Showing posts with label หลักฐาน. Show all posts
Showing posts with label หลักฐาน. Show all posts

โยงทักษิณกับสัมปทานพลังงานไทยสุดเพ้อเจ้อ

ฮือฮา! บริษัทน้ำมันอาบู ดาบี นำโดย “CEO ทีมแมนฯซิตี” จับมือนักลงทุนสิงคโปร์  คว้าสิทธิ์พัฒนาแหล่งน้ำมัน “นงเยาว์” กลางอ่าวไทยhttp://www.manager.co.th/Around/ViewNews.aspx?NewsID=9570000005299เปิดหลักฐานขายชาติ! แม้วเอื้อ บ.เพื่อนในอาบูดาบี ฮุบแหล่งน้ำมันอ่าวไทยhttp://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9570000005429สัมปทานปิโตรเลียมไทย บนอาคารชินวัตร!http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?newsid=9570000006998

มีหลายประเด็นที่คลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง แต่ในบทความนี้ จะขอนำข้อเท็จจริง หลักการ การให้สัมปทาน ที่มาที่ไป และภาพการลงทุน ของ แหล่งนงเยาว์ มาแสดงไว้ให้พิจารณา พอสังเขป ว่าบริษัทที่จะมาฮุบนั้น ยังมีความเสี่ยงอยู่มากน้อยแค่ไหน เข้ามาเอาประโยชน์ฝ่ายเดียว หรือ ทำให้ประเทศไทยได้รับประโยชน์ไปด้วย



ข้อเท็จจริงอีกด้าน ของแหล่งนงเยาว์

การให้สัมปทานปิโตรเลียม เพื่อเปิดโอกาสให้ บริษัทน้ำมันทั้งไทยและต่างชาติ ที่มีความสนใจที่จะเข้ามาลงทุนสำรวจหาปิโตรเลียมในประเทศไทย โดยแบกรับความเสี่ยงฝ่ายเดียว ตามกฎ กติกา ภายใต้ พระราชบัญญัติปิโตรเลียม 2514 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมในปี 2532 (Thailand III) บริษัทที่จะเข้ามารับสัมปทานได้ต้องมีคุณสมบัติและผ่านขั้นตอนการประมูลเนื้องาน คือ เสนอปริมาณงานสำรวจและเงินลงทุนที่จะใช้ บริษัทไหนเสนอมามากกว่าอย่างมีเหตุผล จะได้รับการคัดเลือก ออกสัมปทานให้ ไม่ได้วัดกันที่ความสวยความงาม ดังที่เป็นข่าวในบทความตามลิงค์ข้างต้น

เมื่อได้รับสัมปทานไปแล้ว บริษัทมีหน้าที่ต้องทำตามงานที่ได้เสนอไว้ หรือ เรียกว่า ข้อผูกพัน และต้องนำเงินมาประกันตามจำนวนที่ได้เสนอไว้ กรณีไม่ทำตามข้อผูกพันเงินประกัน(ในช่วง 3 ปีแรก)ดังกล่าวจะตกเป็นของรัฐ... ในช่วงเริ่มต้นสำรวอจจะแบ่งเป็น 2 ช่วงๆละ 3 ปี และต่อได้อีก 3 ปี (3+3+3) ในทุกแปลงสำรวจที่ออกภายใต้ พรบ.ฉบับนี้ จะเหมือนกัน ดังเช่น แปลงที่ตกเป็นข่าว คือ แปลง G1/48 ,G2/48 ,G3/48 ,G6/48 ,G10/48 และ G11/48 ออกให้ผู้รับสัมปทานไปในรอบที่ 19 ส่วนแปลง L21/50 ,L52/50 และ L53/50 ออกให้ผู้รับสัมปทานไปในรอบที่ 20 แปลงดังกล่าวนี้อยู่ในช่วงของการสำรวจและได้มีการลงทุนไปหลายหมื่นล้านบาท ยังไม่พบปิโตรเลียม มีเพียง 2 แปลง คือ แปลง G1/48 และ G11/48 ที่กำลังเป็นข่าวว่ามีการสำรวจพบ และกำลังจะพัฒนาเป็นแหล่ง มโนราห์ และ นงเยาว์ ตามข่าว ส่วนแปลงอื่นๆ ถ้าหมดช่วงสำรวจยังสำรวจไม่พบปิโตรเลียมในเชิงพาณิชย์ ต้องคืนแปลงกลับมาให้รัฐ

