14 คำถาม (อ่านแล้วลองถามใจตัวเองดู) ที่คนอวย คปพ. ต้องอ่าน
1. สมาชิกคปพ.แต่ละคนมีวุฒิการศึกษาอะไรบ้าง? มีใครเรียนจบด้านปิโตรเลียมหรือไม่? เคยทำงานในเอกชน/ภาครัฐ/ภาคการศึกษา ด้านปิโตรเลียมโดยตรง? ประสบการณ์กี่ปี? เคยทำการสำรวจ ประเมินปริมาณสำรอง สร้างแท่น เจาะหลุม ควบคุมการผลิต ที่แหล่งใดบ้าง?
2. สมาชิกคปพ.เคยบอกว่าไทยมีแหล่งขนาดใหญ่กว่าซาอุฯ คือแหล่งไหน? มีปริมาณสำรองเท่าไหร่? ทำไมบริษัทน้ำมันและกระทรวงไม่รู้ข้อมูลนี้เลย? ทำไมคนที่รู้ไม่ผลิตขึ้นมาขาย?
3. ที่เคยเสนอให้ไทยยึดสัมปทานคืนมาทำเองจะได้ใช้น้ำมันถูกๆแบบเวเนซูเอล่า วันนี้ยังยืนยันหรือไม่? เขาประสบความสำเร็จอย่างไร? ตอนนี้เจริญรุ่งเรืองขนาดไหน?
4. ทรัพย์สินที่แท้จริงของแปลงสัมปทานคืออะไร? แท่นและหลุมที่มีอยู่ หรือปริมาณสำรองใต้ดิน? เมื่อก๊าซใต้ดินหมด เอาหลุมกับแท่นไปทำอะไรได้บ้าง? ขายได้ราคาหรือไม่?
5. คปพ.บอกว่าไทยมีปิโตรเลียมมาก รัฐเรียกเก็บส่วนแบ่งน้อย บริษัทน้ำมันกำไรเยอะ ทำไมบริษัทใหญ่ๆถอนตัวจากการสำรวจและผลิตในประเทศไทย? BP Shell BG ถอนไปแล้วและ Chevron ก็กำลังประกาศขายการลงทุน ทำไมเขาไม่อยู่ตักตวงผลประโยชน์จากประเทศไทย?
6. ที่เสนอระบบจ้างผลิต มีประเทศใดเคยทำแล้วบ้าง? ขอบเขตการจ้างคืออะไร? กับพื้นที่ใด? จ่ายค่าจ้างอย่างไร? มีเงื่อนไขการลงทุนเพิ่มอย่างไร? ใครเป็นผู้รับจ้าง? ปัจจุบันยังดำเนินการอยู่หรือไม่?
7. ราคาก๊าซที่อเมริกาถูกกว่าไทยมาก จะนำมาใช้ได้อย่างไร? มีค่าใช้จ่ายเท่าไหร่? ทำสัญญาระยะยาวได้หรือไม่? ทำไมไม่มีใครนำเข้ามา?
8. ราคาก๊าซ LNG ตอนนี้ถูกกว่าก๊าซในอ่าวไทย เงินที่จ่ายเพื่อนำเข้ามีส่วนกลับมาไทยหรือไม่? ค่าซื้อก๊าซในอ่าวไทยคืนกลับมาเป็นค่าภาคหลวงและภาษีเท่าไหร่? เป็นการสร้างเศรษฐกิจจากอุตสาหกรรมสนับสนุนเท่าไหร่? เป็นการจ้างงานคนไทยเท่าไหร่? ตกลงนำเข้าหรือซื้อจากผู้ผลิตในประเทศดีกว่ากัน? ถ้าหยุดผลิตมีคนตกงานมากมาย จะให้เขามาขอเยียวยาจากคปพ.ดีไหม?
9. หากสัมปทานหมดอายุไม่มีความต่อเนื่องในการผลิต ก๊าซที่จะหายไปเป็นปีไหนบ้าง? ราคานำเข้า LNG มาทดแทนจะเป็นเท่าไหร่? ราคานำเข้า LNG สูงขึ้นจะทำอย่างไร? ค่าภาคหลวงและภาษีที่หายไปเกือบ 1 แสนล้านต่อปี จะหารายได้ที่ไหนมาแทน?
10. ตามแนวทางที่คปพ.เสนอ ถ้าไม่มีบริษัทรับจ้างผลิต เราจะทำอย่างไร? ถ้าไม่ลงทุนสร้างแท่นและเจาะหลุมเพิ่ม ทำยังไงจะผลิตต่อได้? เรามีอุปกรณ์ที่จะรับ LNG มากขนาดนั้นแล้วหรือยัง? ถ้าสร้างเพิ่ม ต้องลงทุนเท่าไหร่? ใช้เวลาเท่าไหร่? ถ้าสร้างคลังรับ LNG ไม่ทัน จะเอาก๊าซจากไหนมาแทน?
11. คปพ.ยกร่างพรบ.ปิโตรเลียม ตั้งตัวเองและพรรคพวกเข้าไปเป็นกรรมการกำกับกิจการปิโตรเลียมและกรรมการบรรษัทพลังงานแห่งชาติ มีอำนาจควบคุมและใช้จ่ายเงินรายได้จากทรัพยากรของชาติแบบเบ็ดเสร็จ เป็นความขัดแย้งทางผลประโยชน์ ชงเองกินเองหรือไม่? มีความรู้และประสบการณ์จากไหน? ได้รับเลือกตั้งหรือใครแต่งตั้งให้เป็นตัวแทนภาคประชาชน?
12. คปพ.ขู่ไม่รับ รธน.หาก สนช.ผ่านร่าง พ.ร.บ.ปิโตรเลียม มันเกี่ยวกันตรงไหน? เป็นการจับเอาร่างรัฐธรรมนูญเป็นตัวประกันใช่ไหม? เข้าข่ายผิดกม.ประชามติหรือไม่?
13. สมาชิกคปพ.ประกอบอาชีพอะไรบ้าง? มีรายได้เลี้ยงชีพอย่างไร? เคยแสดงทรัพย์สินต่อปปช.หรือสาธารณะหรือไม่? เคยสร้างผลงานและประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานอย่างไร? เคยถูกปลดหรืออกจากงานหรือไม่? ได้เงินทุนมาดำเนินการรณรงค์เรื่องต่างๆจากที่ใด?
14. สมาชิกคปพ.ถูกฟ้องร้องดำเนินคดีใดบ้าง? เรื่องกำลังอยู่ในศาลกี่คดี? มีใครถูกตัดสินความผิดแล้วบ้าง? และถูกลงโทษอย่างไร?
