Showing posts with label สัมปทาน. Show all posts
Showing posts with label สัมปทาน. Show all posts

ระบบสัมปทาน ทำให้สูญเสียกรรมสิทธิ์ปิโตรเลียม จริงหรือ?

ประเด็นเรื่อง กรรมสิทธิ์ในปิโตรเลียม ที่มีผู้นำไปกล่าวถึงในที่ต่างๆ ว่า ในระบบแบ่งปันผลผลิตของเพื่อนบ้านนั้น ปิโตรเลียมที่ขุดพบจะตกเป็นของรัฐ แต่ในขณะที่ระบบสัมปทานไทย ปิโตรเลียมตกเป็นของเอกชนหมดแล้วหลังจากยกสัมปทานให้เขาไป...ฟังแล้วก็เคลิ้มและอาจดูเหมือนว่าเจ้าของทรัพยากรตัวจริงเสียท่า ไม่มีสิทธิในมูลค่าที่ได้จากการขาย และไม่มีสิทธิในการใช้ประโยชน์จากปิโตรเลียมที่ขุดได้จากประเทศตัวเอง...เอกชนหรือบริษัทผู้ขุดเจาะจะทำอย่างไรกับปิโตรเลียมที่ขุดพบนั้นก็ได้ จะขายในราคาไหนก็ได้ จะส่งออกไปก็ได้ ตามใจชอบ....มันเป็นเช่นนั้นจริงหรือ...

สิทธิของผู้รับสัมปทาน ตามพระราชบัญญัติปิโตรเลียม มาตรา 23 54 56 สรุปความได้ว่า ผู้รับสัมปทาน มีสิทธิในการสำรวจ และเมื่อพบในเชิงพาณิชย์ มีสิทธิที่จะทำการผลิต เก็บรักษา ขนส่ง และ ขาย ปิโตรเลียมที่อยู่ในแปลงสัมปทานนั้นได้

สิทธิดังกล่าวนี้ ถ้าจะตีความให้เกิดความเข้าใจผิดว่า กรรมสิทธิ์ในปิโตรเลียมตกเป็นของผู้รับสัมปทานหมดแล้ว ซึ่งความเป็นจริงคงไม่ได้เป็นเช่นนั้น กรรมสิทธิ์ปิโตรเลียมนี้ หมายถึงอะไร.. มันส่งผลอย่างไรต่อประเทศที่เป็นเจ้าของทรัพยากร

จากข้อเท็จจริงในปัจจุบัน ปิโตรเลียมที่ขุดได้ในประเทศไทยภายใต้ระบบสัมปทาน แยกเป็น

ก๊าซธรรมชาติ (ผลิตได้ประมาณร้อยละ 62 ของความต้องการใช้) ที่ขุดพบทั้งหมด ถูกใช้ให้เกิดประโยชน์ภายในประเทศ และซื้อ-ขาย กันในราคาที่ควบคุมโดยคณะกรรมการปิโตรเลียม ตาม มาตรา 58 แห่ง พรบ.ปิโตรเลียม เป็นผลให้ก๊าซที่ผลิตได้ภายในประเทศมีราคาถูกกว่าก๊าซที่ต้องนำเข้าอยู่มาก

ก๊าซธรรมชาติเหลว และ น้ำมันดิบ (ผลิตได้ร้อยละ 15 ของความต้องการใช้) ส่วนใหญ่ถูกใช้ป้อนโรงกลั่นและปิโตรเคมีภายในประเทศ มีเพียงส่วนน้อยที่ต้องส่งออก เนื่องจากไม่สามารถหาตลาดภายในประเทศได้ โดยการซื้อขายน้ำมันจะมีราคาอ้างอิงตลาดโลกตามคุณภาพของน้ำมันดิบ เนื่องจากรัฐเปิดโอกาสให้มีการซื้อขายเสรี แต่อย่างไรก็ตาม ในกรณีที่ประเทศมีความต้องการใช้ รัฐสั่งห้ามผู้รับสัมปทานส่งออกปิโตรเลียมได้ ตาม ม.60 61

ดังนั้นที่เขาบอกว่า สัมปทานไทยกรรมสิทธิ์ในปิโตรเลียมตกเป็นของเอกชน หรือ ระบบแบ่งปันผลผลิตกรรมสิทธิ์ในปิโตรเลียมเป็นของรัฐ นั้น ในทางปฏิบัติไม่ได้มีความแตกต่างกัน เพราะการดำเนินงานภายใต้สองระบบนี้เมื่อเอกชนสำรวจพบ มีสิทธิ เก็บรักษา ขนส่ง ขาย เหมือนกัน และมูลค่าปิโตรเลียมที่ขายได้ หักต้นทุนแล้ว เหลือเป็นกำไรจะแบ่งกันระหว่างรัฐและเอกชนตามกลไกของแต่ละระบบ และในกรณีที่รัฐมีความต้องการใช้ปิโตรเลียมเพื่อประโยชน์ภายในประเทศก็สามารถทำได้ตามกฎหมายที่กำหนดไว้ ผู้ที่นำประเด็นนี้ไปเล่นคำ เพียงเพื่อสร้างอารมณ์ร่วมในความเป็นเจ้าของทรัพยากร เรียกร้องความสนใจ เป็นการสร้างความเข้าใจผิดและเกิดกระแสต่อต้าน เกลียดชัง หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ระบบสัมปทานไทยและระบบแบ่งปันผลผลิต อาจมีความแตกต่างกันบ้างในหลักการและรายละเอียดของการปฏิบัติ แต่สามารถเลือกใช้ให้เหมาะสมกับศักยภาพปิโตรเลียมที่มีอยู่และนโยบายของแต่ละประเทศได้ทั้งสองระบบ แต่เหตุผลสำคัญที่ประเทศไทยไม่เปลี่ยนไปใช้ระบบแบ่งปันผลผลิต เนื่องจากศักยภาพปิโตรเลียมของเราแตกต่างกับเพื่อนบ้าน เราเป็นประเทศนำเข้า ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านโดยเฉพาะประเทศ พม่า มาเลเซียและอินโดนีเซีย เป็นประเทศส่งออก การเริ่มต้นด้วยการเลือกใช้ระบบสัมปทานเพราะเหตุผลตามที่ได้กล่าวแล้ว คือขาดความพร้อม แม้ในเวลาต่อมาเราจะมีความรู้เพิ่มขึ้น มีประสบการณ์มากขึ้น แต่ในการออกสัมปทานในรอบต่อๆ มาเรากลับค้นพบปิโตรเลียมน้อยลง จึงไม่มีเหตุอันสมควรที่จะแก้ไขเปลี่ยนแปลงระบบ แม้ขณะนี้กลุ่มทวงคืนจะมีความเห็นว่า รายได้รัฐภายใต้ระบบสัมปทานไทยยังไม่เหมาะสมและคิดว่ารัฐได้ส่วนแบ่งน้อยไป ซึ่งในประเด็นนี้ถ้ามีการศึกษาข้อเท็จจริงในหลายๆ มิติแล้วเป็นเช่นนั้นจริง ก็สามารถแก้ไขเก็บเพิ่มได้ตามวิธีดังที่ได้กล่าวแล้ว โดยไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนไปใช้ระบบแบ่งปันผลผลิตให้ยุ่งยาก

โอกาสที่จะประสบความสำเร็จในการออกสัมปทาน มีมากน้อย แค่ไหน ดูได้จากอะไร?
ถ้าวัดความสำเร็จจากจำนวนแปลงที่ประสบความสำเร็จ จากทั้งหมดที่ได้ออกสัมปทานไปแล้ว 20 รอบ จำนวน 155 แปลง ผู้รับสัมปทานได้ทำการสำรวจแต่ไม่พบปิโตรเลียมในเชิงพาณิชย์ และได้คืนแปลงกลับคืนมาให้รัฐแล้วจำนวน 88 แปลง แปลงที่เหลืออยู่ในช่วงระยะเวลาสำรวจ 35 แปลง และมีแปลงที่ประสบความสำเร็จ สำรวจพบและพัฒนาจนผลิตปิโตรเลียมได้แล้ว 32 แปลง คิดเป็นร้อยละ 21 รายละเอียดของการออกสัมปทานในแต่ละรอบแสดงดังรูปนี้  
สถิติ การออกสัมปทาน

สัมปทานปิโตรเลียม มี 2 ช่วง คือ ช่วงระยะเวลาสำรวจ(กรอบสีน้ำเงิน) และช่วงระยะเวลาผลิต(กรอบสีแดง) ผู้รับสัมปทานจะต้องประสบความสำเร็จในช่วงสำรวจเสียก่อน ถึงเข้าสู่ช่วงระยะผลิตได้ แต่จากสถิติจำนวนแปลงเกือบร้อยละ 80 ไม่สามารถเข้าสู่ช่วงผลิตได้ ต้องสูญเสียเงินลงทุนสำรวจไปเปล่ารวมกันกว่า 7.2 หมื่นล้านบาท

เลิกมโนว่าไม่มีมิเตอร์ดูการไหลของก๊าซจากหลุมปิโตรเลียมแบบรีลไทม์

เมื่อปิโตรเลียมได้รับการผลิตขึ้นมาจากหลุมนั้น ภาครัฐโดยกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติทราบในทุกๆหยด ทุกอณูที่ขึ้นมาว่าผลิตขึ้นมาเท่าไหร่ เอาไปผ่านกระบวนการจุดไหน อย่างไร เท่าไหร่บ้าง


ก๊าซธรรมชาติ คอนเดนเสท น้ำมันดิบที่ขึ้นมาจากหลุมมันไม่ได้ขึ้นมาแล้วใช้ได้ทั้งหมด มันมีสิ่งเจือปนที่ต้องเอาออก เพราะมันไม่สามารถซื้อขายได้ ดังนั้นปริมาณปิโตรเลียมที่ขึ้นมาจากหลุมทั้งหมด จะไม่ใช่ปริมาณปิโตรเบียมที่ขายทั้งหมด ทุกอย่างมีการแสดงผลและเก็บข้อมูลรายงานกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติตลอดเวลาและในเวลาเย็นของทุกๆ วันจะมีรายงานสรุปอีกทีหนึ่ง ซึ่งเป็นการ double check ในตัวอยู่แล้ว และยังมีข้าราชการกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติผู้รับผิดชอบอยู่หน้างานคอยตรวจสอบอีกครั้งหนึ่ง พร้อมกับการรายงานมาที่กรมฯ แบบ Real time ขอย้ำว่า Real time อีกครั้งหนึ่ง

(ที่บอกว่าอยากได้ให้มีมิเตอร์แบบนี้กัน แต่หารู้ไม่ว่าเค้ามีมานานแล้ว)

ดังนั้นอย่างที่บอกนี่คือการ double double check กันทีเดียวเลย ที่บอกว่าเป็นการรายงานภายในของหน่วยงานทำงานอย่างเดียวอันนี้ไม่จริงโดยสิ้นเชิง

หรือแม้แต่การที่ลากเอาไปว่าเนื่องจากการผลิตก๊าซแต่ละแหล่งคนละสัญญานั้น การคำนวณปริมาณก๊าซของหน่วยงานรัฐจะเป็นข้อมูลหลังปัจจุบัน 1 วัน อันนี้จริงครับแต่จริงไม่หมด

การซื้อขายก๊าซธรรมชาตินั้นจะถูกกำหนดไว้ด้วย
- ปริมาณ
- คุณภาพ
- ค่าความร้อน
ปริมาณ หน่วยงานรัฐ ทราบปริมาณก๊าซธรรมชาติที่ส่งขายเป็นแบบ real time สามารถทราบได้จากระบบมาตรวัดตลอดเวลาและจะมีการสรุปในทุกๆวัน

ส่วนคุณภาพนั้นคือปริมาณ Co2 ปริมาณน้ำในเนื้อก๊าซธรรมชาติที่มีการกำหนดค่าในสัญญาซื้อขาย อันนี้ต้องควบคุมไม่ให้เกินกว่าที่ตกลงกันไว้ โดยการวัดค่าน้ำและ co2 ผ่านอุปกรณ์ที่ถูกปรับเทียบและควบคุมโดยหน่วยงานรัฐ หรือก็คือ กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ

ส่วนสุดท้ายคือค่าความร้อน อันนี้คือการนำก๊าซธรรมชาติไปผ่านเครื่อง gas chromatography เพื่อหารายละเอียดองค์ประกอบของเนื้อก๊าซว่าประกอบไปด้วย carbon ใดๆเป็นองค์ประกอบบ้าง เพื่อคำนวณหาค่าความร้อนจากเนื้อแก๊สนั้น ซึ่งกระบวนการวัดปริมาณ คุณภาพ ค่าความร้อนนั้น ถูกกำหนดโดยกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติโดยใช้มาตรฐาน AGA (American Gas Association) ล่าสุดในการกำหนดวิธีการ กระบวนการและอุปกรณ์ ผสานกับ พรบ. ปิโตรเลียมที่กำหนดกระบวนการต่างๆ ไว้เช่นกัน

โดยค่าของคุณภาพและค่าความร้อนจะถูกเก็บค่าและคำนวณตามหลักการที่กำหนดไว้ ซึ่งจะใ้ช้เวลาประมาณ 1 วันในการคำนวณ เพื่อนำมาคำนวณกับปริมาณก๊าซที่ส่งขายซึ่งทราบอยู่แล้วแบบ real time ได้ออกมาเป็นมูลค่าของก๊าซในการจัดเก็บค่าภาคหลวงต่อไป ซึ่งมีบางท่านบอกว่ากรมเชื้อเพลิงธรรมชาติจะทราบปริมาณก๊าซธรรมชาติช้าไป 1 วัน อันนี้ไม่จริงด้วยประการทั้งปวง







ที่มา เลิกมโนว่าไม่มีมิเตอร์ดูการไหลของก๊าซจากหลุมปิโตรเลียม เครดิต น้องปอสาม

ต้นทุนขุดเจาะน้ำมัน 1 บาท โคตรมั่ว!!