ในช่วงระยะเวลาสำรวจนั้น การเปลี่ยนแปลงผู้ลงทุน หรือสัดส่วนผู้ร่วมลงทุน สามารถทำได้ เป็นเรื่องทางธุรกิจทั่วไป เป็นการระดมเงินทุนและกระจายความเสี่ยง หรือจะซื้อขาย ควบรวมกิจการกัน ก็ทำได้ภายใต้ข้อกฎหมาย แต่ทั้งนี้ต้องไม่กระทบต่อ สิทธิและหน้าที่ของผู้รับสัมปทานตามสัญญาสัมปทาน และ จะต้องดำเนินงานสำรวจตามข้อผูกพันต่อไปตามที่ได้เสนอไว้ (การเปลี่ยนแปลงสัดส่วนผู้ลงทุน ต้องผ่านการพิจารณาจากหน่วยงานรัฐตามขั้นตอนของกฎหมาย) ดังนั้น การเข้ามาของบริษัทดังกล่าว ไม่ว่าจะเข้ามาในรัฐบาลไหน คงไม่ใช่เรื่องสำคัญอะไร เพราะเป็นเรื่องปกติถ้ามันเป็นไปตาม กฎระเบียบตามข้อกฎหมายที่สามารถทำได้ ถือว่าเข้ามาอย่างถูกต้องชอบธรรม

ตัวอย่าง ภาพการดำเนินงานที่ผ่านมาและแผนในอนาคต ของแปลง G11/48



การนำเสนอในทำนองว่า มีการเข้ามา ฮุบสัมปทานแหล่ง นงเยาว์ อาจทำให้หลายคนเข้าใจผิดได้ว่า มีการเอื้อประโยชน์ หรือ รัฐขายหรือปล่อยให้มีการเข้ามาขุดสูบน้ำมันดิบออกไป แต่ในความเป็นจริง มันเป็นเรื่องทางธุรกิจตามที่ได้กล่าวแล้ว และการได้มาของแปลงดังกล่าวมีขั้นตอนมาโดยลำดับ ผ่านมา 7 ปี แล้ว มีการลงทุนสำรวจไปแล้วมากมาย คือ สำรวจวัดคลื่นไหวสะเทือน แบบ 2 และ 3 มิติ ในช่วงปี 50-52 เจาะหลุมสำรวจไป 4 หลุม และเจาะหลุมประเมินผลอีก 5 หลุม ในช่วงปี 52-53 รวมใช้เวลาสำรวจไป 6 ปี กว่าจะมั่นใจ และมีข้อมูลมากพอในการขออนุมัติเป็นพื้นที่ผลิต นงเยาว์ และ ในสถานการณ์ปัจจุบัน แปลง G11/48 นี้ ยังไม่สามารถพัฒนาจนผลิตปิโตรเลียมได้สำเร็จ ยังขาดทุนจากเงินลงทุนที่ได้ทำการสำรวจไปแล้วมากกว่า 3,000 ล้านบาท(สิ้นปี 55) และยังต้องใช้เงินลงทุนอีกจำนวนมาก เพื่อการก่อสร้างติดตั้ง แท่นผลิต แท่นหลุมผลิต และ การเจาะหลุมผลิต อีกไม่น้อยกว่า 3,000-4,000 ล้านบาท กว่าจะได้ผลิตน้ำมันดิบหยดแรกขึ้นมาต้องขาดทุนไปไม่น้อยกว่า 7,000 ล้านบาท และจะผลิตได้มากน้อยแค่ไหน ยังไม่สามารถคาดการณ์ได้ชัดเจน แม้ข้อมูลในขณะนี้จะแสดงไว้ว่า จะสามารถผลิตได้สูงสุดวันละ 6,400 บาร์เรล ก็ตาม ดังนั้น การเข้ามาของบริษัท...ตามที่เป็นข่าว ยังคงมีความเสี่ยงอยู่ไม่น้อย และต้องแบกรับภาระการขาดทุนที่ได้ลงทุนไปแล้ว อีกทั้งยังต้องลงทุนเพิ่มเพื่อพัฒนาแหล่งดังกล่าวให้ได้ตามแผนอีกด้วย การเข้ามาดังกล่าวนี้ จะเป็นผลดีหรือผลเสียต่อบริษัทก็ต้องมองกันยาวๆ อีกหลายปีครับ แต่ผลประโยชน์ที่ประเทศไทยได้รับคือ มีการลงทุนสำรวจต่อเนื่องและถ้าสามารถพัฒนาแหล่งดังกล่าวได้ตามแผน จะช่วยลดการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบ และรัฐจะมีรายได้ จากแปลงดังกล่าวตามระบบการจัดเก็บตามกฎหมายปัจจุบัน(Thailand III) อีกด้วย

