่ยังมีการลักลอบขุดผลิตได้ไม่ต่ำกว่า1200บาร์เรลต่อบ่อ
โดยในความเป็นจริงคือไม่มีการผลิตในพื้นที่ที่มีคำสั่งให้หยุดผลิตโดยสปก จนกระทั่งปัจจุบันยกเว้นพื้นที่ฐาน L44-V ที่ สปก แจ้งว่าไม่ได้อยู่ในพื้นที่สปกและมีอัตราการผลตเพียงวันละประมาณ 142บาร์เรลต่อวัน
4. พันโทรัฐเขตได้ให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อว่าความผิดสำเร็จเรียบร้อย โดยในความเป็นจริงยังอยู่ในกระบวนการสอบสวน ยังไม่สามารถสรุปข้อเท็จจริงได้
5. คุณวิวัฒน์ชัย กุลมาตย์ ที่ปรึกษาเครือข่ายต่อต้านการทุจริตคอรัปชั่นแห่งชาติได้กล่าวโทษ สปกและกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติที่ยอมให้มีการลักลอบผลิตน้ำมันดิบและไม่เสียค่าภาคหลวงทำให้รัฐเสียประโยชน์ แต่ในความเป็นจริงสปกและกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติไม่ได้มีการให้บริษัทฯผลิตน้ำมันดิบในพื้นที่สปกแต่อย่างใดและการผลิตและการจัดเก็บค่าภาคหลวงถูกดำเนินการอย่างถูกต้องและครบถ้วน

อ้างถึง: คลิปข่าวประเด็นเด็ด7สี
http://m.bugaboo.tv/watch/126657
คลิปการสนทนาระหว่างเจ้าหน้าที่กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติและพันโทรัฐเขตและพวก1,2
http://www.youtube.com/watch?v=Ed0DcRVSKvA&feature=youtu.be
http://www.youtube.com/watch?v=cVB8us0m8EM&feature=youtu.be

ที่มา ข้อเท็จจริงนายทหาร เพื่อโปรดเผยแพร่


หรือแม้แต่กระทั่ง เพจเรียกไลค์ เรียกแชร์ ก็บ้าจี้เอามาลง


จนมีเพจมาแฉ
คำว่าน้ำมัน และ แก๊ส จะหมดภายในอีก 6-7 ปี หมายถึง หลัก R/P คือคำนวณ ณ สิ้นปี พ.ศ. 2556 จากปริมาณสำรองก๊าซธรรมชาติที่พิสูจน์แล้ว 8.41 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต หารด้วยปริมาณการผลิตทั้งปีจากอัตราการผลิตเฉลี่ยประมาณ 4,000 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ก็จะเหลือประมาณ 6 ปี (หรือ 6.8 ปีจากรายงานของ BP) ตัวเลข 6-7 ปีนี้ เป็นตัวเลขรวมปริมาณสำรองและการผลิตก๊าซธรรมชาติจากทุกแหล่งในประเทศหากแยกย่อยในแต่ละแหล่งก็ขึ้นอยู่กับปริมาณสำรองหรืออัตราการผลิตของแต่ละแหล่ง บางแหล่งที่อัตราการผลิตสูงอาจจะเหลือ 3-4 ปี ต้องเร่งสำรวจหาเพิ่มในกระเปาะอื่นๆ บางแหล่งอาจจะยาวถึง 30 ปี เนื่องจากอัตราการผลิตต่ำตัวอย่างกรณีสำรองน้ำมันดิบ (R/P) ของทั้งโลกมีอยู่ 53 ปีขณะที่เวเนซุเอลามีสำรองน้ำมันดิบถึง 310 ปี ขึ้นอยู่กับปริมาณสำรองและอัตราการผลิตของประเทศนั้นๆ ดังนั้น หากหยุดการสำรวจหาแหล่งใหม่ๆ มาเติมจนปริมาณสำรองใกล้จะหมด ก็จะไม่สามารถรักษากำลังการผลิตในประเทศที่ระดับเดิมได้ อัตราการผลิตก็จะลดลงไปเรื่อยๆ
** เหมือนเรามีเงิน อยู่ 100 บาท ซึ่งคิดว่าจะใช้ได้อีก 7 วัน แต่เราใช้ไปเรื่อยๆ เงินที่เรามีอยู่มันก็ลดไปเรื่อยๆ ถ้าเราไม่หาเพิ่มมันก็จะหมด ** #บ่นว่าจนแต่ไม่ขยันจะมีไม๊
-------------------------------------------
ส่วนต่อมาที่บอกว่า ราคาน้ำมันที่ตกต่ำเหลือลิตรละ 8 บาท เราก็สามารถนำเข้ามาขายเองได้สัญญาระยะยาว ในความเป็นจริงทำไม่ได้ เพราะซาอุฯไม่ยอมทำด้วยแน่นอน เพราะคนที่เสียประโยชน์สุดคือคนที่เราทำสัญญากับเค้า หรือไม่ก็เค้าทำอย่างมากคือ 1 ปี และเป็นแค่การตกลงในปริมาณ ไม่ได้เกี่ยวกับราคา และราคาจะใช้ตามประกาศ ซึ่งจะประกาศเป็นรายเดือน ซึ่งไม่แคร์ใครอยู่แล้ว
** แต่ราคา 8 บาท/ลิตร นี่ลองเอาไปคำนวนเล่นๆ แล้ว จะเป็นไปได้ถ้าราคาตลาดโลกอยู่ที่ 40 เหรียญ/บาร์เรล และเป็นราคาที่ปากหลุม ไม่รวมค่าขนส่ง ซึ่งถ้าบอกว่าใครไม่ยอมตามคอนดิชั่นนี่ก็ไม่ต้องเอา เพราะเค้าไม่ขายเรา ก็มีคนซื้ออีกเยอะแยะ ** #อย่ามโน #ทำได้ก็ไปทำมา
-------------------------------------------
ส่วนต่อมา ยอมรับแล้วนะครับ ว่าเราอ้างอิงตลาดหน้าสิงคโปร์ เข้าใจถูกแค่นิดเดียวครับ (ราคาหน้าโรงกลั่นประมาณ 11-12 บาท หน่ะเมื่อประมาณมกราคม 58 ซึ่งไม่ต่างกับราคาบ้านมากนัก อย่าลืมเรื่องมาตรฐานน้ำมันยูโร4 ด้วย)ที่เหลือ โง่เง่าบัดซบมากๆ ก็อย่างที่คุณบอกหน่ะครับ ตามมาตรา 7 ข้างต้น ที่ผู้ค้าน้ำมันต้องทำตาม ซึ่งราคานี้้ก็ออกมาจากประกาศของ Eppo และถ้ากดไปดูโครงสร้างราคาน้ำมันจะเห็นได้ว่า ณ โรงกลั่นหน่ะ ราคาตามที่คุณพูดเลยครับ ที่เหลืออยู่ในส่วนของ ภาษีประมาณ 12 บาท, กองทุนต่างๆ ประมาณ 9 บาท, ค่าการตลาดประมาณ 2 บาท และมีปัจจัยอื่นเช่น ราคาเอทานอล ราคาไบโอดีเซล ฉะนั้น จะเห็นได้ว่าเป็นอะไรที่มั่วฉิบหายเลยสำหรับคนพูด ว่าเพราะมีบริษัทขายราคาเกินควร และที่บอกว่าให้ปิดโรงกลั่นไปเลยทุกโรง คิดตามเรื่องเศรษฐกิจป่ะ เราต้องสั่งซื้อน้ำมันสำเร็จรูปจากเมืองนอก ให้มันแพงเข้าไปอีก รวมไปถึงผลิตภัณฑ์ทุกสิ่งอย่างที่ออกจากโรงกลั่นก็ไม่มีด้วย ก๊าซหุงต้มเอย อะไรเอย ยังไม่รวมเรื่องความเชื่อมั่นของประเทศ ความมั่นคงทางพลังงานก็สั่นคลอนด้วย
** อย่างที่บอกคุณบอกเองแหละครับ บริษัทผู้ค้าต้องทำตามกฎหมายมาตรา 7 ไม่งั้นถือว่ามีความผิด และ ที่สำคัญคือ ถ้าคุณทำได้ที่จะขายน้ำมันให้ราคาถูกกว่านี้ ผมรออยู่นะ อย่าปากดี เที่ยวประท้วงไปเดิน ให้ข้อมูลผิดๆ ตามที่ต่างๆ **
--------------------------------------------
ต่อมาที่บอกว่า กระทรวงพลังงานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ข้อมูลเท็จกับนายกคนปัจจุบัน กระทรวงกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ข้อมูลไม่ผิดครับ แต่ถ้าจะตีความโง่ๆ ว่า มีบ่อ 6,000 กว่าบ่อ แล้วมีการขุดเจอ แค่ ประมาณ 3,000 หลุม มีสัดส่วนที่เจอปริมาณน้ำมันถึง 50% ถึงเป็นอะไรที่โง่เง่าบัดซบ หลอกชาวบ้าน ชาวประชา Social Media อย่างแท้จริง คุณไม่พูดเรื่องปริมาณน้ำมันเอย ก๊าซเอย ปิโตรเลียมเอย ที่ขุดเจอหล่ะครับ ว่ามันมีมากขนาดไหน
** หรือถ้าเปรียบเทียบ คนที่พูดในคลิปโง่ๆ นี่กำลังจะบอกว่า ถ้าไปบริเวณทะเล หรือ แม่น้ำ แห่งหนึ่ง แล้วเจอปลา 100 ตัว และตัวใหญ่ทุกตัว ไปทุกที่ จะต้องเจอปลาที่ตัวใหญ่ ทุกตัว และ เจอปริมาณ 100 ตัว ทุกที่ใช่หรือไม่ คิดเอา ** #แม่น้ำทุกที่อาจไม่มีปลาเหมือนกันก็ได้
** หรือถ้าคุณเก็บเงินหยอดกระปุก วันละเหรียญด้วย เหรียญบาท กับ เหรียญสิบ ในกระปุกขนาดเท่ากันทุกวัน สิ้นเดือนทุบกระปุกออกมา คุณจะบอกว่าคนที่หยอดเงินด้วยเหรียญบาทจะมีเงินกว่าใช่หรือไม่**
---------------------------------------------
เรื่องสุดท้าย ขอให้แยกกันให้ออกระหว่าง ที่ดิน สปก กับ ปิโตรเลียมที่อยู่ข้างใต้ ว่ากันไปด้วยเรื่องของกฎหมาย และระเบียบที่เกี่ยวข้อง แต่ข่าวนี้เกี่ยวข้องแน่ ยังไงก็ขอให้โดนจับเข้าตารางเร็วๆ นะครับ เที่ยวให้ข้อมูลเท็จไปทั่วหน่ะ
** "กองบังคับการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม (บก.ปทส.) เข้าสอบสวนพยานเพิ่มเติม กรณี พันโทรัฐเขต แจ้งจำรัส กล่าวโทษร้องทุกข์บริษัท อีโค่ โอเรียนท์ รีซอสเซส (ประเทศไทย) จำกัด ลักลอบดำเนินกิจการปิโตรเลียมโดยผิดกฎหมาย หลีกเลี่ยงค่าภาคหลวงหรือผลประโยชน์ตอบแทนพิเศษให้กับภาครัฐก่อให้เกิดความเสียหายและความผิดอื่นที่เกี่ยวข้อง" http://on.fb.me/17JSql3
** พิธีลงนามบันทึกข้อตกลงร่วมกัน ระหว่างสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม(ส.ป.ก) กับ กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ เรื่องการยินยอมให้ใช้ที่ดินเพื่อการนำทรัพยากรธรรมชาติไปใช้ประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน นำไปสู่แนวทางการปฏิบัติงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานราชการ เพื่อการพัฒนาประเทศ และประโยชน์ส่วนรวม http://on.fb.me/1wIPqeT

