Showing posts with label NGO. Show all posts
Showing posts with label NGO. Show all posts

เห็นแล้วอึ้ง NOC บรรษัทพลังงานแห่งชาติที่ NGO ต้องการ ทุจริตกระจุยกระจาย


เราคงได้เห็นเห็นวาทกรรมความต้องการ NOC หรือ บรรษัทพลังงานแห่งชาติ ที่รัฐถือหุ้น 100% ตามที่พวก NGO ได้มีการโหมประโคมข่าว ว่าดี โปร่งใส ไม่มีการโกง ไม่มีการทุจริต ออกมาเดินขบวนเรียกร้องกันมาแล้วใน 1-2 ปี ที่ผ่านมา

แต่หากเราหาข่าวหรือติดตามข่าว จะทราบได้ว่า NOC ที่รัฐถือหุ้น 100% นั้น เสี่ยงต่อการทุจริตมาก ดังตัวอย่างที่ปรากฎเมื่อปี 2560

ที่มา https://www.thairath.co.th/content/1085259

ศาลลงดาบสั่งประหารบอสใหญ่ 'ปิโตรเวียดนาม'-คุกเศรษฐีเบอร์ 1 ตลอดชีวิต

นายเหวียน ซวนเซิน ประธานรัฐวิสาหกิจน้ำมันและก๊าซแห่งชาติ ปิโตรเวียดนาม ถูกศาลในกรุงฮานอยตัดสินลงโทษประหารชีวิต เมื่อ 29 ก.ย. ในข้อหา ใช้อำนาจในทางมิชอบ ยักยอกทรัพย์ และบริหารด้านเศรษฐกิจผิดพลาด

ขณะที่นายฮา วัน ทั้ม มหาเศรษฐีที่เคยติดอันดับรวยที่สุดในประเทศ ถูกตัดสินจำคุกตลอดชีวิตในข้อหาเดียวกัน หลังร่วมกันฉ้อโกงเงินกู้ยืมที่ผิดกฎหมายหลายล้านดอลลาร์สหรัฐฯ รวมถึงนายแบงก์และนักธุรกิจอีก 51 ราย ตามนโยบายต่อต้านคอร์รัปชัน.

หรือแม้กระทั่งที่เกิดขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้

ที่มา https://news1live.com/detail.aspx?NewsID=9610000006835


เวียดนามสั่งคุกตลอดชีวิตอดีตผู้บริหารกิจการรัฐฐานฉ้อโกง-ละเมิดกฎระเบียบ

รอยเตอร์ - ศาลเวียดนามพิพากษาตัดสินจำคุกตลอดชีวิตอดีตเจ้าหน้าที่บริษัทปิโตรเวียดนาม กิจการด้านน้ำมันและก๊าซของประเทศ ขณะที่อดีตเจ้าหน้าที่อีกรายหนึ่งต้องโทษจำคุก 13 ปี จากการฉ้อโกงและละเมิดกฎระเบียบรัฐท่ามกลางการปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชั่นอย่างกว้างขวาง ตามที่สื่อของทางการเวียดนามรายงาน

นายจิง ซวน แท็ง อดีตประธานบริษัทปิโตรเวียดนามคอนสตรัคชั่น ที่ทางการเยอรมนีกล่าวว่าถูกลักพาตัวไปจากสวนสาธารณะในกรุงเบอร์ลิน ศาลตัดสินจำคุกตลอดชีวิตจากการฉ้อโกงและละเมิดกฎระเบียบรัฐ ขณะที่นายดีง ลา ทัง อดีตเจ้าหน้าที่โปลิตบูโรและนักการเมืองที่อาวุโสที่สุดของประเทศที่ถูกพิจารณาคดีในรอบหลายสิบปี ศาลตัดสินจำคุกเป็นเวลา 13 ปี จากการละเมิดกฎระเบียบรัฐ ตามการรายงานของสื่อเวียดนาม       

คำตัดสินของทั้งคู่เป็นบทสรุปของการพิจารณาคดีผู้ต้องหา 22 คน โดยทั้งหมดมีความเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกับบริษัทปิโตรเวียดนาม และคาดว่าจะมีการพิจารณาคดีอีกมากในปีนี้ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการปราบปรามที่รัฐบาลระบุว่ามุ่งเป้าไปที่การฉ้อโกงและการบริหารจัดการผิดพลาด
       