ผลการดำเนินงานของแปลงที่ตกเป็นข่าว



ข้อมูลการสำรวจและการผลิตปิโตรเลียมของบริษัท มูบาดาลา ปิโตรเลียมในประเทศไทย

บริษัท Mubadala Petroleum (Thailand) เป็นบริษัทในเครือของ บ.Mubalala Petroleum ในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ หรือ UAE โดย Mubadala Petroleum เป็นบริษัทในเครือ 100% ของบริษัท Mubadala Development Company (MDC) ซึ่งเป็นบริษัทที่จัดตั้งโดยรัฐบาลแห่งรัฐของ Abu Dhabi มีมกุฎราชกุมาร ของ Abu Dhabi เป็นประธานบริหาร 




บริษัท Mubadala Development Company(MDC) ทำธุรกิจหลายอย่าง ทั้งธุรกิจเกี่ยวกับด้านการบิน (Aerospace) ด้านการเทคโนโลยีการสื่อสาร(Communication Technology) ด้านสุขภาพ(Health Care) ด้านอสังหาริมทรัพย์ (Real Estate) รวมถึงธุรกิจเกี่ยวกับน้ำมันและก๊าซ (Oil & Gas) ภายใต้บริษัท Mubadala Petroleum)

บริษัท Mubadala Petroleum มิได้มีธุรกิจด้านการสำรวจและผลิตปิโตรเลียม เฉพาะแต่ในประเทศไทยเท่านั้น แต่ยังได้รับสัมปทานแหล่งน้ำมันแหล่งก๊าซในอีกหลายประเทศ เช่นใน การ์ตา โอมาน บาห์เรน อินโดนีเซีย และประเทศไทย นอกจากนั้นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นี้ Mubadala Petroleum เริ่มเข้ามาซื้อกิจการทั้งหมดของ บริษัท Pearl Energy ที่เป็นสัญชาติอเมริกันตั้งอยู่ในประเทศสิงคโปร์ จึงได้สิทธิสัมปทานปิโตรเลียมในไทย อินโดนีเซีย เวียดนาม และ มาเลเซีย ของบริษัทมาด้วย

สำหรับในไทย บริษัทลูกของบริษัท Mubadala Petroleum ได้รับสัมปทานปิโตรเลียมโดยถูกต้องตามกฎหมายหลายแปลง รวมถึงแปลงที่ซื้อมาจากบริษัท Harrods Energy คือแปลง B5/27 ในอ่าวไทย ซึ่ง Pearl Energy เป็นผู้สำรวจพบจนสามารถพัฒนาแหล่งน้ำมันดิบขนาดเล็กชื่อว่าแหล่งจัสมินและบานเย็น กำลังผลิตเพียงราว 15,000 - 17,000 บาร์เรล/วัน จากแหล่งเล็กๆคือ จัสมินและบานเย็นดังกล่าว ทำให้บริษัท Mubadala มีความเชื่อมั่นมาขอสัมปทานเพิ่มเติมอีก โดยนำเงินจากรายได้ของสองแหล่งนั้นกลับมาลงทุนเพิ่มเติมในไทยอีกเป็นหลายพันหลายหมื่นล้านบาท จนกระทั่งพบแหล่งน้ำมันเล็กๆ อีก 2 แหล่งที่กำลังจะผลิตในเร็วๆนี้ คือแหล่งมโนราห์ และแหล่งนงเยาว์

เพิร์ลออยได้ขาย 2 แปลงให้แก่บริษัทคาร์นาวอน และบริษัทตัวเองได้ถูกขายให้กับบริษัทมูบาดาลา

ผลปรากฏว่าตั้งแต่ต้นปี 2557 ทั้ง 5 แปลงสัมปทานได้ถูกคืนให้รัฐบาลหมดแล้ว เพราะผู้ถือสัมปทานลงทุนสำรวจไปแล้วไม่พบปิโตรเลียมที่จะผลิตขึ้นมาขายได้ แม้จะยื้อเวลาต่อถึง 9 ปีก็ได้ แต่เขาตัดสินใจว่าไม่คุ้มที่จะลงทุนเพิ่มขึ้นอีก เรียกว่าขาดทุนจนเลิกล้มโครงการไปแล้ว

มูบาดาลา อยู่บนตึกชินวัตร 3 แล้วยังไง?
ก็เป็นการเช่าพื้นที่เท่านั้น และก็มีหลายบริษัทด้วยที่อยู่ในตึก และ อยู่ใกล้หน่วยงานราชการที่ต้องติดต่อ


มหากาพย์ท่อก๊าซ ปตท. ยังไม่จบ จริงหรือ?