ที่มา ถ้าเจอเรื่องทหารบุกยึดบ่อน้ำมัน ว่ามันมั่วขนาดไหน

สุดท้าย เงิบ เพราะ



อีโค่ฯ โต้ข้อกล่าวหาลอบขุดน้ำมัน ยื่น คสช.สอบได้ พร้อมจ่อฟ้อง พ.ท.รัฐเขต

บริษัท อีโค่ โอเรียนท์ รีซอสเซส โชว์หลักฐานโต้ลักลอบขุดเจาะ ผลิตน้ำมัน ยันทำถูกต้องตามกฎหมาย 5 ปีที่ผ่านมาจ่ายผลตอบแทนให้รัฐเพียบ ทำหนังสือให้ “คสช.” ตั้งคณะทำงานเข้าตรวจสอบเพื่อแสดงความโปร่งใส พร้อมเตรียมฟ้องร้องคดีอาญาเรียกค่าเสียหายทางแพ่ง “พ.ท.รัฐเขต แจ้งจำรัส” ผู้กล่าวเท็จแต่ยังไม่คิดฟ้องสื่อ
     
นางสาวมนสิชา การุณยฐิติ ผู้จัดการฝ่ายบริหารและรัฐกิจสัมพันธ์ บริษัท อีโค่ โอเรียนท์ รีซอสเซส (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า จากกรณีที่ พ.ท.รัฐเขต แจ้งจำรัส ที่ปรึกษาอนุกรรมาธิการการพลังงาน วุฒิสภา ได้กล่าวหาบริษัทลักลอบดำเนินกิจการขุดเจาะ สำรวจ ผลิตน้ำมันดิบโดยผิดกฎหมายระหว่างปี 2551-2555 ต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน ถือเป็นข้อมูลที่เป็นเท็จโดยสิ้นเชิง ทำให้เกิดความเข้าใจผิดต่อสาธารณชนและเสียหายต่อภาพลักษณ์บริษัทฯ ดังนั้นบริษัทฯ จึงได้ยื่นหนังสือขอความเป็นธรรมไปที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เพื่อให้เข้ามาตรวจสอบเรื่องนี้โดยเร็ว อีกทั้งเตรียมจะส่งเรื่องให้สำนักงานทนายความดำเนินการฟ้องร้องคดีอาญาข้อหาหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณาและฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายทางแพ่งแก่ พ.ท.รัฐเขต แจ้งจำรัส ภายในสัปดาห์หน้า
     
“บริษัทฯ มีความจริงใจ จึงขอให้ คสช.ตั้งคณะทำงานเข้ามาตรวจสอบได้เลยเพราะคิดว่าน่าจะโปร่งใสที่สุด และจะยื่นฟ้องผู้ที่ดำเนินการกล่าวเท็จเป็นหลัก ส่วนกรณีโทรทัศน์ช่อง7 รวมถึง TNN เป็นเพราะได้รับข้อมูลเพียงด้านเดียวเราเองก็จะได้ชี้แจง ซึ่งเราเองยังไม่คิดที่จะฟ้องสื่อดังกล่าว” น.ส.มนสิชากล่าว
     
ทั้งนี้ บริษัทฯ ขอชี้แจงข้อกล่าวหาทั้งหมด 3 ส่วน ได้แก่ 1. บริษัทฯ ลักลอบการขุดเจาะ สำรวจ และผลิตน้ำมันดิบ ซึ่งขอปฏิเสธข้อกล่าวหายืนยันว่าได้ทำตามขั้นตอนกฎหมายทั้งกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ กระทรวงพลังงาน ตามที่ได้รับสัมปทานปิโตรเลียมเลขที่ 3/2546/60 แปลงสำรวจบนบกหมายเลข L44/43 และสัมปทานเลขที่ 5/2546/62 แปลงสำรวจปิโตรเลียมบนบกหมายเลข L33/43 จากกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ กระทรวงพลังงาน ตั้งแต่ปี 2546 โดยมีพื้นที่สำรวจและผลิตปิโตรเลียมครอบคลุมพื้นที่ในเขตอำเภอวิเชียรบุรี และอำเภอศรีเทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ และได้รับการอนุญาตกำหนดให้เป็นพื้นที่ผลิต จากกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ กระทรวงพลังงาน ในปี 2552
     
“น้ำมันดิบที่ผลิตขึ้นมาได้ บริษัทฯ จะต้องทำการตกลงซื้อขายกับคู่ค้า ซึ่งในที่นี้คือบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และ ปตท.ได้กำหนดให้นำไปส่งที่โรงกลั่นน้ำมันบางจากซึ่งบริษัทฯ ไม่สามารถจะไปขายกับโรงกลั่นอื่นได้เลยเพราะโรงกลั่นทุกโรงจะถูกควบคุมปริมาณการกลั่น โดยกรมธุรกิจพลังงาน กระทรวงพลังงาน และกรมสรรพสามิต กระทรวงการคลัง” น.ส.มนสิชากล่าว
     
ส่วนของการผลิตน้ำมันดิบในพื้นที่ ส.ป.ก.นั้น นางสาวมนสิชากล่าวว่า ในอดีตเคยมีการผลิตจริง แต่เป็นการผลิตโดยเปิดเผย ไม่ได้ลักลอบผลิต เนื่องจากบริษัทฯ ได้รับสัมปทานผลิตปิโตรเลียม และขออนุญาตทั้งการขุดเจาะสำรวจ และขออนุญาตผลิตปิโตรเลียม จากกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ กระทรวงพลังงาน พร้อมทั้งได้ทำหนังสือขอความยินยอมให้เข้าใช้ที่ดินเพื่อการนำทรัพยากรธรรมชาติมาใช้ประโยชน์ จากสำนักงานปฏิรูปที่ดิน จังหวัดเพชรบูรณ์ แล้ว เมื่อวันที่ 7 มกราคม 2553 และหนังสือคำขอในวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2553
     
อย่างไรก็ตาม ในปี 2555 ทางสำนักงานปฏิรูปที่ดินจังหวัดเพชรบูรณ์ได้มีคำสั่งให้บริษัทฯ หยุดผลิตปิโตรเลียมบนที่ดินดังกล่าว ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2555 ด้วยเหตุที่การให้ความยินยอมที่ผ่านมานั้นให้เฉพาะแก่การสำรวจปิโตรเลียมเท่านั้น ซึ่งบริษัทฯ ก็ได้หยุดการผลิตน้ำมันตั้งแต่วันที่ 2 พฤษภาคม 2555 เป็นต้นมา ถึงแม้ว่าบริษัทฯ จะเข้าใจดีว่า ส.ป.ก.ไม่ใช่หน่วยงานที่มีอำนาจ อนุญาตให้ผลิตน้ำมัน หรือสั่งให้หยุดการผลิตน้ำมันได้ แต่เป็นอำนาจของกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ทั้งนี้ บริษัทฯ ได้ยื่นขอทุเลาคำสั่ง และยื่นคำขอรับความยินยอมในการใช้พื้นที่ในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อการนำทรัพยากรปิโตรเลียมในที่ดินเข้าสู่กระบวนการผลิตปิโตรเลียมสำหรับ 5 พื้นที่ฐานเสร็จสมบูรณ์ โดยขั้นตอนอยู่ระหว่างกระบวนการพิจารณา สำหรับอีก 1 พื้นที่ฐานบนแปลง L44-V นั้น บริษัทฯ ยังคงดำเนินการผลิตปิโตรเลียมต่อไป เนื่องจากไม่ได้อยู่เขต ส.ป.ก.
     