เป็นการมโนที่โคตรโง่เง่าที่สุดของคนทำข้อมูลนี้ ในการบอกว่าต้นทุนขุดเจาะ 1 บาท แล้วแถมมาเทียบกับราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศที่มีทั้งภาษีต่างๆ อีกมากมาย


โดยเฉพาะต้นตอโพสต์ที่ไปจับเอาข้อมูลบางส่วนมาโพสต์
ความเป็นจริงคือ

เป็นเรื่องค่าใช้จ่ายของ HESS โดยสาระสำคัญที่จับเอามากระเดียดคือ สรุปรายได้และค่าใช้จ่ายในการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมของบริษัท HESS Corp ในปี 2011

เนื่องจากทาง Hess ไม่ได้จำแนกสัดส่วนต้นทุนและค่าใช้จ่ายแต่ละอย่างเป็นรายทวีป มีแค่ต้นทุนและค่าใช้จ่ายในกระบวนการหรือ Production (Lifting) Cost เพียงอย่างเดียวที่แจกแจงตามทวีป ดังนั้น ผมจะลองคำนวณคร่าวๆตามสัดส่วนของค่าใช้จ่ายโดยรวมของค่าใช้จ่ายในแต่ละประเภท (ซึ่งถ้าให้ถูกต้องจริงๆ ต้องใช้ค่าใช้จ่ายแยกตามทวีปทั้งหมด) ดังต่อไปนี้ครับ

ตารางแสดงการคำนวณต้นทุนค่าใช้จ่ายทั้งหมดตามสัดส่วนของค่าใช้จ่ายรวมและแสดงกำไรสุทธิ ในส่วนของทวีปเอเชีย ของบริษัท Hess Corp. ปี 2011

จะเห็นได้ว่า ค่าใช้จ่ายที่ผมประมาณจากการเทียบสัดส่วนค่าใช้จ่ายโดยรวมนั้น ทำให้ทวีปเอเชีย มีค่าใช้จ่ายทั้งหมดต่อหน่วย BOE ที่ผลิตได้คือ $29.45/BOE และ ภาษีเงินได้ที่ต้องหัก จากข้อมูลของ HESS เอง คิดเป็น 33% ของรายได้สุทธิก่อนหักภาษี สรุปแล้ว HESS จะมีกำไรสุทธิจากปิโตรเลียมในทวิปเอเชียอยู่ที่ $13.7/BOE หรือ 2.5 บาทต่อลิตรเทียบเท่าน้ำมันดิบ* เท่านั้นเองครับ (ทั้งหมดนี้คือค่าประมาณการจากการสัดส่วนค่าใช้จ่ายจากค่าใช้จ่ายรวม ซึ่งถ้าให้ถูกต้องจริงๆ ต้องใช้ค่าใช้จ่ายแยกตามทวีปทั้งหมด)

*อัตราแลกเปลี่ยน 29 บาทต่อ 1 ดอลล่าร์สหรัฐฯ และ 1 บาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบ เท่ากับ 159 ลิตร



ต้นทุนการผลิตปิโตรเลียมที่แท้จริง

ผู้ที่จัดทำรูป ได้เข้าใจผิดและนำต้นทุนส่วนกระบวนการผลิต (Production Cost หรือ Lifting Cost) มาเพียงแค่อันเดียว ซึ่งความเป็นจริงแล้วต้นทุนการผลิตทั้งหมดจะต้องรวม ต้นทุนที่เกิดจากการสำรวจและค้นหา ต้นทุนการพัฒนาแหล่งปิโตรเลียม ต้นทุนการบริหารจัดการ รวมถึงต้นทุนของดอกเบี้ย และค่าใช้จ่ายอื่นๆอีกครับ รูปดังต่อไปนี้เป็นการแสดงยอดขายและต้นทุนค่าใช้จ่ายทั้งหมดในส่วนของสำรวจและผลิตปิโตรเลียมของบริษัท Hess Corp ปี 2011

รูปแสดงยอดขายและค่าใช้จ่ายทั้งหมดในการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมทั้งหมดของบริษัท Hess Corp ในปี 2011



1. Production expenses including related taxes (ค่าใช้จ่ายในกระบวนการผลิต หรือ Lifting cost)

ต้นทุนค่าใช้จ่ายนี้คือ ต้นทุนค่าใช้จ่ายส่วนกระบวนการผลิตเท่านั้น จากคำนิยามที่ทาง HESS ให้ไว้คือ เป็นค่าใช้จ่ายในส่วนกระบวนการผลิต การซ่อมบำรุงรักษาหลุมผลิต, อุปกรณ์การผลิต รวมค่าขนส่งและส่วนที่เป็นภาษีเพิ่มเติม (เป็นค่าภาคหลวง ผลตอบแทนพิเศษ ส่วนแบ่งกำไร) บางบริษัทจะแยกส่วนที่เป็นค่าภาคหลวงและค่าใช้จ่ายอื่นที่ต้องให้รัฐอีกต่างหาก ซึ่งค่าใช้จ่ายนี้ทาง HESS Corp แยกเป็นส่วนของทวีปเอเชียเท่ากับ $10.62/BOE

2. Exploration expenses, including dry holes and lease impairment (ค่าใช้จ่ายในการสำรวจ)

ต้นทุนค่าใช้จ่ายนี้คือ ต้นทุนค่าใช้จ่ายในการสำรวจและขุดเจาะหลุมสำรวจปิโตรเลียมทั้งหมด รวมถึงหลุมที่ไม่พบปิโตรเลียมด้วย ต้นทุนนี้คือต้นทุนส่วนนึงของ Finding Cost

3. General, administrative and other expenses หรือ G&A (ค่าใช้จ่ายในการดำเนินการ)

เป็นต้นทุนค่าใช้จ่ายส่วนของการบริหารจัดการ การดำเนินงาน ธุรการ ค่าจ้างผลตอบแทนพนักงาน และค่าใช้จ่ายอื่นๆ

4. Depreciation, Depletion and Amortization หรือ DD&A (ค่าเสื่อมราคา ค่าสูญสิ้นและค่าตัดการจำหน่าย)

ต้นทุนค่าใช้จ่ายนี้คือ ต้นทุนค่าใช้จ่ายการพัฒนาแหล่งปิโตรเลียม มันคือส่วนหนึ่งของสินทรัพย์ในแหล่งปิโตรเลียมที่ค้นพบปริมาณสำรองที่พิสูจน์ได้แล้ว เงินลงทุนก่อสร้างแท่นผลิตต่างๆและขุดเจาะหลุมผลิตตอนพัฒนาแหล่งปิโตรเลียมจะกลายเป็นสินทรัพย์ เช่น หลุมสำรวจ หลุมผลิต แท่นผลิต เครื่องมืออุปกรณ์การผลิต รวมถึงต้นทุนการรื้อถอน ฯลฯ มูลค่าของพวกนี้จะมีค่าเสื่อมราคาโดยคำนวณโดยวิธีสัดส่วนของผลผลิตตลอดอายุของปริมาณสำรองที่พิสูจน์แล้ว เมื่อหมดอายุสัมปทาน ของเหล่านี้จะกลายเป็นแค่เศษเหล็กที่ต้องรื้อถอนออกไป ดังนั้น ส่วนนี้คือต้นทุนที่จ่ายแล้วจริงตั้งแต่เริ่มมีการสำรวจและพัฒนาแหล่งปิโตรเลียม (ส่วนนึงของ Finding Cost เช่นเดียวกัน) แต่ใช้วิธีทยอยตัดรายจ่ายในรูปค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่ายนั่นเอง ส่วนแหล่งที่พบปริมาณที่ไม่คุ้มค่าในเชิงพาณิชย์สินทรัพย์ทุกอย่างจะถูกตัดการจำหน่ายเป็นค่าใช้จ่ายออกไปทั้งหมด

5. Asset Impairment (การด้อยค่าของสินทรัพย์)

ต้นทุนค่าใช้จ่ายนี้จะคล้ายในส่วนของค่าเสื่อมราคา แต่เกิดจากการที่ราคาตลาดของสินทรัพย์ที่เกิดจากการลงทุนพัฒนาแหล่งปิโตรเลียม (หลุมสำรวจ หลุมผลิต แท่นผลิต ฯลฯ) ที่ผมอธิบายในส่วนของค่าเสื่อมราคาฯ นั้น มีราคาเปลี่ยนแปลงลดลงมากกว่าความเสื่อมราคาเนื่องจากการใช้งาน สินทรัพย์ที่เรามีล้าสมัยแล้ว (ราคาตก) รวมถึงอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นจนมีผลกระทบต่อราคาสินทรัพย์ (กู้เงินมาสร้าง) ถ้าสมมติเราขายสินทรัพย์ (เช่น ขายกิจการ) จะทำให้ขายได้ในราคาต่ำกว่าต้นทุนจริงหลังหักค่าเสื่อมไปแล้ว ดังนั้นต้นทุนนี้คือต้นทุนแฝงในส่วนของ Finding Cost ด้วย

ที่ขาดไม่ได้อีกอันก็คือ

6. Petroleum Income Taxes (ภาษีเงินได้ปิโตรเลียม)

จะมากน้อยขึ้นอยู่รายได้สุทธิก่อนหักภาษีนั่นเอง และอัตราภาษีก็ขึ้นอยู่กับแต่ละประเทศที่ไปลงทุนด้วย

และการเอามาเทียบกับราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศที่นั้นยิ่งคนละส่วน เพราะ ราคาน้ำมันที่ขายแต่ละประเทศโครงสร้างนั้นต่างกัน

วาทกรรมปิโตรธิปไตย ประชาธิไตยพลังงาน

Energy Guru อ่านบทความอาจารย์ ประสาท มีแต้ม ที่ลงในสื่อผู้จัดการออนไลน์ วันที่ 24 ก.ค.2559 หลังที่แกไปเป็นวิทยากรบนเวที คปพ.ที่หอประชุมเล็ก มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อวันที่ 23ก.ค หัวข้อจากปิโตรธิปไตยสู่ประชาธิปไตยพลังงาน ก็เห็นว่าอาจารย์แกชอบประดิษฐ์คำ มาเพื่อจูงใจมวลชน แกให้ความหมาย ปิโตรธิปไตย ว่า การครอบงำโลกด้วยปิโตรเลียม พร้อมเขียนความจริงตามความเข้าใจของแก 5ประการ ซึ่งคงจะได้ถกกัน เป็นข้อๆ ดังนี้

ที่มาภาพ https://www.facebook.com/729679307066728/photos/a.731322350235757.1073741828.729679307066728/1221369387897715/?type=3&theater

1.แกบอกว่ายูโนแคลของสหรัฐอเมริกา ไปทำธุรกิจที่อินโดนีเซีย ในปี2504 (ก่อนไทย10ปี ) ใช้ระบบแบ่งปันผลผลิต ที่รัฐบาลเป็นเจ้าของปิโตรเลียม อุปกรณ์การผลิต การจำหน่ายและปรับเปลี่ยนแผนการผลิต แต่พอยูโนแคลมาลงทุนที่ไทย ไทยกลับใช้ระบบสัมปทานปิโตรเลียม ที่กรรมสิทธิ์ความเป็นเจ้าของ เป็นของผู้รับสัมปทาน ดังนั้น ที่เขียนในพ.ร.บ.ปิโตรเลียมพ.ศ2514ว่า “ปิโตรเลียมเป็นของรัฐ” จึงเป็นวาทกรรม แบบเดียวกับเพลง จดหมายผิดซอง เพื่อต้องการจะบอกให้ประชาชนเข้าใจว่า รัฐเป็นเจ้าของแต่ซองจดหมาย แต่จดหมาย(หมายถึงปิโตรเลียม) นั้นเป็นของเอกชนผู้รับสัมปทาน 

เรื่องนี้ ถ้าไปอ่านดูประวัติศาสตร์ปิโตรเลียม ก็ต้องบอกว่า เป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องของฝ่ายนโยบายและข้าราชการระดับสูงของไทยสมัยนั้น ที่ให้ร่างกฏหมายเพื่อนำระบบสัมปทานมาใช้ แบบเดียวกับประเทศผู้ล่าอาณานิคมใช้กัน ซึ่งทำให้รัฐได้ประโยชน์ มากกว่าเพราะรัฐไม่ต้องมารับความเสี่ยง รัฐเป็นเจ้าของปิโตรเลียม แต่ให้สิทธิ์ผู้รับสัมปทานมาดำเนินการแทน ในขณะที่ ระบบแบ่งปันผลผลิต ที่อินโดนีเซียใช้เป็นประเทศแรกค่อนข้างมีปัญหาในทางปฏิบัติ มีการจ่ายใต้โต๊ะ มีคอร์รัปชั่น ด้วยระบบที่เอื้อให้ทำเช่นนั้น เนื่องจากกระบวนการทุกอย่างรัฐเป็นผู้อนุมัติ ไม่จูงใจให้เอกชนปรับลดต้นทุนของตน เพราะมีรัฐมาช่วยแบกรับความเสี่ยง 

2.แกบอกว่า แหล่งเอราวัณที่ยูโนแคล(ปัจจุบันเป็นของเชฟรอน)ได้สัมปทานไปนั้น เคยแจ้งกับรัฐว่าจะหมดภายใน17ปี นับแต่วันที่เริ่มเจาะหลุมผลิตเมื่อปี2524 แต่ตอนนี้ผ่านมา35ปี ยังไม่หมด( เพื่อจะบอกว่าปิโตรเลียมไทยนั้นมีเยอะ ที่รัฐบอกว่าจะหมด เหมือนเป็นการขู่ให้กลัว)

ที่จริง ที่มันยังไม่หมด อาจารย์แกน่าจะรู้ดี ว่ามันมีการพัฒนาเทคโนโลยีการสำรวจและผลิต ให้เหมาะกับโครงสร้างทางธรณีวิทยา และเจาะหลุมผลิตใหม่ๆเพิ่มทุกปี ปิโตรเลียมที่อยู่ใต้ดินแบบกระเปาะเล็กๆ กระจัดกระจายที่เดิมคิดว่าจะนำขึ้นมาใช้ไม่ได้ ไม่คุ้มทุน ก็มีความคุ้มทุน ซึ่งต้องยกความดีให้ระบบสัมปทาน ที่จูงใจให้เอกชนต้องพัฒนาเทคโนโลยีและลดต้นทุนของตัวเองให้ต่ำ เพราะ ยิ่งทำให้ต้นทุนต่ำได้เท่าไหร่ ก็มีกำไรเพิ่มขึ้น ในขณะที่ไทย ก็สามารถนำปิโตรเลียมขึ้นมาใช้ประโยชน์ได้มากขึ้น ได้ผลตอบแทนเป็นร่าภาคหลวง ภาษีปิโตรเลียมมากขึ้น 

3.อาจารย์แกบอกโดยอ้างข้อมูลกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ว่าบริษัทผู้รับสัมปทานนั้นได้กำไรมากเกินควร คือปี2555 ได้กำไรร้อยละ117 (ราคาน้ำมันอยู่ที่เฉลี่ย98เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล)

ก็ต้องบอกในข้อเท็จจริงที่เป็นสากลทั่วไปไม่เฉพาะประเทศไทยว่า ธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียม นั้น ความเสี่ยงสูง กำไรสูง ประเด็นก็คือกำไรมาก ก็ต้องแบ่งให้รัฐมาก เพราะ รัฐเก็บภาษีปิโตรเลียมสูงถึงร้อยละ50 (เก็บในสัดส่วนที่สูงกว่าธุรกิจอื่นๆ) ที่จริงปีที่ได้กำไรน้อย หรือขาดทุนก็มี คือปีที่ราคาน้ำมันตกต่ำอย่างปี2558แต่อาจารย์แกเลือกหยิบมาเฉพาะปีที่กำไรดี และเลือกมาเฉพาะบางบริษัท แต่ไม่ได้ยกตัวอย่างบริษัทที่เข้ามาลงทุนแล้วไม่ประสบความสำเร็จ เพราะสำรวจไม่เจอ แล้วต้องม้วนเสื่อกลับบ้าน 