อย่างไรก็ตาม นักวิจารณ์ระบุว่าการปราบปรามที่เกิดขึ้นมีแรงจูงใจทางการเมืองและมุ่งเป้าไปที่บุคคลใกล้ชิดของอดีตนายกรัฐมนตรีเหวียน เติ๋น ยวุ๋ง
       
ทางการเวียดนามมุ่งให้ความสำคัญส่วนใหญ่ไปที่ภาคธนาคารและพลังงาน แต่การปราบปรามได้แพร่กระจายไปยังอุตสาหกรรมอื่นๆ อีกด้วย ทั้งอสังหาริมทรัพย์ และสำนักงานพรรคคอมมิวนิสต์ประจำจังหวัด
       
บริษัทปิโตรเวียดนามมีทั้งหน่วยงานตรง บริษัทย่อย และบริษัทในเครืออยู่หลายสิบบริษัท ความสูญเสียที่เกิดขึ้นเป็นมูลค่าหลายร้อยล้านดอลลาร์มาจากกิจการต่างๆ ของบริษัท ตั้งแต่ธนาคารไปจนบริษัทก่อสร้าง และโรงไฟฟ้าไปจนถึงโรงงานทอผ้า
       
นายจิง ซวน แท็ง และนายดีง ลา ทัง ต่างกล่าวขออภัยต่อพรรคคอมมิวนิสต์ในถ้อยแถลงสุดท้ายที่ศาลกรุงฮานอยเมื่อสัปดาห์ก่อน โดยสื่อต่างชาติไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าร่วมรับฟังการพิจารณาคดีดังกล่าว

เห็นสองข่าวนี้แล้ว ไทยเรายังจะเชื่อและทำตาม NGO เพื่อตั้ง NOC หรือ บรรษัทพลังงานแห่งชาติ ขึ้นมาเพื่อทุจริต และ ซ้ำซ้อน หน่วยงานต่างๆ ที่ทำหน้าที่ในปัจจุบันอีกหรือ?

รู้แล้วจะอึ้ง ว่า NGO ใครบ้างถือหุ้น ปตท.


รู้แล้วจะอึ้ง ว่า NGO ใครบ้างถือหุ้น ปตท. อยากรู้ไปมา อ่าว!! พวกเดียวกันนี่หว่า

ถลกหนังเอ็นจีโอ กับ การถือครองหุ้น ปตท.



ปัญหาแปรรูป ปตท. ทำท่าจะจบได้สวย แต่ก็ยังไม่จบดี เพราะกลุ่มเอ็นจีโอในนามมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ยังคงตามรังควาญไม่เลิก

ยื่นฟ้องศาลฯให้หยุดพักการซื้อขายหุ้น ปตท.จนกว่ากระบวนการโอนทรัพย์สินจะเรียบร้อย

เคลื่อนไหวผลักดันจะให้มีการเอาผิดทั้งทางคดีอาญาและแพ่งในกรณีไม่มีการโอนทรัพย์สินท่อก๊าซและที่ดิน ตอน ปตท. แปลงสภาพเป็น บมจ.ไปแล้ว

และร้องแรกแหกกระเฌอกล่าวหาคนไปทั่วว่า มีผลประโยชน์ทับซ้อนในการถือครองหุ้นปตท.

แต่น่าแปลกอย่างยิ่ง เบื้องหลังกลุ่มประทุษร้ายบ้านเมืองกลุ่มนี้  กลับมีเบื้องหลังที่ค่อนข้างจะสกปรก น่าสังเวชใจอย่างไม่น่าเชิ่อ

ในขณะที่พวกเขากล่าวให้ร้ายคนอื่น พวกเขากลับเป็นพวกถือครองหุ้น ปตท.อยู่ไม่ใช่น้อย!