สำหรับข้อกล่าวหาที่ว่าบริษัทฯ หลีกเลี่ยงไม่จ่ายค่าภาคหลวงมานาน 5 ปี จนทำให้รัฐสูญเสียรายได้มหาศาลนั้น บริษัทฯ ขอยืนยันว่าไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด เนื่องจากตั้งแต่ปี 2550 ถึงปัจจุบันบริษัทฯ ได้เสียค่าภาคหลวงให้กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติไปแล้วกว่า 1,400 ล้านบาท โดยชำระในอัตราแบบขั้นบันไดตามระดับการผลิตในอัตราร้อยละ 5-15 ของมูลค่าปิโตรเลียมที่ขาย ขณะเดียวกันบริษัทฯ ยังได้จ่ายเงินผลประโยชน์ตอบแทนพิเศษให้แก่รัฐอีกกว่า 2,500 ล้านบาท ซึ่งคำนวณจากอัตราจัดเก็บ 0-75% ของกำไรปิโตรเลียมรายปี ซึ่งบริษัทฯ เคยจ่ายในอัตราที่สูงถึง 42% นอกจากนั้น บริษัทฯ ยังต้องนำเสียภาษีปิโตรเลียม ในอัตราร้อยละ 50 จากกำไรสุทธิ ให้แก่กรมสรรพากร โดยบริษัทฯ ได้จ่ายไปแล้วกว่า 3,400 ล้านบาทเช่นกัน ซึ่งหากรวมผลตอบแทนทั้งหมดที่บริษัทฯ ได้จ่ายให้แก่รัฐ มีจำนวนสูงถึง 7,300 ล้านบาท โดยบริษัทฯ ไม่มีการปิดบังข้อมูลใดๆ ในการผลิตปิโตรเลียมและขายปิโตรเลียม และสามารถร้องขอข้อมูลการชำระค่าภาคหลวง และคำอธิบายทั้งหมดจากกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ กระทรวงพลังงาน ได้ตามขั้นตอน ดังนั้นข้อกล่าวหาที่ว่าบริษัทฯ ไม่จ่ายภาษี และค่าภาคหลวงมากว่า 5 ปี นั้นเป็นความเท็จโดยสิ้นเชิง

ที่มา อีโค่ฯ โต้ข้อกล่าวหาลอบขุดน้ำมัน ยื่น คสช.สอบได้ พร้อมจ่อฟ้อง พ.ท.รัฐเขต

ต้นทุนขุดเจาะน้ำมัน 1 บาท โคตรมั่ว!!

เป็นการมโนที่โคตรโง่เง่าที่สุดของคนทำข้อมูลนี้ ในการบอกว่าต้นทุนขุดเจาะ 1 บาท แล้วแถมมาเทียบกับราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศที่มีทั้งภาษีต่างๆ อีกมากมาย


โดยเฉพาะต้นตอโพสต์ที่ไปจับเอาข้อมูลบางส่วนมาโพสต์
ความเป็นจริงคือ

เป็นเรื่องค่าใช้จ่ายของ HESS โดยสาระสำคัญที่จับเอามากระเดียดคือ สรุปรายได้และค่าใช้จ่ายในการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมของบริษัท HESS Corp ในปี 2011

เนื่องจากทาง Hess ไม่ได้จำแนกสัดส่วนต้นทุนและค่าใช้จ่ายแต่ละอย่างเป็นรายทวีป มีแค่ต้นทุนและค่าใช้จ่ายในกระบวนการหรือ Production (Lifting) Cost เพียงอย่างเดียวที่แจกแจงตามทวีป ดังนั้น ผมจะลองคำนวณคร่าวๆตามสัดส่วนของค่าใช้จ่ายโดยรวมของค่าใช้จ่ายในแต่ละประเภท (ซึ่งถ้าให้ถูกต้องจริงๆ ต้องใช้ค่าใช้จ่ายแยกตามทวีปทั้งหมด) ดังต่อไปนี้ครับ

ตารางแสดงการคำนวณต้นทุนค่าใช้จ่ายทั้งหมดตามสัดส่วนของค่าใช้จ่ายรวมและแสดงกำไรสุทธิ ในส่วนของทวีปเอเชีย ของบริษัท Hess Corp. ปี 2011

จะเห็นได้ว่า ค่าใช้จ่ายที่ผมประมาณจากการเทียบสัดส่วนค่าใช้จ่ายโดยรวมนั้น ทำให้ทวีปเอเชีย มีค่าใช้จ่ายทั้งหมดต่อหน่วย BOE ที่ผลิตได้คือ $29.45/BOE และ ภาษีเงินได้ที่ต้องหัก จากข้อมูลของ HESS เอง คิดเป็น 33% ของรายได้สุทธิก่อนหักภาษี สรุปแล้ว HESS จะมีกำไรสุทธิจากปิโตรเลียมในทวิปเอเชียอยู่ที่ $13.7/BOE หรือ 2.5 บาทต่อลิตรเทียบเท่าน้ำมันดิบ* เท่านั้นเองครับ (ทั้งหมดนี้คือค่าประมาณการจากการสัดส่วนค่าใช้จ่ายจากค่าใช้จ่ายรวม ซึ่งถ้าให้ถูกต้องจริงๆ ต้องใช้ค่าใช้จ่ายแยกตามทวีปทั้งหมด)

*อัตราแลกเปลี่ยน 29 บาทต่อ 1 ดอลล่าร์สหรัฐฯ และ 1 บาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบ เท่ากับ 159 ลิตร



ต้นทุนการผลิตปิโตรเลียมที่แท้จริง

ผู้ที่จัดทำรูป ได้เข้าใจผิดและนำต้นทุนส่วนกระบวนการผลิต (Production Cost หรือ Lifting Cost) มาเพียงแค่อันเดียว ซึ่งความเป็นจริงแล้วต้นทุนการผลิตทั้งหมดจะต้องรวม ต้นทุนที่เกิดจากการสำรวจและค้นหา ต้นทุนการพัฒนาแหล่งปิโตรเลียม ต้นทุนการบริหารจัดการ รวมถึงต้นทุนของดอกเบี้ย และค่าใช้จ่ายอื่นๆอีกครับ รูปดังต่อไปนี้เป็นการแสดงยอดขายและต้นทุนค่าใช้จ่ายทั้งหมดในส่วนของสำรวจและผลิตปิโตรเลียมของบริษัท Hess Corp ปี 2011

รูปแสดงยอดขายและค่าใช้จ่ายทั้งหมดในการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมทั้งหมดของบริษัท Hess Corp ในปี 2011



1. Production expenses including related taxes (ค่าใช้จ่ายในกระบวนการผลิต หรือ Lifting cost)

ต้นทุนค่าใช้จ่ายนี้คือ ต้นทุนค่าใช้จ่ายส่วนกระบวนการผลิตเท่านั้น จากคำนิยามที่ทาง HESS ให้ไว้คือ เป็นค่าใช้จ่ายในส่วนกระบวนการผลิต การซ่อมบำรุงรักษาหลุมผลิต, อุปกรณ์การผลิต รวมค่าขนส่งและส่วนที่เป็นภาษีเพิ่มเติม (เป็นค่าภาคหลวง ผลตอบแทนพิเศษ ส่วนแบ่งกำไร) บางบริษัทจะแยกส่วนที่เป็นค่าภาคหลวงและค่าใช้จ่ายอื่นที่ต้องให้รัฐอีกต่างหาก ซึ่งค่าใช้จ่ายนี้ทาง HESS Corp แยกเป็นส่วนของทวีปเอเชียเท่ากับ $10.62/BOE

2. Exploration expenses, including dry holes and lease impairment (ค่าใช้จ่ายในการสำรวจ)

ต้นทุนค่าใช้จ่ายนี้คือ ต้นทุนค่าใช้จ่ายในการสำรวจและขุดเจาะหลุมสำรวจปิโตรเลียมทั้งหมด รวมถึงหลุมที่ไม่พบปิโตรเลียมด้วย ต้นทุนนี้คือต้นทุนส่วนนึงของ Finding Cost

3. General, administrative and other expenses หรือ G&A (ค่าใช้จ่ายในการดำเนินการ)

เป็นต้นทุนค่าใช้จ่ายส่วนของการบริหารจัดการ การดำเนินงาน ธุรการ ค่าจ้างผลตอบแทนพนักงาน และค่าใช้จ่ายอื่นๆ