4.แกบอกว่าราคาก๊าซพม่า ที่ขายให้ไทยลดลง แต่ราคาค่าไฟฟ้าในประเทศไทย ไม่ลดลงเลย

ข้อนี้ เป็นความเข้าใจที่ผิดไปเลย ความจริงคือราคาค่าไฟฟ้าในส่วนของเอฟที มีการปรับลดลงมาอย่างต่อเนื่องในแต่ละงวด แต่จะลดลงช้ากว่าราคาน้ำมันที่ปรับลดลง เพราะสูตรราคาก๊าซนั้นผูกติดกับราคาน้ำมันย้อนหลังไปประมาณ6-12เดือน คือ น้ำมันลดลงวันนี้ อีก6-12เดือน ราคาก๊าซจึงจะลดลงตาม และการปรับลดลงก็ยังขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่นๆด้วยเช่น อัตราแลกเปลี่ยน รวมทั้งลดลงในสัดส่วนที่ไม่เท่ากับราคาน้ำมันที่ลดลง หรือราคาก๊าซจากพม่าที่ลดลง เพราะ การผลิตไฟฟ้าของไทย ใช้ก๊าซเป็นเชื้อเพลิงประมาณเกือบร้อยละ70 และส่วนใหญ่ เป็นก๊าซจากอ่าวไทย ก๊าซจากพม่า คิดเป็นสัดส่วนประมาณร้อยละ 20เท่านั้น นอกจากนี้ ก๊าซจากพม่า กับก๊าซจากอ่าวไทย ก็มีสูตรราคาที่อ้างอิงราคาน้ำมันที่ต่างกัน การปรับลดลง จึงไม่เท่ากัน

5.แกบอกว่ารัฐขู่ว่าไฟจะดับ ถ้าไม่ต่ออายุสัมปทานเอราวัณและบงกช ที่จริงอาจารย์แกก็รู้ว่า

สัมปทานเอราวัณและบงกช นั้น หมดอายุสัมปทานคราวนี้แล้ว ต่ออายุไม่ได้ แต่ต้องเป็นการทำสัญญาใหม่ เงื่อนไขใหม่ ส่วนจะเป็นระบบแบบใด ใครจะได้มาบริหารจัดการ ก็อยู่ที่ขั้นตอนการประมูลคัดเลือกตามมติกพช. และถ้าการผลิตไม่ต่อเนื่อง รัฐก็ไม่ได้บอกว่า ไฟฟ้าจะดับ แต่บอกว่าไฟฟ้าจะแพง เพราะ ต้องนำเข้าแอลเอ็นจี ที่มีราคาแพงกว่าก๊าซในอ่าวไทย เข้ามาใช้ทดแทน ส่วนข้อเสนออาจารย์ที่ให้ส่งเสริมโซลาร์รูฟท็อป มาแทนไฟฟ้าที่ผลิตจากก๊าซนั้น ก็ต้องบอกว่า ถ้าติดตั้งจริง เวลา กลางคืน ไม่มีแสงอาทิตย์ เราจะเอาไฟฟ้าจากไหนมาใช้ เพราะระบบแบตเตอรี่กักเก็บไฟฟ้าแพงมาก จำเป็นที่รัฐจะต้องลงทุนโรงไฟฟ้าที่ใช้ฟอสซิลมาแบ็คอัพให้อยู่ดี ข้อนี้อยากจะบอกว่า โซลาร์รูฟท็อบ ถ้าติดตั้งเพื่อไม่ขายไฟเข้าระบบ นั้นทำได้ หรือถ้าจะขาย ก็ต้องขายในราคาต้นทุนที่ไม่มีการอุดหนุน ซึ่งต้องต่ำกว่าเชื้อเพลิงฟอสซิล เพราะถ้ายังมีการอุดหนุน ยิ่งทำมาก ค่าไฟก็ยิ่งแพง ประชาธิปไตยพลังงานที่อาจารย์แกหมายถึงว่าทุกครัวเรือนมีสิทธิ์ผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ขายเข้าระบบ จึงยิ่งเป็นการซ้ำเติมต้นทุนพลังงานของประเทศ 

เขียนถกกับอาจารย์แกเสียยาว หวังว่าคงจะอ่านกันจนถึงบรรทัดสุดท้าย ส่วนจะคิดเห็นกันอย่างไรก็อยู่ที่ดุลยพินิจของแต่ละท่านก็แล้วกัน

"อธิปไตยพลังงาน" ....วาทกรรมไร้ความหมาย

ในช่วงเวลาสั้นๆ ที่ผ่านมา เราจะได้ยินคำว่า “อธิปไตยพลังงาน” โผล่ขึ้นมามากมายบ่อยครั้งตามสื่อต่างๆ ทั้งสื่อหลักและสื่อ Social Media (ลองพิมพ์คำนี้แล้วเข้าไปหาใน Google ดูสิครับ ท่านหาอ่านได้เป็นสิบๆ หน้าเลยครับ)


ที่มาภาพ: https://thaipublica.org/2016/07/banyong-pongpanich-72/
มีใครเคยฉุกคิดโดยใช้หลัก “กาลามสูตร” ของพระพุทธองค์มาพิจารณากันดูไหมครับ ว่าคำว่า “อธิปไตยพลังงาน” นี่หมายถึงอะไร มีความหมายความสำคัญจริงๆ แค่ไหน หรือเพียงแค่ฟังตามๆ กันมาแล้วก็พูดตามๆ กันไป เพียงเพราะมันเป็นคำที่ฟังดูดี ดูเท่ ดูดุเดือด รักชาติ รักสังคมดี
ผมขอฟันธงก่อนเลยว่า คำ “อธิปไตยพลังงาน” นี้ เป็นคำที่ไร้ความหมาย ไร้สาระ …เป็น “วาทกรรมประดิษฐ์” ที่มีผู้คิดสร้างขึ้น เพื่อชักจูงให้คนเข้าใจไปในทางที่ส่งเสริมแนวคิดทางสังคมนิยมของพวกตน เพื่อสนับสนุนให้มีการจัดตั้ง “บรรษัทพลังงานแห่งชาติ” ที่มีพวกตนเข้าไปมีบทบาทบริหารควบคุม ทั้งๆ ที่แนวคิดนี้กำลังเสื่อมความนิยมลงทั่วโลก เพราะเป็นวิธีการที่ประวัติศาสตร์ได้พิสูจน์แล้วว่า ไม่มีประสิทธิภาพ ล่อแหลมต่อการทุจริต และทำให้รัฐสุ่มเสี่ยงเกินไปโดยที่ไม่จำเป็น ซึ่งเมื่อถกเถียงกันโดยเหตุผลแล้วไม่สำเร็จ คนกลุ่มนี้ก็เลยไปใช้วิธีปลุกกระแสชาตินิยม กระแสรักชาติ รวมทั้งใช้กลยุทธ์ประชานิยม (ทำให้คนเชื่อว่าจะได้ใช้นำ้มันราคาถูก) มาจูงใจสังคม แล้วก็เลยคิดประดิษฐ์คำเท่ๆ อย่าง “อธิปไตยพลังงาน” ขึ้นมาเพื่อใช้นำปลุกระดมผู้คน

ทำไมผมถึงบังอาจสรุปอย่างนี้ …จะขออธิบายนะครับ

ถ้าไปเปิดพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน ก็จะแปลความหมายคำว่า “อธิปไตย” ว่า “อำนาจสูงสุดของรัฐที่จะใช้บังคับบัญชาภายในอาณาเขตของตน” หรือในภาษาอังกฤษก็จะตรงกับคำว่า “Sovereignty” ซึ่งก็มีความหมายตรงกัน คือหมายถึงว่า รัฐใดที่เป็นอิสระย่อมมีอำนาจอธิปไตยเหนือขอบเขตของประเทศตน จะออกกฎหมาย จะบังคับใช้กฎหมายที่ตนมีอยู่ได้ จะใช้ระบอบใดปกครองก็เป็นสิทธิ

การใช้อำนาจอธิปไตยนั้น ย่อมทำได้ภายใต้กฎหมาย ภายใต้รัฏฐาธิปัตย์ของแต่ละประเทศ แต่ทั้งนี้ก็จะต้องคำนึงถึงพันธสัญญาที่ตนมีอยู่ ทั้งกับประเทศต่างๆ หรือกับเอกชนและประชาชน ทั้งในและนอกประเทศ รวมทั้งยังต้องคำนึงถึงวัฒนธรรมการอยู่ร่วมกันในโลกนี้ด้วย

แต่เอาเข้าจริงก็มีการใช้อำนาจโดยละเมิดพันธะที่ว่าโดยประเทศต่างๆ อยู่เสมอๆ ซึ่งก็ยังสามารถทำได้และมีผลภายในเขตประเทศตน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็ย่อมต้องยอมรับผลกระทบที่ตามมา (Consequences) ด้วย เช่น ประเทศอาจออกกฎหมายยึดกิจการบางอย่างของต่างชาติที่อยู่ในเขตแดนเป็นของรัฐ หรืออาจเบี้ยวไม่ยอมรับพันธสัญญาที่ทำไว้ก็ได้ แต่สิ่งที่ตามมาก็อาจทำให้ไม่มีใครมาค้าขายลงทุนด้วยอีก หรืออาจถูกปฏิบัติตอบเยี่ยงเดียวกัน (คือยึดของเราบ้าง) หรือถ้าหนักขึ้นก็อาจจะถูกแซงก์ชัน (Sanction) ซึ่งมีตั้งแต่ระดับอ่อนอย่างการตั้งกำแพงภาษีสำหรับสินค้าบางชนิด ไปจนถึงระดับแรง เช่น งดเว้นการค้าขายการลงทุนด้วยเลย หรือถ้าหนักที่สุดก็คือการประกาศสงครามเข้าต่อสู้รุกรานโดยกองทัพกันเลย (มีน้อยครั้งนะครับ และต้องเป็นเรื่องใหญ่จริงๆ)

จะขอยกตัวอย่างใกล้ๆ ตัวนะครับ …อย่างการที่เราถูกกล่าวหาใน TIP Report ว่าไม่เอาจริงกับการแก้ปัญหาการค้ามนุษย์ หรือถูกให้ใบเหลืองจาก IUU เรื่องประมงผิดกฎหมาย อันอาจทำให้ถูกกีดกันการค้า หรืองดนำเข้าอาหารทะเลจากไทย ซึ่งโดย “อำนาจอธิปไตย” เราอาจจะเมินเฉย ด่ากลับ โดยไม่ทำอะไรก็ย่อมได้ แต่ก็ต้องยอมรับผลที่อาจทำให้สินค้าไทยจะขายไม่ออก หรือทำให้อุตสาหกรรมอาหารทะเลต้องพังพินาศไป ที่เราต้องนั่งมุ่งมั่นแก้ปัญหาอย่างจริงจัง ไม่ใช่เพราะเราไม่มี “อธิปไตยอาหารทะเล” หรอกนะครับ แต่เพราะเราไม่อยากเผชิญผลกระทบต่างหาก

หรืออีกสักตัวอย่างหนึ่ง การที่ประเทศไทยโดนฟ้องโดยเอกชนในศาลอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศว่าละเมิดสัญญาคุ้มครองการค้าที่ทำกับเยอรมันในกรณีบริษัททางยกระดับดอนเมืองโทลเวย์ แล้วเราแพ้คดี โดนปรับกว่า 30 ล้านยูโร แล้วไม่ยอมจ่าย ทำให้รัฐบาลเยอรมันทำการยึดเครื่องบินพระที่นั่งของสมเด็จพระบรมฯ ที่เข้าไปในเขตประเทศเขาเมื่อปี 2554 จนต้องยอมเอาหนังสือค้ำประกันธนาคารไปแลกเครื่องบินคืนมา ซึ่งถ้าเราเลือกที่จะดื้อดึงใช้อำนาจอธิปไตยตอบโต้ เช่น ยึดทรัพย์รัฐบาลเยอรมัน หรือของเอกชนที่อยู่ในประเทศเราบ้างก็ย่อมทำได้ แต่ก็คงจะส่งผลลุกลามร้ายแรงไปกว่านี้ ซึ่งที่เรายอมไปก็ไม่ได้แปลว่าเราไม่มี “อธิปไตยทางด่วน” ใดๆ ทั้งสิ้น

ขอกลับมาเรื่อง “อธิปไตยพลังงาน” นะครับ ที่ออกมาตะโกนก้องว่า “เราจะต้องเสียอธิปไตยพลังงาน” ถ้าไม่ทำตามที่พวกท่านเรียกร้อง คือ ถ้าไม่ยึดแหล่งพลังงานมาทำเอง ถ้าไม่ตั้งบรรษัทพลังงานแห่งชาติขึ้นมาเป็นเจ้าของและบริหารควบคุม (แล้วตั้งพวกท่านเข้าไปบริหารบรรษัทอีกทีหนึ่ง) ถ้าไม่เปลี่ยนระบบจากที่เคยให้สัมปทานเอกชนไปเป็นระบบแบ่งปันผลผลิต หรือว่าจ้างผลิต ก็จะถือว่ายกทรัพยากรให้เอกชน ให้ต่างชาติ เพราะว่าน้ำมันจะเป็นของเขา รัฐจะนั่งรอให้เขาเอาไปขายแล้วรอแบ่งเงินค่าภาคหลวงค่าภาษี ไม่ได้มีอำนาจที่จะขนเอาน้ำมันมาเข้าคลัง มาจัดการขายเองเอาเงินเอง (ทำอย่างกับว่ารัฐทำเป็น ทำเก่ง)

หรือกระทั่งบางคนถึงกับกล่าวหาว่า ที่เราใช้ระบบสัมปทานให้เอกชนขุดหาแหล่งพลังงาน โดยรัฐเก็บค่าภาคหลวงและภาษีต่างๆ เป็นตัวเงินในช่วงสามสิบปีที่ผ่านมานั้น เป็นการที่เราไม่มีอธิปไตยทางพลังงานตลอดมา พอสัมปทานจะครบอายุจึงเป็นเวลาที่จะต้องเอา “อธิปไตยพลังงาน” ที่สูญเสียไปนานกลับคืนมาเสียที โดยการจัดตั้งบรรษัทที่ว่าและเปลี่ยนระบบมาเป็นแบบที่เขาเรียกร้อง

ผมขอบอกเลยว่า ไม่ว่าจะมีบรรษัทที่รัฐเป็นเจ้าของ 100% ลงทุนเอง เสี่ยงเอง บริหารเอง หรือมีรัฐวิสาหกิจที่รัฐถือหุ้นแค่ครึ่งเดียว หรือจะให้เอกชนแข่งขันกันทำทั้ง 100% (เหมือนพวกประเทศพัฒนาแล้วเกือบทุกแห่ง) ไม่ว่าจะใช้ระบบสัมปทาน (Concession) ไม่ว่าจะใช้ระบบแบ่งปันผลผลิต (Product Sharing) หรือจะว่าจ้างผลิต จะเป็นแบบไหนระบบใด ไม่มีความเกี่ยวข้องกับ “อธิปไตย” หรือ “อำนาจอธิปไตย” ใดๆ ทั้งสิ้น