Showing posts with label ประมูล. Show all posts
Showing posts with label ประมูล. Show all posts
โต้กลับประเด็นที่คนบางกลุ่มเข้าใจเรื่องพลังงาน
อาทิตย์ที่ผ่านมาประเด็นพลังงาน ที่ร้อนแรงสุดคงหนีไม่พ้น มติ กพช. ที่ให้มีการประมูลแปลงที่สิ้นอายุลงของแหล่งก๊าซธรรมชาติของไทย มีหลายประเด็นที่น่าจะสับสน และ ยังไม่ได้รับการนำเสนอ
เมื่อหมดอายุสัมปทานตามกฎหมาย อุปกรณ์ต่างๆ รวมถึง แท่นขุดเจาะและเครื่องจักร ตลอดจนปิโตรเลียมที่เหลืออยู่จะต้องตกเป็นของรัฐ 100 เปอร์เซ็นต์ โดยที่รัฐไม่ต้องลงทุนทรัพย์สินเหล่านี้อีก ประเด็นนี้ถ้ามองในมุมของการเอาไปใช้ต่อต้องดูว่า ทรัพย์สินเหล่านี้ใช้ต่อคุ้มค่าหรือไม่ อย่าลืมว่า ทรัพย์สินเหล่านี้มีอายุการใช้งานและต้องมีการบำรุงรักษา หากส่งมอบให้รัฐ หรือหากบริษัทที่รับต่อไปแล้วไม่คุ้มค่า ผลสุดท้ายก็ต้องรื้อถอนออก ซึ่งต้องมีเงื่อนไขที่ชัดเจนในการจะเก็บหรือว่าจะรื้อถอน เพราะจะเป็นทั้งต้นทุนและสะท้อนถึงความต่อเนื่องของก๊าซที่จะผลิตออกมา
ประการถัดมา มีการเรียกร้องให้ใช้ระบบจ้างผลิต (อันนี้ทาง กพช ยังไม่ได้ข้อสรุป และระบบนี้หน้าตาเป็นอย่างไรก็ยังไม่มีใครทราบ ดีแต่เรียกร้องว่าอยากได้ระบบนี้) ระบบรับจ้างผลิต มักใช้กับประเทศในตะวันออกกลาง ที่มีแหล่งผลิตขนาดใหญ่ ความเสี่ยงต่ำ จูงใจให้เกิดการแข่งขัน แต่แหล่งเอราวัณและบงกช ที่เป็นแหล่งกระเปาะเล็กๆ ความเสี่ยงสูงกว่า หากใช้ระบบรับจ้างผลิต ก็จะมีเฉพาะรายเดิมที่เสนอตัวเข้ามา แต่รัฐต้องสร้างแรงจูงใจ ด้วยค่าจ้างที่สูงขึ้น (ต้องแลกด้วยปริมาณก๊าซจำนวนมาก และราคาสูง และให้เอกชนสามารถนำปริมาณสำรองมาบันทึกเป็นมูลค่าทางบัญชีหรือ book value ของบริษัทได้ด้วย) โดยจะขอยกกรณีของประเทศ โบลิเวีย
- โบลิเวียมีการเรียกร้องให้จัดเก็บผลประโยชน์ตอบแทนให้รัฐในอัตราที่สูงมากกว่าเดิมมากจาก 50% มาเป็น 82% ของมูลค่าปิโตรเลียมนั้น ทำให้ส่งผลต่อความสามารถในการกำไรจากการพัฒนาและผลิตก๊าซธรรมชาติของบางแหล่งที่ถูกค้นพบแล้วลดลง กล่าวคือทำให้มีต้นทุนสูงขึ้น บริษัทเอกชนได้ส่วนแบ่งน้อยลง ทำให้ปริมาณทรัพยากรบางส่วนไม่สามารถผลิตขึ้นมาให้คุ้มทุนได้แบบแต่ก่อน จึงถูกตัดออกไปไม่นับเป็นปริมาณสำรอง แต่ก๊าซส่วนนั้นก็ยังคงอยู่ใต้ดินไม่หายไปไหนแค่ผลิตขึ้นมาให้คุ้มค่าในเชิงพาณิชย์ไม่ได้เท่านั้น
- ประเทศโบลีเวียมีการพึ่งพาการส่งออกก๊าซธรรมชาติไปยังประเทศบราซิล และ ประเทศอาร์เจนติน่า เพราะยังคงมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อบริษัท Petrobas ของบราซิล และ Repsol-YPF ของสเปนและอาร์เจนติน่า ทำให้ยังคงมีการผลิตและส่งออกก๊าซธรรมชาติอยู่ตลอดมา ปริมาณสำรองส่วนที่ถูกผลิตออกไปก็จะลดลงไปเรื่อยๆ
- การที่รัฐบาลโมราเลสไปยึดสัมปทานเมื่อปี 2006 นั้น ทำให้บริษัทต่างชาติหมดความเชื่อมั่นและหมดความสนใจที่จะมาลงทุนในประเทศโบลีเวียอีกต่อไป โดยเฉพาะธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียม ทำให้ที่ผ่านมาโดยช่วงปี 2011 มีการสำรวจและขุดเจาะหลุมสำรวจปิโตรเลียมเพียงแค่ 1 หลุมเท่านั้น ในขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านอย่าง โคลอมเบียขุดเจาะหลุมสำรวจไป 61 หลุม บราซิล 300 หลุม อาร์เจนติน่า 600 หลุม จึงไม่ได้มีการค้นพบแหล่งก๊าซธรรมชาติแหล่งใหม่ๆ เพื่อทดแทนปริมาณสำรองที่ถูกผลิตออกไป
เรื่องราคา ก๊าซธรรมชาติเหลว(LNG) ที่ไปหยิบเอาราคาของ Henry Hub มาใช้ ซึ่งคิดว่าเป็นการเข้าใจผิด ถ้าจะหยิบราคาก๊าซที่ Henry Hub มาใช้ ต้องหาท่อต่อมาลงที่ประเทศไทยด้วย ไม่ใช่ไปหยิบราคาเอาแหล่งก๊าซที่ถูกที่สุดมานำเสนอ และไม่บอกด้วยว่า ประชาชนที่ใช้ราคา Herry Hub นั้น เค้าไม่ได้ใช้ราคาก๊าซถูกๆ ที่ปากหลุม เค้าใช้แพงกว่าราคาปากหลุมอยู่ 3-4 เท่า ส่วนประเทศไทยเรา ที่นำเข้ามาเพื่อผลิตไฟฟ้านั้น มีราคาต่ำกว่าก๊าซธรรมชาติในประเทศที่ได้จากระบบสัมปทานที่ใช้อยู่ ณ ปัจจุบัน ซึ่งไม่ทำให้ค่าไฟฟ้าแพงขึ้น ก็เป็นความจริงเฉพาะบางส่วน เท่านั้น เพราะการอ้างอิงราคาLNG ที่คปพ.อ้างถึง4-5เหรียญสหรัฐต่อล้านบีทียู นั้น เป็นราคาตลาดจร (Spot Market) ที่มีปริมาณจำกัดและเป็นราคาที่เกิดขึ้นเพียงบางช่วงบางตอนเท่านั้น ถ้าย้อนไปดูเมื่อ3-5ปีที่ผ่านมา LNG เคยขึ้นไปถึง 15 เหรียญสหรัฐต่อล้านบีทียู ซึ่งแพงกว่าก๊าซจากอ่าวไทยมาก ถามคปพ.ว่า ถ้าต้องนำเข้าLNG ประมาณปีละ7ล้านตัน เพื่อทดแทนก๊าซที่จะหายไปจากระบบ เราจะไปซื้อ LNG ราคาต่ำได้ที่ไหน ใครจะขายให้เรา และขายให้นานแค่ไหน และอย่างลืมว่า เราซื้อก๊าซธรรมชาติต้องใช้เงินสกุลดอลล่าห์ ยามที่ค่าเงินบาทอ่อนลง ก็ส่งผลให้ราคาก๊าซธรรมชาติแพงขึ้นด้วยเช่นกัน นอกจากนี้ก๊าซอ่าวไทย ยังเป็นก๊าซที่มีประโยชน์ต่ออุตสาหกรรมปิโตรเคมี ที่ช่วยขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจของประเทศ และทำให้รัฐมีรายได้จากค่าภาคหลวง และภาษีเงินได้ปิโตรเลียม ในขณะที่ LNG ไม่ได้สร้างประโยชน์ให้กับรัฐในส่วนนี้
ส่วนถัดมาเรื่อง บอกว่า คุณเข้าใจถูกแล้ว คนไทยมีความรู้ความสามารถ อย่าง ปตท.สผ. เป็นบริษัทของคนไทยที่มีความรู้ความสามารถในการสำรวจและผลิตปิโตรเลียม ทั้งในและต่างประเทศ ก็เป็นความจริงเพียงบางส่วนแต่ก็ต้องมองถึงเรื่องศักยภาพทางธรณีที่อยู่ใต้ดินมันต้องการทั้งความชำนาญในพื้นที่และความสามารถ มิเช่นนั้น ประเทศต่างๆ จะให้บริษัทต่างชาติมาร่วมทุนทำไม และการที่จะให้ ปตท.สผ. ต้องมาแบกรับความเสี่ยงจากการขุดเจาะสำรวจบริษัทเดียวมันออกจะเห็นแก่ตัวไปหน่อย (และถ้าทำได้จริง จะโดนหาว่าผูกขาดพลังงานเพิ่มเติมหรือไม่?)เพราะในข้อเท็จจริง ในอุตสาหกรรมสำรวจและผลิตปิโตรเลียมนั้น ปตท.สผ. ก็ไม่สามารถที่จะรับความเสี่ยงโดยถือหุ้น 100% โดยบทบาทของ ปตท.สผ. นั้นเป็นบทบาทของ Investor และ Operator โดยคุณเสนอมาอีกให้ตั้ง บรรษัทพลังงานแห่งชาติ (เสนอมาหลายรอบแล้ว ทั้งที่มีหน่วยงานอื่นที่ทำหน้าที่นี้ และปัญหาที่ต่อมาคือ ใคร ดูแล ดูแล อย่างไร ในเมื่อถ้ามี กฎหมาย ชัดเจน มีรูปแบบแล้ว กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติก็ดูแลอยู่ ไม่ทราบว่าจัดตั้งองค์กรใหม่ให้เปลืองงบประมาณทำไม หรืออยากมานั่งบริหาร?)