4. Depreciation, Depletion and Amortization หรือ DD&A (ค่าเสื่อมราคา ค่าสูญสิ้นและค่าตัดการจำหน่าย)

ต้นทุนค่าใช้จ่ายนี้คือ ต้นทุนค่าใช้จ่ายการพัฒนาแหล่งปิโตรเลียม มันคือส่วนหนึ่งของสินทรัพย์ในแหล่งปิโตรเลียมที่ค้นพบปริมาณสำรองที่พิสูจน์ได้แล้ว เงินลงทุนก่อสร้างแท่นผลิตต่างๆและขุดเจาะหลุมผลิตตอนพัฒนาแหล่งปิโตรเลียมจะกลายเป็นสินทรัพย์ เช่น หลุมสำรวจ หลุมผลิต แท่นผลิต เครื่องมืออุปกรณ์การผลิต รวมถึงต้นทุนการรื้อถอน ฯลฯ มูลค่าของพวกนี้จะมีค่าเสื่อมราคาโดยคำนวณโดยวิธีสัดส่วนของผลผลิตตลอดอายุของปริมาณสำรองที่พิสูจน์แล้ว เมื่อหมดอายุสัมปทาน ของเหล่านี้จะกลายเป็นแค่เศษเหล็กที่ต้องรื้อถอนออกไป ดังนั้น ส่วนนี้คือต้นทุนที่จ่ายแล้วจริงตั้งแต่เริ่มมีการสำรวจและพัฒนาแหล่งปิโตรเลียม (ส่วนนึงของ Finding Cost เช่นเดียวกัน) แต่ใช้วิธีทยอยตัดรายจ่ายในรูปค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่ายนั่นเอง ส่วนแหล่งที่พบปริมาณที่ไม่คุ้มค่าในเชิงพาณิชย์สินทรัพย์ทุกอย่างจะถูกตัดการจำหน่ายเป็นค่าใช้จ่ายออกไปทั้งหมด

5. Asset Impairment (การด้อยค่าของสินทรัพย์)

ต้นทุนค่าใช้จ่ายนี้จะคล้ายในส่วนของค่าเสื่อมราคา แต่เกิดจากการที่ราคาตลาดของสินทรัพย์ที่เกิดจากการลงทุนพัฒนาแหล่งปิโตรเลียม (หลุมสำรวจ หลุมผลิต แท่นผลิต ฯลฯ) ที่ผมอธิบายในส่วนของค่าเสื่อมราคาฯ นั้น มีราคาเปลี่ยนแปลงลดลงมากกว่าความเสื่อมราคาเนื่องจากการใช้งาน สินทรัพย์ที่เรามีล้าสมัยแล้ว (ราคาตก) รวมถึงอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นจนมีผลกระทบต่อราคาสินทรัพย์ (กู้เงินมาสร้าง) ถ้าสมมติเราขายสินทรัพย์ (เช่น ขายกิจการ) จะทำให้ขายได้ในราคาต่ำกว่าต้นทุนจริงหลังหักค่าเสื่อมไปแล้ว ดังนั้นต้นทุนนี้คือต้นทุนแฝงในส่วนของ Finding Cost ด้วย

ที่ขาดไม่ได้อีกอันก็คือ

6. Petroleum Income Taxes (ภาษีเงินได้ปิโตรเลียม)

จะมากน้อยขึ้นอยู่รายได้สุทธิก่อนหักภาษีนั่นเอง และอัตราภาษีก็ขึ้นอยู่กับแต่ละประเทศที่ไปลงทุนด้วย

และการเอามาเทียบกับราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศที่นั้นยิ่งคนละส่วน เพราะ ราคาน้ำมันที่ขายแต่ละประเทศโครงสร้างนั้นต่างกัน

ความเป็นมา พรบ ปิโตรเลียม ของไทย ที่ไม่ได้มาจากชาวต่างชาติ

เรื่อง “สัมปทานปิโตรเลียม-พ.ร.บ.ปิโตรเลียม” นั้น ในไทยตอนนี้ยังเป็นอีกเรื่องที่ดูจะอึมครึม? ต้องตามดูว่าจะอย่างไรแน่? อย่างไรก็ตาม ย้อนดู ’ความเป็นมา พ.ร.บ.ปิโตรเลียมของไทย“ ก็มีแง่มุมที่น่าคิด...



ทั้งนี้ การบุกเบิกสัมปทานสำรวจและผลิตปิโตรเลียมในไทยนั้น ประคอง พลหาญ คือหนึ่งในผู้ที่มีส่วนสำคัญ โดยเคยเป็นข้าราชการที่ทำงานเรื่องนี้ ซึ่งบุคคลผู้นี้เป็น 1 ใน 3 คนไทยที่ได้ทุนสหภาพโซเวียตไปศึกษาที่มหาวิทยาลัยมอสโก โดยจบปริญญาตรีและโท ด้านธรณีวิทยา-ปิโตรเลียม จบเทียบเท่าปริญญาเอกด้านเคมี-ปิโตรเลียม เคยเป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรียุค พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ และเคยเป็นอนุกรรมการ ป.ป.ช.ด้วย

เมื่อบุคคลผู้นี้เรียนจบจากมอสโก พจน์ สารสิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพัฒนาการแห่งชาติในขณะนั้น ได้มอบหมายให้ทำเรื่องกฎหมายปิโตรเลียม สัมปทานสำรวจและขุดเจาะปิโตรเลียม ...นี่เป็นจุดเริ่ม “พ.ร.บ.ปิโตรเลียม” ในไทย...

ในปี 2507 เริ่มมีบริษัทน้ำมันสนใจขอสำรวจและผลิตปิโตรเลียมในไทย ซึ่งกระทรวงพัฒนาการฯ ต้นสังกัดกรมทรัพยากรธรณีที่ ประคอง ทำงานอยู่ เห็นว่าควรประกาศให้บริษัทต่าง ๆ แข่งขันกัน โดยมี กติกาที่เป็นสากล จึงตั้งคณะกรรมการวางหลักเกณฑ์ขอสำรวจ โดยมี รมว.พัฒนาการฯ เป็นประธาน ซึ่งได้จัดทำหลักเกณฑ์ขึ้นโดยศึกษากฎหมายปิโตรเลียมในประเทศอื่น ๆ และคณะรัฐมนตรี (ครม.) ก็ได้เห็นชอบในเดือน ก.ย. 2508

ต่อมาคณะกรรมการฯ เห็นว่าควรมีรายละเอียดเพิ่ม เช่น การคิดมูลค่าที่ใช้เก็บค่าภาคหลวง-ภาษีเงินได้ การแบ่งผลประโยชน์ระหว่างรัฐกับผู้ประกอบการ ทางกระทรวงพัฒนาการฯจึงขออนุมัติ ครม. และได้รับอนุมัติในเดือน เม.ย. 2509 ให้จ้างบริษัทจากสวิตเซอร์แลนด์ เป็นที่ปรึกษากำหนดรายละเอียดร่วมกับคณะกรรมการฯ

จนเป็นที่มา “พ.ร.บ.ปิโตรเลียม พ.ศ. 2514”

นอกจากนี้ กรมทรัพยากรธรณีได้ขอผู้เชี่ยวชาญจากกรมสรรพากร กรมอุทกศาสตร์ ได้รวมคนเก่งหลายสาขาร่างเงื่อนไข “สัมปทานปิโตรเลียม” ที่รัฐได้ผลประโยชน์จากทรัพยากรปิโตรเลียมมากที่สุด ขณะเดียวกันก็อำนวยความสะดวกเอกชน ดึงดูดให้ต่างชาติสนใจลงทุน และยอมรับความเสี่ยงกรณีที่สำรวจไม่พบปิโตรเลียม

“มีการแบ่งแปลงพื้นที่สำรวจ... พื้นที่แปลงสำรวจที่เปิดให้สัมปทานส่วนใหญ่อยู่ในอ่าวไทย ซึ่งรอบแรกที่เปิดประมูลสัมปทาน มีบริษัทต่างชาติที่ได้รับสัมปทาน 6 บริษัท...” ...ทาง ประคอง ให้ข้อมูลไว้ ซึ่งในช่วงแรก ๆ ของการขุดสำรวจปิโตรเลียมในไทยนั้น จะเน้นที่การค้นหา น้ำมัน เป็นหลัก จะไม่ค่อยได้สนใจ ก๊าซธรรมชาติ

ด้วยเหตุนี้จึงมีการเผาก๊าซทิ้งเสียของไปมาก ซึ่ง ประคอง ได้เสนอการไฟฟ้าให้รับซื้อก๊าซเพื่อใช้ผลิตกระแสไฟฟ้า หรือนำไปเป็นก๊าซหุงต้มขายให้ประชาชนใช้ในราคาถูก และภายหลังก็มีการสร้างท่อก๊าซจากอ่าวไทยมาที่โรงแยกก๊าซบนบก มีการตั้ง องค์กรก๊าซธรรมชาติแห่งประเทศไทย รับซื้อก๊าซผลิตไฟฟ้า และบรรจุถังเป็น LPG ขาย โดยต่อมาองค์กรนี้ได้ยุบรวมตั้งเป็น การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย หรือ ปตท. ในปี 2521

