Showing posts with label OPEC. Show all posts
Showing posts with label OPEC. Show all posts

กลโกง 8 ขั้น ที่โคตรมั่ว พูดแบบมั่ว ก็เชื่อแบบมั่ว

บทวิเคราะห์ที่แสนมั่ว ก็จะได้เนื้อหาแบบมั่วๆ



ปตท. ได้สรุปข้อมูลชี้แจงข่าวลือ กลโกง 8 ขั้น ที่มีการส่งต่อกันในโซเชียลมีเดียที่ระบุหัวข้อว่า กลโกง 8 ขั้นของ ปตท. โดย ปตท. ได้สรุปข้อเท็จจริงตอบคำถาม 8 ข้อ ดังนี้

ข้อที่ 1 ประเทศไทยมีการกลั่นน้ำมันรวมประมาณวันละ 1 ล้านบาร์เรล แบ่งเป็นน้ำมันในประเทศ 20% อีก 80% ที่เหลือนำเข้าจากต่างประเทศ การคำนวณราคาจึงคำนวณตามต้นทุนจริง

ข้อที่ 2 ข้อโจมตีที่ว่า ปตท. มีกำไรหน้าโรงกลั่นสูงถึงลิตรละ 5-6 บาทนั้น ไม่เป็นความจริง เพราะตัวเลขดังกล่าว อ้างอิงตามส่วนต่างค่าการกลั่น (Refining Margin) ไม่ใช่ตัวกำไร แต่เป็นตัวเลขเปรียบเทียบราคาขายกับราคาต้นทุนหน้าโรงกลั่น ที่ยังไม่นับรวมต้นทุนอื่นๆ ที่ ปตท. ต้องจ่ายอีก เช่น ค่าน้ำ ค่าไฟฟ้า ค่าตอบแทนผู้บริหาร และค่าเสื่อมราคาของเครื่องจักร เป็นต้น

ข้อที่ 3 เป็นข้อกล่าวหาที่เป็นความเท็จโดยสิ้นเชิง เพราะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเป็นกองทุนของรัฐ จัดตั้งขึ้นตามกฎหมาย ปตท.และบริษัทผู้ค้าน้ำมันอื่นๆ มีหน้าที่เก็บเงินจากลูกค้าแล้วนำส่งเข้ารัฐ ไม่ได้นำไปเก็บไว้เป็นรายได้ และกำไรของบริษัทเอกชนแต่อย่างใด

ข้อที่ 4 เป็นเท็จโดยสิ้นเชิง เพราะปัจจุบันราคาแอลพีจี ในตลาดโลกอยู่ที่ตันละประมาณ 800 เหรียญสหรัฐฯ ขณะที่ในประเทศไทยภาครัฐตรึงราคาไว้ที่ตันละ 333 เหรียญสหรัฐฯ เท่านั้น

ข้อที่ 5 ประเทศไทยขุดเจาะก๊าซธรรมชาติในประเทศขึ้นมาได้ประมาณ 75-80% ของความต้องการใช้งาน อีก 20-25% จึงต้องนำเข้าจากต่างประเทศ ปตท.มิได้ตั้งเป้านำเข้าก๊าซจากต่างประเทศ เพื่อคิดราคาแพงจากคนไทย

ข้อที่ 6 เป็นข้อโจมตีที่เป็นความเท็จ เพราะน้ำมันเป็นสิ่งที่ทั่วโลกต้องการ จึงย่อมไม่มีเจ้าของน้ำมันรายใด ที่จะยอมให้ราคาคงที่ไปตลอด 10 ปี อย่างแน่นอน ตัวอย่าง คือ การรวมตัวกันของกลุ่มประเทศผู้ค้าน้ำมัน (โอเปก) ซึ่งจัดตั้งขึ้นเพื่อกำหนดราคาน้ำมันสูง ย่อมเป็นเครื่องยืนยันได้อย่างดี

ข้อที่ 7 การนำเงินไปลงทุนในเกาะเคย์แมน เพื่อการฟอกเงิน ไม่เป็นจริง เพราะหากมีจริง จะต้องมีการตรวจสอบพบอย่างแน่นอน เนื่องจากทุกปี ปตท. ถูกตรวจสอบอย่างน้อยจาก 2 หน่วยงาน คือ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์(ก.ล.ต.) และถูกตรวจสอบโดยสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.)

ข้อที่ 8 ค่าผ่านท่อก๊าซ ถูกกำหนดโดยคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (เรกกูเลเตอร์) มิใช่ ปตท. ทั้งนี้ ปตท.เห็นว่า ไม่ว่าใครจะเป็นผู้ว่าจ้างให้มีการเขียนข่าวลือโจมตีในลักษณะนี้ ก็ถือเป็นการว่าจ้างที่ไม่คุ้มค่า เพราะเป็นข้อมูลมั่ว ไม่มีที่มาที่ไป และยั่วยุให้คนไทยแตกแยกกันเอง ด้วยการแพร่ความเท็จ.

ขอบคุณข้อมูลจากไทยรัฐ "ปตท." งัดข้อมูลสยบความเท็จ 8 ข้อ

หยุดมโนวาทกรรมราคาน้ำมันไทยเท่ามาเลเซีย

คงเคยมีคนโพสต์เรื่องการรณรงค์คัดค้านทางประมูลแหล่งบงกช - เอราวัณ โดยโยงกับราคาพลังงาน และ ใช้ประโยคเชื่อมโยงที่ว่า “ราคาน้ำมันต้องเท่ามาเลเซีย”

หากวิเคราะห์ข้อมูลให้ดีว่าเกี่ยวกับเรื่องนี้กับการเอามาโยงราคาน้ำมันนั้นคนละเรื่องกันทีเดียว เพราะ สาระสำคัญในการประมูลแหล่งบงกช – เอราวัณ สาระสำคัญอยู่ที่การผลิตก๊าซธรรมชาติ เพื่อเอามาผลิตไฟฟ้า

ที่มา สนพ.

ส่วนต่อมาเรื่องการที่บอกว่า ใช้ระบบจ้างผลิตได้ผลประโยชน์ตอบแทนรัฐมากกว่าระบบแบ่งปันผลิตได้ผลประโยชน์มากกว่านั้น กลุ่มคนที่เข้าใจผิด มีการอ้างไปถึงว่า จ้างผลิตได้มากกว่า คงลืมไปว่า หากรวมตัวเลขทุกตัวเข้าด้วยกันของไทยได้มากกว่าด้วยซ้ำ



ส่วนถัดมา มีความเข้าใจผิดว่า มาเลเซียมีหลุม มีบ่อน้ำมันและก๊าซน้อยกว่าเรา เรื่องหลุมน้อยกว่า มากกว่า ไม่ได้เป็นหลักฐานว่า เราร่ำรวยกว่ามาเลเซียหรือประเทศอื่นๆ แต่หากต้องพิจารณา ปริมาณที่พบด้วย 




สุดท้ายมีการเชื่อมโยงประเด็น ราคาน้ำมันไทยต้องเท่ามาเลเซีย การแปรรูป ปตท. ทำให้น้ำมันแพงขึ้น หากเป็นผู้เจริญ ฉลาด และ คิดได้ จะไม่มีตรรกะการเชื่อมโยงแบบนี้เด็ดขาด เพราะ ไม่เกี่ยวกัน ราคาน้ำมันเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ (Commodities) หมายถึง สินค้าที่ตัวสินค้ามีมาตรฐานเดียวกันทั่วโลก ไม่ว่าใครจะเป็นผู้ผลิตก็ตาม เช่น เมื่อพูดถึง “ข้าวหอมมะลิ” ผู้ที่บริโภคข้าวทั่วโลกจะเข้าใจทันทีว่าหมายถึงอะไร มีลักษณะอย่างไร ซื้อหรือขายกันที่น้ำหนักเท่าไร เป็นต้น ดังนั้น ข้าวหอมมะลิ จึงจัดเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ ในทางตรงข้าม เมื่อพูดถึง “รถยนต์” จะพบว่าผู้ผลิตแต่ละรายผลิตรถยนต์ที่มีลักษณะ คุณภาพ และมาตรฐานแตกต่างกันมาก รถยนต์จึงไม่จัดเป็นสินค้าโภคภัณฑ์

ด้วยเหตุที่สินค้าโภคภัณฑ์มีมาตรฐานเดียวกันทั่วโลก ทำให้ราคาของสินค้าโภคภัณฑ์ถูกกำหนดโดยอุปสงค์และอุปทานของตลาดโลก ส่งผลให้ราคาสินค้าโภคภัณฑ์มีการเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางเดียวกันทั่วโลก เราจะสังเกตได้อย่างชัดเจนว่า ราคาทองคำที่ซื้อขายกันที่เยาวราชจะขึ้นลงโดยอิงกับราคาตลาดโลก


หากพิจารณาตามภาพสัดส่วนราคาเนื้อน้ำมัน หรือแม้แต่ค่าการตลาดมีแปรผันตลอด มีขึ้นและลง แต่หากในส่วนของ ภาษีกับกองทุนต่างๆ นั้น มีสัดส่วนที่เก็บเพิ่ม และไม่ค่อยลดลงอีกต่างหาก

ถ้าหากตรรกะว่าแปรรูป ปตท ทำให้น้ำมันแพง แบบนี้เท่ากับสินค้าทุกชนิดในโลกนี้ ได้รับการแปรรูปเหมือนกันหมดทุกอย่าง ตามภาพด้านล่าง


https://portal.settrade.com/blog/sombat/2010/10/22/935

https://www.businessinsider.com.au/chart-of-the-day-oil-since-1861-2011-6

แต่หากยังสงสัยอีกว่าทำไมน้ำมันมาเลเซียถูกกว่าไทย นั่นก็คือ มาเลเซียไม่มีการเก็บภาษี






ข้อมูลอีกด้านการส่งออกน้ำมันในคลิป ทวงพลังงาน สะท้าน ปตท.