เข้าถือหุ้น ปตท.โดยตัวเองก็มี และถือหุ้นโดยเครือญาติที่ใช้นามสกุลเดียวกันก็มี รวมแล้วประมาณ 3 แสนหุ้น

ในบรรดากรรมการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภคที่ฟ้องร้อง ปตท.จำนวน  11  คน มีตัวกรรมการและญาติกรรมการที่ใช้นามสกุลเดียวกัน ถือหุ้น ปตท.อยู่ถึง 5 คน

ประธานกรรมการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค  คือ  นส.จิราพร ลิมปานนท์ ได้หุ้นจองไอพีโอ 8,000 หุ้น และญาติที่ใช้นามสกุลเดียวกันอีก 5,000 หุ้น

ญาติกรรมการที่ชื่อ นางสุวรรณา อัศวเรืองชัย ถือครองหุ้นจองอยู่ถึง 1 แสนหุ้น

ญาติกรรมการที่ชื่อ นพ.ชูชัย ศุภวงศ์ ได้หุ้นจองไปทั้งสิ้น 26,000 หุ้น

และญาติกรรมการที่ชื่อ นายสุรเกียรติ อาชานานุภาพ ได้หุ้นจองไป 3 พันหุ้น

ทนายความผู้รับมอบอำนาจฟ้องร้อง ปตท. ที่ชื่อ ชัยวัฒน์  แสงอรุณ มีชื่อคนในครอบครัวแสงอรุณถือหุ้นตั้งแต่ตอนจองไอพีโอ และหลังไอพีโอ รวมกันแล้วถึง 111,031 หุ้น

ปตท. เพิ่งจายปันผลระหว่างกาลตอนครึ่งปีไปหุ้นละ 9.25 บาท รวมแล้วตระกูลแสงอรุณรับเงินปันผลหุ้นปตท.ไปแล้วทั้งสิ้น 1.02 ล้านบาท

นี่ปลายปี จะรับปันผลปตท.เพิ่มอีกหุ้นละ 5 บาท ตระกูลนี้ก็จะได้เงินปันผลอีก 555,155 บาท รวมทั้งปีรับเงินปันผลไป 1.5 ล้านบาทแค่นั้นเอง

นี่มันอะไรกันเนี่ย! ไปฟ้องศาลปกครองว่า กระบวนการรับฟังความคิดเห็นประชาชน กระทำโดยปิดบังซ่อนเร้น ประชาชนไม่ได้รับรู้ข่าวสารในวงกว้าง

แต่ญาติพี่น้องและตัวกรรมการผู้ร้อง กลับรับรู้ข่าวสารเป็นอันดี   แถมยังได้หุ้นจองที่กล่าวหาไปทั่วว่า กระจายหุ้นโดยไม่เป็นธรรมเสียด้วย

จะเรียกคนที่มีพฤติกรรมกลับกลอกพวกนี้ว่า อะไรดีเล่า

เป็นพวกปากว่าตาขยิบ,  พวกเกลียดตัวกินใข่ เกลียดปลาไหลกินแกง หรือ พวกมนุษย์ลวงโลก ก็ดูจะน้อยไป

แต่ที่แน่ๆพวกเขาเป็นพวกชอบประทุษร้ายสังคม

ผมไม่กลัวการฟ้องร้องเลยสักนิด ฟ้องมาเถอะ จะได้แฉกันให้จะๆกว่านี้ บ้านเมืองจะล่มจมก็เพราะพวกบ้าคลั่งเหล่านี้

วันที่ 18 ธ.ค. 2550

ที่มา ขี่พายุทะลุฟ้า
ที่มา ถลกหนังเอ็นจีโอ กับ การถือครองหุ้น ปตท.

ถลกหนังเอ็นจีโอ กับ การถือครองหุ้น ปตท.

ถลกหนังเอ็นจีโอ



ปัญหาแปรรูป ปตท. ทำท่าจะจบได้สวย แต่ก็ยังไม่จบดี เพราะกลุ่มเอ็นจีโอในนามมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ยังคงตามรังควาญไม่เลิก

ยื่นฟ้องศาลฯให้หยุดพักการซื้อขายหุ้น ปตท.จนกว่ากระบวนการโอนทรัพย์สินจะเรียบร้อย

เคลื่อนไหวผลักดันจะให้มีการเอาผิดทั้งทางคดีอาญาและแพ่งในกรณีไม่มีการโอนทรัพย์สินท่อก๊าซและที่ดิน ตอน ปตท. แปลงสภาพเป็น บมจ.ไปแล้ว

และร้องแรกแหกกระเฌอกล่าวหาคนไปทั่วว่า มีผลประโยชน์ทับซ้อนในการถือครองหุ้นปตท.