ทั้งนี้ หลังเปิดสัมปทานครั้งแรก ก็ ทำให้ไทยเข้าสู่ยุคโชติช่วงชัชวาล มีก๊าซผลิตไฟฟ้า มีก๊าซหุงต้มราคาถูก และ เกิดการพัฒนาอุตสาหกรรมด้านปิโตรเคมี อย่างก้าวกระโดด นำสู่โครงการอีสเทิร์นซีบอร์ด แหล่งนิคมอุตสาหกรรม เช่น นิคมฯมาตาบพุด นิคมฯระยอง ที่ปัจจุบันมีมูลค่าส่งออกสินค้าหลายล้านล้านบาท

สำหรับกองงานที่ ประคอง พลหาญ รับผิดชอบ ก็พัฒนาขึ้น โดยแยกออกเป็นกองเชื้อเพลิงธรรมชาติ ปัจจุบันได้ยกระดับเป็นกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ กระทรวงพลังงาน ขณะที่บุคคลผู้นี้ก็ยังมีบทบาทในฐานะอาจารย์ วางรากฐานการสร้างบุคลากรด้านเชื้อเพลิงธรรมชาติ ที่คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ภาควิชาเหมืองแร่ และปิโตรเลียม, คณะวิทยาศาสตร์ ภาควิชาธรณีวิทยา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และเป็นผู้จดทะเบียน สมาคมธรณีวิทยาแห่งประเทศไทย เพื่อให้ความรู้ วิชาการ ยกระดับมาตรฐานวิชาชีพธรณีวิทยา

ประคอง เล่าไว้ว่า... ยุคนั้นก็มีการพิจารณาระบบอื่น เช่น แบ่งปันผลผลิต แต่เมื่อศึกษา-ดูเหตุผลต่าง ๆ ในช่วงนั้น ก็พบว่าสัมปทานเป็นระบบที่เหมาะสมที่สุด เพราะ รัฐไม่ต้องลงทุน ไม่ต้องเสี่ยง และเป็นการดึงดูดต่างชาติมาลงทุน เกิดการใช้จ่าย จ้างงาน ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ และยังมีการนำเข้าและถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่คนไทย โดยมีเพียงเงื่อนไขสำคัญคือ รัฐบาล ภาครัฐ ดูแลควบคุมบริษัทที่ได้สัมปทานให้ดำเนินการอย่างถูกต้อง

ส่วนการสำรวจปริมาณปิโตรเลียมสำรองในการเปิดสัมปทานรอบต่อไป กองเชื้อเพลิงธรรมชาติในช่วงนั้นได้ว่าจ้างบริษัทสำรวจรวมข้อมูลจากบริษัทต่าง ๆ ที่ได้สัมปทาน ซึ่งเบื้องต้นพบว่าปริมาณสำรองปิโตรเลียมของไทยนั้นมีไม่มาก ส่วนใหญ่เป็นแหล่งก๊าซมากกว่าน้ำมัน อย่างไรก็ดี ปัจจุบันมีเทคโนโลยีใหม่ ๆ หากเปิดสัมปทานปิโตรเลียมรอบใหม่ กระตุ้นให้มีการค้นหาแหล่งปิโตรเลียมใหม่ ๆ ก็อาจจะพบปริมาณสำรองที่มากขึ้น

ทั้งนี้ ต่าง ๆ เหล่านี้ก็น่าจะบ่งชี้ว่า... "พ.ร.บ.ปิโตรเลียม 2514" มิใช่กฎหมายที่กำเนิดจากการกะเกณฑ์โดยต่างชาติ มิใช่ใบเบิกทางให้ต่างชาติเข้ามาปล้นทรัพยากรหรือผลประโยชน์ในประเทศไทย เป็น พ.ร.บ.ที่ตัดสายสะดือทำคลอดโดยคนไทย เพื่อผลประโยชน์ไทย แล้วผ่านการแก้ไขจนทันสมัย...
เป็น ’กติกาสากล“ ที่ยอมรับกันทั่วโลก!!.

ที่มา เดลินิวส์

โยงทักษิณกับสัมปทานพลังงานไทยสุดเพ้อเจ้อ

ฮือฮา! บริษัทน้ำมันอาบู ดาบี นำโดย “CEO ทีมแมนฯซิตี” จับมือนักลงทุนสิงคโปร์  คว้าสิทธิ์พัฒนาแหล่งน้ำมัน “นงเยาว์” กลางอ่าวไทยhttp://www.manager.co.th/Around/ViewNews.aspx?NewsID=9570000005299เปิดหลักฐานขายชาติ! แม้วเอื้อ บ.เพื่อนในอาบูดาบี ฮุบแหล่งน้ำมันอ่าวไทยhttp://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9570000005429สัมปทานปิโตรเลียมไทย บนอาคารชินวัตร!http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?newsid=9570000006998

มีหลายประเด็นที่คลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง แต่ในบทความนี้ จะขอนำข้อเท็จจริง หลักการ การให้สัมปทาน ที่มาที่ไป และภาพการลงทุน ของ แหล่งนงเยาว์ มาแสดงไว้ให้พิจารณา พอสังเขป ว่าบริษัทที่จะมาฮุบนั้น ยังมีความเสี่ยงอยู่มากน้อยแค่ไหน เข้ามาเอาประโยชน์ฝ่ายเดียว หรือ ทำให้ประเทศไทยได้รับประโยชน์ไปด้วย



ข้อเท็จจริงอีกด้าน ของแหล่งนงเยาว์

การให้สัมปทานปิโตรเลียม เพื่อเปิดโอกาสให้ บริษัทน้ำมันทั้งไทยและต่างชาติ ที่มีความสนใจที่จะเข้ามาลงทุนสำรวจหาปิโตรเลียมในประเทศไทย โดยแบกรับความเสี่ยงฝ่ายเดียว ตามกฎ กติกา ภายใต้ พระราชบัญญัติปิโตรเลียม 2514 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมในปี 2532 (Thailand III) บริษัทที่จะเข้ามารับสัมปทานได้ต้องมีคุณสมบัติและผ่านขั้นตอนการประมูลเนื้องาน คือ เสนอปริมาณงานสำรวจและเงินลงทุนที่จะใช้ บริษัทไหนเสนอมามากกว่าอย่างมีเหตุผล จะได้รับการคัดเลือก ออกสัมปทานให้ ไม่ได้วัดกันที่ความสวยความงาม ดังที่เป็นข่าวในบทความตามลิงค์ข้างต้น

เมื่อได้รับสัมปทานไปแล้ว บริษัทมีหน้าที่ต้องทำตามงานที่ได้เสนอไว้ หรือ เรียกว่า ข้อผูกพัน และต้องนำเงินมาประกันตามจำนวนที่ได้เสนอไว้ กรณีไม่ทำตามข้อผูกพันเงินประกัน(ในช่วง 3 ปีแรก)ดังกล่าวจะตกเป็นของรัฐ... ในช่วงเริ่มต้นสำรวอจจะแบ่งเป็น 2 ช่วงๆละ 3 ปี และต่อได้อีก 3 ปี (3+3+3) ในทุกแปลงสำรวจที่ออกภายใต้ พรบ.ฉบับนี้ จะเหมือนกัน ดังเช่น แปลงที่ตกเป็นข่าว คือ แปลง G1/48 ,G2/48 ,G3/48 ,G6/48 ,G10/48 และ G11/48 ออกให้ผู้รับสัมปทานไปในรอบที่ 19 ส่วนแปลง L21/50 ,L52/50 และ L53/50 ออกให้ผู้รับสัมปทานไปในรอบที่ 20 แปลงดังกล่าวนี้อยู่ในช่วงของการสำรวจและได้มีการลงทุนไปหลายหมื่นล้านบาท ยังไม่พบปิโตรเลียม มีเพียง 2 แปลง คือ แปลง G1/48 และ G11/48 ที่กำลังเป็นข่าวว่ามีการสำรวจพบ และกำลังจะพัฒนาเป็นแหล่ง มโนราห์ และ นงเยาว์ ตามข่าว ส่วนแปลงอื่นๆ ถ้าหมดช่วงสำรวจยังสำรวจไม่พบปิโตรเลียมในเชิงพาณิชย์ ต้องคืนแปลงกลับมาให้รัฐ

ในช่วงระยะเวลาสำรวจนั้น การเปลี่ยนแปลงผู้ลงทุน หรือสัดส่วนผู้ร่วมลงทุน สามารถทำได้ เป็นเรื่องทางธุรกิจทั่วไป เป็นการระดมเงินทุนและกระจายความเสี่ยง หรือจะซื้อขาย ควบรวมกิจการกัน ก็ทำได้ภายใต้ข้อกฎหมาย แต่ทั้งนี้ต้องไม่กระทบต่อ สิทธิและหน้าที่ของผู้รับสัมปทานตามสัญญาสัมปทาน และ จะต้องดำเนินงานสำรวจตามข้อผูกพันต่อไปตามที่ได้เสนอไว้ (การเปลี่ยนแปลงสัดส่วนผู้ลงทุน ต้องผ่านการพิจารณาจากหน่วยงานรัฐตามขั้นตอนของกฎหมาย) ดังนั้น การเข้ามาของบริษัทดังกล่าว ไม่ว่าจะเข้ามาในรัฐบาลไหน คงไม่ใช่เรื่องสำคัญอะไร เพราะเป็นเรื่องปกติถ้ามันเป็นไปตาม กฎระเบียบตามข้อกฎหมายที่สามารถทำได้ ถือว่าเข้ามาอย่างถูกต้องชอบธรรม