ประการสุดท้าย กรณีที่นายก กล่าวว่าประเทศเพื่อนบ้านมีราคาพลังงานถูกกว่าประเทศไทยนั้น เพราะมีเงินอุดหนุนในการตรึงราคาให้ต่ำกว่าความเป็นจริง ก็เป็นความเข้าใจที่ถูกต้องส่วนนึง และการที่บอกว่า มาเลเซียน้ำมันถูกเพราะมีรัฐวิสาหกิจอย่างปิโตรนาสอยู่ทำให้น้ำมันถูกก็ไม่ได้เป็นความจริง เพราะถ้าอยากให้น้ำมันถูกแบบประเทศเพื่อนบ้าน ก็ให้รัฐเอาเงินมาอุดหนุน รวมถึงการไม่จัดเก็บภาษีในสินค้าประเภทเชื้อเพลิง รวมไปถึงลดมาตรฐานน้ำมันลงให้เหมือนประเทศเพื่อนบ้าน (คราวนี้ไม่สนใจเรื่องสิ่งแวดล้อมกันแล้ว?) รวมถึงมาเลเซียสินค้าส่งออกคือประเภทสินค้าประเภทน้ำมัน ในปีที่ผ่านมา ราคาน้ำมันตกต่ำลง รัฐบาลมาเลเซียได้ลดงบการศึกษาลงแล้วด้วยซ้ำ
ดังนั้นแล้ว ยิ่งเวลานานล่าช้าออกไปเท่าใด อำนาจต่อรองของรัฐในการกำหนดท่าทีและเงื่อนไขของรัฐจะลดน้อยลง ต้องรอให้อัตราการผลิต/ลงทุนหายไปก่อนหรือไงจึงจะเชื่อว่าเราเข้าสู่วิกฤติ ด้านพลังงานก๊าซธรรมชาติแล้ว ส่วนกลุ่มคนบางส่วนจะพูดอะไรก็ได้โดยไม่ต้องรับผิดชอบอะไรกับคำพูดของตน ใช้วาทะโวหาร สร้างภาพชาตินิยมสุดโต่ง หากหลงตามพวกนี้ อนาคตประเทศก็คงจะขัดสนแร้นแค้น ถอยหลังลงคลองเหมือนเวเนซูเอล่า หรือโบลิเวีย เราต้องการให้เป็นแบบนั้นจริงๆ หรือ?
เมื่อหมดอายุสัมปทานตามกฎหมาย อุปกรณ์ต่างๆ รวมถึง แท่นขุดเจาะและเครื่องจักร ตลอดจนปิโตรเลียมที่เหลืออยู่จะต้องตกเป็นของรัฐ 100 เปอร์เซ็นต์ โดยที่รัฐไม่ต้องลงทุนทรัพย์สินเหล่านี้อีก ประเด็นนี้ถ้ามองในมุมของการเอาไปใช้ต่อต้องดูว่า ทรัพย์สินเหล่านี้ใช้ต่อคุ้มค่าหรือไม่ อย่าลืมว่า ทรัพย์สินเหล่านี้มีอายุการใช้งานและต้องมีการบำรุงรักษา หากส่งมอบให้รัฐ หรือหากบริษัทที่รับต่อไปแล้วไม่คุ้มค่า ผลสุดท้ายก็ต้องรื้อถอนออก ซึ่งต้องมีเงื่อนไขที่ชัดเจนในการจะเก็บหรือว่าจะรื้อถอน เพราะจะเป็นทั้งต้นทุนและสะท้อนถึงความต่อเนื่องของก๊าซที่จะผลิตออกมา
ประการถัดมา มีการเรียกร้องให้ใช้ระบบจ้างผลิต (อันนี้ทาง กพช ยังไม่ได้ข้อสรุป และระบบนี้หน้าตาเป็นอย่างไรก็ยังไม่มีใครทราบ ดีแต่เรียกร้องว่าอยากได้ระบบนี้) ระบบรับจ้างผลิต มักใช้กับประเทศในตะวันออกกลาง ที่มีแหล่งผลิตขนาดใหญ่ ความเสี่ยงต่ำ จูงใจให้เกิดการแข่งขัน แต่แหล่งเอราวัณและบงกช ที่เป็นแหล่งกระเปาะเล็กๆ ความเสี่ยงสูงกว่า หากใช้ระบบรับจ้างผลิต ก็จะมีเฉพาะรายเดิมที่เสนอตัวเข้ามา แต่รัฐต้องสร้างแรงจูงใจ ด้วยค่าจ้างที่สูงขึ้น (ต้องแลกด้วยปริมาณก๊าซจำนวนมาก และราคาสูง และให้เอกชนสามารถนำปริมาณสำรองมาบันทึกเป็นมูลค่าทางบัญชีหรือ book value ของบริษัทได้ด้วย) โดยจะขอยกกรณีของประเทศ โบลิเวีย
- โบลิเวียมีการเรียกร้องให้จัดเก็บผลประโยชน์ตอบแทนให้รัฐในอัตราที่สูงมากกว่าเดิมมากจาก 50% มาเป็น 82% ของมูลค่าปิโตรเลียมนั้น ทำให้ส่งผลต่อความสามารถในการกำไรจากการพัฒนาและผลิตก๊าซธรรมชาติของบางแหล่งที่ถูกค้นพบแล้วลดลง กล่าวคือทำให้มีต้นทุนสูงขึ้น บริษัทเอกชนได้ส่วนแบ่งน้อยลง ทำให้ปริมาณทรัพยากรบางส่วนไม่สามารถผลิตขึ้นมาให้คุ้มทุนได้แบบแต่ก่อน จึงถูกตัดออกไปไม่นับเป็นปริมาณสำรอง แต่ก๊าซส่วนนั้นก็ยังคงอยู่ใต้ดินไม่หายไปไหนแค่ผลิตขึ้นมาให้คุ้มค่าในเชิงพาณิชย์ไม่ได้เท่านั้น
- ประเทศโบลีเวียมีการพึ่งพาการส่งออกก๊าซธรรมชาติไปยังประเทศบราซิล และ ประเทศอาร์เจนติน่า เพราะยังคงมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อบริษัท Petrobas ของบราซิล และ Repsol-YPF ของสเปนและอาร์เจนติน่า ทำให้ยังคงมีการผลิตและส่งออกก๊าซธรรมชาติอยู่ตลอดมา ปริมาณสำรองส่วนที่ถูกผลิตออกไปก็จะลดลงไปเรื่อยๆ
- การที่รัฐบาลโมราเลสไปยึดสัมปทานเมื่อปี 2006 นั้น ทำให้บริษัทต่างชาติหมดความเชื่อมั่นและหมดความสนใจที่จะมาลงทุนในประเทศโบลีเวียอีกต่อไป โดยเฉพาะธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียม ทำให้ที่ผ่านมาโดยช่วงปี 2011 มีการสำรวจและขุดเจาะหลุมสำรวจปิโตรเลียมเพียงแค่ 1 หลุมเท่านั้น ในขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านอย่าง โคลอมเบียขุดเจาะหลุมสำรวจไป 61 หลุม บราซิล 300 หลุม อาร์เจนติน่า 600 หลุม จึงไม่ได้มีการค้นพบแหล่งก๊าซธรรมชาติแหล่งใหม่ๆ เพื่อทดแทนปริมาณสำรองที่ถูกผลิตออกไป
เรื่องราคา ก๊าซธรรมชาติเหลว(LNG) ที่ไปหยิบเอาราคาของ Henry Hub มาใช้ ซึ่งคิดว่าเป็นการเข้าใจผิด ถ้าจะหยิบราคาก๊าซที่ Henry Hub มาใช้ ต้องหาท่อต่อมาลงที่ประเทศไทยด้วย ไม่ใช่ไปหยิบราคาเอาแหล่งก๊าซที่ถูกที่สุดมานำเสนอ และไม่บอกด้วยว่า ประชาชนที่ใช้ราคา Herry Hub นั้น เค้าไม่ได้ใช้ราคาก๊าซถูกๆ ที่ปากหลุม เค้าใช้แพงกว่าราคาปากหลุมอยู่ 3-4 เท่า ส่วนประเทศไทยเรา ที่นำเข้ามาเพื่อผลิตไฟฟ้านั้น มีราคาต่ำกว่าก๊าซธรรมชาติในประเทศที่ได้จากระบบสัมปทานที่ใช้อยู่ ณ ปัจจุบัน ซึ่งไม่ทำให้ค่าไฟฟ้าแพงขึ้น ก็เป็นความจริงเฉพาะบางส่วน เท่านั้น เพราะการอ้างอิงราคาLNG ที่คปพ.อ้างถึง4-5เหรียญสหรัฐต่อล้านบีทียู นั้น เป็นราคาตลาดจร (Spot Market) ที่มีปริมาณจำกัดและเป็นราคาที่เกิดขึ้นเพียงบางช่วงบางตอนเท่านั้น ถ้าย้อนไปดูเมื่อ3-5ปีที่ผ่านมา LNG เคยขึ้นไปถึง 15 เหรียญสหรัฐต่อล้านบีทียู ซึ่งแพงกว่าก๊าซจากอ่าวไทยมาก ถามคปพ.ว่า ถ้าต้องนำเข้าLNG ประมาณปีละ7ล้านตัน เพื่อทดแทนก๊าซที่จะหายไปจากระบบ เราจะไปซื้อ LNG ราคาต่ำได้ที่ไหน ใครจะขายให้เรา และขายให้นานแค่ไหน และอย่างลืมว่า เราซื้อก๊าซธรรมชาติต้องใช้เงินสกุลดอลล่าห์ ยามที่ค่าเงินบาทอ่อนลง ก็ส่งผลให้ราคาก๊าซธรรมชาติแพงขึ้นด้วยเช่นกัน นอกจากนี้ก๊าซอ่าวไทย ยังเป็นก๊าซที่มีประโยชน์ต่ออุตสาหกรรมปิโตรเคมี ที่ช่วยขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจของประเทศ และทำให้รัฐมีรายได้จากค่าภาคหลวง และภาษีเงินได้ปิโตรเลียม ในขณะที่ LNG ไม่ได้สร้างประโยชน์ให้กับรัฐในส่วนนี้