เรื่องคลิปที่มีการแชร์กันเยอะแยะในช่วงราคาน้ำมันที่ปรับตัวขึ้น ในคลิปมีการหยิบเอาการสนทนาเรื่องการส่งออกน้ำมันสำเร็จรูป และได้มีการตีความกันไปต่างๆ นานา จึงนำมาขยายข้อมูลอีกด้าน



1.  ตามหลักการทำธุรกิจไม่ว่าธุรกิจใดๆก็ตาม ถ้ากำลังการผลิตสูงกว่าความต้องการ ผู้ผลิตมีทางเลือกอยู่สองทาง คือ

     1.1 ลดการผลิตให้พอดีกับความต้องการ ซึ่งแน่นอนจะทำให้ต้นทุนการผลิตต่อหน่วยสูงขึ้น และถ้าผลักภาระให้ผู้บริโภคได้ ก็ผลักภาระไป ผู้บริโภคก็ต้องซื้อสินค้าในราคาแพงขึ้น
      1.2 ผลิตให้เต็มกำลังการผลิต ซึ่งจะทำให้ต้นทุนต่อหน่วยถูกลง ผู้บริโภคก็จะได้ใช้สินค้าในราคาที่ถูกลง ส่วนสินค้าส่วนเกินความต้องการในประเทศ ก็ไปหาตลาดในต่างประเทศ (ซึ่งจะมีทั้งราคาที่สูงและตำ่กว่าราคาในประเทศ) ดังนั้นราคาส่งออกจึงมีทั้งสูงและตำ่กว่าราคาในประเทศ (ไม่ใช่ตำ่กว่าทั้งหมด) ขึ้นอยู่กับว่าเราอยากขายหรือไม่

2. นี่คือเรื่องธรรมดาของการทำธุรกิจที่ต้องสนองความต้องการของตลาดหลักก่อน แล้วส่วนเกินจึงเลือกว่าจะผลิตหรือไม่ ถ้าต้องการ economy of scale ก็ต้องผลิตเต็มที่ แล้วไปหาตลาดเพิ่ม ซึ่งอาจต้องใช้ราคาเป็นตัวบุกเบิกตลาด

ถ้าจะมากำหนดว่าถ้าไปขายต่างประเทศราคาถูก ก็จะต้องลดราคาในประเทศให้เท่ากัน ผู้ผลิตก็มีทางเลือกที่จะลดการผลิตให้พอดีกับความต้องการ ไม่ต้องเหนื่อยยากไปบุกเบิกตลาดใหม่ๆในต่างประเทศ และผลักภาาะต้นทุนที่สูงขึ้นให้กับผู้บริโภคไป

3. วิธีการอย่างนี้ใช้กับผลิตภัณฑ์ที่เราผลิตได้มากกว่าความต้องการเกือบทุกชนิด ตั้งแต่ ข้าว นำ้ตาล ปูนซีเมนต์ ผลผลิตส่วนเกินความต้องการล้วนแต่ต้องส่งออกทั้งสิ้น และบางครั้งก็ต้องส่งออกในราคาตำ่กว่าที่ขายในประเทศ อย่างเช่น ข้าว เป็นต้น

4. ราคาน้ำมันที่โรงกลั่นขายก็มาหลายราคา
      4.1 ราคาตามสัญญา ราคานี้จะเป็นราคาที่อ้างอิงราคาที่สิงคโปร์ ตามสัญญาที่ตกลงกันไว้ตั้งแต่ตอนสร้างโรงกลั่น เพื่อให้ผู้ลงทุนมีความมั่นใจ ว่าสร้างแล้วจะมีลูกค้าแน่ๆ
       4.2 ราคานอกเหนือสัญญา ราคานี้จะขึ้นลงตามการแข่งขันในตลาด และอาจตำ่กว่าราคาส่งออกมากด้วยซำ้ไป ราคานี้จะมีส่วนทำให้ตลาดนำ้มันทั้งขายส่งและขายปลีกมีการแข่งขันกันมากขึ้น

รู้แล้วจะอึ้ง สาเหตุที่มาเลเซียน้ำมันถูกกว่าไทย

รู้แล้วจะอึ้ง สาเหตุที่น้ำมันมาเลเซีย ถูกกว่าไทย ภาพนี้เป็นโครงสร้างราคาน้ำมัน ในวันที่ 9 ตุลาคม 2558 ระหว่าง เบนซิน 95 ของประเทศไทย กับ เบนซิน (RON) 95 ของประเทศมาเลเซีย ค่าเงิน 1 ริงกิต = 8.58 บาท

ที่มาภาพ น้องปอสาม


นโยบายการยกเลิกอุดหนุนราคาพลังงานที่มาเลเซียพยายามทำมาตั้งแต่ต้นปีตอนนี้น่าจะมีผลแล้วกับราคาน้ำมันในเดือนตุลาคม แต่ยังไงก็ตามยังคงไม่มีการเก็บภาษีในสินค้าประเภทเชื้อเพลิงทำให้ราคาต่างกับประเทศอื่น (ยกเว้น Ron 97 เก็บ 6% แต่ยังถือว่าต่ำสุดในอาเซียน)

ภาพนี้เป็นโครงสร้างราคาน้ำมัน ในวันที่ 9 ตุลาคม 2558 ระหว่าง เบนซิน 95 ของประเทศไทย กับ เบนซิน (RON) 95 ของประเทศมาเลเซีย ค่าเงิน 1 ริงกิต = 8.58 บาท

ราคาน้ำมันหน้าโรงกลั่นฯ + ค่าการตลาด ของทั้งสองประเทศใกล้เคียงกันมาก โดยราคาน้ำมันหน้าโรงกลั่น + ค่าการตลาดของ เบนซิน 95 ตกลิตรละ 18.99 บาท (ยูโร4) ส่วนของ RON 95 มาเลเซีย ลิตรละ 17.60 บาท (ยูโร2)

สาเหตุที่เบนซิน 95 มีราคาที่สูงกว่าเนื่องจากคุณภาพน้ำมันมาตรฐานยูโร 4 และผลของอัตราแลกเปลี่ยนเงิน ราคาหน้าโรงกลั่นฯ ของน้ำมันเบนซิน 95 ในไทย ลิตรละ 16.10 บาท รวมถึงคุณภาพน้ำมันของไทย (ยูโร 4) สูงกว่ามาเลเซีย (ยูโร 2) รวมไปถึงระยะทางการขนส่งน้ำมันจากสิงคโปร์มาไทย กับ สิงคโปร์ไปมาเลเซีย (MOPS is an acronym that stands for the Mean of Platts Singapore, which is the average of a set of Singapore-based oil product price assessments published by Platts สาเหตุที่ใช้ราคาที่สิงคโปร์เนื่องจากเป็นตลาดค้าน้ำมันใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียเราที่ประกาศโดย Platts)

ส่วนราคาขายปลีกนั้น เบนซิน 95 แพงกว่า อยู่ที่ลิตรละ 33.76 บาท เพราะรัฐจัดเก็บภาษีฯและกองทุนฯ เพิ่มเติมอีกลิตรละ 14.77 บาท ขณะที่ RON 95 มาเลเซีย ขายที่ราคาเดียวกับราคาหน้าโรงกลั่นฯ + ค่าการตลาดที่ลิตรละ 17.60 บาท (RM 2.05) เพราะรัฐไม่เก็บภาษีเลย ซึ่งก่อนหน้านั้นรัฐเคยเอางบประมาณไปอุดหนุนหรือช่วยจ่ายค่าน้ำมันบางส่วนให้อีกด้วย แต่ปัจจุบันยกเลิกไปแล้ว

ส่วนเรื่องมาตรฐานน้ำมัน Euro ก็สำคัญเนื่องจาก ไทยใช้ Euro4 เพราะ ปัญหาสิ่งแวดล้อมเราแย่กว่าประเทศอื่น รวมไปถึงอีกปัจจัยคืออุตสาหกรรมยานยนต์ของไทย ทำให้แปรผันในส่วนการส่งออกรถยนต์ออกนอกประเทศ เนื่องจากหลายประเทศให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมเช่นเดียวกัน

ทั้งหมดนี้ จึงเป็นสาเหตุที่ราคาน้ำมันขายปลีกทั้งสองประเทศแตกต่างกัน แต่ถ้าพิจารณาที่ตัวเนื้อน้ำมัน จะเห็นได้ว่าราคาไม่ได้แตกต่างกันมาก ที่ราคาขายปลีกต่างกันเพราะอัตราการจัดเก็บภาษีฯและกองทุนฯ
ปล. สาเหตุที่ไม่ได้แยกค่าการตลาดออกมาเพราะไม่มีข้อมูลค่าการตลาดของทางมาเลเซีย

เครดิตข้อมูล:
- สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน กระทรวงพลังงาน (www.eppo.go.th)
- paulton.org
- Petron
- Financial Times
- GST Malaysia
- Malaysia abolishes fuel subsidies
http://www.ft.com/…/240062/malaysia-abolishes-fuel-subsidies
- Ron95, Diesel and LPG to be exempted from GST , Budget 2015 GST Update
http://www.gstmalaysia.co/ron95-diesel-and-lpg-to-be-exe…/…/
- Harga Petrol RON95 RON97 Diesel Terkini Oktober 2015
http://www.hasrulhassan.com/…/harga-petrol-ron95-ron97-terk…
- Harga Minyak Petrol RON95 RON97 Diesel Terkini: Oktober 2015 ราคาเดือนตุลาคม 58 พร้อมเนื้อหาการเก็บภาษี GST ใน RON 97 6%
http://www.malaysiatercinta.com/…/harga-petrol-dan-diesel-t…
- การนำเข้าน้ำมันของมาเลเซียจากสิงคโปร์ และมาตรฐานน้ำมันของมาเลเซีย
http://www.platts.com/…/malaysia-to-import-50-ppm-97-ron-ga…
GST ภาษีระบบใหม่ "มาเลย์" ชดเชยรายได้ น้ำมัน-ส่งออก
http://on.fb.me/1RDXVDn
info Graphic การจัดเก็บภาษี GST ของมาเลเซีย
http://on.fb.me/1PckMHP
ที่มา โครงสร้างตัวอย่างจากคุณสิริวัฒน์ วิฑูรกิจวานิช
http://on.fb.me/1WYSIJs

คนไทยทราบหรือไม่เราส่งออกน้ำมันสำเร็จรูปมูลค่ามากกว่าข้าว

เห็นพาดหัวแล้วน่าจะตกใจว่า เห้ย!! เราส่งออกน้ำมันสำเร็จรูปมากกว่าข้าวอีก




แล้วไง?