ตัวอย่าง ภาพการดำเนินงานที่ผ่านมาและแผนในอนาคต ของแปลง G11/48



การนำเสนอในทำนองว่า มีการเข้ามา ฮุบสัมปทานแหล่ง นงเยาว์ อาจทำให้หลายคนเข้าใจผิดได้ว่า มีการเอื้อประโยชน์ หรือ รัฐขายหรือปล่อยให้มีการเข้ามาขุดสูบน้ำมันดิบออกไป แต่ในความเป็นจริง มันเป็นเรื่องทางธุรกิจตามที่ได้กล่าวแล้ว และการได้มาของแปลงดังกล่าวมีขั้นตอนมาโดยลำดับ ผ่านมา 7 ปี แล้ว มีการลงทุนสำรวจไปแล้วมากมาย คือ สำรวจวัดคลื่นไหวสะเทือน แบบ 2 และ 3 มิติ ในช่วงปี 50-52 เจาะหลุมสำรวจไป 4 หลุม และเจาะหลุมประเมินผลอีก 5 หลุม ในช่วงปี 52-53 รวมใช้เวลาสำรวจไป 6 ปี กว่าจะมั่นใจ และมีข้อมูลมากพอในการขออนุมัติเป็นพื้นที่ผลิต นงเยาว์ และ ในสถานการณ์ปัจจุบัน แปลง G11/48 นี้ ยังไม่สามารถพัฒนาจนผลิตปิโตรเลียมได้สำเร็จ ยังขาดทุนจากเงินลงทุนที่ได้ทำการสำรวจไปแล้วมากกว่า 3,000 ล้านบาท(สิ้นปี 55) และยังต้องใช้เงินลงทุนอีกจำนวนมาก เพื่อการก่อสร้างติดตั้ง แท่นผลิต แท่นหลุมผลิต และ การเจาะหลุมผลิต อีกไม่น้อยกว่า 3,000-4,000 ล้านบาท กว่าจะได้ผลิตน้ำมันดิบหยดแรกขึ้นมาต้องขาดทุนไปไม่น้อยกว่า 7,000 ล้านบาท และจะผลิตได้มากน้อยแค่ไหน ยังไม่สามารถคาดการณ์ได้ชัดเจน แม้ข้อมูลในขณะนี้จะแสดงไว้ว่า จะสามารถผลิตได้สูงสุดวันละ 6,400 บาร์เรล ก็ตาม ดังนั้น การเข้ามาของบริษัท...ตามที่เป็นข่าว ยังคงมีความเสี่ยงอยู่ไม่น้อย และต้องแบกรับภาระการขาดทุนที่ได้ลงทุนไปแล้ว อีกทั้งยังต้องลงทุนเพิ่มเพื่อพัฒนาแหล่งดังกล่าวให้ได้ตามแผนอีกด้วย การเข้ามาดังกล่าวนี้ จะเป็นผลดีหรือผลเสียต่อบริษัทก็ต้องมองกันยาวๆ อีกหลายปีครับ แต่ผลประโยชน์ที่ประเทศไทยได้รับคือ มีการลงทุนสำรวจต่อเนื่องและถ้าสามารถพัฒนาแหล่งดังกล่าวได้ตามแผน จะช่วยลดการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบ และรัฐจะมีรายได้ จากแปลงดังกล่าวตามระบบการจัดเก็บตามกฎหมายปัจจุบัน(Thailand III) อีกด้วย

ผลการดำเนินงานของแปลงที่ตกเป็นข่าว



ข้อมูลการสำรวจและการผลิตปิโตรเลียมของบริษัท มูบาดาลา ปิโตรเลียมในประเทศไทย

บริษัท Mubadala Petroleum (Thailand) เป็นบริษัทในเครือของ บ.Mubalala Petroleum ในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ หรือ UAE โดย Mubadala Petroleum เป็นบริษัทในเครือ 100% ของบริษัท Mubadala Development Company (MDC) ซึ่งเป็นบริษัทที่จัดตั้งโดยรัฐบาลแห่งรัฐของ Abu Dhabi มีมกุฎราชกุมาร ของ Abu Dhabi เป็นประธานบริหาร 




บริษัท Mubadala Development Company(MDC) ทำธุรกิจหลายอย่าง ทั้งธุรกิจเกี่ยวกับด้านการบิน (Aerospace) ด้านการเทคโนโลยีการสื่อสาร(Communication Technology) ด้านสุขภาพ(Health Care) ด้านอสังหาริมทรัพย์ (Real Estate) รวมถึงธุรกิจเกี่ยวกับน้ำมันและก๊าซ (Oil & Gas) ภายใต้บริษัท Mubadala Petroleum)

บริษัท Mubadala Petroleum มิได้มีธุรกิจด้านการสำรวจและผลิตปิโตรเลียม เฉพาะแต่ในประเทศไทยเท่านั้น แต่ยังได้รับสัมปทานแหล่งน้ำมันแหล่งก๊าซในอีกหลายประเทศ เช่นใน การ์ตา โอมาน บาห์เรน อินโดนีเซีย และประเทศไทย นอกจากนั้นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นี้ Mubadala Petroleum เริ่มเข้ามาซื้อกิจการทั้งหมดของ บริษัท Pearl Energy ที่เป็นสัญชาติอเมริกันตั้งอยู่ในประเทศสิงคโปร์ จึงได้สิทธิสัมปทานปิโตรเลียมในไทย อินโดนีเซีย เวียดนาม และ มาเลเซีย ของบริษัทมาด้วย

สำหรับในไทย บริษัทลูกของบริษัท Mubadala Petroleum ได้รับสัมปทานปิโตรเลียมโดยถูกต้องตามกฎหมายหลายแปลง รวมถึงแปลงที่ซื้อมาจากบริษัท Harrods Energy คือแปลง B5/27 ในอ่าวไทย ซึ่ง Pearl Energy เป็นผู้สำรวจพบจนสามารถพัฒนาแหล่งน้ำมันดิบขนาดเล็กชื่อว่าแหล่งจัสมินและบานเย็น กำลังผลิตเพียงราว 15,000 - 17,000 บาร์เรล/วัน จากแหล่งเล็กๆคือ จัสมินและบานเย็นดังกล่าว ทำให้บริษัท Mubadala มีความเชื่อมั่นมาขอสัมปทานเพิ่มเติมอีก โดยนำเงินจากรายได้ของสองแหล่งนั้นกลับมาลงทุนเพิ่มเติมในไทยอีกเป็นหลายพันหลายหมื่นล้านบาท จนกระทั่งพบแหล่งน้ำมันเล็กๆ อีก 2 แหล่งที่กำลังจะผลิตในเร็วๆนี้ คือแหล่งมโนราห์ และแหล่งนงเยาว์

เพิร์ลออยได้ขาย 2 แปลงให้แก่บริษัทคาร์นาวอน และบริษัทตัวเองได้ถูกขายให้กับบริษัทมูบาดาลา

ผลปรากฏว่าตั้งแต่ต้นปี 2557 ทั้ง 5 แปลงสัมปทานได้ถูกคืนให้รัฐบาลหมดแล้ว เพราะผู้ถือสัมปทานลงทุนสำรวจไปแล้วไม่พบปิโตรเลียมที่จะผลิตขึ้นมาขายได้ แม้จะยื้อเวลาต่อถึง 9 ปีก็ได้ แต่เขาตัดสินใจว่าไม่คุ้มที่จะลงทุนเพิ่มขึ้นอีก เรียกว่าขาดทุนจนเลิกล้มโครงการไปแล้ว

มูบาดาลา อยู่บนตึกชินวัตร 3 แล้วยังไง?
ก็เป็นการเช่าพื้นที่เท่านั้น และก็มีหลายบริษัทด้วยที่อยู่ในตึก และ อยู่ใกล้หน่วยงานราชการที่ต้องติดต่อ


ช๊อคทำไม!! ในเมื่อพื้นที่สัมปทานไม่ได้เจอปิโตรเลียมทุกพื้นที่

โอ้ละหนอ Social Media จะโม้เหม็นบิดเบือนกล่าวอ้างถึงพื้นที่สัมปทานว่า เราได้นั้นได้มีพื้นที่กว้างขวาง มีการแจกสัมปทานไปแล้วทั่วประเทศ ผู้สัมปทานก็เป็นเจ้าของสิทธิ์ในพื้นที่นั้น ประโยคด้านบนเร้าใจยิ่งนัก คิดว่าเราจะเสียดินแดน แต่แท้จริงแล้วเป็นการเข้าใจผิดโดยสิ้นเชิง