ส่วนถัดมาเรื่อง บอกว่า คุณเข้าใจถูกแล้ว คนไทยมีความรู้ความสามารถ อย่าง ปตท.สผ. เป็นบริษัทของคนไทยที่มีความรู้ความสามารถในการสำรวจและผลิตปิโตรเลียม ทั้งในและต่างประเทศ ก็เป็นความจริงเพียงบางส่วนแต่ก็ต้องมองถึงเรื่องศักยภาพทางธรณีที่อยู่ใต้ดินมันต้องการทั้งความชำนาญในพื้นที่และความสามารถ มิเช่นนั้น ประเทศต่างๆ จะให้บริษัทต่างชาติมาร่วมทุนทำไม และการที่จะให้ ปตท.สผ. ต้องมาแบกรับความเสี่ยงจากการขุดเจาะสำรวจบริษัทเดียวมันออกจะเห็นแก่ตัวไปหน่อย (และถ้าทำได้จริง จะโดนหาว่าผูกขาดพลังงานเพิ่มเติมหรือไม่?)เพราะในข้อเท็จจริง ในอุตสาหกรรมสำรวจและผลิตปิโตรเลียมนั้น ปตท.สผ. ก็ไม่สามารถที่จะรับความเสี่ยงโดยถือหุ้น 100% โดยบทบาทของ ปตท.สผ. นั้นเป็นบทบาทของ Investor และ Operator โดยคุณเสนอมาอีกให้ตั้ง บรรษัทพลังงานแห่งชาติ (เสนอมาหลายรอบแล้ว ทั้งที่มีหน่วยงานอื่นที่ทำหน้าที่นี้ และปัญหาที่ต่อมาคือ ใคร ดูแล ดูแล อย่างไร ในเมื่อถ้ามี กฎหมาย ชัดเจน มีรูปแบบแล้ว กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติก็ดูแลอยู่ ไม่ทราบว่าจัดตั้งองค์กรใหม่ให้เปลืองงบประมาณทำไม หรืออยากมานั่งบริหาร?)
ประการสุดท้าย กรณีที่นายก กล่าวว่าประเทศเพื่อนบ้านมีราคาพลังงานถูกกว่าประเทศไทยนั้น เพราะมีเงินอุดหนุนในการตรึงราคาให้ต่ำกว่าความเป็นจริง ก็เป็นความเข้าใจที่ถูกต้องส่วนนึง และการที่บอกว่า มาเลเซียน้ำมันถูกเพราะมีรัฐวิสาหกิจอย่างปิโตรนาสอยู่ทำให้น้ำมันถูกก็ไม่ได้เป็นความจริง เพราะถ้าอยากให้น้ำมันถูกแบบประเทศเพื่อนบ้าน ก็ให้รัฐเอาเงินมาอุดหนุน รวมถึงการไม่จัดเก็บภาษีในสินค้าประเภทเชื้อเพลิง รวมไปถึงลดมาตรฐานน้ำมันลงให้เหมือนประเทศเพื่อนบ้าน (คราวนี้ไม่สนใจเรื่องสิ่งแวดล้อมกันแล้ว?) รวมถึงมาเลเซียสินค้าส่งออกคือประเภทสินค้าประเภทน้ำมัน ในปีที่ผ่านมา ราคาน้ำมันตกต่ำลง รัฐบาลมาเลเซียได้ลดงบการศึกษาลงแล้วด้วยซ้ำ
ดังนั้นแล้ว ยิ่งเวลานานล่าช้าออกไปเท่าใด อำนาจต่อรองของรัฐในการกำหนดท่าทีและเงื่อนไขของรัฐจะลดน้อยลง ต้องรอให้อัตราการผลิต/ลงทุนหายไปก่อนหรือไงจึงจะเชื่อว่าเราเข้าสู่วิกฤติ ด้านพลังงานก๊าซธรรมชาติแล้ว ส่วนกลุ่มคนบางส่วนจะพูดอะไรก็ได้โดยไม่ต้องรับผิดชอบอะไรกับคำพูดของตน ใช้วาทะโวหาร สร้างภาพชาตินิยมสุดโต่ง หากหลงตามพวกนี้ อนาคตประเทศก็คงจะขัดสนแร้นแค้น ถอยหลังลงคลองเหมือนเวเนซูเอล่า หรือโบลิเวีย เราต้องการให้เป็นแบบนั้นจริงๆ หรือ?
'บิ๊กตู่' จี้ คปพ. รับผิดชอบหากคนไทยต้องซื้อก๊าซแพง
'บิ๊กตู่' จี้ คปพ. รับผิดชอบหากคนไทยต้องซื้อก๊าซแพง
เมื่อวันที่ 3 มิ.ย. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวในรายการ “คืนความสุขให้คนในชาติ” ตอนหนึ่งเกี่ยวกับกรณีที่ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.) อนุมัติแนวทางบริหารจัดการแหล่งสัมปทานปิโตรเลียมที่จะหมดอายุในปี 2565-2566 ได้แก่ แหล่งบงกช และแหล่งเอราวัณ ว่า เป็นแหล่งก๊าซที่สำคัญในประเทศ แต่ปริมาณไม่มาก ได้อีกไม่กี่ปี ถ้าหมดสัมปทานไปแล้วและไม่มีการทำต่อเลย อาจจะหมดในระยะต่อไป แต่ถ้าระหว่างนี้เราต่ออะไรกันไม่ได้สักอย่าง สัมปทานก็ไม่ได้ ประมูลก็ไม่เอา แล้วจะไปขุดเจาะเองบริษัทยังไม่มี เครื่องมือสักชิ้นยังไม่มีเลย เขาหมดอายุก็ไล่เขาออกไปให้หมด มันไล่ไม่ได้ เรายังไม่เข้มแข็งเพียงพอ ขอถามว่าถ้าหายไปกว่า 2 ล้านล้านลูกบาศก์เมตร ก๊าซอันนี้คือก๊าซที่ใช้ในประเทศก็ต้องไปซื้อข้างนอกมาเพิ่ม วันนี้หลายประเทศเขาปิดท่อบ้าง ขายลดลงบ้าง แล้วจะเอาก๊าซที่ไหนใช้ พลังงานจะมาจากไหน จะมาบอกว่าขุดเอง ใช้เอง กำหนดราคาเอง โดยไม่ต้องถูกควบคุมเลยราคาโลกหรือ เพราะทุกประเทศขุดเจาะมาแล้วมาขายในราคาตลาดโลก เพียงแต่ว่าที่คนเขาใช้ได้ถูกเพราะประเทศเขาเอาเงินอุดหนุนใส่เข้าไป
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวต่อว่า มาบอกว่าเรามีก๊าซเยอะ ถ้าเยอะเขามารุมเจาะแล้ว ไม่ต้องมาจ้าง เขามีข้อมูลทั้งโลกว่าตรงไหนยังไง ไม่ใช่ว่าพูดส่งเดช ในประเทศไทยแหล่งก๊าซ แหล่งน้ำมัน เป็นกระเปาะ ๆ เล็ก ๆ จะขุดเองให้สิ้นเปลืองทำไมลงทุนสูง แต่ละหลุม แต่ละบ่อใช้เงินเป็นพัน ๆ ล้านบาท ถ้าเจาะไปแล้วไม่เจอถึงต้องเจาะ 10 ปี 20 ปีตรงนี้คือสัมปทาน วันนี้ต้องเข้าใจกัน บอกว่าเราจะไม่ให้เจรจา ไม่ต่อสัมปทาน แล้วไปประมูลเดี๋ยวก็หาว่าเอื้อประโยชน์อีก ทางเครือข่ายประชาชนปฏิรูปพลังงานไทย (คปพ.) จะให้ทำอะไร วันหน้าประกาศไว้เลย ถ้าทำอะไรไม่ได้ แหล่งบงกช กับแหล่งเอราวัณ คปพ.กรุณามารับผิดชอบด้วย ประชาชนก็ไปเล่นงานเอาแล้วกัน เพราะเขาเป็นคนทำให้ท่านต้องซื้อก๊าซแพงขึ้น เพราะต้องไปซื้อต่างประเทศมาผลิตมากขึ้น คิดบ้างหรือเปล่า
“ผมมีเวลา 1 ปีเท่านั้นที่เขาจะลงทุน หรือไม่ลงทุน ปีหน้าผมถามท่านตั้งบริษัทขุดเจาะน้ำมันเองทันไหม มีเทคนิเชียลพอไหม ก็ไม่มีทั้งนั้น เพราะไม่เคยเตรียมไว้เลย แต่อาจจะถูกก็ได้ที่ไม่เตรียมอะไร เพราะแหล่งพลังงานเราน้อย ลงทุนพวกนี้อาจจะไม่คุ้ม ต้องมามองปัญหาของเราด้วย หลายคนต้องการน้ำ แต่สร้างเขื่อนไม่ได้ หลายคนต้องการแก๊ส แต่ขุดเจาะไม่ได้ หลายคนต้องการพลังงานสะอาด แต่ไม่ให้สร้าง หลายคนอยากสะอาด ไม่ต้องการให้มีขยะ แต่สร้างโรงขยะไม่ได้ แล้วจะไปยังไงล่ะกลับมาโทษว่ารัฐบาลทำอะไรไม่สำเร็จ นี่ไงความไม่เข้าใจ อยู่ที่อะไร การรับรู้ ใช่ไหม การเรียนรู้ จิตสำนึก เยอะแยะไปหมด คนเลวก็เยอะ ที่ชักชวนให้เสียหายอยู่วันนี้”นายกรัฐมนตรี กล่าว.