ในความเป็นจริงแล้ว ประเทศไทย เป็นประเทศที่ต้องนำเข้าพลังงานสุทธิ...

เราไม่ได้เป็นประเทศที่ร่ำรวยพลังงาน
เราต้องนำเข้าทั้ง น้ำมันดิบ ก๊าซธรรมชาติ ถ่านหิน ไฟฟ้า
เรามีทางเลือกไม่มากนัก
พลังงานสีเขียว อาจเป็นพลังงานทางเลือกที่ต้องส่งเสริมอย่างต่อเนื่อง
และด้วยเทคโนโลยีในปัจจุบันยังไม่สามารถพัฒนาเป็นพลังงานหลักได้

ในปีที่ผ่านมา ประเทศไทยได้ดุลการค้า โดยมูลค่าการส่งออกสินค้ามากกว่ามูลค่าการนำเข้าสินค้า อยู่ประมาณ 3.2 แสนล้านบาท แต่เราขาดดุลพลังงาน ต้องจ่ายเงินออกไปสุทธิกว่า 7.5 แสนล้านบาท ยังดีที่อยู่ในช่วงราคาน้ำมันดิบตกต่ำ (ปีที่ผ่านมาขาดดุล 1.18 ล้านล้านบาท) หมายความว่า เงินทองที่หามาได้ต้องใช้จ่ายไปเพื่อนำพลังงานกลับเข้ามาใช้ ซึ่งส่วนใหญ่ใช้ในภาคอุตสาหกรรมและภาคการขนส่ง (ใช้พลังงานรวมกันประมาณร้อยละ 70)

ที่มา รู้ให้จริง..ไม่บิดเบือน

ประเทศไทยมีค่าใช้จ่ายด้านพลังงานปีละกว่า 2 ล้านล้านบาท คิดเป็นประมาณร้อยละ 15 ของมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ แม้พลังงานส่วนหนึ่งที่เราสามารถผลิตได้เอง(ปิโตรเลียม) จะช่วยลดการนำเข้าไปแล้วกว่า 4 แสนล้านบาท แต่เรายังต้องสูญเสียเงินออกไปเพื่อนำพลังงานกลับเข้ามาขับเคลื่อนประเทศ 

ประเทศไทยจึงไม่ได้เป็นประเทศที่ร่ำรวยพลังงาน เราผลิตได้ไม่พอใช้ ต้องนำเข้า และ ต้องนำเข้ามากขึ้นๆ ในอนาคต

การสำรวจและผลิตปิโตรเลียมภายในประเทศ และ การส่งเสริม สนับสนุน พลังงานทดแทน พลังงานทางเลือก และ การอนุรักษ์พลังงาน จึงมีความสำคัญมากต่อความอยู่รอดของประเทศในอนาคต

โดยหากเราพิจารณาจากข้อความที่มีการบอกว่า ส่งออกข้าวมูลค่าน้อยกว่าน้ำมันสำเร็จรูป เราต้องมองไปถึงว่า


  • ข้าวเป็นผลผลิตที่ได้จากการเพาะปลูกภายในประเทศ ซึ่งต่างจากน้ำมันดิบ (เราต้องนำเข้าน้ำมันเพื่อให้ประเทศพอใช้ ถึง 85%)
  • เรานำเข้าน้ำมันดิบเข้ามากลั่นเพื่อให้เพียงพอใช้กับในประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งดีเซล และน้ำมันดิบไม่ได้กลั่นออกมาได้แต่ดีเซล ยังได้เบนซิน และ อย่างอื่นอีก 
  • ดังนั้นเราจึงมีการส่งออกน้ำมันที่เหลือใช้ และนำเข้ามากลั่นเพิ่ม เป็นการสร้างมูลค่าให้กับเศรษฐกิจ
  • เหนือสิ่งอื่นใด รายได้รัฐ ก็ได้เพิ่มตามมูลค่าของสินค้า ได้ภาษี และ ผลประโยชน์ต่างๆ จากปิโตรเลียมด้วย
สุดท้ายทิ้งไว้ให้คิด ถ้าเราส่งออกเยอะและมีการติดอันดับโลกนั่นนี่ตามที่มีการบอกกล่าวกันในโลกโซเชียล ทำไม OPEC (Organization of the Petroleum Exporting Countries) ไม่ชวนเราเข้ากลุ่มเสียหล่ะ