ประเทศไทย รัฐบาลไทย ศาลไทย รัฐสภาไทย จะยังคงมีอำนาจอธิปไตยเหนือดินแดนไทยตลอดไป เรายังสามารถออกกฎหมายบังคับใช้กับทุกๆ คนที่ประกอบกิจการในเขตดินแดนไทยได้ทุกอย่าง จะออกกฎหมายยึดคืนในรูปแบบต่างๆ ก็ยังได้เลย (เหมือนอย่างเวเนซุเอลา ประเทศที่เคยเป็นแม่แบบของเหล่านักทวงคืนเคยทำไงครับ แต่เดี๋ยวนี้เวเนฯ เละตุ้มเป๊ะไปแล้ว พวกท่านก็เลยแกล้งลืมไม่พูดถึงอีก) แต่อย่างที่ว่าแหละครับ …ทำไปก็ต้องรับผลกระทบที่ตามมาด้วย

เรื่องของทรัพยากรธรรมชาตินั้น ทั้งตามกฎหมายไทย กฎหมายสากล ส่วนใหญ่นั้นก็เหมือนๆ กัน คือ เป็นสมบัติของรัฐของส่วนรวม แม้อยู่ใต้ที่ดินเรายังไม่ใช่ของเราเลย แต่การที่จัดสรรแบ่งให้เอกชนทำ จะเป็นชาวไทยหรือต่างชาตินั้นก็เพราะเพื่อให้มีประสิทธิภาพ มีเทคโนโลยี รวมทั้งประหยัดทรัพยากรภาครัฐไปทำอย่างอื่นที่จำเป็นกว่า และที่สำคัญ รัฐไม่ต้องรับความเสี่ยงในกิจกรรมที่รู้ชัดๆ ว่ามีความเสี่ยงสูง จะใช้ระบบใดก็ยังถือว่าทรัพยากรนั้นเป็นของรัฐ …อย่างนำ้มันนั้น ถ้ามีเหตุจำเป็น เช่น ยามขาดแคลนจัด หรือยามสงคราม รัฐสามารถบังคับให้เอกชนต้องตั้งสำรองเพิ่มหรือแม้จะให้ส่งผลิตภัณฑ์ทั้งหมดให้รัฐเลยก็ยังทำได้ (ถ้ามีการชดเชยตามสมควรก็ถือว่าเป็นเรื่องปกติยอมรับได้ด้วยซ้ำ) ทำอะไรอย่างไรก็ไม่เสียอธิปไตยใดๆ ทั้งสิ้น

จะว่าไป …การที่ศาลปกครองสูงสุดออกมาพิพากษาให้ ปตท. ต้องคืนท่อก๊าซบนที่ดินที่ได้มาจากการใช้อำนาจรัฐเวนคืนเมื่อปี 2549 นั้น ก็ถือได้ว่าเป็นการใช้อำนาจอธิปไตยของศาลที่ให้ยึดสมบัติที่ทั้งรัฐบาลผู้ขายหุ้นและนักลงทุนหลายแสนคนผู้ซื้อหุ้นต่างเข้าใจมาตลอดว่ามันเป็นสมบัติของ ปตท. ที่ได้แบ่งขายให้ผู้ถือหุ้นทุกคนร่วมเป็นเจ้าของไปแล้ว การที่ศาลอ้างว่าเป็นไปตามมาตรา 24 ของ พ.ร.บ.ทุนรัฐวิสาหกิจ 2542 ผมอ่าน ม.24 หลายสิบรอบก็ยังไม่สามารถเห็นด้วยกับศาลเลย …แต่เอาเถอะครับ จะถูกจะผิดอย่างไร ถึงจะไม่เห็นด้วย แต่เนื่องจากศาลท่านเป็นผู้ใช้อำนาจอธิปไตยในเรื่องนี้ เราก็ต้องเคารพและทำตาม และก็พยายามลดผลกระทบโดยการทำให้นักลงทุนเข้าใจ (การที่ผู้บริหาร ปตท. ออกมาประกาศว่าจะเคารพการตัดสินทุกอย่างของศาลก็เป็นเรื่องถูกต้องและสมควรแล้ว เป็นเรื่องที่ต้องทำอยู่แล้ว ไม่เห็นน่าตื่นเต้นใดๆ เลย ไม่งั้นท่านก็ต้องย้ายกิจการทั้งหมดไปอยู่ประเทศอื่น …แต่น่าสังเกตว่ากลุ่มผู้ฟ้องกลับไม่ยักเคารพคำตัดสินของศาลแฮะ ได้คืบจะเอาศอกเอาวา ไม่ยอมเลิก จะเอาให้ประเทศพังจนสะใจให้ได้)

ถึงตอนนี้ …ผมก็ขอเรียกร้องว่า จะถกเถียงว่าจะทำอะไร อย่างไร ให้ใครทำ จะตั้งบรรษัทหรือไม่ จะใช้ระบบใด ก็ขอให้ถกกันโดยเหตุโดยผล ยกข้อดีข้อเสียของแต่ละแบบแต่ละระบบมาถกกัน ยกประสบการณ์ของนานาประเทศมาพิจารณา เลิกใช้วาทกรรมประดิษฐ์ไร้ความหมายอย่างคำว่า “อธิปไตยพลังงาน” มาปลุกระดมผู้คนเสียทีเถิดครับ …อย่าดูถูกประชาชนนักเลยครับ

หมายเหตุ: เผยแพร่ครั้งแรกในเฟซบุ๊ก Banyong Pongpanich วันที่ 19 กรกฎาคม 2559 "อธิปไตยพลังงาน" ....วาทกรรมไร้ความหมาย (19 กรกฎาคม 2559)


ระบบสัมปทาน ไม่ได้ทำให้ไทยเสียอธิปไตย แต่พัฒนาทรัพยากรขึ้นมาใช้เต็มที่ สร้างองค์กรของไทย และสร้างรายได้เข้ารัฐมหาศาล

Energy Guru อ่านบทความคุณปานเทพ แห่งเอเอสทีวี หนึ่งในแกนนำ คปพ. เขียนย้ำเรื่องอธิปไตยทางพลังงาน ชวนให้คนเข้าใจผิดว่า รัฐบาลคสช. รัฐมนตรีพลังงาน พลเอก อนันตร กำลังจะทำให้ประเทศสูญเสียความเป็นอธิปไตยทางพลังงานไปอีกครั้ง เพราะไม่ยอมตั้งบรรษัทพลังงานแห่งชาติ เพื่อมาบริหารจัดการกรรมสิทธิ์ ปิโตรเลียม



กลับไปอ่านหน้าเฟซบุค ของคุณธีระชัย อดีตรัฐมนตรีคลัง และแกนนำอีกคน ของ คปพ. ก็ทั้งเขียนทั้งเล่า เรื่องเดียวกันนี้ พร้อมเปิดข้อมูลขุมทรัพย์แหล่งเอราวัณ บงกช ทำนองบริษัทผู้รับสัมปทาน เข้ามากอบโกยทรัพยากรปิโตรเลียมของประเทศ ได้กำไรไปมหาศาล

ควบคู่ไปกับขบวนการล่ารายชื่อมวลชน 10,000 รายชื่อมาเสนอร่างกฏหมายปิโตรเลียมฉบับ คปพ. ที่เอาไปผูกไว้กับเรื่องรับไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งไม่น่าจะเกี่ยวกันได้ ( คงหวังว่าหากปลุกกระแส กฏหมายปิโตรเลียม ได้ มากเท่าไหร่ ฝั่งตัวจะมีอำนาจต่อรองรัฐบาลได้มากขึ้น เรียกว่าเปิดศึกตีขนาบกันเป็นขบวน

ที่จริงถ้าใครฟัง พลเอกอนันตพร ชี้แจงกับสนช. ถึงเหตุผลที่ควรรับร่างแก้ไข พ.ร.บ. ปิโตรเลียม ทั้ง2 ฉบับ ก็ตรงไปตรงมา ไม่ได้มีวาระซ่อนเร้นอะไรเหมือนที่คุณปานเทพอยากจะให้เป็น เพราะพลเอกอนันตพร ก็พูดชัด ว่าต้องการจะเพิ่มทางเลือกเรื่องแบ่งปันผลผลิต มาใช้ในการบริหารจัดการแหล่งปิโตรเลียม2แหล่งใหญ่คือเอราวัณ บงกช ที่ใกล้จะหมดอายุ และไม่สามารถต่ออายุสัมปทานได้อีก เพราะเคยต่ออายุไปแล้ว

การไม่ตั้งบรรษัทพลังงานแห่งชาติขึ้นมาใหม่ เพราะกระบวนการต่างๆต้องใช้เวลา ใช้งบประมาณ จึงให้คนกลางมาทำหน้าที่ศึกษา ถึงผลดีผลเสีย ที่สำคัญคือรัฐบาลเข้าใจถึงปัญหาวิกฤตพลังงานที่จะเกิดขึ้นหากการผลิตก๊าซจากทั้ง2แหล่งหยุดชะงัก ว่าจะส่งผลรุนแรงต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศเพียงใด จึงใช้ความเด็ดขาดในการดำเนินการ เพราะถ้าลงไปเล่นเกมกับ คปพ.ซึ่งรู้อยู่แล้วว่าใครต้องการอะไร ก็จะเสียเวลาเสียโอกาสของประเทศไปเปล่าๆ

เพราะเรื่องของการสูญเสียอธิปไตยทางพลังงาน ที่คปพ.ย้ำแล้วย้ำอีกกับมวลชนของตนนั้น เป็นแค่เพียงวาทกรรม ไม่ได้เป็นความจริง ระบบสัมปทานที่ประเทศเราใช้มาเกือบ 40 ปี ไม่ได้ทำให้ไทยต้องเป็นเมืองขึ้นใคร รัฐไม่ได้ตกอยู่ใต้อำนาจของบริษัทผู้รับสัมปทาน รายไหนเลย ในทางตรงกันข้าม ระบบสัมปทานปิโตรเลียมนี้ต่างๆ ที่ทำให้เกิดการลงทุนสำรวจผลิตปิโตรเลียม จนสามารถค้นพบแหล่งก๊าซใหม่ๆ และทำให้ไทยเข้าสู่ยุคโชติช่วงชัชวาลย์ มีการสร้างมูลค่าเพิ่มให้ทรัพยากรด้วยอุตสาหกรรมปิโตรเคมี รัฐสามารถที่จะมีบริษัทปตท ปตท.สผ. มาเป็นมือไม้ แขนขา ที่จะต่อกรกับบริษัทพลังงานข้ามชาติรายใหญ่ในอุตสาหกรรมปิโตรเลียมทั้งต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำได้ ดอกผลที่เกิดขึ้น ก็ประจักษ์ชัดอยู่แล้ว ว่า ไทยไม่เคยต้องเสียอธิปไตยทางพลังงาน ตามวาทกรรมที่ คปพ.สร้างขึ้นเพื่อหวังสร้างกระแสแนวร่วมจากกลุ่มคนผู้รักชาติเลย

รูปแบบบรรษัทพลังงานแห่งชาติที่คปพ.พยายาม นำเสนอ นั่นต่างหาก ที่จะเป็นกรงขังความเจริญประเทศ พาทุกอย่างถอยหลัง ตัวอย่างของเวเนซุเอลา ก็ปรากฏให้เห็นอยู่แล้ว คุณปานเทพ ทิ้งท้ายบทความของตัวเอง ทำนองว่า ประวัติศาสตร์จะบันทึกว่าคณะรัฐมนตรีที่นำโดย พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้ถืออำนาจรัฏฐาธิปัตย์และสนช.เป็นผู้ทำให้ไทยสูญเสียอธิปไตยทางพลังงาน แต่ผู้รู้ในวงการกลับจะมองตรงกันข้ามว่า คณะคสช.และสนช. ชุดนี้ ต่างหากที่เป็นผู้กล้าหาญในการตัดสินใจนำพาประเทศให้รอดพ้นจากวิกฤตพลังงาน และพยายามที่จะนำทรัพยากรปิโตรเลียมของประเทศ มาบริหารจัดการให้เกิดประโยชน์สูงสุดสำหรับคนไทยทั้งประเทศ โดยที่ยังสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ ให้ยังขยายการลงทุนอย่างต่อเนื่อง ไม่ทิ้งภาระด้านงบประมาณไว้ให้ลูกหลานต้องตามชดใช้ในอนาคต

ที่มา Energy Guru  ระบบสัมปทาน ไม่ได้ทำให้ไทยเสียอธิปไตย แต่พัฒนาทรัพยากรขึ้นมาใช้เต็มที่ สร้างองค์กรของไทย และสร้างรายได้เข้ารัฐมหาศาล

14 คำถาม ที่คนอวย คปพ. ต้องอ่าน

14 คำถาม (อ่านแล้วลองถามใจตัวเองดู) ที่คนอวย คปพ. ต้องอ่าน



1. สมาชิกคปพ.แต่ละคนมีวุฒิการศึกษาอะไรบ้าง? มีใครเรียนจบด้านปิโตรเลียมหรือไม่? เคยทำงานในเอกชน/ภาครัฐ/ภาคการศึกษา ด้านปิโตรเลียมโดยตรง? ประสบการณ์กี่ปี? เคยทำการสำรวจ ประเมินปริมาณสำรอง สร้างแท่น เจาะหลุม ควบคุมการผลิต ที่แหล่งใดบ้าง?

2. สมาชิกคปพ.เคยบอกว่าไทยมีแหล่งขนาดใหญ่กว่าซาอุฯ คือแหล่งไหน? มีปริมาณสำรองเท่าไหร่? ทำไมบริษัทน้ำมันและกระทรวงไม่รู้ข้อมูลนี้เลย? ทำไมคนที่รู้ไม่ผลิตขึ้นมาขาย?

3. ที่เคยเสนอให้ไทยยึดสัมปทานคืนมาทำเองจะได้ใช้น้ำมันถูกๆแบบเวเนซูเอล่า วันนี้ยังยืนยันหรือไม่? เขาประสบความสำเร็จอย่างไร? ตอนนี้เจริญรุ่งเรืองขนาดไหน?

4. ทรัพย์สินที่แท้จริงของแปลงสัมปทานคืออะไร? แท่นและหลุมที่มีอยู่ หรือปริมาณสำรองใต้ดิน? เมื่อก๊าซใต้ดินหมด เอาหลุมกับแท่นไปทำอะไรได้บ้าง? ขายได้ราคาหรือไม่?

5. คปพ.บอกว่าไทยมีปิโตรเลียมมาก รัฐเรียกเก็บส่วนแบ่งน้อย บริษัทน้ำมันกำไรเยอะ ทำไมบริษัทใหญ่ๆถอนตัวจากการสำรวจและผลิตในประเทศไทย? BP Shell BG ถอนไปแล้วและ Chevron ก็กำลังประกาศขายการลงทุน ทำไมเขาไม่อยู่ตักตวงผลประโยชน์จากประเทศไทย?

6. ที่เสนอระบบจ้างผลิต มีประเทศใดเคยทำแล้วบ้าง? ขอบเขตการจ้างคืออะไร? กับพื้นที่ใด? จ่ายค่าจ้างอย่างไร? มีเงื่อนไขการลงทุนเพิ่มอย่างไร? ใครเป็นผู้รับจ้าง? ปัจจุบันยังดำเนินการอยู่หรือไม่?