เมื่อวันที่ 3 มิ.ย. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวในรายการ “คืนความสุขให้คนในชาติ” ตอนหนึ่งเกี่ยวกับกรณีที่ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.) อนุมัติแนวทางบริหารจัดการแหล่งสัมปทานปิโตรเลียมที่จะหมดอายุในปี 2565-2566 ได้แก่ แหล่งบงกช และแหล่งเอราวัณ ว่า เป็นแหล่งก๊าซที่สำคัญในประเทศ แต่ปริมาณไม่มาก ได้อีกไม่กี่ปี ถ้าหมดสัมปทานไปแล้วและไม่มีการทำต่อเลย อาจจะหมดในระยะต่อไป แต่ถ้าระหว่างนี้เราต่ออะไรกันไม่ได้สักอย่าง สัมปทานก็ไม่ได้ ประมูลก็ไม่เอา แล้วจะไปขุดเจาะเองบริษัทยังไม่มี เครื่องมือสักชิ้นยังไม่มีเลย เขาหมดอายุก็ไล่เขาออกไปให้หมด มันไล่ไม่ได้ เรายังไม่เข้มแข็งเพียงพอ ขอถามว่าถ้าหายไปกว่า 2 ล้านล้านลูกบาศก์เมตร ก๊าซอันนี้คือก๊าซที่ใช้ในประเทศก็ต้องไปซื้อข้างนอกมาเพิ่ม วันนี้หลายประเทศเขาปิดท่อบ้าง ขายลดลงบ้าง แล้วจะเอาก๊าซที่ไหนใช้ พลังงานจะมาจากไหน จะมาบอกว่าขุดเอง ใช้เอง กำหนดราคาเอง โดยไม่ต้องถูกควบคุมเลยราคาโลกหรือ เพราะทุกประเทศขุดเจาะมาแล้วมาขายในราคาตลาดโลก เพียงแต่ว่าที่คนเขาใช้ได้ถูกเพราะประเทศเขาเอาเงินอุดหนุนใส่เข้าไป
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวต่อว่า มาบอกว่าเรามีก๊าซเยอะ ถ้าเยอะเขามารุมเจาะแล้ว ไม่ต้องมาจ้าง เขามีข้อมูลทั้งโลกว่าตรงไหนยังไง ไม่ใช่ว่าพูดส่งเดช ในประเทศไทยแหล่งก๊าซ แหล่งน้ำมัน เป็นกระเปาะ ๆ เล็ก ๆ จะขุดเองให้สิ้นเปลืองทำไมลงทุนสูง แต่ละหลุม แต่ละบ่อใช้เงินเป็นพัน ๆ ล้านบาท ถ้าเจาะไปแล้วไม่เจอถึงต้องเจาะ 10 ปี 20 ปีตรงนี้คือสัมปทาน วันนี้ต้องเข้าใจกัน บอกว่าเราจะไม่ให้เจรจา ไม่ต่อสัมปทาน แล้วไปประมูลเดี๋ยวก็หาว่าเอื้อประโยชน์อีก ทางเครือข่ายประชาชนปฏิรูปพลังงานไทย (คปพ.) จะให้ทำอะไร วันหน้าประกาศไว้เลย ถ้าทำอะไรไม่ได้ แหล่งบงกช กับแหล่งเอราวัณ คปพ.กรุณามารับผิดชอบด้วย ประชาชนก็ไปเล่นงานเอาแล้วกัน เพราะเขาเป็นคนทำให้ท่านต้องซื้อก๊าซแพงขึ้น เพราะต้องไปซื้อต่างประเทศมาผลิตมากขึ้น คิดบ้างหรือเปล่า
“ผมมีเวลา 1 ปีเท่านั้นที่เขาจะลงทุน หรือไม่ลงทุน ปีหน้าผมถามท่านตั้งบริษัทขุดเจาะน้ำมันเองทันไหม มีเทคนิเชียลพอไหม ก็ไม่มีทั้งนั้น เพราะไม่เคยเตรียมไว้เลย แต่อาจจะถูกก็ได้ที่ไม่เตรียมอะไร เพราะแหล่งพลังงานเราน้อย ลงทุนพวกนี้อาจจะไม่คุ้ม ต้องมามองปัญหาของเราด้วย หลายคนต้องการน้ำ แต่สร้างเขื่อนไม่ได้ หลายคนต้องการแก๊ส แต่ขุดเจาะไม่ได้ หลายคนต้องการพลังงานสะอาด แต่ไม่ให้สร้าง หลายคนอยากสะอาด ไม่ต้องการให้มีขยะ แต่สร้างโรงขยะไม่ได้ แล้วจะไปยังไงล่ะกลับมาโทษว่ารัฐบาลทำอะไรไม่สำเร็จ นี่ไงความไม่เข้าใจ อยู่ที่อะไร การรับรู้ ใช่ไหม การเรียนรู้ จิตสำนึก เยอะแยะไปหมด คนเลวก็เยอะ ที่ชักชวนให้เสียหายอยู่วันนี้”นายกรัฐมนตรี กล่าว.