แท้จริงแล้ว หลักกฎหมายไทย ทรัพยากรธรรมชาติที่อยู่ใต้ดิน ไม่ได้เป็นสมบัติของผู้หนึ่งผู้ใด เจ้าของที่ดินเป็นเพียงผู้ครอบครองและมีสิทธิใช้ประโยชน์บนพื้นดินเท่านั้น รัฐบาลในฐานะตัวแทนประชาชนมีหน้าที่บริหารจัดการทรัพยากรใต้ดินเพื่อประโยชน์ต่อประชาชนทั้งประเทศ โดยอาจมอบสิทธิให้เอกชนเข้าสำรวจหาและผลิตนำทรัพยากรขึ้นมาใช้พัฒนาประเทศ นอกจากการได้ใช้ประโยชน์จากทรัพยากรแล้ว รัฐยังมีรายได้จาก ค่าภาคหลวง และภาษีต่างๆ จากกิจการนั้นๆ ตาม กฎหมายเฉพาะของแต่ละประเภท เช่น เหมืองทองคำ ดีบุก ตะกั่ว แร่ต่างๆ น้ำบาดาล รวมถึง ปิโตรเลียม

กฎหมายปิโตรเลียม พระราชบัญญัติปิโตรเลียม พ.ศ. 2514 มาตรา 23 ความว่า " ปิโตรเลียมเป็นของรัฐ ผู้ใดสำรวจและผลิตปิโตรเลียมในที่ใดไม่ว่าที่นั้นเป็นของตนเองหรือบุคคลอื่น ต้องได้รับสัมปทาน " การขอสัมปทานให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และ เงื่อนไขที่กำหนดในกฎกระทรวง โดยแบบสัมปทานหรือสัญญาสัมปทานให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎกระทรวง

พระราชบัญญัติปิโตรเลียม พ.ศ. 2514 http://law.dmf.go.th/detail.php?lan=th&itm_no=I384142581
กฎกระทรวง http://law.dmf.go.th/sub_main.php?lan=th&main_no=M836391530

ประเทศไทยมีพื้นที่บนบกประมาณ 513,115 ตารางกิโลเมตร และมีพื้นที่ทางทะเลอีกประมาณ 350,000 ตารางกิโลเมตร รวมเป็นพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 863,115 ตารางกิโลเมตร จากการเปิดสัมปทานปิโตรเลียมไป 20 รอบ ออกแปลงสำรวจให้บริษัทน้ำมันไปกว่า 155 แปลง ปัจจุบันเหลือแปลงสำรวจที่ยังดำเนินงานอยู่ 54 แปลง มีพื้นที่สัมปทานรวม 90,154 ตารางกิโลเมตร คิดเป็นร้อยละ 10 ของพื้นที่ประเทศไทย (ไม่รวมแปลงและพื้นที่ บริเวณพื้นที่ทับซ้อน และ พื้นที่บริเวณภาคเหนือซึ่งอยู่ภายใต้การดำเนินงานของกรมการพลังงานทหาร)


ดังนั้น ข่าวหรือสื่อออนไลน์ต่างๆ ที่ออกมาและมีเจตนาชี้นำตามที่ได้กล่าวข้างต้น จึงไม่เป็นความจริง การได้รับสิทธิสำรวจมีขั้นตอนที่มาที่ไปเป็นลำดับ แม้จะมีการเปลี่ยนแปลงผู้รับสัมปทานหรือผู้ร่วมลงทุน ถ้าเป็นไปตามเงื่อนไขที่ข้อกฎหมายกำหนดไว้ ก็สามารถทำได้ และการได้รับสิทธิหลายแปลง บนพื้นที่หลายหมื่นตารางกิโลเมตร ย่อมหมายถึง ผู้รับสัมปทานจะต้องใช้จ่ายเงินลงทุนสำรวจมากขึ้นตามช่วงระยะเวลาและข้อผูกพันที่ได้ทำสัญญาไว้กับรัฐ แต่โอกาสที่จะค้นพบปิโตรเลียมในเชิงพาณิชย์นั้น ยังมีความไม่แน่นอนสูง ในขณะที่ผู้รับสัมปทานรายที่ได้รับการอนุมัติพื้นที่ผลิตไปเพราะได้ผ่านการลงทุนสำรวจ พบ และพิสูจน์ความคุ้มค่าในเชิงพาณิชย์มาแล้ว ซึ่งถ้าได้รับสิทธิในพื้นที่ผลิตมากย่อมมีแนวโน้มที่จะเป็นผู้ผลิตปิโตรเลียมรายใหญ่และมีรายได้แล้ว โดยเมื่อหักค่าใช้จ่ายเหลือเป็นกำไร ก็จะแบ่งกันระหว่างรัฐกับผู้รับสัมปทาน ภายใต้ระบบที่ได้ออกสัมปทานให้ไปในขณะนั้น



'บิ๊กตู่' จี้ คปพ. รับผิดชอบหากคนไทยต้องซื้อก๊าซแพง

'บิ๊กตู่' จี้ คปพ. รับผิดชอบหากคนไทยต้องซื้อก๊าซแพง



เมื่อวันที่ 3 มิ.ย. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวในรายการ “คืนความสุขให้คนในชาติ” ตอนหนึ่งเกี่ยวกับกรณีที่ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.) อนุมัติแนวทางบริหารจัดการแหล่งสัมปทานปิโตรเลียมที่จะหมดอายุในปี 2565-2566 ได้แก่ แหล่งบงกช และแหล่งเอราวัณ ว่า เป็นแหล่งก๊าซที่สำคัญในประเทศ แต่ปริมาณไม่มาก ได้อีกไม่กี่ปี ถ้าหมดสัมปทานไปแล้วและไม่มีการทำต่อเลย อาจจะหมดในระยะต่อไป แต่ถ้าระหว่างนี้เราต่ออะไรกันไม่ได้สักอย่าง สัมปทานก็ไม่ได้ ประมูลก็ไม่เอา แล้วจะไปขุดเจาะเองบริษัทยังไม่มี เครื่องมือสักชิ้นยังไม่มีเลย เขาหมดอายุก็ไล่เขาออกไปให้หมด มันไล่ไม่ได้ เรายังไม่เข้มแข็งเพียงพอ ขอถามว่าถ้าหายไปกว่า 2 ล้านล้านลูกบาศก์เมตร ก๊าซอันนี้คือก๊าซที่ใช้ในประเทศก็ต้องไปซื้อข้างนอกมาเพิ่ม วันนี้หลายประเทศเขาปิดท่อบ้าง ขายลดลงบ้าง แล้วจะเอาก๊าซที่ไหนใช้ พลังงานจะมาจากไหน จะมาบอกว่าขุดเอง ใช้เอง กำหนดราคาเอง โดยไม่ต้องถูกควบคุมเลยราคาโลกหรือ เพราะทุกประเทศขุดเจาะมาแล้วมาขายในราคาตลาดโลก เพียงแต่ว่าที่คนเขาใช้ได้ถูกเพราะประเทศเขาเอาเงินอุดหนุนใส่เข้าไป

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวต่อว่า มาบอกว่าเรามีก๊าซเยอะ ถ้าเยอะเขามารุมเจาะแล้ว ไม่ต้องมาจ้าง เขามีข้อมูลทั้งโลกว่าตรงไหนยังไง ไม่ใช่ว่าพูดส่งเดช ในประเทศไทยแหล่งก๊าซ แหล่งน้ำมัน เป็นกระเปาะ ๆ เล็ก ๆ จะขุดเองให้สิ้นเปลืองทำไมลงทุนสูง แต่ละหลุม แต่ละบ่อใช้เงินเป็นพัน ๆ ล้านบาท ถ้าเจาะไปแล้วไม่เจอถึงต้องเจาะ 10 ปี 20 ปีตรงนี้คือสัมปทาน วันนี้ต้องเข้าใจกัน บอกว่าเราจะไม่ให้เจรจา ไม่ต่อสัมปทาน แล้วไปประมูลเดี๋ยวก็หาว่าเอื้อประโยชน์อีก ทางเครือข่ายประชาชนปฏิรูปพลังงานไทย (คปพ.) จะให้ทำอะไร วันหน้าประกาศไว้เลย ถ้าทำอะไรไม่ได้ แหล่งบงกช กับแหล่งเอราวัณ คปพ.กรุณามารับผิดชอบด้วย ประชาชนก็ไปเล่นงานเอาแล้วกัน เพราะเขาเป็นคนทำให้ท่านต้องซื้อก๊าซแพงขึ้น เพราะต้องไปซื้อต่างประเทศมาผลิตมากขึ้น คิดบ้างหรือเปล่า

“ผมมีเวลา 1 ปีเท่านั้นที่เขาจะลงทุน หรือไม่ลงทุน ปีหน้าผมถามท่านตั้งบริษัทขุดเจาะน้ำมันเองทันไหม มีเทคนิเชียลพอไหม ก็ไม่มีทั้งนั้น เพราะไม่เคยเตรียมไว้เลย แต่อาจจะถูกก็ได้ที่ไม่เตรียมอะไร เพราะแหล่งพลังงานเราน้อย ลงทุนพวกนี้อาจจะไม่คุ้ม ต้องมามองปัญหาของเราด้วย หลายคนต้องการน้ำ แต่สร้างเขื่อนไม่ได้ หลายคนต้องการแก๊ส แต่ขุดเจาะไม่ได้ หลายคนต้องการพลังงานสะอาด แต่ไม่ให้สร้าง หลายคนอยากสะอาด ไม่ต้องการให้มีขยะ แต่สร้างโรงขยะไม่ได้ แล้วจะไปยังไงล่ะกลับมาโทษว่ารัฐบาลทำอะไรไม่สำเร็จ นี่ไงความไม่เข้าใจ อยู่ที่อะไร การรับรู้ ใช่ไหม การเรียนรู้ จิตสำนึก เยอะแยะไปหมด คนเลวก็เยอะ ที่ชักชวนให้เสียหายอยู่วันนี้”นายกรัฐมนตรี กล่าว.