แฉความมั่วของคลิป เปิดหลักฐานปล้นประเทศไทย

แฉความมั่วของคลิป เปิดหลักฐานปล้นประเทศไทย อย่าให้ใครปล้นสติปัญญาของเราไป


น่าแปลกใจ ที่ข้อมูลลักษณะนี้ถูกเผยแพร่ออกไปมากทำให้เกิดความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนไปอย่างมาก ส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานของหน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้องเพื่อให้เป็นไปตามนโยบายของภาครัฐ และจะส่งผลกระทบกับพวกเรา ประชาชนคนไทย ต่อการใช้พลังงานในอนาคต....แม้จะเป็นคลิปที่เก่าแล้ว ขออธิบาย ให้ข้อมูลที่ถูกต้องไว้น่าจะดี ....(ถอนหายใจ) หวังว่าจะเป็นประโยชน์กับคนอื่นๆได้บ้าง ถ้าพวกเขาเปิดใจรับฟัง และนำข้อมูลไปเปรียบเทียบกันด้วยเหตุผล และสำหรับคนที่รับฟัง และเข้าใจแล้ว อาจได้ใช้กรณีที่พบเจอการเผยแพร่คลิปดังกล่าวนนี้ที่ส่งต่อกันมาทางไลน์ (ช่วงนี้วนมาอีกแล้ว) ขอให้ช่วยกันก๊อบปี้ ลิงค์ต่อไปนี้ ไปใช้ในการอธิบายให้ความจริงได้เลยครับ
อ่านข้อความได้ที่นี่ http://energythaiinfo.blogspot.com/2016/05/blog-post_6.html
สรุปภาพโดยรวม กรณี ไม่อยากตามอ่านทั้งหมด..... พิธีกรพยายามนำเสนอข้อมูลจากหลายๆที่ เน้นว่าเป็นข้อมูลภาครัฐ เพื่อนำเสนอว่า ประเทศไทยร่ำรวยพลังงาน มีการให้สัมปทานครอบคลุมพื้นที่ที่บิดเบือนว่าเป็นแหล่งมีปิโตรเลียมทั่วประเทศ แม้แต่ในกรุงเทพมหานครก็ยังมีปิโตรเลียมอยู่ใต้พื้นดิน ชี้นำว่าประเทศไทยอุดมสมบูรณ์ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว ใต้พื้นดินมีปิโตรเลียมอยู่มากมาย มากพอจนส่งออกได้ รายได้จากการส่งออกมากกว่าข้าวและยางพารา แต่ทำไม เรายังต้องใช้พลังงานราคาแพง ยังต้องขาดแคลนก๊าซเอลพีจี ทั้งที่มีแหล่งน้ำมัน แหล่งก๊าซติดอันดับโลก..เรามีก๊าซแซงหน้ากลุ่มประเทศโอเปค และด้วยเหตุที่เรามีมากมายขนาดนี้ แต่ทำไมรายได้รัฐกลับได้น้อยมาก นี่คือการปล้นประเทศไทยพี่น้อง.....
อ่านข้อความได้ที่นี่ http://energythaiinfo.blogspot.com/2016/05/blog-post_6.html
คำตอบแบบภาพรวม...เรามีปิโตรเลียมจริง ประกาศให้โลกรู้มานานแล้ว ตั้งแต่ปี 2524 ยุคโชติช่วงชัชวาลโน่น..รัฐไม่เคยปกปิด มีรายงานประจำปีทุกๆ ปี หลายสิบปีที่ผ่านมามีรายงานประจำเดือนอีกด้วย ใครที่ชอบอ้างว่า ไหนรัฐบอกว่าไม่มีๆ ไม่จริงนะครับ เรามีในระดับที่ไม่พอใช้ ต้องนำเข้าในปริมาณมากโดยเฉพาะน้ำมันดิบ ..แม้เราจะผลิตได้เพิ่มขึ้นมาตลอด 30 ปี แต่เราก็ใช้เพิ่มมากขึ้นด้วยเหมือนกัน...จึงต้องสำรวจหาภายในประเทศเพิ่มเพื่อทดแทนที่ใช้ไปและลดการนำเข้า
อ่านข้อความได้ที่นี่ http://energythaiinfo.blogspot.com/2016/05/blog-post_6.html
เราออกสัมปทานเพื่อให้เอกชนมาลงทุนสำรวจรับความเสี่ยงแทนรัฐ พื้นที่แปลงสัมปทานที่ออกให้ไปครอบคลุมแอ่งตะกอนโดยมีระยะเวลาจำกัด และบังคับให้เอกชนต้องคืนพื้นที่ คืนแปลงกลับให้รัฐ ...หลุมทวีวัฒนา ที่เป็นข่าวนั้น เป็นหลุมสำรวจในแปลง L45/50(รอบที่20) ผลการเจาะสำรวจไม่พบปิโตรเลียม แปลงดังกล่าวได้คืนกลับให้รัฐหมดแล้วหลังจากการสูญเสียเงินลงทุนไปหลายร้อยล้านบาท พื้นที่ตรงนั้นกลายเป็นเตนท์ขายรถยนต์มือสองไปแล้ว....การจัดอันดับประเทศที่มีปิโตรเลียมนั้น อยากจะบอกว่าอันดับไม่สำคัญเท่าปริมาณที่มีอยู่ ถ้าเทียบกับอันดับต้นๆ เรามีไม่ถึง 1% ... แม้เราจะมีแหล่งก๊าซ ผลิตก๊าซได้มากกว่ากลุ่มประเทศโอเปคหลายประเทศ (โอเปคเป็นประเทศส่งออกน้ำมันดิบ) แต่เราก็ผลิตได้ไม่พอใช้ ต้องนำเข้าทั้งก๊าซและน้ำมันดิบมูลค่าเป็น ล้านๆบาท ทำให้เราขาดดุลพลังงงานปีละกว่า 1 ล้านล้านบาท ที่เราเคยส่งออกน้ำมันดิบเพราะโรงกลั่นไม่ต้องการด้วยเหตุผลทางด้านเทคนิค ปัจจุบันรัฐขอความร่วมมืองดส่งออกน้ำมันดิบ เอกชนกับโรงกลั่น แบกรับภาระกันเอง ....รายได้รัฐจัดเก็บตามศักยภาพปิโตรเลียมที่ประเทศเรามีอยู่ เก็บมากไปก็จะขาดแรงจูงใจให้เอกชนมาเสี่ยงลงทุนให้ ก็ต้องขึ้นอยู่กับนโยบายด้วย....และที่ผ่านมาภายใต้ระบบสัมปทาน Thailand III รัฐมีส่วนแบ่งรายได้คิดจากกำไรหลังหักค่าใช้จ่ายแล้ว เฉลี่ยรวม ในสัดส่วนรัฐได้ 70 เอกชนได้ 30 เป็นอย่างนี้แล้ว จะเรียกว่า ปล้นประเทศไทยได้อย่างไร...... 
อ่านข้อความได้ที่นี่ http://energythaiinfo.blogspot.com/2016/05/blog-post_6.html
ข้อมูลที่พิธีกรนำเสนอนั้น มีทั้งจริง และไม่จริง ผสมปนกันไป โดยเลือกที่จะพูด เลือกที่จะเน้น จับบางประเด็น บางคำถามชี้นำ มีการเชื่อมโยงข้อมูล รูปภาพ ให้ดูน่าเชื่อถือ ทำให้คนฟังคล้อยตามได้ และอาจเข้าใจผิดไปได้ จะด้วยความไม่รู้ หรือด้วยความตั้งใจหรือไม่ ลองพิจารณากันนะครับ ว่าทั้งสองท่านนั้น เป็นผู้มีธรรมาภิบาล ตรงไปตรงมา ไม่บิดเบือน และให้ร้ายคนอื่นด้วยหรือไม่ อย่างไร ... 
พิธีกร ท่านบอกว่า ทุกบรรยากาศ คือ การรายงานความจริง ลองพิจารณากันดูนะครับ 
ตัวอย่าง การให้ข้อมูลที่คลาดเคลื่อน และคำชี้แจงข้อมูลที่ถูกต้อง ดังต่อไปนี้ 
อ่านข้อความได้ที่นี่ http://energythaiinfo.blogspot.com/2016/05/blog-post_6.html
ในช่วง 10 นาทีแรก นำเสนอข่าวการขุดเจาะสำรวจในเขตทวีวัฒนา พุทธมณฑล พิธีกรพยายามชี้นำเสมือนว่า บริเวณภาคกลางตอนล่าง อ่าวไทยตอนบน มีการค้นพบปิโตรเลียมกันมากโดยอ้างรูปแผนที่จากหน่วยงานรัฐ(กรมโยธาธิการ...) ว่าพื้นที่สีเหลือเป็นแหล่งปิโตรเลียม เชื่อมโยงไปที่กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ มีการให้สัมปทานเอกชนไปเป็นพื้นที่ใหญ่มาก ครอบคลุมพื้นที่ทั่วกรุงเทพ โยงไปบริษัทมิตรา โยงไปว่า กระทรวงพลังงานเป็นผู้ร่วมลงทุน และสรุปว่า ในบริเวณ กรุงเทพมหานคร มีการเจาะสำรวจ และมีการพบน้ำมันเตรียมที่จะผลิตกันแล้ว ... 

- นาทีที่ 4.46 พิธีกรกล่าวว่า “ที่เขตทวีวัฒนา กรุงเทพมหานครของเรา ก็มีการพบ และ พร้อมที่จะดูดกันแล้ว พี่น้องเลยประท้วง” .....และก็เน้นย้ำว่า "มีแท่นขุดเจาะ และพร้อมที่จะผลิตน้ำมันกันแล้ว " 
- นาทีที่ 7.07 “กรุงเทพของเราเป็นบ่อน้ำมัน” ความจริงตอนนี้เป็นไงละ บริเวณหลุมทวีวัฒนา ปัจจุบัน กลายสภาพเป็นเต็นท์รถไปแล้วครับ 



- นาทีที่ 9.04 “สรุปแล้ว กรุงเทพมหานคร มีปิโตรเลียมใต้พื้นกรุงเทพ ใกล้เคียงกับอ่าวแมกซิโกหรือทะเลเหนือ อันนี้คุณยืนยัน....” พูดอะไรออกไปไม่คิดเลย พยายามรับลูกกัน...แต่อีกฝ่ายก็ไม่ยืนยัน

ข้อมูลที่ถูกต้อง คือ 

- ข่าวการขุดเจาะหลุมทวีวัฒนาเป็นเรื่องจริง รัฐออกสัมปทานปิโตรเลียมให้เอกชนไปสำรวจเป็นเรื่องจริงทั้งบริเวณภาคกลางตอนบน ตอนล่าง อ่าวตัวกอ ภาคอีสาน ภาพแผนที่จากกรมโยธาธิการอาจเป็นรูปจริง แต่พื้นที่สีเหลืองที่กล่าวอ้างว่าเป็นแหล่งที่พบปิโตรเลียมถ้าหมายถึงเต็มพื้นที่เป็นเรื่องเท็จ 


รัฐออกสัมปทานแปลง L45/50 และ L46/50 ครอบคลุมบริเวณกรุงเทพมหานครและจังหวัดใกล้เคียง เพื่อให้เอกชนไปลงทุนสำรวจปิโตรเลียม.... ปัจจุบันเอกชนได้คืนแปลงกลับคืนให้รัฐหมดแล้ว หลังเจาะหลุมสำรวจไป 1 หลุม (หลุมทวีวัฒนา) ไม่พบปิโตรเลียมแต่อย่างใด พื้นที่บริเวณหลุมทวีวัฒนาปัจจุบันกลายสภาพเป็นเตนท์ขายรถยนต์มือสองไปแล้ว ดังนั้น เรื่องราวทั้งหมดที่พิธีกรพยามนำเสนอ เชื่อมโยง ถ้าทำให้ท่านคล้อยตามและคิดไปว่า บ้านเรามีปิโตรเลียมอยู่มากมายนั้น...ไม่เป็นความจริง เรามีอยู่จำนวนหนึ่งแต่ไม่พอใช้ ต้องนำเข้าจนขาดดุลพลังงาน 

ในช่วง 10 นาทีต่อมา(น.10-20) พิธีกรพยายามชี้นำ ให้ประชาชนเข้าใจว่า ประเทศต่างๆ ที่อยู่บริเวณ อ่าวเปอร์เซียตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นประเทศในกลุ่มโอเปค มีน้ำมันมากมาย ...ในอ่าวไทย มีรูปร่าง มีความอุดมสมบูรณ์ คล้ายๆ กัน ดังนั้น อ่าวไทยจึงเป็นแหล่งทรัพยกรน้ำมันสำคัญ....อ้างข้อมูล การให้สัมภาษณ์ รองอธิบดีกรมเชื้อเพลิงฯ แล้วทึกทักไปเองว่าภาคอีสานเป็นแหล่งน้ำมันขนาดใหญ่ มีพื้นที่ 1 แสนตารางกิโลเมตร ใหญ่เหมือนประเทศซาอุ ชี้นำว่าการให้สัมปทานสำรวจเป็นพื้นที่กว้างอาจกระทบพื้นที่เกษตรกรรม คนปลูกข้าวเดือดร้อน พูดซะน่ากลัวเลยนะครับ ใต้ต้นข้าวเป็นบ่อน้ำมัน 

- นาทีที่ 17.07 พิธีการกล่าวอ้างว่า "รักษาการกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ คาดว่า พื้นที่อีสานมีมีโครงสร้างใหญ่มากมีพื้นที่กว่า 1 แสนตารางกิโลเมตร" เอาคำสัมภาษณ์ท่านมา บิดเบือน อ้างท่านอธิบดีพูดว่า "ถ้าเราเจอก๊าซ..ในทุกโครงสร้าง..เราจะใหญ่กว่าซาอุ" แต่พิธีกรสองคนเลือกบางคำมาพูดต่อ..เขาบอกว่า "ถ้าเจอ" (if) นะฮ้าฟ แล้วมันเจอมั้ยล่ะ? 
- นาทีที่ 18.13 "ท่านพูดว่าเราใหญ่กว่าซาอุ..."