7. ราคาก๊าซที่อเมริกาถูกกว่าไทยมาก จะนำมาใช้ได้อย่างไร? มีค่าใช้จ่ายเท่าไหร่? ทำสัญญาระยะยาวได้หรือไม่? ทำไมไม่มีใครนำเข้ามา?

8. ราคาก๊าซ LNG ตอนนี้ถูกกว่าก๊าซในอ่าวไทย เงินที่จ่ายเพื่อนำเข้ามีส่วนกลับมาไทยหรือไม่? ค่าซื้อก๊าซในอ่าวไทยคืนกลับมาเป็นค่าภาคหลวงและภาษีเท่าไหร่? เป็นการสร้างเศรษฐกิจจากอุตสาหกรรมสนับสนุนเท่าไหร่? เป็นการจ้างงานคนไทยเท่าไหร่? ตกลงนำเข้าหรือซื้อจากผู้ผลิตในประเทศดีกว่ากัน? ถ้าหยุดผลิตมีคนตกงานมากมาย จะให้เขามาขอเยียวยาจากคปพ.ดีไหม?

9. หากสัมปทานหมดอายุไม่มีความต่อเนื่องในการผลิต ก๊าซที่จะหายไปเป็นปีไหนบ้าง? ราคานำเข้า LNG มาทดแทนจะเป็นเท่าไหร่? ราคานำเข้า LNG สูงขึ้นจะทำอย่างไร? ค่าภาคหลวงและภาษีที่หายไปเกือบ 1 แสนล้านต่อปี จะหารายได้ที่ไหนมาแทน?

10. ตามแนวทางที่คปพ.เสนอ ถ้าไม่มีบริษัทรับจ้างผลิต เราจะทำอย่างไร? ถ้าไม่ลงทุนสร้างแท่นและเจาะหลุมเพิ่ม ทำยังไงจะผลิตต่อได้? เรามีอุปกรณ์ที่จะรับ LNG มากขนาดนั้นแล้วหรือยัง? ถ้าสร้างเพิ่ม ต้องลงทุนเท่าไหร่? ใช้เวลาเท่าไหร่? ถ้าสร้างคลังรับ LNG ไม่ทัน จะเอาก๊าซจากไหนมาแทน?

11. คปพ.ยกร่างพรบ.ปิโตรเลียม ตั้งตัวเองและพรรคพวกเข้าไปเป็นกรรมการกำกับกิจการปิโตรเลียมและกรรมการบรรษัทพลังงานแห่งชาติ มีอำนาจควบคุมและใช้จ่ายเงินรายได้จากทรัพยากรของชาติแบบเบ็ดเสร็จ เป็นความขัดแย้งทางผลประโยชน์ ชงเองกินเองหรือไม่? มีความรู้และประสบการณ์จากไหน? ได้รับเลือกตั้งหรือใครแต่งตั้งให้เป็นตัวแทนภาคประชาชน?

12. คปพ.ขู่ไม่รับ รธน.หาก สนช.ผ่านร่าง พ.ร.บ.ปิโตรเลียม มันเกี่ยวกันตรงไหน? เป็นการจับเอาร่างรัฐธรรมนูญเป็นตัวประกันใช่ไหม? เข้าข่ายผิดกม.ประชามติหรือไม่?

13. สมาชิกคปพ.ประกอบอาชีพอะไรบ้าง? มีรายได้เลี้ยงชีพอย่างไร? เคยแสดงทรัพย์สินต่อปปช.หรือสาธารณะหรือไม่? เคยสร้างผลงานและประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานอย่างไร? เคยถูกปลดหรืออกจากงานหรือไม่? ได้เงินทุนมาดำเนินการรณรงค์เรื่องต่างๆจากที่ใด?

14. สมาชิกคปพ.ถูกฟ้องร้องดำเนินคดีใดบ้าง? เรื่องกำลังอยู่ในศาลกี่คดี? มีใครถูกตัดสินความผิดแล้วบ้าง? และถูกลงโทษอย่างไร?

บรรษัทน้ำมันแห่งชาติ : ฤาจะเป็นผู้ร้ายในคราบพระเอก???

การพิจารณารายงานการศึกษาของคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาปัญหาการบังคับใช้พระราชบัญญัติปิโตรเลียม พ.ศ.2514 และพระราชบัญญัติภาษีเงินได้ปิโตรเลียม พ.ศ.2514


โดยมีข้อเสนอที่สำคัญคือ การให้ตั้งบรรษัทน้ำมันแห่งชาติ (National Oil Company) ให้มีฐานะเป็นตัวแทนของรัฐ ดำเนินการเกี่ยวกับการให้สิทธิ การสำรวจและผลิตปิโตรเลียมอย่างเบ็ดเสร็จและครบวงจร คณะกรรมาธิการได้เสนอให้มีการตรากฎหมายในระดับพระราชบัญญัติ ให้บรรษัทน้ำมันแห่งชาติเป็นผู้มีสิทธิเพียงรายเดียวในการสำรวจและให้สิทธิเกี่ยวกับปิโตรเลียม ในการดำเนินการบริหารจัดการปิโตรเลียมและการบังคับบริษัทเอกชนในฐานะคู่สัญญา

นอกจากนั้นยังกำหนดให้บรรษัทน้ำมันแห่งชาติมีสภาพนิติบุคคลและมีฐานะเป็นหน่วยงานของรัฐ แต่ไม่เป็นส่วนราชการตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน และไม่เป็นรัฐวิสาหกิจตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ เพื่อให้การบริหารจัดการสัญญาที่เกี่ยวกับปิโตรเลียมไม่อยู่ภายใต้กฎระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการพัสดุของส่วนราชการ หรือกฎหมายว่าด้วยการให้เอกชนร่วมลงทุนกับรัฐ

บรรษัทน้ำมันแห่งชาติ จะเป็นผู้ถือสิทธิทรัพยากรปิโตรเลียมแทนรัฐในการสำรวจและแสวงหาประโยชน์จากปิโตรเลียม ควบคุมดูแลระบบการสำรวจและแสวงหาประโยชน์ในปิโตรเลียมทั้งหลาย และมีหน้าที่ในการบริหารสัญญาสัมปทาน สัญญาแบ่งปันผลผลิต และสัญญาจ้างผลิต

หากพิจารณาตามข้อเสนอดังกล่าว จะเห็นได้ว่าได้มีการรวมเอาบทบาทของทางราชการในฐานะผู้ให้สิทธิการสำรวจ ผู้กำกับดูแล และผู้ปฏิบัติการเอาไว้ในองค์กรเดียวกัน ซึ่งน่าจะเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้องตามหลักธรรมาภิบาลและการจัดการที่ดี นอกจากนั้นองค์กรดังกล่าวยังเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของชาติเป็นจำนวนเงินมากมายมหาศาล ปีหนึ่งไม่ต่ำกว่า 500,000 ล้านบาท


ที่มาภาพ น้องปอสาม

คำถามคือ การบริหารจัดการองค์กรดำเนินการอย่างไร โดยใคร ตรวจสอบอย่างไร มีความโปร่งใสแค่ไหน ที่มาของผู้บริหารเป็นอย่างไร ประสิทธิภาพขององค์กรจะวัดกันอย่างไร รายงานต่อใครและรับผิดชอบต่อใคร

ซึ่งผมเชื่อว่าในประวัติศาสตร์ของการบริหารจัดการองค์กรภาครัฐ องค์กรที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จในตัวเองมากขนาดนี้ ใหญ่โตขนาดนี้ มีผลประโยชน์มากมายขนาดนี้ น่าจะยังไม่เคยมีมาก่อน และไม่น่าเชื่อว่าจะบริหารงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นี่พูดกันแค่เรื่องของการบริหารจัดการองค์กรเท่านั้นนะครับ ยังไม่ได้พูดกันถึงเรื่องของหลักการว่า การมีบรรษัทน้ำมันแห่งชาติมาดูแลการจัดการทรัพยากรปิโตรเลียมของชาติเบ็ดเสร็จแบบนี้เป็นเรื่องเหมาะสมหรือไม่

จะทำให้เสียบรรยากาศการลงทุนและเกิดการผูกขาดโดยภาครัฐหรือไม่
ซึ่งในหลายประเทศพบว่า บรรษัทน้ำมันแห่งชาติบริหารงานไม่มีประสิทธิภาพ ประสบความล้มเหลว และเป็นบ่อเกิดของการคอร์รัปชัน

ดังนั้น ผมจึงวิตกว่าคณะกรรมาธิการพลังงาน สนช. กำลังจะเสนอให้มียักษ์ในตะเกียงวิเศษตัวใหม่ขึ้นมา ซึ่งถ้าบริหารหรือควบคุมไม่ดีก็จะสร้างปัญหาและผลเสียอย่างมหาศาลให้กับวงการพลังงานของประเทศ

จึงอยากเตือนให้ระวังให้ดี เพราะถ้าเผลอปล่อยยักษ์ตัวนี้ออกจากตะเกียงเมื่อไร แล้วมันไม่ยอมกลับเข้าไป

จะมาหาว่าผมไม่เตือนไม่ได้นะครับ!!!.

อ่านต่อได้ที่ : http://www.ryt9.com/s/tpd/2188059

นักวิชาการมองสัมปทานปิโตรฯต้องผลิตต่อเนื่อง บรรษัทพลังงานแห่งชาติไม่จำเป็น

นักวิชาการแนะรัฐบาลเร่งต่ออายุสัมปทานที่กำลังหมดอายุลงในปี 2565-2566 หวั่นล่าช้ากระทบความมั่นคงด้านพลังงาน

ขอบคุณภาพจาก INN

วันนี้ (22มิ.ย.59) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในงานสัมมนาให้ความรู้สื่อมวลชน หัวข้อ “ผลกระทบและทางออกสัมปทานปิโตรเลียมหมดอายุ” ซึ่งจัดขึ้นโดย สมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ นักวิชาการด้านพลังงาน ได้เสนอให้ภาครัฐเร่งต่ออายุสัมปทานปิโตรเลียม ที่กำลังหมดอายุลงในปี 2565 -2566 เพื่อให้เกิดความต่อเนื่องในการผลิต เนื่องจากก๊าซธรรมชาติเป็นแหล่งพลังงานที่สำคัญในหลายอุตสาหกรรม และเป็นหัวใจหลักของพลังงานไทย

ด้านนายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ รองผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) กล่าวว่า ในช่วง 30 ปี ที่ผ่านมา ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงหลักในการผลิตกระแสไฟฟ้า โดยร้อยละ 60 มาจากแหล่งสัมปทานในอ่าวไทยที่กำลังจะหมดอายุ ดังนั้น หากการผลิตไม่ต่อเนื่องจะส่งผลต่อความมั่นคงด้านพลังงานที่ผ่านมา ภาครัฐจึงได้อนุมัติให้สร้างคลัง แอลเอ็นจี เพิ่ม เพื่อรองรับการนำเข้าก๊าซแอลเอ็นจีในอนาคต หากการเปิดประมูลสัมปทานรอบใหม่ล่าช้า

นายธิติศักดิ์ บุญปราโมทย์ หัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมเหมืองแร่และปิโตรเลียม คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า อุตสาหกรรมต้นน้ำการผลิตก๊าซธรรมชาติ มีความจำเป็นสำหรับประเทศไทยที่จะช่วยทำให้เศรษฐกิจของประเทศเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง โดยแนวทางในการต่ออายุเป็นรูปแบบใดนั้น ไม่สำคัญเท่ากับการผลิตที่ต่อเนื่อง และเพียงพอต่อความต้องการ การให้ผลตอบแทนรัฐ ไม่จำเป็นเท่ากับการมีทรัพยากรที่เพียงพอกับการนำไปใช้

อย่างไรก็ตาม มองว่าการตั้งบริษัทน้ำมันแห่งชาติ อาจไม่จำเป็น เพราะจะมีภาระต้นทุนโดยไม่มีรายได้ เพราะประเทศไทยผลิตก๊าซธรรมชาติเพื่อการส่งออกน้อย ส่วนใหญ่จะเป็นการผลิตเพื่อใช้ในประเทศ โดยมีรัฐบาลเป็นเจ้าของ จึงไม่จำเป็นต้องมีบริษัทน้ำมันแห่งชาติ

ทั้งนี้ นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ หน่วยธุรกิจน้ำมัน บริษัท ปตท. กล่าวเพิ่มเติมว่า ก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย สร้างรายได้ให้กับประเทศกว่า 600,000 ล้านบาทต่อปี หรือ คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 6 ต่อจีดีพี หากก๊าซในอ่าวไทยมีปริมาณลดลงจะเกิดผลกระทบต่ออุตสาหกรรมปิโตรเคมี ดังนั้นบริษัทในเครือปตท. จึงเร่งศึกษาการนำแนฟทาแคล็กเกอร์ มาใช้ทดแทน ได้แก่ ก๊าซ แอลเอ็นจี น้ำมันเตา และ น้ำมันดีเซล ซึ่งจะทำให้ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าแพงขึ้น และส่งผลต่อราคาไฟฟ้าของประเทศ
ทั้งนี้ แหล่งสัมปทานที่กำลังจะหมดอายุในปี 2565-2566 ทั้งเอราวัณ และบงกช จะมีกำลังการผลิตลดลงเนื่องจากผู้รับสัมปทานรายเดิมจะไม่มีการลงทุนเพิ่ม เพราะไม่คุ้มทุน ดังนั้นในปี 2564 จะเป็นช่วงที่มีความสุ่มเสี่ยงด้านความมั่นคงทางไฟฟ้า หากไม่สามารถเปิดประมูลสัมปทานต่ออายุสัมปทานได้ภายในปีหน้า

ที่มา สำนักข่าว, INN TNN24


ความเป็นมา พรบ ปิโตรเลียม ของไทย ที่ไม่ได้มาจากชาวต่างชาติ

เรื่อง “สัมปทานปิโตรเลียม-พ.ร.บ.ปิโตรเลียม” นั้น ในไทยตอนนี้ยังเป็นอีกเรื่องที่ดูจะอึมครึม? ต้องตามดูว่าจะอย่างไรแน่? อย่างไรก็ตาม ย้อนดู ’ความเป็นมา พ.ร.บ.ปิโตรเลียมของไทย“ ก็มีแง่มุมที่น่าคิด...



ทั้งนี้ การบุกเบิกสัมปทานสำรวจและผลิตปิโตรเลียมในไทยนั้น ประคอง พลหาญ คือหนึ่งในผู้ที่มีส่วนสำคัญ โดยเคยเป็นข้าราชการที่ทำงานเรื่องนี้ ซึ่งบุคคลผู้นี้เป็น 1 ใน 3 คนไทยที่ได้ทุนสหภาพโซเวียตไปศึกษาที่มหาวิทยาลัยมอสโก โดยจบปริญญาตรีและโท ด้านธรณีวิทยา-ปิโตรเลียม จบเทียบเท่าปริญญาเอกด้านเคมี-ปิโตรเลียม เคยเป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรียุค พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ และเคยเป็นอนุกรรมการ ป.ป.ช.ด้วย

เมื่อบุคคลผู้นี้เรียนจบจากมอสโก พจน์ สารสิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพัฒนาการแห่งชาติในขณะนั้น ได้มอบหมายให้ทำเรื่องกฎหมายปิโตรเลียม สัมปทานสำรวจและขุดเจาะปิโตรเลียม ...นี่เป็นจุดเริ่ม “พ.ร.บ.ปิโตรเลียม” ในไทย...