สัมปทานสิ้นอายุ ใครเป็นผู้รับผิดชอบที่แท้จริง
เร็วๆ นี้ กพช. ได้มีบทสรุปถึงการบริหารจัดแหล่งก๊าซธรรมชาติที่จะหมดอายุของ ปตท.สผ. และ เชพรอน ไม่ได้ต่ออายุให้ผู้ผลิตรายเดิม และ เป็นไปตามข้อกฎหมายกำหนด จึงต้องเปิดให้มีการประมูล ควบคู่ไปกับการดำเนินการแก้ไขกฎหมาย ซึ่งมีกระบวนการที่ต้องใช้เวลาแต่ยังไม่มีความชัดเจนในเรื่องของระบบใดจะใช้ในการบริหารจัดการนี้ โดยมีทางเลือกได้แก่ PSC (แบ่งปันผลผลิต), จ้างผลิต, รวมไปถึง การใช้ระบบสัมปทานเดิม (Thailand III) (โดยมีเงื่อนไขเพิ่มผลประโยชน์ที่รัฐจะได้รับเพิ่มจากเดิม) ซึ่งในทางปฎิบัติเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบด้านนโยบายทราบดีถึง ความเสี่ยงที่ต้องแบกรับ
โดยที่ผ่านมาแหล่งที่จะหมดอายุ ผลิตมา 30 ปี เหลือก๊าซบ้าง แต่ไม่มาก แต่ละหลุมมีไม่เยอะ เพราะเป็นกระเปาะ ต้องเจาะหลุมเพิ่มทุกปี เพื่อรักษาการผลิตกระเปาะใหญ่ๆ ใกล้ๆ ตื้นๆ เจาะไปหมดแล้ว เหลือแต่กระเปาะเล็กๆ ไกลๆ ลึกๆ ราคาก๊าซ น้ำมันตกต่ำ บริษัทน้ำมันทั่วโลก ตัดงบ หยุดผลิต หยุดเจาะ ปลดพนักงาน ขายกิจการ
การเปิดประมูลทรัพยากรปิโตรเลียม เพื่อหาเอกชนรายใหม่ แตกต่างกับการประมูลคลื่นความถี่เรื่องการมีอยู่ของทรัพยากร และจะต้องรอให้เอกชนเจ้าเดิมหมดอายุสัมปทานเสียก่อน ผู้ประกอบกิจการรายเดิมต้องจ่ายค่ารื้อถอนให้รัฐ รายใหม่รับโอนทรัพย์สินไปทำต่อ เอกชนเจ้าใหม่จึงจะเริ่มก่อสร้างแท่นขุดเจาะแทน ขั้นตอนเปลี่ยนผ่านตรงนี้ จะทำให้การผลิตก๊าซธรรมชาติ 2 แหล่งสำคัญในอ่าวไทยต้องหยุดชั่วคราว ในระหว่างประมูล ไม่ชัดเจนว่าใครจะทำต่อใน 6 ปีหน้า การลงทุนจะหยุดชะงัก ไม่สร้างแท่น ไม่เจาะหลุมต่อ ธุรกิจก่อสร้าง เจาะหลุม บำรุงรักษาไม่มีงาน ปลดคน เพราะไม่คุ้มการผลิต (คิดกันในแง่ของการประกอบกิจการ ไม่ได้ปูทางด้วยทุ่งลาเวนเดอร์) การผลิตลดลง ค่าภาคหลวงและภาษีส่งรัฐลดลงตาม อย่าลืมว่า รายได้รัฐจากปิโตรเลียมก็อิงมูลค่าตามราคาตลาด เป็นสัดส่วนกันไป
โดยสิ่งที่ต้องตามมาคือ จะเกิดความเสี่ยงหลังประมูลว่าจะทำต่อยังไง จะมีทิ้งงานเหมือน 4G หรือไม่? หากก๊าซที่ใช้ผลิตไฟฟ้าขาด ต้องนำเข้า LNG มากขึ้น ค่าไฟแพงขึ้น (จะทำให้ต้นทุนค่าไฟฟ้า (ค่าเอฟที) แพงขึ้นอีกยูนิตละ 85 สตางค์) สร้างโรงไฟฟ้าก็ต่อต้าน หรือการจะหันไปใช้เชื้อเพลิงใดเชื้อเพลิงนึงเป็นหลักจะส่งผลอย่างไร ไฟฟ้าจะดับหรือไม่ คนตกงาน รายได้รัฐหาย ผู้ประมูลชนะ ทำไม่ได้ ซึ่งมันกระทบกันทั้งระบบ
ควรปล่อยให้รัฐตัดสินใจทางเลือกต่างๆ มิใช่ให้คนกลุ่มใดมาออกความเห็น และบิดเบือนข้อมูลเรื่องการปล้นประเทศไทย แบบกดดันภาครัฐ ยกเว้นคนไม่รู้ คิดเอาง่ายๆ สร้างกระแส เอาประเทศมาเสี่ยง เพราะสุดท้าย ประชาชนหมู่มากเดือดร้อน สุดท้ายรัฐเป็นผู้รับผิดชอบ ความมั่นคงทางพลังงานของทั้งประเทศ
โดยที่ผ่านมาแหล่งที่จะหมดอายุ ผลิตมา 30 ปี เหลือก๊าซบ้าง แต่ไม่มาก แต่ละหลุมมีไม่เยอะ เพราะเป็นกระเปาะ ต้องเจาะหลุมเพิ่มทุกปี เพื่อรักษาการผลิตกระเปาะใหญ่ๆ ใกล้ๆ ตื้นๆ เจาะไปหมดแล้ว เหลือแต่กระเปาะเล็กๆ ไกลๆ ลึกๆ ราคาก๊าซ น้ำมันตกต่ำ บริษัทน้ำมันทั่วโลก ตัดงบ หยุดผลิต หยุดเจาะ ปลดพนักงาน ขายกิจการ
การเปิดประมูลทรัพยากรปิโตรเลียม เพื่อหาเอกชนรายใหม่ แตกต่างกับการประมูลคลื่นความถี่เรื่องการมีอยู่ของทรัพยากร และจะต้องรอให้เอกชนเจ้าเดิมหมดอายุสัมปทานเสียก่อน ผู้ประกอบกิจการรายเดิมต้องจ่ายค่ารื้อถอนให้รัฐ รายใหม่รับโอนทรัพย์สินไปทำต่อ เอกชนเจ้าใหม่จึงจะเริ่มก่อสร้างแท่นขุดเจาะแทน ขั้นตอนเปลี่ยนผ่านตรงนี้ จะทำให้การผลิตก๊าซธรรมชาติ 2 แหล่งสำคัญในอ่าวไทยต้องหยุดชั่วคราว ในระหว่างประมูล ไม่ชัดเจนว่าใครจะทำต่อใน 6 ปีหน้า การลงทุนจะหยุดชะงัก ไม่สร้างแท่น ไม่เจาะหลุมต่อ ธุรกิจก่อสร้าง เจาะหลุม บำรุงรักษาไม่มีงาน ปลดคน เพราะไม่คุ้มการผลิต (คิดกันในแง่ของการประกอบกิจการ ไม่ได้ปูทางด้วยทุ่งลาเวนเดอร์) การผลิตลดลง ค่าภาคหลวงและภาษีส่งรัฐลดลงตาม อย่าลืมว่า รายได้รัฐจากปิโตรเลียมก็อิงมูลค่าตามราคาตลาด เป็นสัดส่วนกันไป
โดยสิ่งที่ต้องตามมาคือ จะเกิดความเสี่ยงหลังประมูลว่าจะทำต่อยังไง จะมีทิ้งงานเหมือน 4G หรือไม่? หากก๊าซที่ใช้ผลิตไฟฟ้าขาด ต้องนำเข้า LNG มากขึ้น ค่าไฟแพงขึ้น (จะทำให้ต้นทุนค่าไฟฟ้า (ค่าเอฟที) แพงขึ้นอีกยูนิตละ 85 สตางค์) สร้างโรงไฟฟ้าก็ต่อต้าน หรือการจะหันไปใช้เชื้อเพลิงใดเชื้อเพลิงนึงเป็นหลักจะส่งผลอย่างไร ไฟฟ้าจะดับหรือไม่ คนตกงาน รายได้รัฐหาย ผู้ประมูลชนะ ทำไม่ได้ ซึ่งมันกระทบกันทั้งระบบ
ควรปล่อยให้รัฐตัดสินใจทางเลือกต่างๆ มิใช่ให้คนกลุ่มใดมาออกความเห็น และบิดเบือนข้อมูลเรื่องการปล้นประเทศไทย แบบกดดันภาครัฐ ยกเว้นคนไม่รู้ คิดเอาง่ายๆ สร้างกระแส เอาประเทศมาเสี่ยง เพราะสุดท้าย ประชาชนหมู่มากเดือดร้อน สุดท้ายรัฐเป็นผู้รับผิดชอบ ความมั่นคงทางพลังงานของทั้งประเทศ
การประมูลแปลงสัมปทานปิโตรเลียม...กับ คลื่นความถี่
การประมูลแปลงสัมปทานปิโตรเลียม... สัมปทานปิโตรเลียม ต่างจากสัมปทานอื่นๆ เช่น สัมปทานคลื่นความถี่ สัมปทานป่าไม้ สัมปทานเดินรถ เป็นต้น ต่างกันตรงการมีอยู่ของตัว “ทรัพยากร” ที่รัฐให้สิทธิเอกชนไปลงทุนและบริหารจัดการทรัพยากร นั้น (คลื่น ป่าไม้ และ เส้นทางเดินรถ) แทนรัฐ เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อส่วนรวม ผลกำไรที่เกิดขึ้นก็จะนำมาแบ่งกัน ระหว่างรัฐกับเอกชน การคัดเลือกเอกชน จึงทำได้โดยการแข่งขันเสนอผลประโยชน์ให้รัฐ ใครเสนอให้รัฐมากกว่าก็ชนะการประมูลได้สัมปทานบวกทรัพยากรไปบริหารจัดการ