ข้อมูลที่ถูกต้อง คือ 

- การเปรียบเทียบอ่าวไทยกับอ่าวเปอร์เซียว่ามีโอกาสที่จะมีแหล่งน้ำมันเหมือนกัน อาจทำให้คนทั่วไปสับสน เพราะการจะมีหรือไม่มีแหล่งน้ำมัน มีปัจจัยต่างๆ มากมาย และข้อเท็จจริงในปัจจุบันก็ชี้ชัดอยู่แล้วว่า เรามีมากน้อยแค่ไหน พอใช้หรือไม่ จะแค่เปรียบเทียบรูปร่างอ่าวโดยไม่พูดถึงข้อมูลการพบ การผลิต จริงๆ ในปัจจุบันเลยหรือครับ


- กลุ่มประเทศโอเปค เป็นประเทศที่ส่งออกน้ำมันดิบ (ไม่ได้ส่งออกก๊าซ) ประเทศบริเวณอ่าวเปอร์เซีย ได้พิสูจน์แน่ชัดแล้วว่ามีน้ำมันดิบอยู่มากจริง จนเหลือใช้ และส่งออกทำรายได้เข้าประเทศ แต่ประเทศไทยขุดน้ำมันดิบจากแปลงสัมปทานได้เองประมาณ 150,000 บาร์เรลต่อวัน ไม่พอใช้ ต้องนำเข้าน้ำมันดิบมากลั่นอีกกว่า 850,000 บาร์เรลต่อวัน ขาดดุลพลังงานมากมายกว่า 1 ล้านล้านบาท แล้วจะไปเปรียบเทียบอะไรกับ ซาอุ หรือ กลุ่มโอเปค 
- ในภาคอีสาน มีการสำรวจมาโดยตลอด โดยเจาะสำรวจไปกว่า 50 หลุม ปัจจุบัน พบแหล่งก๊าซเพียง 3 แหล่ง ผลิตรวมกันได้ประมาณ 130 ล้านลบ.ฟุตต่อวัน (บ้านเราใช้ 5,000 ล้านลบ.ฟุตต่อวัน) และไม่เคยมีข้อมูลว่าพบแหล่งน้ำมันดิบครับ..การกล่าวอ้างถึงบุคคล โดยเลือกเน้นทำให้เกิดความเข้าใจผิด ...รองอธิบดี ท่านกล่าวว่า ถ้าเราเจอก๊าซ........พิธีกรละเลย แต่พยายามชี้นำ และย้ำว่า ท่านพูดว่าเราใหญ่กว่าซาอุ (18.13) 
- นํ้ามันที่อยู่ใต้ดินไม่ได้อยู่เป็น "บ่อ" นะครับ แหล่งน้ำมันในบ้านเราส่วนใหญ่อยู่ในโครงสร้างหินที่มีรูพรุน ลึกลงไป 1-3 กิโลเมตร ไอ้ที่ว่าใต้ท้องนาเป็นบ่อน้ำมันน่ะมีแต่ในฝันครับ และการสำรวจในบริเวณพื้นที่จริงต้องทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม และต้องผ่านความเห็นชอบจากหน่วยงานรัฐก่อนลงพื้นที่ทำจริง 

ตัวอย่างแหล่งผลิตและหลุมผลิต 

ในช่วง น. 20-30 พยายามชี้นำ รูปแอ่งตะกอนต่างๆ แปลงสำรวจ ที่ปรากฎอยู่ในแต่ละภูมิภาค ในแผนที่ประเทศไทย รูปแผนที่แปลงสัมปทานในรอบที่ 19 และ 20 ชี้นำเสมือนว่า ประเทศไทยมีปิโตรเลียมอยู่มากมาย โดยเฉพาะภาคอีสาน ถ้าไม่มีจะให้สัมปทานเอกชนไปทำไม...โยงไปถึงข้อมูลต่างประเทศ CIA EIA ชี้ให้เห็นว่าอันดับเราดีกว่าหลายๆ ประเทศ จาก 200 ประเทศ แสดงว่าเรามีมาก และโยงไปว่าเราเก็บรายได้น้อยเมื่อเทียบกับประเทศโบลิเวีย...อยากให้ทำเหมือนเขา 

- นาทีที่ 19.37 "เราเห็นรอยด่างๆ เป็นแผ่นใหญ่สอดคล้องกับที่ท่าน รองอธิบดี .....ที่เห็นเป็นเงาๆที่คือ แหล่งปิโตรเลียม... ใหญ่ขนาดนี้ ท่านทำผิดหรือเปล่าครับ...” สังเกตพฤติกรรม พิธีกรนะครับ 
- นาทีที่ 20.15 "พรุ่งนี้จะยังอยู่ไหมครับ เราประกาศไปอย่างนี้..... พฤติกรรมแบบนี้พิจารณากันดูนะครับ 
- นาทีที่ 20.53 "สีอื่นคือ เจาะกันอยู่ ดูดกันแล้ว นี่เกือบทั้งประเทศเลยนะ ก็แปลกใจนะว่า ถ้าเราไม่มีทำไมให้สัมปทาน แล้วทำไมมาซื้อกัน นั่นแสดงว่ามันต้องมีซิค่ะ " 
- นาทีที่ 21.10 “สีม่วงๆ นี่กำลังดูดกันอยู่แล้วค่ะ สีเหลืองสำรวจ สีส้มกำลังดำเนินการ ส่วนสีฟ้านี่ให้ใหม่นะค่ะ ปรากฎว่าเต็มอีสานเลยค่ะ” 
- นาทีที่ 21.50 “พื้นที่ที่มีปิโตรเลียม น้อยกว่าพื้นที่ที่ไม่มี นะเนี่ย จากภาพนี่นะครับ” 
- นาทีที่ 26.20 เราสามารถส่งออกน้ำมันไปสหรัฐอเมริกา 


ข้อมูลที่ถูกต้อง คือ 
- แอ่งตะกอน ที่ปรากฏในแผนที่ เป็นแอ่งใหญ่ๆ เต็มไปหมดนั้น ไม่ได้เป็น แหล่งปิโตรเลียม ตามที่พิธีกรพยายามชี้นำ บอกความเท็จ เน้นยำว่าเป็นข้อมูลจากภาครัฐ ..ใช่ครับ รูปแผนภาพนะใช่ แต่ความเห็นผิดๆ นะไม่ใช่ และพยายามทำให้คนเข้าใจว่ารัฐจะปกปิด (20.15) พฤติกรรมอย่างนี้ มีธรรมาภิบาล หรือไม่ครับ 
- ภาพแปลงสำรวจ เป็นสีเหลียม สีต่างๆ นั้น ก็เป็นเพียงแปลงสำรวจที่แสดงขอบเขตพื้นที่เพื่อการสำรวจ ไม่ได้หมายถึงพื้นที่ที่มีปิโตรเลียม และพื้นที่แปลงสำรวจที่ให้เอกชนไปนั้น มีการบังคับคืนกลับมาให้รัฐเมื่อเวลาผ่านไป ตัวอย่างในรอบที่ 20 ออกประกาศเชิญชวน 68 แปลง เอกชนสนใจมายื่นขอเพียง 28 แปลง ซึ่งปัจจุบันคืนกลับให้รัฐ เหลืออยู่เพียง 7 แปลง และพบปิโตรเลียมเพียง 1 แปลงเท่านั้น ที่บอกว่าดูดๆ กันแล้ว ตามสีนั้น น่าจะจินตนาการ บิดเบือนไปเอง 


- ต้องขอบอกว่าอันดับที่...ไม่ได้สำคัญ ไม่ได้บ่งบอกถึงปริมาณที่มีอยู่จริง หรือปริมาณที่ผลิตได้จริง ถ้าสังเกตรูปกราฟจะพบว่า แม้เราจะดูเสมือนว่าอยู่อันดับต้นๆ จาก 200 ประเทศ แต่ปริมาณกลับมีน้อยมากถ้าเทียบกับลำดับก่อนหน้าเรา คือ เรามีไม่ถึง 1% เป็นต้น และการเปรียบเทียบกับประเทศต่างๆ ดูจะแปลกๆ เช่น เปรียบเทียบว่าเรามีก๊าซ ผลิตก๊าซ ได้มากกว่าอีกหลายประเทศในกลุ่มโอเปค ...โอเปคเป็นกลุ่มประเทศส่งออกน้ำมันดิบนะ ไม่ได้รวมตัวกันส่งออกก๊าซ (มีน้ำมันดิบมากไม่จำเป็นต้องมีก๊าซมากนะครับ) อันนี้เป็นการสร้างกำดักความคิด ชี้นำให้หลงเชื่อว่า เรามีมาก 