ในปี 2507 เริ่มมีบริษัทน้ำมันสนใจขอสำรวจและผลิตปิโตรเลียมในไทย ซึ่งกระทรวงพัฒนาการฯ ต้นสังกัดกรมทรัพยากรธรณีที่ ประคอง ทำงานอยู่ เห็นว่าควรประกาศให้บริษัทต่าง ๆ แข่งขันกัน โดยมี กติกาที่เป็นสากล จึงตั้งคณะกรรมการวางหลักเกณฑ์ขอสำรวจ โดยมี รมว.พัฒนาการฯ เป็นประธาน ซึ่งได้จัดทำหลักเกณฑ์ขึ้นโดยศึกษากฎหมายปิโตรเลียมในประเทศอื่น ๆ และคณะรัฐมนตรี (ครม.) ก็ได้เห็นชอบในเดือน ก.ย. 2508

ต่อมาคณะกรรมการฯ เห็นว่าควรมีรายละเอียดเพิ่ม เช่น การคิดมูลค่าที่ใช้เก็บค่าภาคหลวง-ภาษีเงินได้ การแบ่งผลประโยชน์ระหว่างรัฐกับผู้ประกอบการ ทางกระทรวงพัฒนาการฯจึงขออนุมัติ ครม. และได้รับอนุมัติในเดือน เม.ย. 2509 ให้จ้างบริษัทจากสวิตเซอร์แลนด์ เป็นที่ปรึกษากำหนดรายละเอียดร่วมกับคณะกรรมการฯ

จนเป็นที่มา “พ.ร.บ.ปิโตรเลียม พ.ศ. 2514”

นอกจากนี้ กรมทรัพยากรธรณีได้ขอผู้เชี่ยวชาญจากกรมสรรพากร กรมอุทกศาสตร์ ได้รวมคนเก่งหลายสาขาร่างเงื่อนไข “สัมปทานปิโตรเลียม” ที่รัฐได้ผลประโยชน์จากทรัพยากรปิโตรเลียมมากที่สุด ขณะเดียวกันก็อำนวยความสะดวกเอกชน ดึงดูดให้ต่างชาติสนใจลงทุน และยอมรับความเสี่ยงกรณีที่สำรวจไม่พบปิโตรเลียม

“มีการแบ่งแปลงพื้นที่สำรวจ... พื้นที่แปลงสำรวจที่เปิดให้สัมปทานส่วนใหญ่อยู่ในอ่าวไทย ซึ่งรอบแรกที่เปิดประมูลสัมปทาน มีบริษัทต่างชาติที่ได้รับสัมปทาน 6 บริษัท...” ...ทาง ประคอง ให้ข้อมูลไว้ ซึ่งในช่วงแรก ๆ ของการขุดสำรวจปิโตรเลียมในไทยนั้น จะเน้นที่การค้นหา น้ำมัน เป็นหลัก จะไม่ค่อยได้สนใจ ก๊าซธรรมชาติ

ด้วยเหตุนี้จึงมีการเผาก๊าซทิ้งเสียของไปมาก ซึ่ง ประคอง ได้เสนอการไฟฟ้าให้รับซื้อก๊าซเพื่อใช้ผลิตกระแสไฟฟ้า หรือนำไปเป็นก๊าซหุงต้มขายให้ประชาชนใช้ในราคาถูก และภายหลังก็มีการสร้างท่อก๊าซจากอ่าวไทยมาที่โรงแยกก๊าซบนบก มีการตั้ง องค์กรก๊าซธรรมชาติแห่งประเทศไทย รับซื้อก๊าซผลิตไฟฟ้า และบรรจุถังเป็น LPG ขาย โดยต่อมาองค์กรนี้ได้ยุบรวมตั้งเป็น การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย หรือ ปตท. ในปี 2521

ทั้งนี้ หลังเปิดสัมปทานครั้งแรก ก็ ทำให้ไทยเข้าสู่ยุคโชติช่วงชัชวาล มีก๊าซผลิตไฟฟ้า มีก๊าซหุงต้มราคาถูก และ เกิดการพัฒนาอุตสาหกรรมด้านปิโตรเคมี อย่างก้าวกระโดด นำสู่โครงการอีสเทิร์นซีบอร์ด แหล่งนิคมอุตสาหกรรม เช่น นิคมฯมาตาบพุด นิคมฯระยอง ที่ปัจจุบันมีมูลค่าส่งออกสินค้าหลายล้านล้านบาท

สำหรับกองงานที่ ประคอง พลหาญ รับผิดชอบ ก็พัฒนาขึ้น โดยแยกออกเป็นกองเชื้อเพลิงธรรมชาติ ปัจจุบันได้ยกระดับเป็นกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ กระทรวงพลังงาน ขณะที่บุคคลผู้นี้ก็ยังมีบทบาทในฐานะอาจารย์ วางรากฐานการสร้างบุคลากรด้านเชื้อเพลิงธรรมชาติ ที่คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ภาควิชาเหมืองแร่ และปิโตรเลียม, คณะวิทยาศาสตร์ ภาควิชาธรณีวิทยา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และเป็นผู้จดทะเบียน สมาคมธรณีวิทยาแห่งประเทศไทย เพื่อให้ความรู้ วิชาการ ยกระดับมาตรฐานวิชาชีพธรณีวิทยา

ประคอง เล่าไว้ว่า... ยุคนั้นก็มีการพิจารณาระบบอื่น เช่น แบ่งปันผลผลิต แต่เมื่อศึกษา-ดูเหตุผลต่าง ๆ ในช่วงนั้น ก็พบว่าสัมปทานเป็นระบบที่เหมาะสมที่สุด เพราะ รัฐไม่ต้องลงทุน ไม่ต้องเสี่ยง และเป็นการดึงดูดต่างชาติมาลงทุน เกิดการใช้จ่าย จ้างงาน ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ และยังมีการนำเข้าและถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่คนไทย โดยมีเพียงเงื่อนไขสำคัญคือ รัฐบาล ภาครัฐ ดูแลควบคุมบริษัทที่ได้สัมปทานให้ดำเนินการอย่างถูกต้อง

ส่วนการสำรวจปริมาณปิโตรเลียมสำรองในการเปิดสัมปทานรอบต่อไป กองเชื้อเพลิงธรรมชาติในช่วงนั้นได้ว่าจ้างบริษัทสำรวจรวมข้อมูลจากบริษัทต่าง ๆ ที่ได้สัมปทาน ซึ่งเบื้องต้นพบว่าปริมาณสำรองปิโตรเลียมของไทยนั้นมีไม่มาก ส่วนใหญ่เป็นแหล่งก๊าซมากกว่าน้ำมัน อย่างไรก็ดี ปัจจุบันมีเทคโนโลยีใหม่ ๆ หากเปิดสัมปทานปิโตรเลียมรอบใหม่ กระตุ้นให้มีการค้นหาแหล่งปิโตรเลียมใหม่ ๆ ก็อาจจะพบปริมาณสำรองที่มากขึ้น

ทั้งนี้ ต่าง ๆ เหล่านี้ก็น่าจะบ่งชี้ว่า... "พ.ร.บ.ปิโตรเลียม 2514" มิใช่กฎหมายที่กำเนิดจากการกะเกณฑ์โดยต่างชาติ มิใช่ใบเบิกทางให้ต่างชาติเข้ามาปล้นทรัพยากรหรือผลประโยชน์ในประเทศไทย เป็น พ.ร.บ.ที่ตัดสายสะดือทำคลอดโดยคนไทย เพื่อผลประโยชน์ไทย แล้วผ่านการแก้ไขจนทันสมัย...
เป็น ’กติกาสากล“ ที่ยอมรับกันทั่วโลก!!.

ที่มา เดลินิวส์

โยงทักษิณกับสัมปทานพลังงานไทยสุดเพ้อเจ้อ

ฮือฮา! บริษัทน้ำมันอาบู ดาบี นำโดย “CEO ทีมแมนฯซิตี” จับมือนักลงทุนสิงคโปร์  คว้าสิทธิ์พัฒนาแหล่งน้ำมัน “นงเยาว์” กลางอ่าวไทยhttp://www.manager.co.th/Around/ViewNews.aspx?NewsID=9570000005299เปิดหลักฐานขายชาติ! แม้วเอื้อ บ.เพื่อนในอาบูดาบี ฮุบแหล่งน้ำมันอ่าวไทยhttp://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9570000005429สัมปทานปิโตรเลียมไทย บนอาคารชินวัตร!http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?newsid=9570000006998

มีหลายประเด็นที่คลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง แต่ในบทความนี้ จะขอนำข้อเท็จจริง หลักการ การให้สัมปทาน ที่มาที่ไป และภาพการลงทุน ของ แหล่งนงเยาว์ มาแสดงไว้ให้พิจารณา พอสังเขป ว่าบริษัทที่จะมาฮุบนั้น ยังมีความเสี่ยงอยู่มากน้อยแค่ไหน เข้ามาเอาประโยชน์ฝ่ายเดียว หรือ ทำให้ประเทศไทยได้รับประโยชน์ไปด้วย



ข้อเท็จจริงอีกด้าน ของแหล่งนงเยาว์

การให้สัมปทานปิโตรเลียม เพื่อเปิดโอกาสให้ บริษัทน้ำมันทั้งไทยและต่างชาติ ที่มีความสนใจที่จะเข้ามาลงทุนสำรวจหาปิโตรเลียมในประเทศไทย โดยแบกรับความเสี่ยงฝ่ายเดียว ตามกฎ กติกา ภายใต้ พระราชบัญญัติปิโตรเลียม 2514 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมในปี 2532 (Thailand III) บริษัทที่จะเข้ามารับสัมปทานได้ต้องมีคุณสมบัติและผ่านขั้นตอนการประมูลเนื้องาน คือ เสนอปริมาณงานสำรวจและเงินลงทุนที่จะใช้ บริษัทไหนเสนอมามากกว่าอย่างมีเหตุผล จะได้รับการคัดเลือก ออกสัมปทานให้ ไม่ได้วัดกันที่ความสวยความงาม ดังที่เป็นข่าวในบทความตามลิงค์ข้างต้น

เมื่อได้รับสัมปทานไปแล้ว บริษัทมีหน้าที่ต้องทำตามงานที่ได้เสนอไว้ หรือ เรียกว่า ข้อผูกพัน และต้องนำเงินมาประกันตามจำนวนที่ได้เสนอไว้ กรณีไม่ทำตามข้อผูกพันเงินประกัน(ในช่วง 3 ปีแรก)ดังกล่าวจะตกเป็นของรัฐ... ในช่วงเริ่มต้นสำรวอจจะแบ่งเป็น 2 ช่วงๆละ 3 ปี และต่อได้อีก 3 ปี (3+3+3) ในทุกแปลงสำรวจที่ออกภายใต้ พรบ.ฉบับนี้ จะเหมือนกัน ดังเช่น แปลงที่ตกเป็นข่าว คือ แปลง G1/48 ,G2/48 ,G3/48 ,G6/48 ,G10/48 และ G11/48 ออกให้ผู้รับสัมปทานไปในรอบที่ 19 ส่วนแปลง L21/50 ,L52/50 และ L53/50 ออกให้ผู้รับสัมปทานไปในรอบที่ 20 แปลงดังกล่าวนี้อยู่ในช่วงของการสำรวจและได้มีการลงทุนไปหลายหมื่นล้านบาท ยังไม่พบปิโตรเลียม มีเพียง 2 แปลง คือ แปลง G1/48 และ G11/48 ที่กำลังเป็นข่าวว่ามีการสำรวจพบ และกำลังจะพัฒนาเป็นแหล่ง มโนราห์ และ นงเยาว์ ตามข่าว ส่วนแปลงอื่นๆ ถ้าหมดช่วงสำรวจยังสำรวจไม่พบปิโตรเลียมในเชิงพาณิชย์ ต้องคืนแปลงกลับมาให้รัฐ

ในช่วงระยะเวลาสำรวจนั้น การเปลี่ยนแปลงผู้ลงทุน หรือสัดส่วนผู้ร่วมลงทุน สามารถทำได้ เป็นเรื่องทางธุรกิจทั่วไป เป็นการระดมเงินทุนและกระจายความเสี่ยง หรือจะซื้อขาย ควบรวมกิจการกัน ก็ทำได้ภายใต้ข้อกฎหมาย แต่ทั้งนี้ต้องไม่กระทบต่อ สิทธิและหน้าที่ของผู้รับสัมปทานตามสัญญาสัมปทาน และ จะต้องดำเนินงานสำรวจตามข้อผูกพันต่อไปตามที่ได้เสนอไว้ (การเปลี่ยนแปลงสัดส่วนผู้ลงทุน ต้องผ่านการพิจารณาจากหน่วยงานรัฐตามขั้นตอนของกฎหมาย) ดังนั้น การเข้ามาของบริษัทดังกล่าว ไม่ว่าจะเข้ามาในรัฐบาลไหน คงไม่ใช่เรื่องสำคัญอะไร เพราะเป็นเรื่องปกติถ้ามันเป็นไปตาม กฎระเบียบตามข้อกฎหมายที่สามารถทำได้ ถือว่าเข้ามาอย่างถูกต้องชอบธรรม