"มหากาพย์การฟ้องคดีทวงคืนท่อก๊าซ ทรัพย์สินแผ่นดิน ยังไม่จบ จริงหรือ?" ยาวมาก แต่อยากให้อ่าน สาเหตุ

ดูเหมือนจะเป็นเรื่องเป็นราวขึ้นมาอีกครั้ง กับการทวงคืนท่อก๊าซที่น่าจะจบตามคำพิพากษาไปแล้ว แต่อาจไม่จบตามจริต ความจริงเรื่องท่อก๊าซนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ ศาลปกครองเคยมีคำสั่งรวมถึงคำพิพากษาประเด็นนี้มาแล้วถึง 5 ครั้ง ถ้าจะให้ย้อนไปก็ตั้งแต่ 26 ธันวาคม 2551 ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ศาลได้มีคำสั่งว่า ปตท. ได้ดำเนินการตามคำพิพากษาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว กระทั่งล่าสุดเมื่อ 7 เมษายน 2559 ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งยกคำร้องของผู้ฟ้อง (มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค และ คุณ รสนา) อีกครั้ง ก็ยังมีการตั้งคำถามอีกรอบ สร้างความสับสนเคลือบแคลงให้ประชาชนสับสนในข้อเท็จจริงว่า

"มหากาพย์การฟ้องคดีทวงคืนท่อก๊าซ ทรัพย์สินแผ่นดิน จบแล้ว จริงหรือ?" เพราะศาลยังไม่ได้พิจารณาเนื้อหาในประเด็นแห่งคดี การถูกยกคำร้องเป็นปัญหาแพ้ทางเทคนิคกฎหมายเท่านั้น
ถ้าผู้ที่ยังสงสัย ได้อ่านคำสั่งของศาลปกครองล่าสุด (ลงวันที่ 7 เมษายน 2559) รวมถึงคำสั่งในครั้งที่ผ่านๆ มา ด้วยใจที่ปราศจากอคติ ก็น่าจะเข้าใจ เพราะที่ผ่านมาศาลฯ ได้ชี้แจงประเด็น รวมถึงข้อกฎหมายต่างๆ ไว้ครบถ้วน