สัมปทานสิ้นอายุ ใครเป็นผู้รับผิดชอบที่แท้จริง

เร็วๆ นี้ กพช. ได้มีบทสรุปถึงการบริหารจัดแหล่งก๊าซธรรมชาติที่จะหมดอายุของ ปตท.สผ. และ เชพรอน ไม่ได้ต่ออายุให้ผู้ผลิตรายเดิม และ เป็นไปตามข้อกฎหมายกำหนด จึงต้องเปิดให้มีการประมูล ควบคู่ไปกับการดำเนินการแก้ไขกฎหมาย ซึ่งมีกระบวนการที่ต้องใช้เวลาแต่ยังไม่มีความชัดเจนในเรื่องของระบบใดจะใช้ในการบริหารจัดการนี้ โดยมีทางเลือกได้แก่ PSC (แบ่งปันผลผลิต), จ้างผลิต, รวมไปถึง การใช้ระบบสัมปทานเดิม (Thailand III) (โดยมีเงื่อนไขเพิ่มผลประโยชน์ที่รัฐจะได้รับเพิ่มจากเดิม) ซึ่งในทางปฎิบัติเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบด้านนโยบายทราบดีถึง ความเสี่ยงที่ต้องแบกรับ



โดยที่ผ่านมาแหล่งที่จะหมดอายุ ผลิตมา 30 ปี เหลือก๊าซบ้าง แต่ไม่มาก แต่ละหลุมมีไม่เยอะ เพราะเป็นกระเปาะ ต้องเจาะหลุมเพิ่มทุกปี เพื่อรักษาการผลิตกระเปาะใหญ่ๆ ใกล้ๆ ตื้นๆ เจาะไปหมดแล้ว เหลือแต่กระเปาะเล็กๆ ไกลๆ ลึกๆ ราคาก๊าซ น้ำมันตกต่ำ บริษัทน้ำมันทั่วโลก ตัดงบ หยุดผลิต หยุดเจาะ ปลดพนักงาน ขายกิจการ

การเปิดประมูลทรัพยากรปิโตรเลียม เพื่อหาเอกชนรายใหม่ แตกต่างกับการประมูลคลื่นความถี่เรื่องการมีอยู่ของทรัพยากร และจะต้องรอให้เอกชนเจ้าเดิมหมดอายุสัมปทานเสียก่อน ผู้ประกอบกิจการรายเดิมต้องจ่ายค่ารื้อถอนให้รัฐ รายใหม่รับโอนทรัพย์สินไปทำต่อ เอกชนเจ้าใหม่จึงจะเริ่มก่อสร้างแท่นขุดเจาะแทน ขั้นตอนเปลี่ยนผ่านตรงนี้ จะทำให้การผลิตก๊าซธรรมชาติ 2 แหล่งสำคัญในอ่าวไทยต้องหยุดชั่วคราว ในระหว่างประมูล ไม่ชัดเจนว่าใครจะทำต่อใน 6 ปีหน้า การลงทุนจะหยุดชะงัก ไม่สร้างแท่น ไม่เจาะหลุมต่อ ธุรกิจก่อสร้าง เจาะหลุม บำรุงรักษาไม่มีงาน ปลดคน เพราะไม่คุ้มการผลิต (คิดกันในแง่ของการประกอบกิจการ ไม่ได้ปูทางด้วยทุ่งลาเวนเดอร์) การผลิตลดลง ค่าภาคหลวงและภาษีส่งรัฐลดลงตาม อย่าลืมว่า รายได้รัฐจากปิโตรเลียมก็อิงมูลค่าตามราคาตลาด เป็นสัดส่วนกันไป
โดยสิ่งที่ต้องตามมาคือ จะเกิดความเสี่ยงหลังประมูลว่าจะทำต่อยังไง จะมีทิ้งงานเหมือน 4G หรือไม่? หากก๊าซที่ใช้ผลิตไฟฟ้าขาด ต้องนำเข้า LNG มากขึ้น ค่าไฟแพงขึ้น (จะทำให้ต้นทุนค่าไฟฟ้า (ค่าเอฟที) แพงขึ้นอีกยูนิตละ 85 สตางค์) สร้างโรงไฟฟ้าก็ต่อต้าน หรือการจะหันไปใช้เชื้อเพลิงใดเชื้อเพลิงนึงเป็นหลักจะส่งผลอย่างไร ไฟฟ้าจะดับหรือไม่ คนตกงาน รายได้รัฐหาย ผู้ประมูลชนะ ทำไม่ได้ ซึ่งมันกระทบกันทั้งระบบ

ควรปล่อยให้รัฐตัดสินใจทางเลือกต่างๆ มิใช่ให้คนกลุ่มใดมาออกความเห็น และบิดเบือนข้อมูลเรื่องการปล้นประเทศไทย แบบกดดันภาครัฐ ยกเว้นคนไม่รู้ คิดเอาง่ายๆ สร้างกระแส เอาประเทศมาเสี่ยง เพราะสุดท้าย ประชาชนหมู่มากเดือดร้อน สุดท้ายรัฐเป็นผู้รับผิดชอบ ความมั่นคงทางพลังงานของทั้งประเทศ

ไขข้อข้องใจ...สัญญาสัมปทานปิโตรเลียม

สัญญาสัมปทานปิโตรเลียม เป็นสัญญาที่ทำขึ้น ระหว่าง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กับ ผู้รับสัมปทาน ภายหลังคณะรัฐมนตรีเห็นชอบให้ออกสัมปทานปิโตรเลียมนั้นได้ โดยเนื้อหาของ สัญญา จะเหมือนกันทุกสัมปทาน เพราะเป็นแบบร่างที่อยู่ในกฎกระทรวง ต่างตรงรายละเอียด เช่น เลขที่สัมปทาน จำนวนแปลง ขนาดพื้นที่ ปริมาณงาน ชื่อบริษัทผู้รับสัมปทาน เป็นต้น โดยมีเนื้อหาในหัวข้อต่างๆ ดังต่อไปนี้


๑) บทนิยาม
๒) แปลงสำรวจ เนื้อหาว่า...สัมปทานนี้ มีกี่แปลง ขนาดพื้นที่เท่าไร
๓) ระยะเวลาสำรวจ... กี่ปี เริ่มจากวันที่เท่าไร สิ้นสุดเมื่อไร (ตามที่ระบุไว้ ใน พรบ.)
๔) ข้อผูกพันสำหรับการสำรวจ...ระบุ ช่วงเวลา และ เนื้องานในแต่ละปี (เอามาจาก ปริมาณงาน ปริมาณเงินลงทุน ที่เสนอตอนยื่นซองประมูลแปลง)
๕) ระยะเวลาผลิต... ระบุ จำนวนปี นับจากวันสิ้นระยะเวลาสำรวจ (ตามที่ระบุไว้ใน พรบ.)
๖) ผลประโยชน์พิเศษ...ผลประโยชน์เพิ่มเติมที่ระบุมาจากการยื่นซอง เช่น เงินช่วยเหลือการศึกษา อบรม ดูงาน เงินศีกษาและพัฒนาท้องถิ่น เป็นต้น
๗) การเก็บรักษาและขนส่งปิโตรเลียม...เป็นกติกา ที่ต้องปฏิบัติตาม
๘) การให้ความช่วยเหลือผู้รับสัมปทาน...การติดต่อหน่วยงานราชการอื่นๆ การเข้าพื้นที่ เป็นต้น
๙) ของที่ได้รับการยกเว้นภาษี...เป็นกติกา ที่ต้องปฏิบัติตาม
๑๐) ค่าสงวนพื้นที่ ค่าภาคหลวง ผลประโยชน์ตอบแทนพิเศษ(SRB) ภาษีเงินได้ปิโตรเลียม...เป็นอัตราการจัดเก็บตามที่ระบุไว้ใน พรบ.ปิโตรเลียม
๑๑) ข้อผูกพันและหน้าที่ของผู้รับสัมปทาน...เป็นหน้าที่ที่ต้องปฎิบัติตาม
๑๒) การเคารพต่อข้อกำหนดขั้นมูลฐาน... เป็นข้อตกลง จะไม่เปลี่ยนแปลงสัญญาเพียงฝ่ายเดียว
๑๓) การระงับข้อพิพาท...เป็นขั้นตอนการฟ้องร้อง
๑๔) การเพิกถอนสัมปทาน...ทำผิดตามเงื่อนไข ถูกยึดสัมปทานคืน
๑๕) การสิ้นสุดสัมปทาน...รวมเหตุการสิ้นสุดสัมปทาน
๑๖) การสละสิทธิ
๑๗) การแจ้งให้ทราบ...การแจ้ง การส่งรายงาน
๑๘) เบ็ดเตล็ด

จากทั้ง ๑๘ ข้อดังกล่าวนี้ ไม่มีข้อไหน ที่จะหมกเม็ด ใส่ผลประโยชน์แอบแฝงอะไรลงไปได้

รายละเอียด แบบฟอร์ม กฎกระทรวง กําหนดแบบสัมปทานปิโตรเลียม