สัมปทานปิโตรเลียม ออกให้เพื่อ “การลงทุนสำรวจหาทรัพยากร” รัฐไม่ได้รับประกันว่าจะมีปิโตรเลียมอยู่ภายในแปลงสัมปทานนั้น เอกชนต้องลงทุนสำรวจหาให้พบเองโดยแบกรับความเสียงฝ่ายเดียว ถ้าไม่พบก็คืนแปลงกลับคืนให้รัฐพร้อมข้อมูลการสำรวจ (รัฐได้รับผลการสำรวจและข้อมูลดิบมาแบบฟรีๆ แต่ก็ยังมีคนบางกลุ่ม ที่เรียกร้องให้รัฐเสียเงินลงทุนสำรวจเอง) สัมปทานก็สิ้นสุดลง ไม่มีผลประโยชน์ ไม่มีรายได้เกิดขึ้น การแข่งขันเสนอรายได้ให้รัฐในปริมาณมากๆ ก็ไร้ประโยชน์ถ้าสำรวจไม่พบ ความสำคัญจึงอยู่ที่ผลการสำรวจมากกว่า ซึ่งวัดได้จากปริมาณงานและปริมาณเงินลงทุนสำรวจ ยิ่งมาก ยิ่งดี ยิ่งมีโอกาสสำรวจพบปิโตรเลียมมากขึ้น และในกรณีสำรวจพบมีการพัฒนา ผลิตปิโตรเลียมขึ้นมา มีรายได้ รัฐสามารถควบคุมการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรภายในประเทศได้ และแบ่งผลประโยชน์จากมูลค่าปิโตรเลียมนั้น ตามที่ระบุไว้ในกฎหมายอย่างเหมาะสมเป็นธรรม บังคับใช้กับเอกชนทุกราย ทุกแปลงสำรวจ ไม่ต้องเจรจาต่อรองใดๆ จึงไม่ต้องการอำนาจในการต่อรองผลประโยชน์ ลดช่องทางทุจริต แต่ยังคงไว้ซึ่งอำนาจในการกำกับดูและควบคุมอย่างใกล้ชิดในการดำเนินงานเพื่อให้เป็นไปตามข้อกฎหมายและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติ
การคัดเลือกเอกชน จึงต้องทำการแข่งขัน โดยดูที่ปริมาณงานและปริมาณเงินลงทุนสำรวจ เพราะแสดงถึงศักยภาพ ความสามารถ ความพร้อม และความตั้งใจ ในการสำรวจหาปิโตรเลียมของเอกชนแต่ละราย ประเทศอื่นๆ ที่ใช้ระบบสัมปทาน ก็ใช้วิธีนี้ในการคัดเลือกเอกชน เช่น ประเทศแคนาดา เป็นต้น จึงไม่ได้เป็นการเอื้อประโยชน์ หรือ ปล่อยให้ผูกขาด
ถ้าเกรงว่า จะมีพวกมามั่วหรือนายหน้า เสนอปริมาณงานและเงินลงทุนมามากๆ เพื่อหวังผลชนะ แล้วจะเอาไปขายทอดตลาด เปลี่ยนมือทำกำไร ต้องขอให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ปริมาณเงินลงทุนจะแปรผันตามปริมาณงานและจำนวนที่เสนอแข่งขันเข้ามาในช่วง 3 ปีแรก จะกลายเป็นข้อผูกพันตามสัญญาสัมปทานที่ต้องปฏิบัติตาม และต้องให้เงินประกันไว้กับรัฐด้วย ถ้าไม่ทำตามข้อผูกพันหรือทำงานไม่ครบจะถูกริบเงินประกัน ดังนั้นไม่ต้่องห่วงเรื่องการเบี้ยวงาน ส่วนการขายทอดตลาด เปลี่ยนมือ เปลี่ยนผู้ร่วมลงทุน ไปจนถึงเปลี่ยนผู้รับสัมปทาน สามารถทำได้ ตามข้อกฎหมาย ถ้าเป็นการระดมทุน แต่ไม่เห็นว่าจะทำได้ง่าย โดยเฉพาะขายเพื่อทำกำไร เพราะแปลงสัมปทานในช่วงสำรวจมีแต่ต้องเสียเงินลงทุน ไม่รู้ว่าจะพบหรือไม่ มีความเสี่ยงสูง แต่ถึงอย่างไรถ้ามีการเปลี่ยนแปลงผู้ลงทุน ก็ต้องไม่กระทบต่อสัญญาที่ทำไว้กับรัฐ และต้องได้รับการอนุมัติจากภาครัฐก่อนด้วย
ขั้นตอน วิธีการ...
การออกสัมปทานปิโตรเลียม ดำเนินการโดยกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ซึ่งเป็นหน่วยงานกำกับดูแลกิจการสำรวจและผลิตปิโตรเลียม จะเป็นผู้กำหนดขอบเขต พื้นที่แปลงสำรวจ ซึ่งพิจารณาจากผลการศึกษาข้อมูลการสำรวจของแปลงสัมปทานเดิมที่เคยออกสัมปทานไปในหลายๆรอบที่ผ่านมา พื้นที่ใดมีโครงสร้างทางธรณีวิทยาที่น่าสนใจ พอที่จะมีศักยภาพปิโตรเลียม น่าจะต้องเจาะลงไปพิสูจน์ทราบว่ามีปิโตรเลียมอยู่หรือไม่(ชั้นตอนนี้ใช้เงินลงทุนสูงมาก รัฐไม่ควรเสี่ยงเจาะเอง) ก็จะกำหนดขอบเขต ตีแปลงให้ครอบคลุม ออกมาเป็นพื้นที่แปลงสำรวจ และนำออกประกาศในราชกิจจานุเบกษา จากนั้น ก็จะกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ เปิดประมูลให้เอกชนเข้ามายื่นซอง และจะคัดเลือก หาผู้ชนะ และนำเสนอผ่านคณะกรรมการปิโตรเลียม รัฐมนตรี และ คณะรัฐมนตรี. เพื่ออนุมัติ และออกสัมปทานปิโตรเลียมต่อไป(ตามภาพด้านบน)
ในกรณีผู้ประมูลไม่ผ่านเกณฑ์ขั้นต่ำของแปลงใด และเพื่อให้เกิดการสำรวจในแปลงนั้น หน่วยงานรัฐอาจเรียกผู้ประมูลมารับข้อเสนอปรับเพิ่มปริมาณงานและปริมาณเงินลงทุน ให้ได้ขั้นต่ำ ตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ ก็สามารถทำได้ แต่ไม่ใช่เป็นการเจรจาต่อรองใดๆ ถ้าผู้ประมูลยอมรับเกณฑ์ขั้นต่ำ ก็จะผ่าน ได้เป็นผู้รับสัมปทาน ก็จะสามารถทำการสำรวจในแปลงนั้นได้ เป็นผลดีต่อประเทศ ดีกว่าปล่อยให้เวลาผ่านไป แล้วนำมาเปิดใหม่ในรอบต่อมาซึ่งจะต้องใช้เวลาอีกหลายปี
บริษัทน้ำมันทั้งในและต่างประเทศที่มีคุณสมบัติ หรือ กลุ่มคนที่สนใจ ก็ขอเชิญชวนให้เตรียมตัวเข้ามายื่นซองประมูลได้แล้วนะครับ ใกล้เวลาที่สัมปทานรอบที่ 21 จะกลับมาแล้ว หลังจากต้องหยุดชะงักไป 3 เดือน เพื่อรอการตัดสินใจของรัฐบาล ช่วยๆ กันครับ สำหรับคนไทยที่พอจะมีเงิน มาช่วยกันเอาแปลงสัมปทานไปสำรวจ เอาไปทำเอง เรียนรู้จากประสบการณ์ตรงดีกว่านั่งคิดนึกทึกทักกันไปเอง และอย่าปล่อยให้กลุ่มทุนต่างชาติมาประมูลไปฝ่ายเดียวนะครับ เดี๋ยวจะมีคำครหาตามมาอีกว่า รัฐยกสมบัติให้พวกเขาไปหมดแล้ว...
สำหรับกลุ่มคนที่เรียกร้อง ระบบแบ่งปันผลผลิต คาดว่า รัฐจะแก้กฎหมายเปิดทางให้ ....แต่ อย่างไรเสีย การบังคับใช้คงยังไม่เรียบร้อย ยังไม่พร้อม ต้องใช้เวลาอีกระยะ และถ้าจะต้องเลือกบางแปลงในทะเลอ่วไทยตามกระแสเรียกร้องก่อนหน้า มาทดลองระบบดังกล่าวนี้ ...เกรงว่าจะเสียของเปล่านะครับ ......