- การส่งออกน้ำมันดิบที่โรงกลั่นบ้านเราไม่ต้องการ ถือเป็นเรื่องปกตินะครับ แถมส่งออกมีเงินไหลเข้าประเทศด้วย ถ้ามองภาพใหญ่ก็เหมือนการแลกเปลี่ยนสินค้ากัน โรงกลั่นบ้านเรานำเข้าน้ำมันดิบที่เหมาะสม กลั่นแล้วได้น้ำมันสำเร็จรูปตรงตามความต้องการใช้ของประชาชน ...ถ้าสงสัยว่า ส่งออกน้ำมันดิบและเงินไปเข้ากระเป๋าใคร ก็ต้องบอกว่า ไม่ว่าจะขายในประเทศหรือส่งออก เงินก็เข้ากระเป๋าเอกชนผู้รับสัมปทานเหมือนกันเพื่อนำไปทดแทนเงินลงทุนและค่าใช้จ่ายต่างๆ รวมถึงเงินที่ต้องจ่ายคืนกลับมาให้รัฐในรูปแบบต่างๆ เช่น ค่าภาคหลวง เงินผลประโยชน์ตอนแทนพิเศษ และ ภาษีเงินได้ปิโตรเลียม 
- การจัดเก็บรายได้ รัฐไม่สามารถกำหนดเอาตามความชอบใจได้ เพราะจะส่งผลกระทบต่อสภาพการลงทุน การพัฒนาแหล่ง การผลิตปิโตรเลียม การแบ่งรายได้รัฐจะต้องมีความเหมาะสม สอดคล้องกับศักยภาพปิโตรเลียมที่ประเทศเรามี ความยากง่าย ความเสียง และอื่นๆ ถ้าจะเอาแบบโบลิเวียก็ต้องศึกษาให้รอบด้าน และดูว่าปัจจุบันโบลิเวียมีสภาพเป็นอย่างไร ธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียมบ้านเขา เป็นอย่างไร เรื่องแบบนี้ต้องศึกษาให้ละเอียดนะครับ จะให้รัฐเก็บ 80 และให้เอกชน 20 ในบ้านเราคงทำไม่ได้ เพราะค่าเฉลี่ยในบ้านเราจากมูลค่า 100 เป็นเงินลงทุน ค่าใช้จ่ายไปแล้ว 40 เหลืออีก 60 แบ่งกันระหว่างรัฐกับเอกชน

ต่อมา พิธีกร ก็กลับมาตอกย้ำว่า เรามีมากจากหลักฐานต่างๆๆ ที่กล่าวมา.... ย้ำคิดว่าเรามีมาก เพื่ออะไร ก็เพื่อสร้างแนวคิดร่วม ปลุกกระแสชาตินิยม และโยงไปประเด็นถัดไป นำเสนอว่าเรามีก๊าซเยอะ ที่เราขาดเอลพีจีเพราะ เรามีโรงแยกก๊าซไม่พอ การพยายามนำเสนอ ทิศทางการผลิตก๊าซธรรมชาติ คอนเดนเสท และน้ำมันดิบ มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกปี ตามข้อมูลรัฐ แล้วพยายามชี้นำว่า การใช้ไม่ได้เพิ่มขึ้นแสดงว่าบริษัทน้ำมันรวย กำไรมาก... เรามีมากจนต้องส่งออก เอามูลค่าไปเทียบกับ การส่งออกข้าว ยางพารา ...ตอกย้ำว่า เรามีพลังงานมากพอจะส่งออก ...เรามีเกือบ 9 แสนบาร์เรล ...ชี้นำให้เอา 159 คูณ เพื่อแปลงเป็นลิตร แล้วพาไปดูข้อมูลหลุม ว่ามีมาก แสดงว่าเรามีปิโตรเลียมมาก ขนาดแหล่งฝางค้นพบบ่อแรกสมัย ร.5 ปัจจุบันยังไหลอยู่ ชี้นำว่าเรามีมากอีก เชื่อมโยงไปรายงานกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ เอาแผนที่มาแสดง เพื่อตอกย้ำอีกว่า ในน้ำมีปลา ในนามีข้าวใต้พื้นดินมีปิโตรเลียม...เรามีมาก...แล้วก็วนกลับไปว่า เรารับส่วนแบ่งจากปิโตรเลียมน้อย...ไม่เป็นธรรม 

- นาทีที่ 31.25 วิกฤตราคาน้ำมัน และราคาก๊าซ ของประเทศไทยวันนี้ มันต้อง คิดกันใหม่แล้วมั่งค่ะ ว่าตกลงเราไม่ได้ขาดแคลน แต่เราทำอะไรกับสิ่งที่เรามี มันมีจริงอย่างนี้แล้ว แล้วประเทศไทยเป็นยังไงค่ะ 
- นาทีที่ 35.15 ประเทศไทยมีก๊าซเยอะ ..ปัญหาเรื่อง เอลพีจีขาด เป็นเพราะโรงแยกก๊าซมีไม่พอ 
- นาทีที่ 35.52 เรามีเยอะกว่าที่เราจะใช้ เรามีเยอะทีเดียว 
- นาทีที่ 38.14 สถิติที่น่าสนใจว่า คนไทยตั้งแต่ปี 2539 ก็ใช้พลังงานไม่ได้เพิ่มขึ้นเลย... 
- นาทีที่ 39.08 ประเทศไทยส่งออกพลังงานมากกว่ายางพาราและข้าว.....ตกลงแล้วเรามีพลังงานมากพอจะส่งออกเป็นพลังงานปิโตรเลียม 
- นาทีที่ 43.30 เกือบ 9 แสนบาร์เรลต่อวัน ที่เรามีปิโตรเลียมของเราเอง....เยอะไม่เยอะก็ใช้ 159 คูณเช้าไปเป็น ลิตร 
- นาทีที่ 44.52 บ่อฝางเราค้นพบบ่อแรกตั้งแต่ รัชกาลที่ 5 วันนี้มีน้ำมันดิบไหลอยู่ 1,500 บาร์เรลต่อวัน 
- นาที่ที่ 45.20 เอ..เราบอกอย่างนี้ เดี๋ยวพรุ่งนี้กระทรวงเข้าไม่เปลี่ยนเวบไซด์หรือ...เกรงว่าเปิดไปจะไม่เจอเสียล่ะ (รอบ 2 แล้วนะครับ นิสัยแบบนี้) 
- นาทีที่ 48.14 มูลค่าปิโตรเลียมเพิ่มขึ้นตลอด แต่สิ่งที่เราได้ไม่ค่อยขึ้นเท่าไร....48.57 ปริมาณมูลค่ากระโดดไปมาก แต่สิ่งที่ประเทศได้ไม่เห็นกระโดดไปด้วย 
- นาที่ที่ 50.51 เราซื้อก๊าซน้ำมันดิบในราคาตลาดโลก แพง

ข้อมูลที่ถูกต้อง คือ 
- ประเด็นก๊าซเรามีเยอะหรือไม่ ข้อเท็จจริงคือ เราผลิตก๊าซจากอ่าวไทยได้ประมาณ 3,600 ล้านลบ.ฟุตต่อวัน เรามีโรงแยก ที่สามารถแยกก๊าซได้ประมาณ 2,800 ล้านลบ.ฟุตต่อวัน ถามว่าทำไม่ไม่สร้างโรงแยกก๊าซเพิ่ม..ตอบว่า สร้างในตอนนี้ก็ไม่คุ้มค่า เพราะก๊าซกำลังจะหมดไปจากอ่าวไทย -การนำตัวเลขการผลิต ก๊าซธรรมชาติ คอนเดนเสท และ น้ำมันดิบ มาเหมารวมกันเป็นหน่วยบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบ แต่เวลาจะใช้พูดถึงปริมาณรวม กลับพูดแค่ บาร์เรล การกล่าวว่าเราผลิตได้วันละ 8-9 แสนบาร์เรล ...แล้วแปลงเป็นลิตร ..เพื่อเจตนาให้เปรียบเทียบกับ การใช้น้ำมันเบนซิน ดีเซล ซึ่งจริงๆแล้วไม่ใช่ ก๊าซไม่สามารถกลั่นมาเป็นน้ำมันเบนซิน ดีเซลได้ 
- กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ เป็นหน่วยงานรัฐ ที่เปิดเผยข้อมูลการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมได้ละเอียดมาก ซึ่งคงไม่มีหน่วยงานไหนในโลก ที่จะเปิดเผยข้อมูลมากขนาดนี้ แต่ก็มีการกะแหนะกระแหน ถึง 2 ครั้ง จากพิธีกรชาย เกรงว่า กรมฯจะชิงเปลี่ยนหรือปิดเวบไซด์หนี ไม่ให้ประชาชนเข้าไปดูข้อมูล ภายหลังดูคลิปนี้ ซึ่งต้องบอกว่า เป็นความคิดที่ดูไม่งามเอาเสียเลย.... ผมไม่เห็นว่ามันจะมีอะไร ที่ต้องปิดบัง ต้องชิงปิด กลัวคนจะเข้าไปดู ...ก็ในเมื่อกระทรวง เขาเปิดให้ดู มาหลายปีแล้ว ใครจะเอาข้อมูลไปใช้ประโยชน์ต่อก็สามารถทำได้ แต่ถ้าเอาไปสร้างเรื่อง ชี้นำ ให้คนเข้าใจคลาดเคลื่อน อย่างที่ คลิป นี้ทำอยู่ใช่หรือไม่ คงไม่ดีนัก พิจารณากันดูนะครับ พฤติกรรมแบบนี้ 
- การส่งออกน้ำมันดิบ เป็นเรื่องปกติ เพราะน้ำมันดิบเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ที่หาซื้อได้เสรี โรงกลั่นภายในประเทศเป็นผู้จัดหาน้ำมันดิบที่เหมาะสมกับโรงกลั่นของตน ถ้าน้ำมันดิบที่ผลิตได้ภายในประเทศมีคุณสมบัติไม่เหมาะสมกับโรงกลั่น ก็ไม่แปลกครับ ซึ่งข้อเท็จจริงมีการส่งออกน้ำมันดิบจริง แต่ก็เป็นปริมาณน้อย ถ้าเทียบกับการนำเข้าน้ำมันดิบ 

- การมีหลุมปิโตรเลียมมาก ไม่ได้หมายถึงเรามีปิโตรเลียมมาก เพราะต้องดูว่าเราผลิตได้มากน้อยแค่ไหนในแต่ละปี ซึ่งถ้าติดตามข้อมูลจะพบว่า ในแต่ละปีมีการขุดเจาะหลุมไม่น้อยกว่า 500 หลุม เพื่อทดแทนหลุมที่หยุดไหล หมดสภาพ ซึ่งหมายถึงต้อง ลงทุนติดตั้งแท่นหลุมผลิต เจาะหลุมผลิตเพิ่มขึ้น...