ตัวอย่าง ภาพการดำเนินงานที่ผ่านมาและแผนในอนาคต ของแปลง G11/48



การนำเสนอในทำนองว่า มีการเข้ามา ฮุบสัมปทานแหล่ง นงเยาว์ อาจทำให้หลายคนเข้าใจผิดได้ว่า มีการเอื้อประโยชน์ หรือ รัฐขายหรือปล่อยให้มีการเข้ามาขุดสูบน้ำมันดิบออกไป แต่ในความเป็นจริง มันเป็นเรื่องทางธุรกิจตามที่ได้กล่าวแล้ว และการได้มาของแปลงดังกล่าวมีขั้นตอนมาโดยลำดับ ผ่านมา 7 ปี แล้ว มีการลงทุนสำรวจไปแล้วมากมาย คือ สำรวจวัดคลื่นไหวสะเทือน แบบ 2 และ 3 มิติ ในช่วงปี 50-52 เจาะหลุมสำรวจไป 4 หลุม และเจาะหลุมประเมินผลอีก 5 หลุม ในช่วงปี 52-53 รวมใช้เวลาสำรวจไป 6 ปี กว่าจะมั่นใจ และมีข้อมูลมากพอในการขออนุมัติเป็นพื้นที่ผลิต นงเยาว์ และ ในสถานการณ์ปัจจุบัน แปลง G11/48 นี้ ยังไม่สามารถพัฒนาจนผลิตปิโตรเลียมได้สำเร็จ ยังขาดทุนจากเงินลงทุนที่ได้ทำการสำรวจไปแล้วมากกว่า 3,000 ล้านบาท(สิ้นปี 55) และยังต้องใช้เงินลงทุนอีกจำนวนมาก เพื่อการก่อสร้างติดตั้ง แท่นผลิต แท่นหลุมผลิต และ การเจาะหลุมผลิต อีกไม่น้อยกว่า 3,000-4,000 ล้านบาท กว่าจะได้ผลิตน้ำมันดิบหยดแรกขึ้นมาต้องขาดทุนไปไม่น้อยกว่า 7,000 ล้านบาท และจะผลิตได้มากน้อยแค่ไหน ยังไม่สามารถคาดการณ์ได้ชัดเจน แม้ข้อมูลในขณะนี้จะแสดงไว้ว่า จะสามารถผลิตได้สูงสุดวันละ 6,400 บาร์เรล ก็ตาม ดังนั้น การเข้ามาของบริษัท...ตามที่เป็นข่าว ยังคงมีความเสี่ยงอยู่ไม่น้อย และต้องแบกรับภาระการขาดทุนที่ได้ลงทุนไปแล้ว อีกทั้งยังต้องลงทุนเพิ่มเพื่อพัฒนาแหล่งดังกล่าวให้ได้ตามแผนอีกด้วย การเข้ามาดังกล่าวนี้ จะเป็นผลดีหรือผลเสียต่อบริษัทก็ต้องมองกันยาวๆ อีกหลายปีครับ แต่ผลประโยชน์ที่ประเทศไทยได้รับคือ มีการลงทุนสำรวจต่อเนื่องและถ้าสามารถพัฒนาแหล่งดังกล่าวได้ตามแผน จะช่วยลดการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบ และรัฐจะมีรายได้ จากแปลงดังกล่าวตามระบบการจัดเก็บตามกฎหมายปัจจุบัน(Thailand III) อีกด้วย

ผลการดำเนินงานของแปลงที่ตกเป็นข่าว



ข้อมูลการสำรวจและการผลิตปิโตรเลียมของบริษัท มูบาดาลา ปิโตรเลียมในประเทศไทย

บริษัท Mubadala Petroleum (Thailand) เป็นบริษัทในเครือของ บ.Mubalala Petroleum ในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ หรือ UAE โดย Mubadala Petroleum เป็นบริษัทในเครือ 100% ของบริษัท Mubadala Development Company (MDC) ซึ่งเป็นบริษัทที่จัดตั้งโดยรัฐบาลแห่งรัฐของ Abu Dhabi มีมกุฎราชกุมาร ของ Abu Dhabi เป็นประธานบริหาร 




บริษัท Mubadala Development Company(MDC) ทำธุรกิจหลายอย่าง ทั้งธุรกิจเกี่ยวกับด้านการบิน (Aerospace) ด้านการเทคโนโลยีการสื่อสาร(Communication Technology) ด้านสุขภาพ(Health Care) ด้านอสังหาริมทรัพย์ (Real Estate) รวมถึงธุรกิจเกี่ยวกับน้ำมันและก๊าซ (Oil & Gas) ภายใต้บริษัท Mubadala Petroleum)

บริษัท Mubadala Petroleum มิได้มีธุรกิจด้านการสำรวจและผลิตปิโตรเลียม เฉพาะแต่ในประเทศไทยเท่านั้น แต่ยังได้รับสัมปทานแหล่งน้ำมันแหล่งก๊าซในอีกหลายประเทศ เช่นใน การ์ตา โอมาน บาห์เรน อินโดนีเซีย และประเทศไทย นอกจากนั้นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นี้ Mubadala Petroleum เริ่มเข้ามาซื้อกิจการทั้งหมดของ บริษัท Pearl Energy ที่เป็นสัญชาติอเมริกันตั้งอยู่ในประเทศสิงคโปร์ จึงได้สิทธิสัมปทานปิโตรเลียมในไทย อินโดนีเซีย เวียดนาม และ มาเลเซีย ของบริษัทมาด้วย

สำหรับในไทย บริษัทลูกของบริษัท Mubadala Petroleum ได้รับสัมปทานปิโตรเลียมโดยถูกต้องตามกฎหมายหลายแปลง รวมถึงแปลงที่ซื้อมาจากบริษัท Harrods Energy คือแปลง B5/27 ในอ่าวไทย ซึ่ง Pearl Energy เป็นผู้สำรวจพบจนสามารถพัฒนาแหล่งน้ำมันดิบขนาดเล็กชื่อว่าแหล่งจัสมินและบานเย็น กำลังผลิตเพียงราว 15,000 - 17,000 บาร์เรล/วัน จากแหล่งเล็กๆคือ จัสมินและบานเย็นดังกล่าว ทำให้บริษัท Mubadala มีความเชื่อมั่นมาขอสัมปทานเพิ่มเติมอีก โดยนำเงินจากรายได้ของสองแหล่งนั้นกลับมาลงทุนเพิ่มเติมในไทยอีกเป็นหลายพันหลายหมื่นล้านบาท จนกระทั่งพบแหล่งน้ำมันเล็กๆ อีก 2 แหล่งที่กำลังจะผลิตในเร็วๆนี้ คือแหล่งมโนราห์ และแหล่งนงเยาว์

เพิร์ลออยได้ขาย 2 แปลงให้แก่บริษัทคาร์นาวอน และบริษัทตัวเองได้ถูกขายให้กับบริษัทมูบาดาลา

ผลปรากฏว่าตั้งแต่ต้นปี 2557 ทั้ง 5 แปลงสัมปทานได้ถูกคืนให้รัฐบาลหมดแล้ว เพราะผู้ถือสัมปทานลงทุนสำรวจไปแล้วไม่พบปิโตรเลียมที่จะผลิตขึ้นมาขายได้ แม้จะยื้อเวลาต่อถึง 9 ปีก็ได้ แต่เขาตัดสินใจว่าไม่คุ้มที่จะลงทุนเพิ่มขึ้นอีก เรียกว่าขาดทุนจนเลิกล้มโครงการไปแล้ว

มูบาดาลา อยู่บนตึกชินวัตร 3 แล้วยังไง?
ก็เป็นการเช่าพื้นที่เท่านั้น และก็มีหลายบริษัทด้วยที่อยู่ในตึก และ อยู่ใกล้หน่วยงานราชการที่ต้องติดต่อ


สุดมั่วเรื่องบทความฉะวงการพลังงานสุดฉ้อฉล คิดจะฉะ ข้อมูลยังผิด

สุดมั่วเรื่องบทความฉะวงการพลังงานสุดฉ้อฉล คิดจะฉะ ข้อมูลยังผิด


ระบบจัดเก็บรายได้สัมปทานไทย จากกิจกรรมการสำรวจและผลิตปิโตรเลียม มี 2 ระบบ คือ

  • ระบบ Thailand I เก็บค่าภาคหลวง(12.5%) และ ภาษีเงินได้ปิโตรเลียม (50%) บังคับใช้กับแปลงสำรวจที่ออกให้ไปในช่วงปี  2514-2532 และบังคับใช้มาถึงปัจจุบันกับแปลงที่ยังดำเนินงานอยู่ซึ่งทุกแปลงอยู่ในช่วงผลิต
  • ระบบ Thailand III เป็นกฎหมายปัจจุบัน ได้จากการ แก้ไข ปรับปรุง พ.ร.บ. ปิโตรเลียม ในปี 2532 (ไม่ใช่รัฐบาล พลเอกสุรยุทธ์ นะครับ) บังคับใช้กับแปลงสำรวจที่ออกภายหลังปี 2532 โดย เก็บค่าภาคหลวง(5-15%) เงินผลประโยชน์ตอบแทนพิเศษ(SRB) (0-75%) และ ภาษีเงินได้ปิโตรเลียม(50%)


จากทั้งสองภาพที่นำมาเสนอ กล่าวสรุปได้ว่า รัฐมีการแก้ไขกฎหมายเพื่อให้เกิดความยืดหยุ่นกับแหล่งขนาดเล็กทำให้สามารถพัฒนาได้ในเชิงพาณิชย์ และจะเก็บรายได้เข้ารัฐเพิ่มมากขึ้นเมื่อพบแหล่งขนาดใหญ่ หรือ โครงการมีกำไรเกินควร และถ้าดูเฉพาะตัวเลขค่าภาคหลวงในระบบ Thailand III รัฐเก็บได้ 11.9% จากมูลค่าปิโตรเลียมที่ขาย ดังนั้น ที่กล่าวว่ารัฐจัดเก็บจริงได้เพียง 7% จึงไม่เป็นความจริง


เมื่อกล่าวถึง ระบบการจัดเก็บรายได้เข้ารัฐ ภาพรวม รายได้รัฐต่อรายได้บริษัท ในแต่ละโครงการของทั้งสองระบบ โดยโครงการที่อยู่ในระบบ Thailand III ตัวเลขแสดงด้วยสีแดงและชื่อโครงการอยู่ในกรอบสีน้ำเงิน จากภาพแสดงให้เห็นว่า แม้ระบบจัดเก็บที่ได้รับการแก้ไขในปี 2532 เพื่อให้เก็บได้มากขึ้น แต่ในความเป็นจริง แปลงที่ออกให้ไปหลังปี 2532 กลับพบปิโตรเลียมน้อยมาก พบเพียงแหล่งขนาดเล็ก มีเพียงโครงการเดียวที่เข้าข่ายแหล่งขนาดกลางถึงใหญ่ คือ โครงการทานตะวัน-เบญจมาศ ซึ่งผลดำเนินงาน รายได้รัฐต่อรายได้บริษัท อยู่ที่ 69:31 ตามรูปนี้


เปิดสัมปทานไปแล้ว 20 รอบ ไม่รู้ว่าปริมาณ น้ำมัน และ ก๊าซ ที่ขุดเจาะกันไปนั้น ไม่มั่นใจว่าเป็นตัวเลขจริงหรือไม่ ภาคประชาชนต้องเข้าไปตรวจสอบได้... ตั้งข้อสังเกตุว่า สัมปทานมีช่องโหว่ โดยได้ส่งคนไปอัดวีดีโอ เช็ครถ และ เรือ ที่ขนน้ำมัน คำนวณดูแล้วแตกต่างจากตัวเลขที่ทางราชการรายงาน

การผลิตก๊าซที่มีความดันสูง ระบบการผลิตจากหลุมผลิตจนถึงจุดซื้อขายเป็นระบบปิด ไม่มีการลักลอบไปไหนได้ และแต่ละจุดมีมาตรวัดปริมาณ ตรวจสอบได้ทุกเวลา มีบันทึกต่อเนื่อง มีมาตรฐานรองรับ

การผลิตน้ำมันดิบ จากหลุมผลิต ผ่านกระบวนการผลิต เก็บเข้าถังหรือเรือกักเก็บ มีการตรวจวัดปริมาณการผลิต ปริมาณกักเก็บสะสม ทุกวัน มีมาตรฐานรองรับ มีการตรวจวัดปริมาตรในถังกักเก็บ ก่อนและหลังซื้อขาย รถขนส่งมีการตรวจสอบก่อนออกจากแหล่ง และ ก่อนเข้าโรงกลั่น มีระบบจีพีเอสติดตาม สำหรับในทะเล เรือขนถ่ายที่จะเข้ามารับน้ำมันจากเรือกักเก็บ จะต้องได้มาตรฐานเรื่องความปลอดภัย การขนถ่าย มีหลายหน่วยงานที่ต้องเกี่ยวข้องโดยเฉพาะถ้าต้องส่งออกและมีเจ้าหน้าที่รัฐกำกับดูแลในเรื่องปริมาณขนถ่าย ทั้งหมดที่กล่าวมารายละเอียดอ่านได้ตามลิงค์ สงสัยสอบถามได้ครับ

ลิงค์ กฎกระทรวง ฉบับที่ 12 ว่าด้วยเรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการผลิตปิโตรเลียม
http://law.dmf.go.th/detail.php?lan=th&itm_no=I673760911

การผลิตปิโตรเลียม มีมาตรฐานสากลรองรับ เช่น AMERICAN PETROLEUM INSTITUTE (API) และ AMERICAN SOCIETY FOR TESTING AND MATERIALS (ASTM) ทั้งวิธีการ ติดตั้ง ตรวจสอบ มาตรวัด ปริมาณก๊าซ และ น้ำมัน มีหลักเกณฑ์วิธีการ เขียนไว้ชัดเจนแล้ว ต้องอ่านนะครับถึงจะรู้ แค่ฟังเขาว่ามา คงไม่ได้แล้ว และการนั่งนับรถบรรทุกวิ่งเข้าวิ่งออกโดยไม่รู้ว่าเขาบรรทุกอะไร น้ำหรือน้ำมัน บรรทุกไปไหน การเอาเรือไปเฝ้าสังเกตุการ มีความน่าเชื่อถือหรือ....