แต่น่าแปลกอย่างยิ่ง เบื้องหลังกลุ่มประทุษร้ายบ้านเมืองกลุ่มนี้  กลับมีเบื้องหลังที่ค่อนข้างจะสกปรก น่าสังเวชใจอย่างไม่น่าเชิ่อ


ในขณะที่พวกเขากล่าวให้ร้ายคนอื่น พวกเขากลับเป็นพวกถือครองหุ้น ปตท.อยู่ไม่ใช่น้อย!

เข้าถือหุ้น ปตท.โดยตัวเองก็มี และถือหุ้นโดยเครือญาติที่ใช้นามสกุลเดียวกันก็มี รวมแล้วประมาณ 3 แสนหุ้น

ในบรรดากรรมการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภคที่ฟ้องร้อง ปตท.จำนวน 11 คน มีตัวกรรมการและญาติกรรมการที่ใช้นามสกุลเดียวกัน ถือหุ้นปตท.อยู่ถึง 5 คน

ประธานกรรมการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค  คือ  นส.จิราพร ลิมปานนท์ ได้หุ้นจองไอพีโอ 8,000 หุ้น และญาติที่ใช้นามสกุลเดียวกันอีก 5,000 หุ้น

ญาติกรรมการที่ชื่อ นางสุวรรณา อัศวเรืองชัย ถือครองหุ้นจองอยู่ถึง 1 แสนหุ้น

ญาติกรรมการที่ชื่อ นพ.ชูชัย ศุภวงศ์ ได้หุ้นจองไปทั้งสิ้น 26,000 หุ้น

และญาติกรรมการที่ชื่อ นายสุรเกียรติ อาชานานุภาพ ได้หุ้นจองไป 3 พันหุ้น

ทนายความผู้รับมอบอำนาจฟ้องร้อง ปตท. ที่ชื่อ ชัยวัฒน์  แสงอรุณ มีชื่อคนในครอบครัวแสงอรุณถือหุ้นตั้งแต่ตอนจองไอพีโอ และหลังไอพีโอ รวมกันแล้วถึง 111,031 หุ้น

ปตท. เพิ่งจายปันผลระหว่างกาลตอนครึ่งปีไปหุ้นละ 9.25 บาท รวมแล้วตระกูลแสงอรุณรับเงินปันผลหุ้นปตท.ไปแล้วทั้งสิ้น 1.02 ล้านบาท

นี่ปลายปี จะรับปันผลปตท.เพิ่มอีกหุ้นละ 5 บาท ตระกูลนี้ก็จะได้เงินปันผลอีก 555,155 บาท รวมทั้งปีรับเงินปันผลไป 1.5 ล้านบาทแค่นั้นเอง

นี่มันอะไรกันเนี่ย! ไปฟ้องศาลปกครองว่า กระบวนการรับฟังความคิดเห็นประชาชน กระทำโดยปิดบังซ่อนเร้น ประชาชนไม่ได้รับรู้ข่าวสารในวงกว้าง

แต่ญาติพี่น้องและตัวกรรมการผู้ร้อง กลับรับรู้ข่าวสารเป็นอันดี แถมยังได้หุ้นจองที่กล่าวหาไปทั่วว่า กระจายหุ้นโดยไม่เป็นธรรมเสียด้วย

จะเรียกคนที่มีพฤติกรรมกลับกลอกพวกนี้ว่า อะไรดีเล่า

เป็นพวกปากว่าตาขยิบ,  พวกเกลียดตัวกินใข่ เกลียดปลาไหลกินแกง หรือ พวกมนุษย์ลวงโลก ก็ดูจะน้อยไป

แต่ที่แน่ๆพวกเขาเป็นพวกชอบประทุษร้ายสังคม

ผมไม่กลัวการฟ้องร้องเลยสักนิด  ฟ้องมาเถอะ จะได้แฉกันให้จะๆกว่านี้ บ้านเมืองจะล่มจมก็เพราะพวกบ้าคลั่งเหล่านี้

วันที่ 18 ธ.ค. 2550

ที่มา ขี่พายุทะลุฟ้า