- พิธีกรพยายามชี้นำโดยนำภาพมูลค่าปิโตรเลียม และ การเก็บค่าภาคหลวง เพื่อบิดเบือนว่า สิ่งที่ประเทศไทยได้ เพียงน้อยนิด ประเทศไทยใจดี ซึ่งในช่วงแรกไม่บอกว่า รายได้รัฐนอกจากค่าภาคหลวงแล้ว ยังมี ผลประโยชน์ตอบแทนพิเศษ และ ภาษีเงินได้ปิโตรเลียม และไม่ได้กล่าวถึง เงินลงทุนที่เอกชนต้องใช้จ่ายไป...


- แนวโน้มรายได้เข้ารัฐเพิ่มขึ้นทุกปี...แต่พิธิกรบอกว่า เราไม่ได้เพิ่มขึ้น ไม่กระโดดตามมูลค่าปิโตรเลียม
- ราคาก๊าซในบ้านเราถูกกว่าราคาก๊าซนำเข้า โดยราคาก๊าซที่ขุดได้ ก่อนขายเอกชนต้องมาขออนุญาตจากหน่วยงานรัฐว่าจะขายในราคาเท่าใด...ส่วนราคาน้ำมันดิบเป็นไปตามราคาตลาดโลกจริง..
- การพยายามนำเสนอว่ารัฐจัดเก็บได้น้อยกว่าประเทศเพื่อนบ้าน เป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน เพราะถ้าเปรียบเทียบตามหลักวิชาการ ตามข้อมูลจริง จะพบว่าภายใต้ระบบสัมปทานปัจจุบัน Thailand III รัฐได้ส่วนแบ่งสูงกว่าประเทศเพื่อนบ้านบางประเทศ ทั้งนี้การจะเก็บรายได้รัฐมากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับศักยภาพปิโตรเลียมและนโยบายของแต่ละประเทศ แต่ถึงกระนั้นก็ต้องคำนึงถึงด้วยว่าเอกชนจะอยู่รอดด้วยหรือไม่(อันนี้ไม่ได้เข้าข้างเอกชน แต่ถ้าเขาอยู่ไม่ได้ ก็ไม่สามารถพัฒนานำปิโตรเลียมขึ้นมาใช้ได้)

- ประโยชน์จากกิจกรรมสำรวจและผลิตปิโตรเลียม นอกจากรายได้รัฐโดยตรงแล้ว ยังมีรายได้โดยอ้อมจาก ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีนิติบุคคล จากธุรกิจกลางน้ำ ปลายน้ำ ก๊าซที่ขุดได้ภายในประเทศ สามารถต่อยอดเป็นอุตสาหกรรมต่างๆ มากมาย สร้างงาน สร้างรายได้ ทำให้เราได้ใช้ไฟฟ้าราคาถูก มีอุปกรณ์ต่างๆ สะดวกสบายในการดำเนินชีวิต เช่น ถุง ถัง กาละมัง ขวด พาสติก อุปกรณ์การแพทย์ วัสดุก่อสร้าง ของตกแต่งบ้าน และอื่นๆ อีกมากมาย ...คนไทยทุกคนได้ประโยชน์ มันจะเรียกว่า ปล้นประเทศได้อย่างไร


- การนำเสนอ ข้อมูลที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ แล้วสรุปว่า ประเทศไทยโดนปล้น ท่านๆ ลองพิจารณาดูนะครับ ว่า การนำเสนอทีกล่าวมาแล้วนี้ เข้าข่าย บิดเบือน สร้างความเข้าใจผิดให้สังคมหรือไม่....

OPEC คือกลุ่มประเทศที่ส่งออกน้ำมันเป็นสินค้าหลัก ไม่ใช่ก๊าซธรรมชาติ

OPEC ย่อมาจาก Organization of the Petroleum Exporting Countries ถ้าแปลตรงตัวก็แปลว่า องค์การประเทศผู้ส่งออกปิโตรเลียม  แต่โดยพฤตินัยแล้ว หมายถึงประเทศผู้ส่งออกน้ำมันดิบนะครับ เพราะประเทศยักษ์ใหญ่แห่งก๊าซธรรมชาติอย่างรัสเซียที่มีปริมาณสำรองและการส่งออกก๊าซธรรมชาติมากที่สุดในโลกนั้น ก็ไม่ได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกกลุ่มประเทศ OPEC นะครับ จึงต้องเรียกกลุ่ม OPEC ว่าเป็น “องค์การประเทศผู้ส่งน้ำมันเป็นสินค้าออก” โดยปริยาย



ถ้ามีใครไปเปรียบเทียบการผลิตก๊าซธรรมชาติของประเทศไทย กับพวกกลุ่มประเทศ OPEC อย่างเช่น เอกวาดอร์ คูเวต อังโกลา อิรัก หรือ ลิเบีย เป็นต้น แล้วบอกว่าเราผลิตมากกว่าเค้าอย่างนี้อย่างนั้น ประเทศไทยจึงเป็นประเทศที่มีปิโตรเลียมมหาศาล!!! อย่าไปหลงเชื่อนะครับ ว่าประเทศไทยมีปิโตรเลียมมหาศาลเทียบเท่าประเทศกลุ่ม OPEC เพราะประเทศไทยถือว่าเป็นประเทศนำเข้าทั้งก๊าซธรรมชาติและน้ำมันดิบนะครับ เนื่องจากเรามีการบริโภคที่มากกว่าที่ผลิตได้นั่นเอง และกลุ่มประเทศ OPEC เค้าไม่เน้นผลิตและส่งออกก๊าซธรรมชาติ เค้าเน้นการผลิตและส่งออกน้ำมันดิบครับ

ประเทศกลุ่ม OPEC ได้ก่อตั้งจากการประชุมที่กรุงแบกแดด ประเทศอิรัก เมื่อวันที่ 11-14 กันยายน 1960 โดย 5 ประเทศยักษ์ใหญ่แห่งวงการปิโตรเลียมคือ ประเทศซาอุดิอาระเบีย อิหร่าน อิรัก คูเวต และ เวเนซูเอล่า เพื่อความร่วมมืออย่างมีเอกภาพทางด้านนโยบายน้ำมัน ด้านการควบคุมราคาน้ำมันไม่ให้ผันผวน ด้านเศรษฐกิจที่จะผลิตน้ำมันเป็นแหล่งพลังงานของทุกประเทศที่ใช้น้ำมันด้วยผลตอบแทนที่เป็นธรรมในการลงทุนในธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียม หลังจากนั้นก็มีอีก 9 ประเทศขอเข้าร่วมเป็นสมาชิกดังนี้ กาตาร์ (1961) อินโดนีเซีย (1962-2009) ลิเบีย (1962) สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (1967) แอลจีเรีย (1969) ไนจีเรีย (1971) เอลกวาดอร์ (1973-1992, 2007-ปัจจุบัน) กาบอง (1975-1994) อังโกลา (2007)

ต่อมาประเทศเอลกวาดอร์ขอลาออกในปี 1992 แล้วก็กลับมาเป็นสมาชิกอีกครั้งในปี 2007 ส่วนประเทศกาบองได้ขอลาออกในปี 1994 และประเทศอินโดนีเซียลาออกในปี 2009 เนื่องจากกลายเป็นประเทศนำเข้าน้ำมันไปแล้ว ทำให้เหลือประเทศสมาชิกในปัจจุบัน 12 ประเทศ


ในช่วงแรกกลุ่ม OPEC มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่กรุงเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ได้อยู่ 5 ปี ก็ย้ายที่ทำการไปอยู่ที่กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย ในวันที่ 1 กันยายน 1965 โดยช่วงเวลานั้นเป็นช่วงสิ้นสุดยุคล่าอาณานิคม มีการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคมของโลก และมีการก่อตัวรัฐอิสระเป็นประเทศกำลังพัฒนาหลายประเทศ จึงมีการใช้น้ำมันดิบเพิ่มขึ้นอย่างมากเพื่อพัฒนาและฟื้นฟูประเทศ ในเวลานั้นวงการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมได้มีกลุ่มบริษัทข้ามชาติที่ทรงอิทธิพลที่สุดในยุคนั้นเรียกกันว่า “Seven Sisters” มีทั้งหมด 7 บริษัท  ได้แก่ Esso, Shell, BP, Mobil, Chevron, Gulf Oil, และ Texaco (ปัจจุบันเหลือเพียง 4 บริษัท คือ BP, Shell, Chevron และ ExxonMobil เนื่องจาก Gulf Oil ขายกิจการส่วนใหญ่ให้ Chevron และขายกิจการส่วนที่เหลือให้ BP สำหรับ Texaco นั้นขายกิจการให้ Chevron และสุดท้าย Esso กับ Mobil ควบรวมกิจการกลายเป็น ExxonMobil)

ทางกลุ่ม OPEC นั้นได้ตระหนักว่า การขุดเจาะสำรวจน้ำมันของประเทศสมาชิกได้ถูกครอบงำด้วยบริษัทข้ามชาติเหล่านี้ ทำให้รัฐที่เป็นเจ้าของทรัพยากรนั้นได้ค่าภาคหลวงและผลประโยชน์เป็นส่วนน้อย ทำให้เกิดความร่วมมือกันของเหล่าประเทศสมาชิก OPEC เพื่อจุดประสงค์สำคัญหลายประการในระยะเริ่มแรกดังนี้