สถานที่ประกอบกิจการ เป็นเขตปลอดภัย คงไม่ปล่อยให้ใครก็ได้เดินเข้าไปตรวจสอบเอง ประชาชนหลายล้านคน ถ้าเกิดสงสัยกันหมด คงวุ่นวายน่าดูครับ ผมว่าถ้าต้องการตรวจสอบจริง แนะนำให้ทำหนังสือแจ้งหน่วยงานที่รับผิดชอบ ขอเข้าไปดูน่าจะเป็นประโยชน์กว่าครับ


อันนี้เป็นลิงค์ การจัดหาปิโตรเลียม เขาไม่ได้ปกปิดนะครับ แต่การนำไปใช้ต้องมีความเข้าใจด้วย เดี๋ยวตัวเลขจะไม่ตรงกันอีก ที่ยกมานี้ เป็นตัวเลขซื้อขาย จะน้อยกว่า ตัวเลขผลิตอยู่นิดหน่อย....
http://www.dmf.go.th/index_pad.php?act=service&sec=yearSupply  

อุปกรณ์ วัสดุเหล็กทุกท่อนที่ประกอบเป็นแท่น ในระบบสัมปทานไม่ได้เป็นของประเทศไทย ไม่เหมือนระบบต่างประเทศที่ตกเป็นของรัฐ ดังนั้น เมื่อหมดสัญญาสัมปทานรัฐจะทำเองก็ไม่ได้เพราะเขาถอนอุปกรณ์ทั้งหมดกลับไป เราต้องเริ่มใหม่

กฎกระทรวงฉบับที่ 17 ในแบบสัมปทาน ระบุไว้ชัดเจนแล้ว สรุป สั้นๆ ว่า เมื่อสิ้นระยะเวลาผลิต หรือ สิ้นสุดสัมปทาน อุปกรณ์ทุกอย่างที่รัฐต้องการจะตกเป็นของรัฐเพื่อใช้ประโยชน์ต่อไปครับ ส่วนอุปกรณ์ที่รัฐไม่ต้องการ ผู้รับสัมปทานมีหน้าที่ต้องทำการรื้อถอนออกไป ดังนั้น สิ่งที่กล่าวในเนื้อข่าวจึงไม่เป็นความจริง

http://law.dmf.go.th/detail.php?lan=th&itm_no=I488122220
กทธ/ป2  ข้อ 15

ส่วนเรื่องการอ้างไปถึงว่าเป็นการให้เอกชนมีรายได้เยอะทำให้รายได้รัฐน้อยก็ไม่เป็นจริงอีก

ผลกำไร ขาดทุน ของโครงการหนึ่งๆ มันขึ้นอยู่กับอะไรบ้าง? แน่นอน ต้องขึ้นอยู่กับ รายได้ ซึ่งเกิดจากปริมาณและชนิดของปิโตรเลียมที่ผลิตได้คูณกับราคาที่แปรผันไปตลอดเวลา รายจ่ายที่เป็นเงินลงทุนตามความยากง่าย แตกต่างกันไป ดังนั้น ในแต่ละโครงการจึงมีผลกำไร ขาดทุน แตกต่างกันขึ้นอยู่กับปัจจัยดังกล่าว ที่นี้ถ้ามาพูดถึง รายได้รัฐ ที่แบ่งเอาจากค่าภาคหลวงโดยไม่สนว่าโครงการจะมีกำไรหรือไม่ ภาษีปิโตรเลียมจากกำไรสุทธิ และ เงินผลประโยชน์ตอบแทนพิเศษ(SRB) เรียกเก็บจากกำไรเกินควรซึ่งบางโครงการก็มีบางโครงการก็ไม่มี รายได้ของรัฐจาก 3 รายการนี้ มีรายละเอียดในการเรียกเก็บแตกต่างกันไปในแต่ละโครงการขึ้นอยู่กับสถานะของโครงการ ดังนั้น เมื่อรวมรายได้รัฐจากโครงการต่างๆ ไม่มีทางที่จะออกมาตรงกันได้ จะแตกต่างกันไปตามสภาพของปัจจัยที่กล่าวมาข้างต้น

จึงสรุปได้ว่า รายได้รัฐ ต่อ กำไรบริษัท ภายใต้ระบบ Thailand III ไม่จำเป็นต้องออกมาตรงกันทุกโครงการ แต่ต้องออกมาในลักษณะที่ รัฐได้มากกว่า มากกว่าเท่าไร ขึ้นอยู่กับปัจจัยที่ได้กล่าวมาแล้ว ดังตัวอย่างที่แสดงในภาพ


ความมั่วของบทความ http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9570000032804

ช๊อคทำไม!! ในเมื่อพื้นที่สัมปทานไม่ได้เจอปิโตรเลียมทุกพื้นที่

โอ้ละหนอ Social Media จะโม้เหม็นบิดเบือนกล่าวอ้างถึงพื้นที่สัมปทานว่า เราได้นั้นได้มีพื้นที่กว้างขวาง มีการแจกสัมปทานไปแล้วทั่วประเทศ ผู้สัมปทานก็เป็นเจ้าของสิทธิ์ในพื้นที่นั้น ประโยคด้านบนเร้าใจยิ่งนัก คิดว่าเราจะเสียดินแดน แต่แท้จริงแล้วเป็นการเข้าใจผิดโดยสิ้นเชิง


แท้จริงแล้ว หลักกฎหมายไทย ทรัพยากรธรรมชาติที่อยู่ใต้ดิน ไม่ได้เป็นสมบัติของผู้หนึ่งผู้ใด เจ้าของที่ดินเป็นเพียงผู้ครอบครองและมีสิทธิใช้ประโยชน์บนพื้นดินเท่านั้น รัฐบาลในฐานะตัวแทนประชาชนมีหน้าที่บริหารจัดการทรัพยากรใต้ดินเพื่อประโยชน์ต่อประชาชนทั้งประเทศ โดยอาจมอบสิทธิให้เอกชนเข้าสำรวจหาและผลิตนำทรัพยากรขึ้นมาใช้พัฒนาประเทศ นอกจากการได้ใช้ประโยชน์จากทรัพยากรแล้ว รัฐยังมีรายได้จาก ค่าภาคหลวง และภาษีต่างๆ จากกิจการนั้นๆ ตาม กฎหมายเฉพาะของแต่ละประเภท เช่น เหมืองทองคำ ดีบุก ตะกั่ว แร่ต่างๆ น้ำบาดาล รวมถึง ปิโตรเลียม

กฎหมายปิโตรเลียม พระราชบัญญัติปิโตรเลียม พ.ศ. 2514 มาตรา 23 ความว่า " ปิโตรเลียมเป็นของรัฐ ผู้ใดสำรวจและผลิตปิโตรเลียมในที่ใดไม่ว่าที่นั้นเป็นของตนเองหรือบุคคลอื่น ต้องได้รับสัมปทาน " การขอสัมปทานให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และ เงื่อนไขที่กำหนดในกฎกระทรวง โดยแบบสัมปทานหรือสัญญาสัมปทานให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎกระทรวง

พระราชบัญญัติปิโตรเลียม พ.ศ. 2514 http://law.dmf.go.th/detail.php?lan=th&itm_no=I384142581
กฎกระทรวง http://law.dmf.go.th/sub_main.php?lan=th&main_no=M836391530

ประเทศไทยมีพื้นที่บนบกประมาณ 513,115 ตารางกิโลเมตร และมีพื้นที่ทางทะเลอีกประมาณ 350,000 ตารางกิโลเมตร รวมเป็นพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 863,115 ตารางกิโลเมตร จากการเปิดสัมปทานปิโตรเลียมไป 20 รอบ ออกแปลงสำรวจให้บริษัทน้ำมันไปกว่า 155 แปลง ปัจจุบันเหลือแปลงสำรวจที่ยังดำเนินงานอยู่ 54 แปลง มีพื้นที่สัมปทานรวม 90,154 ตารางกิโลเมตร คิดเป็นร้อยละ 10 ของพื้นที่ประเทศไทย (ไม่รวมแปลงและพื้นที่ บริเวณพื้นที่ทับซ้อน และ พื้นที่บริเวณภาคเหนือซึ่งอยู่ภายใต้การดำเนินงานของกรมการพลังงานทหาร)


ดังนั้น ข่าวหรือสื่อออนไลน์ต่างๆ ที่ออกมาและมีเจตนาชี้นำตามที่ได้กล่าวข้างต้น จึงไม่เป็นความจริง การได้รับสิทธิสำรวจมีขั้นตอนที่มาที่ไปเป็นลำดับ แม้จะมีการเปลี่ยนแปลงผู้รับสัมปทานหรือผู้ร่วมลงทุน ถ้าเป็นไปตามเงื่อนไขที่ข้อกฎหมายกำหนดไว้ ก็สามารถทำได้ และการได้รับสิทธิหลายแปลง บนพื้นที่หลายหมื่นตารางกิโลเมตร ย่อมหมายถึง ผู้รับสัมปทานจะต้องใช้จ่ายเงินลงทุนสำรวจมากขึ้นตามช่วงระยะเวลาและข้อผูกพันที่ได้ทำสัญญาไว้กับรัฐ แต่โอกาสที่จะค้นพบปิโตรเลียมในเชิงพาณิชย์นั้น ยังมีความไม่แน่นอนสูง ในขณะที่ผู้รับสัมปทานรายที่ได้รับการอนุมัติพื้นที่ผลิตไปเพราะได้ผ่านการลงทุนสำรวจ พบ และพิสูจน์ความคุ้มค่าในเชิงพาณิชย์มาแล้ว ซึ่งถ้าได้รับสิทธิในพื้นที่ผลิตมากย่อมมีแนวโน้มที่จะเป็นผู้ผลิตปิโตรเลียมรายใหญ่และมีรายได้แล้ว โดยเมื่อหักค่าใช้จ่ายเหลือเป็นกำไร ก็จะแบ่งกันระหว่างรัฐกับผู้รับสัมปทาน ภายใต้ระบบที่ได้ออกสัมปทานให้ไปในขณะนั้น



เขาคือ‘ธีระชัย’..? ลูบคมตลาดทุน

เขาคือ‘ธีระชัย’..? ลูบคมตลาดทุน



ธนะชัย ณ นคร

เห็นการเคลื่อนไหวของ “ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล” ในขณะนี้แล้ว มีสิ่งไม่น่าเชื่อหลายประการ

ไม่น่าเชื่อว่า เขาคนนี้คืออดีตผู้บริหารระดับสูงของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่เคยดำรงตำแหน่งถึง รองผู้ว่าการ ธปท. ด้านเสถียรภาพการเงิน

ไม่น่าเชื่อว่า เขาคนนี้คืออดีตเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ หรือ ก.ล.ต.

และไม่น่าเชื่อว่า เขาคนนี้คืออดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

และเป็นรมว.คลังที่เคยกำกับกรมการจัดเก็บภาษี คือ กรมสรรพากร กรมศุลกากร และกรมสรรพสามิต

การเป็นรัฐมนตรีคลัง (หรืออดีตเคยเป็น) ที่น่าจะเข้าใจเรื่องโครงสร้างภาษีของประเทศไทยเป็นอย่างดี

ยิ่งโดยเฉพาะโครงสร้างภาษีปิโตรเลียม และน้ำมันทั้งระบบในประเทศไทยว่า เขามีการจัดเก็บอย่างไร และในแต่ละปี รัฐมีรายได้จากภาษีในกลุ่มธุรกิจนี้เท่าไหร่

อย่าลืมว่า กระทรวงการคลัง คือ ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ใน บมจ.ปตท. (PTT)

การเป็นรัฐมนตรีของกระทรวงการคลัง ที่ถือหุ้นใหญ่ใน ปตท. จึงย่อมน่าจะมีความเข้าใจทั้งประวัติความเป็นมา และบทบาทหน้าที่ของ ปตท. ในฐานะบริษัทพลังงานแห่งชาติเป็นอย่างดี

หากคุณธีระชัย ไม่เห็นด้วยกับโครงสร้างของ ปตท.

ไม่เห็นด้วยกับระบบสัมปทานปิโตรเลียม หรือไม่เห็นด้วยกับนโยบายด้านพลังงานของประเทศไทย

เพราะเหตุใดคุณธีระชัย ถึงไม่เคลื่อนไหวในช่วงที่ตนเองมีอำนาจเล่า

“จุดขาย” ของกลุ่มคุณธีระชัย (ที่ตอนนี้ถูกเรียกเป็นกลุ่ม NGO หรือถูกขนานนามเป็นคณะลิเก) ในการเรียกมวลชนเพื่อให้มาเป็นแนวร่วม คือ ความพยายามบอกว่า หากเรามีการปรับโครงสร้างด้านพลังงานใหม่

คนไทยก็จะได้ใช้ราคาน้ำมันที่ถูกลง!!

แน่นอนว่า ทุกคนก็อยากใช้น้ำมันราคาถูก นั่นจึงเป็นจุดขายที่ดี

และยิ่งบอกว่า พลังงานของไทย ควรเป็นอธิปไตยของคนไทย ก็จะยิ่งเรียกกลุ่มบุคคลให้เข้ามาเป็นแนวร่วมได้อีก เพราะอาจมีคนบางกลุ่มมองว่า เราได้สูญเสียอธิปไตยด้านพลังงานไปแล้ว

ฟังแล้วก็ได้แต่ขำกลิ้ง เพราะความจริงไม่ได้เป็นเช่นนั้น

ถามจริงๆ  กับอดีตรัฐมนตรีคลังท่านนี้ ท่านทราบหรือไม่ว่า ปตท.คือหน่วยงานของประเทศไทยที่เรียกอธิปไตยด้านพลังงานของไทยกลับคืนมา

ก่อน ปตท.จะยิ่งใหญ่ในปัจจุบัน ไทยเรานั้นถูกครอบงำด้วยบริษัทน้ำมันข้ามชาติมานาน

และปตท.นี่แหละที่เรียกอธิปไตยพลังงานกลับมา

แต่หากบอกว่า ความยิ่งใหญ่ของ ปตท. นั่นแหละที่ทำให้เกิดการผูกขาด ทำให้ประชาชนคนไทยใช้น้ำมันราคาแพง

ผมว่าประเด็นนี้คนเป็นรัฐมนตรีคลัง น่าจะเข้าใจเรื่องดังกล่าวได้เป็นอย่างดีอีกเช่นกัน และน่าจะเป็นบุคคลที่อธิบาย (อย่างถูกต้อง) เกี่ยวกับโครงสร้างภาษีด้านพลังงานของเราเป็นอย่างไร

ไม่ใช่ไปเอาข้อมูลจากกูเกิ้ล (Google) หรือแหล่งเชื่อถือไม่ได้มากล่าวอ้าง

กระทั่งถูกบุคคลที่เขาทำงานในวงการพลังงานออกมาบอกว่านี่มัน “คณะลิเก” ใช่ไหม

ข้อมูลด้านพลังงานในหลายๆ เรื่องของคุณธีระชัย ถูกตอกกลับจนน่าหงาย

นักวิชาการบางท่านถึงขนาดต้องบอกกับคุณธีระชัยว่า ขอโทษที่บังอาจสอนท่านเล็กน้อยเกี่ยวกับเรื่องพลังงาน

พร้อมกับอธิบายให้ฟังถึงข้อเท็จจริง

เรื่องของการจัดตั้งองค์กรพลังงานแห่งใหม่ ท่านมีนัยสำคัญอะไรแอบแฝง ทั้งๆ ที่ทราบดีว่า เราก็มีหน่วยงานกำกับทางด้านนี้ และทำงานได้เป็นอย่างดีอยู่แล้ว

การขุดเจาะปิโตรเลียม ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบไหน ก็ไม่ได้ส่งผลต่อราคาน้ำมันขายปลีก

เรื่องนี้ท่านอดีตรัฐมนตรีคลัง ทราบหรือไม่

ระบบสัมปทานการขุดเจาะปิโตรเลียมที่ดำเนินการมาก่อนหน้านี้ เป็นวิธีที่น่าจะดีที่สุด รัฐไทยไม่ต้องไปเผชิญกับความเสี่ยงด้านการลงทุน

รัฐนอนกินค่าภาคหลวง ค่าสัมปทาน สบายๆ

เพราะเหตุใดถึงต้องให้รัฐไปแบกความเสี่ยงมหาศาลเป็นหมื่นๆ ล้านบาท หรืออาจถึงแสนล้านบาทเช่นนั้น

ทั้งที่ควรให้เอกชนเป็นฝ่ายแบกภาระความเสี่ยง

ท่านเคยเป็นรองผู้ว่าการ ธปท.ด้านเสถียรภาพการเงิน เคยเป็นเลขาธิการ ก.ล.ต. ก็ย่อมเข้าใจเรื่อง “ความเสี่ยง”

มีเสียงลือเสียงเล่าอ้างว่า การเคลื่อนไหวของท่านนั้น เพียงเพราะผิดหวังจากตำแหน่งรัฐมนตรีคลัง (อีกครั้ง) ในรัฐบาล “ประยุทธ์ 1” ซึ่งไม่รู้ว่าใช่หรือไม่

กระทั่งนำไปสู่นามใหม่ว่า “พระเอกลิเก”

แทบไม่เชื่อเลยว่าบุคคลท่านนี้คือ “ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล”

ที่มา