ตัวอย่างสัญญาสัมปทาน อ่านเพิ่มเติม ไขข้อข้องใจ...สัญญาสัมปทานปิโตรเลียม
สัมปทานปิโตรเลียม ออกให้เพื่อ “การลงทุนสำรวจหาทรัพยากร” รัฐไม่ได้รับประกันว่าจะมีปิโตรเลียมอยู่ภายในแปลงสัมปทานนั้น เอกชนต้องลงทุนสำรวจหาให้พบเองโดยแบกรับความเสียงฝ่ายเดียว ถ้าไม่พบก็คืนแปลงกลับคืนให้รัฐพร้อมข้อมูลการสำรวจ (รัฐได้รับผลการสำรวจและข้อมูลดิบมาแบบฟรีๆ แต่ก็ยังมีคนบางกลุ่ม ที่เรียกร้องให้รัฐเสียเงินลงทุนสำรวจเอง) สัมปทานก็สิ้นสุดลง ไม่มีผลประโยชน์ ไม่มีรายได้เกิดขึ้น การแข่งขันเสนอรายได้ให้รัฐในปริมาณมากๆ ก็ไร้ประโยชน์ถ้าสำรวจไม่พบ ความสำคัญจึงอยู่ที่ผลการสำรวจมากกว่า ซึ่งวัดได้จากปริมาณงานและปริมาณเงินลงทุนสำรวจ ยิ่งมาก ยิ่งดี ยิ่งมีโอกาสสำรวจพบปิโตรเลียมมากขึ้น และในกรณีสำรวจพบมีการพัฒนา ผลิตปิโตรเลียมขึ้นมา มีรายได้ รัฐสามารถควบคุมการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรภายในประเทศได้ และแบ่งผลประโยชน์จากมูลค่าปิโตรเลียมนั้น ตามที่ระบุไว้ในกฎหมายอย่างเหมาะสมเป็นธรรม บังคับใช้กับเอกชนทุกราย ทุกแปลงสำรวจ ไม่ต้องเจรจาต่อรองใดๆ จึงไม่ต้องการอำนาจในการต่อรองผลประโยชน์ ลดช่องทางทุจริต แต่ยังคงไว้ซึ่งอำนาจในการกำกับดูและควบคุมอย่างใกล้ชิดในการดำเนินงานเพื่อให้เป็นไปตามข้อกฎหมายและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติ
การคัดเลือกเอกชน จึงต้องทำการแข่งขัน โดยดูที่ปริมาณงานและปริมาณเงินลงทุนสำรวจ เพราะแสดงถึงศักยภาพ ความสามารถ ความพร้อม และความตั้งใจ ในการสำรวจหาปิโตรเลียมของเอกชนแต่ละราย ประเทศอื่นๆ ที่ใช้ระบบสัมปทาน ก็ใช้วิธีนี้ในการคัดเลือกเอกชน เช่น ประเทศแคนาดา เป็นต้น จึงไม่ได้เป็นการเอื้อประโยชน์ หรือ ปล่อยให้ผูกขาด
ถ้าเกรงว่า จะมีพวกมามั่วหรือนายหน้า เสนอปริมาณงานและเงินลงทุนมามากๆ เพื่อหวังผลชนะ แล้วจะเอาไปขายทอดตลาด เปลี่ยนมือทำกำไร ต้องขอให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ปริมาณเงินลงทุนจะแปรผันตามปริมาณงานและจำนวนที่เสนอแข่งขันเข้ามาในช่วง 3 ปีแรก จะกลายเป็นข้อผูกพันตามสัญญาสัมปทานที่ต้องปฏิบัติตาม และต้องให้เงินประกันไว้กับรัฐด้วย ถ้าไม่ทำตามข้อผูกพันหรือทำงานไม่ครบจะถูกริบเงินประกัน ดังนั้นไม่ต้่องห่วงเรื่องการเบี้ยวงาน ส่วนการขายทอดตลาด เปลี่ยนมือ เปลี่ยนผู้ร่วมลงทุน ไปจนถึงเปลี่ยนผู้รับสัมปทาน สามารถทำได้ ตามข้อกฎหมาย ถ้าเป็นการระดมทุน แต่ไม่เห็นว่าจะทำได้ง่าย โดยเฉพาะขายเพื่อทำกำไร เพราะแปลงสัมปทานในช่วงสำรวจมีแต่ต้องเสียเงินลงทุน ไม่รู้ว่าจะพบหรือไม่ มีความเสี่ยงสูง แต่ถึงอย่างไรถ้ามีการเปลี่ยนแปลงผู้ลงทุน ก็ต้องไม่กระทบต่อสัญญาที่ทำไว้กับรัฐ และต้องได้รับการอนุมัติจากภาครัฐก่อนด้วย
ขั้นตอน วิธีการ...
การออกสัมปทานปิโตรเลียม ดำเนินการโดยกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ซึ่งเป็นหน่วยงานกำกับดูแลกิจการสำรวจและผลิตปิโตรเลียม จะเป็นผู้กำหนดขอบเขต พื้นที่แปลงสำรวจ ซึ่งพิจารณาจากผลการศึกษาข้อมูลการสำรวจของแปลงสัมปทานเดิมที่เคยออกสัมปทานไปในหลายๆรอบที่ผ่านมา พื้นที่ใดมีโครงสร้างทางธรณีวิทยาที่น่าสนใจ พอที่จะมีศักยภาพปิโตรเลียม น่าจะต้องเจาะลงไปพิสูจน์ทราบว่ามีปิโตรเลียมอยู่หรือไม่(ชั้นตอนนี้ใช้เงินลงทุนสูงมาก รัฐไม่ควรเสี่ยงเจาะเอง) ก็จะกำหนดขอบเขต ตีแปลงให้ครอบคลุม ออกมาเป็นพื้นที่แปลงสำรวจ และนำออกประกาศในราชกิจจานุเบกษา จากนั้น ก็จะกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ เปิดประมูลให้เอกชนเข้ามายื่นซอง และจะคัดเลือก หาผู้ชนะ และนำเสนอผ่านคณะกรรมการปิโตรเลียม รัฐมนตรี และ คณะรัฐมนตรี. เพื่ออนุมัติ และออกสัมปทานปิโตรเลียมต่อไป(ตามภาพด้านบน)
ในกรณีผู้ประมูลไม่ผ่านเกณฑ์ขั้นต่ำของแปลงใด และเพื่อให้เกิดการสำรวจในแปลงนั้น หน่วยงานรัฐอาจเรียกผู้ประมูลมารับข้อเสนอปรับเพิ่มปริมาณงานและปริมาณเงินลงทุน ให้ได้ขั้นต่ำ ตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ ก็สามารถทำได้ แต่ไม่ใช่เป็นการเจรจาต่อรองใดๆ ถ้าผู้ประมูลยอมรับเกณฑ์ขั้นต่ำ ก็จะผ่าน ได้เป็นผู้รับสัมปทาน ก็จะสามารถทำการสำรวจในแปลงนั้นได้ เป็นผลดีต่อประเทศ ดีกว่าปล่อยให้เวลาผ่านไป แล้วนำมาเปิดใหม่ในรอบต่อมาซึ่งจะต้องใช้เวลาอีกหลายปี
บริษัทน้ำมันทั้งในและต่างประเทศที่มีคุณสมบัติ หรือ กลุ่มคนที่สนใจ ก็ขอเชิญชวนให้เตรียมตัวเข้ามายื่นซองประมูลได้แล้วนะครับ ใกล้เวลาที่สัมปทานรอบที่ 21 จะกลับมาแล้ว หลังจากต้องหยุดชะงักไป 3 เดือน เพื่อรอการตัดสินใจของรัฐบาล ช่วยๆ กันครับ สำหรับคนไทยที่พอจะมีเงิน มาช่วยกันเอาแปลงสัมปทานไปสำรวจ เอาไปทำเอง เรียนรู้จากประสบการณ์ตรงดีกว่านั่งคิดนึกทึกทักกันไปเอง และอย่าปล่อยให้กลุ่มทุนต่างชาติมาประมูลไปฝ่ายเดียวนะครับ เดี๋ยวจะมีคำครหาตามมาอีกว่า รัฐยกสมบัติให้พวกเขาไปหมดแล้ว...
สำหรับกลุ่มคนที่เรียกร้อง ระบบแบ่งปันผลผลิต คาดว่า รัฐจะแก้กฎหมายเปิดทางให้ ....แต่ อย่างไรเสีย การบังคับใช้คงยังไม่เรียบร้อย ยังไม่พร้อม ต้องใช้เวลาอีกระยะ และถ้าจะต้องเลือกบางแปลงในทะเลอ่วไทยตามกระแสเรียกร้องก่อนหน้า มาทดลองระบบดังกล่าวนี้ ...เกรงว่าจะเสียของเปล่านะครับ ......
ตัวอย่างสัญญาสัมปทาน อ่านเพิ่มเติม ไขข้อข้องใจ...สัญญาสัมปทานปิโตรเลียม
Subscribe to:
Posts (Atom)