เจรจาแก้ไขผลประโยชน์รัฐกับกลุ่มบริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ที่ทำการขุดเจาะสำรวจและผลิตปิโตรเลียมในประเทศกลุ่มสมาชิก เพื่อเพิ่มราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกและชดเชยการอ่อนค่าของค่าเงินดอลล่าร์สหรัฐฯ เพื่อปกป้องผลประโยชน์และสิทธิอันชอบธรรมในทรัพยากรปิโตรเลียมของเหล่าประเทศสมาชิกจากผู้รับสัมปทานต่างชาติต่างๆ โดยสร้างอำนาจต่อรองในการยึดครองหรือโอนกิจการปิโตรเลียมกลับมาเป็นของรัฐ เพื่อที่จะได้ร่วมมือกันและมีอำนาจในการควบคุมราคาและกำหนดราคาน้ำมันในตลาดโลก
ในปี 1973-1985 เป็นช่วงเวลาที่กลุ่มประเทศ OPEC ได้ออกนโยบายที่เรียกว่า “Official Selling Price (OSP)” คือกลุ่มประเทศ OPEC รวมหัวกันกำหนดราคาน้ำมันกันเอง ทำให้ช่วงระยะเวลานี้ราคาน้ำมันดิบเพิ่มสูงขึ้นจาก $3 ต่อบาร์เรล เป็น $30 ต่อบาร์เรล ส่งผลทำให้อุปสงค์ หรือความต้องการน้ำมันดิบลดลงอย่างมาก เพราะราคาไม่ยุติธรรม ทำให้ส่วนแบ่งการตลาดของกลุ่ม OPEC จากเดิมที่เคยมีอยู่ 2 ใน 3 ลดลงเหลือ 1 ใน 3 เท่านั้น สุดท้ายกลุ่ม OPEC จึงต้องยกเลิกระบบ OSP ไปโดยปริยาย เพื่อรักษาส่วนแบ่งการตลาดที่ควรจะเป็น ทำให้ราคาน้ำมันดิบลดลงเหลือราวๆ $18 ต่อบาร์เรล

ต่อมาในช่วงปี 1986 – 1993 นั้นทางกลุ่ม OPEC ได้พยายามปรับเปลี่ยนการควบคุมตลาดน้ำมันด้วยวิธีการต่างๆ หลังจากวิธีการ OSP นั้นไม่ประสบความสำเร็จ ก็ใช้วิธีการควบคุมอัตราผลผลิตแทน เมื่อเวลาราคาน้ำมันสูงขึ้น ก็จะผลิตน้ำมันดิบออกมาเยอะๆเพื่อขายให้ได้เงินเยอะๆ พอราคาน้ำมันต่ำลงก็จะผลิตน้ำมันออกมาน้อยๆเพื่อเก็บรักษาปริมาณสำรองเอาไว้เพื่อควบคุมระดับราคาไม่ให้ตกต่ำมากไปกว่าเดิม ช่วงนี้ราคาน้ำมันดิบเบรนท์จะแกว่งตัวอยู่ในช่วง $14-21 ต่อบาร์เรล

ในช่วงกลางปี 1993 ก็ได้เกิดระบบโควต้า เพื่อทำให้ราคาน้ำมันดิบแข็งแกร่งและมีเสถียรภาพมากขึ้น โดยจะกำหนดปริมาณการผลิตของสมาชิก OPEC ในแต่ละประเทศที่เหมาะสมกับความต้องการของโลกและมีกำหนดการลดอัตราการผลิตน้ำมันดิบของแต่ละกลุ่มประเทศสมาชิกในขณะที่ราคาน้ำมันมีแนวโน้มที่จะตกต่ำ เพื่อรักษาราคาน้ำมันดิบให้อยู่ในระดับที่ต้องการ แต่แล้วในปี 1996 ก็เกิดวิกฤตการณ์ขาดแคลนน้ำมันดิบ ทำให้ราคาน้ำมันดิบเบรนท์สูงขึ้นไปถึงระดับ $25 ต่อบาร์เรล เนื่องจากการคว่ำบาตรประเทศอิรัก ความต้องการน้ำมันดิบของโลกยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โรงกลั่นหลายแห่งต้องปิดซ่อมบำรุง ทำให้กลุ่มประเทศ OPEC ต่างฝ่ายต่างเพิ่มอัตราการผลิตจนเกินโควต้าของตัวเอง ผนวกกับการเกิดเหตุการณ์ต้มยำกุ้งหรือวิกฤติเศรษฐกิจในประเทศไทยที่ทำให้เศรษฐกิจของโลกถอดถอย ทำให้ความต้องการน้ำมันลดลงอย่างมาก รวมถึงประเทศนอกกลุ่ม OPEC ก็เริ่มมีความสามารถในการผลิตน้ำมันดิบได้เองแล้ว ดังนั้นราคาน้ำมันดิบเบรนท์จึงตกต่ำลงไปถึง $11 ต่อบาร์เรล ทำให้หลุมน้ำมันหลายหลุมที่ต้นทุนสูงต้องหยุดการผลิตไปเลย

แต่แล้วในปี 2004 นั้นบทบาทของกลุ่ม OPEC ได้ถูกลดอิทธิพลโดยยักษ์ใหญ่แดนมังกร ประเทศจีน ที่ตั้งเป้าจะเป็นเจ้าภาพโอลิมปิก ปี 2008 นั้น ได้มีการกระตุ้นเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมครั้งใหญ่ ทำให้มีการเปิดตลาดแรงงานครั้งใหญ่ในประเทศจีน เพราะประเทศจีนได้เปรียบในด้านแรงงานราคาถูก ทำให้เกิดการผลิตครั้งใหญ่มหึมา มีความต้องการพลังงานสูงมาก ทำให้กลุ่ม OPEC ไม่สามารถรักษาเพดานราคาน้ำมันได้ ทั้งๆที่ผลิตน้ำมันเต็มกำลังการผลิตแล้วก็ยังไม่สามารถส่งออกน้ำมันดิบได้เพียงพอกับความต้องการของโลกรวมทั้งจีนได้ ทำให้ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ทะยานสูงสุดที่ $145 ต่อบาร์เรล ในเดือน กรกฎาคมปี 2008 เกิดส่วนแบ่งตลาดน้ำมันดิบจากประเทศนอกกลุ่ม OPEC มากมายที่สามารถพัฒนาแหล่งปิโตรเลียมในระดับราคานี้

ต่อมาได้เกิดเหตุการณ์วิกฤติเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกา หรือ แฮมเบอร์เกอร์ขึ้น ธุรกิจ อุตสาหกรรม และเศรษฐกิจชะลอตัวอย่างแรง ทำให้ความต้องการพลังงานของโลกลดลงอย่างมาก ราคาน้ำมันจึงดิ่งลงมาเหลือประมาณ $35 ต่อบาร์เรล เป็นจุดที่ทำให้ประเทศกลุ่ม OPEC กลับมามีบทบาทและอิทธิพลเหนือตลาดน้ำมันโลกอีกครั้ง และราคาน้ำมันดิบก็สูงขึ้นอยู่ในระดับประมาณ $95-100 ต่อบาร์เรล ตามความต้องการที่จะรักษาส่วนแบ่งตลาดของกลุ่ม OPEC ในปัจจุบัน

เนื่องจากน้ำมันดิบเป็นแหล่งพลังงานและวัตถุดิบหลักที่เป็นที่ต้องการของที่ประเทศในโลก จึงทำให้ประเทศในกลุ่ม OPEC มีอิทธิพลในด้านเศรษฐกิจและการเมืองของโลก ถ้าอยู่ๆวันนึงประเทศกลุ่ม OPEC นี้ไม่ปล่อยน้ำมันดิบออกมา จะมีผลต่อเศรษฐกิจของโลกในทันที อย่างไรก็ตาม การดำเนินการด้วยระบบโควต้าที่ยังใช้อยู่ในปัจจุบันนั้นกลับไม่ค่อยมีเอกภาพเท่าที่ควร เพราะสภาพของแต่ละประเทศไม่เหมือนกัน เช่นประเทศซาอุดิอาระเบีย คูเวต กาตาร์ และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ นั้นเป็นประเทศที่ร่ำรวยก็เลยสามารถปฏิบัติตามโควต้าได้อย่างเคร่งครัด ขณะที่ประเทศที่ยังยากจนอย่างประเทศไนจีเรีย รวมถึงประเทศที่มีปัญหาทางการเมืองและต้องการฟื้นฟูประเทศอย่าง ประเทศอิรัก ประเทศอิหร่าน ก็อาจจะมีการส่งออกเกินโควต้าเพื่อหารายได้เข้าประเทศเพิ่มเติม จึงทำให้เสถียรภาพของราคาน้ำมันดิบบางช่วงผันผวนและตกต่ำได้

จะเห็นได้ว่า จุดประสงค์หลักที่ผ่านมาของกลุ่มประเทศ OPEC ก็คือต้องการรักษาอำนาจต่อรองในการควบคุมและรักษาเสถียรภาพราคาน้ำมันดิบโลก เพื่อผลประโยชน์ของกลุ่มประเทศสมาชิกที่มีน้ำมันดิบเป็นสินค้าออกหลัก และเพื่อให้ประเทศในกลุ่มสมาชิกสามารถรักษาส่วนแบ่งการตลาดของโลกในระดับสูงและใช้เป็นอำนาจในการต่อรองเรียกร้องการเก็บผลประโยชน์ค่าภาคหลวงและภาษีในประเทศของตัวเองในอัตราที่สูงได้