ประการแรก คือ ศาลฯ ไม่ได้ตัดสินโดยอาศัยเหตุที่ว่าผู้ฟ้องไม่ใช่คู่ความฝ่ายที่ชนะคดี (เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา) แต่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น (และในคำสั่งของศาลไม่ได้ใช้คำว่า ประชาชนผู้ฟ้องคดีไม่ใช่เจ้าของทรัพย์ด้วย) เพราะในคำสั่งยังอ้างข้อเท็จจริงของคดีที่ผู้ฟ้องได้เคยยื่นคำร้องลงวันที่ 3 มี.ค. 2552 ที่ขอให้ศาลไต่สวนเกี่ยวกับทรัพย์สินที่ ปตท. ต้องแบ่งแยกให้กระทรวงการคลังตามคำพิพากษา ซึ่งจริงๆ แล้วในคดีนั้นในคำร้องของมูลนิธิเพื่อผู้บริโภคที่ยื่นต่อศาลฯ ก็ได้มีการแนบหนังสือทักท้วงของ สตง.เข้าไปด้วย และจริงๆ ศาลฯ ก็ได้รับรายงานการตรวจสอบของ สตง. มาหลายวาระ และโดยอย่างยิ่ง หนังสือ สตง. ฉบับลงวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2552 ก็ยังได้ระบุความเห็นในตอนท้ายไว้เลยว่า “....การดำเนินการแบ่งแยกจะครบถ้วนและเป็นไปตามคำพิพากษาหรือไม่ ขึ้นอยู่กับคำวินิจฉัยของศาลปกครองสูงสุดที่จะพิจารณาซึ่งคำวินิจฉัยของศาลปกครองสูงสุดถือเป็นยุติ...” เพราะความถูกต้องครบถ้วนของการแบ่งแยกทรัพย์สินตามคำพิพากษาของศาลฯ องค์กรเดียวที่จะชี้ขาดในเรื่องนี้ได้ก็คือศาล.... ดังนั้น ที่อ้างว่า การที่ประชาชนผู้ฟ้องคดีถูกยกคำร้องทุกครั้งจึงเป็นแค่ปัญหาแพ้ทางเทคนิคกฎหมาย (technical foul) เพราะศาลปกครองยังไม่เคยพิจารณาเนื้อหาแห่งคดีในคำฟ้องของประชาชนเรื่องการแบ่งแยกทรัพย์สินคืนแผ่นดินยังไม่ครบถ้วนเพราะมีการลัดขั้นตอนในส่วนที่เป็นสาระสำคัญของกระบวนการแบ่งแยกทรัพย์สิน จึงไม่จริง!!
ประการที่สอง เรื่องการตีความของกฤษฎีกา การตั้งคำถามเป็นเรื่องที่ดี แต่การอดทนรอการพิจารณาที่ถี่ถ้วนน่าจะดีกว่า เพราะ ขนาดคดีแบ่งแยกทรัพย์สิน ยังใช้เวลาในการยื่นฟ้องพิจารณา รวมถึงยื่นซ้ำอีก ต่อเนื่องกันกินเวลามาทั้งหมด จะเกือบสิบปี โดยที่ยื่นทุกครั้งก็มีการพิจารณาทุกครั้ง ฉะนั้นแล้วหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ไม่ได้นิ่งนอนใจแน่นอน

ส่วนในกรณีของ อดีต รมว กระทรวงการคลังที่มีการตั้งคำถามถึงท่อก๊าซในทะเล ว่าควรเป็นของใครและมีการเทียบไปถึงว่าควรต้องคืน เพราะมีการยกเทียบการเช่าที่ของผู้ค้าริมหาดไม่ได้จ่ายค่าตอบแทนให้รัฐ ตั้งเพื่อประโยชน์ส่วนตน

กรณีนี้ศาลปกครองได้วินิจฉัยให้ทรัพย์สินของ ปตท. ที่ได้มาจากการใช้อำนาจมหาชนส่งมอบให้กับรัฐ ซึ่งเมื่อพิจารณาแล้วจะเห็นว่าท่อก๊าซบนบกบางส่วนนั้น อยู่บนที่ดินได้มาจากการใช้อำนาจมหาชน เช่น การเวนคืนที่ดิน หรือ การรอนสิทธิที่ดินของเอกชน ส่วนนี้จึงส่งมอบให้แก่รัฐไป แต่ท่อส่วนที่ ปตท. ลงทุนเองที่อยู่บนที่ดินที่ไม่ได้มาจากการเวนคืนที่ดิน หรือ รอนสิทธิที่ดินของเอกชน ไม่ได้อยู่ในเงื่อนไขที่ศาลปกครองวินิจฉัย ถ้าให้ส่งมอบท่อเหล่านั้นให้รัฐคงต่อไปไม่มีคนกล้ามาลงทุน ท่อก๊าซในทะเลก็เช่นกัน ไม่ได้อยู่บนที่ดินที่มาจากการเวนคืนที่ดิน หรือ รอนสิทธิที่ดินของเอกชน ซึ่งไม่ใช่การใช้อำนาจมหาชน ดังนั้นท่อก๊าซในทะเล จึงไม่เข้าข่ายที่ต้องส่งมอบให้แก่รัฐ และ พื้นที่ในทะเลเป็นพื้นที่ของรัฐ จึงไม่จำเป็นต้องมีการเวนคืนที่ดิน หรือ รอนสิทธิที่ดิน

การวางท่อในทะเลจึงมีเพียงจะต้องขออนุญาตต่อหน่วยงานของรัฐที่รับผิดชอบ เช่น กรมเจ้าท่า กองทัพเรือ กรมประมง เป็นต้น ถ้าหน่วยงานของรัฐอนุญาตให้ใช้พื้นที่ได้ เอกชนรายใดก็สามารถใช้พื้นที่ในทะเลได้ ส่วนเรื่องการจ่ายค่าตอบแทนให้รัฐนั้น เรื่องนี้ผมคิดว่า ท่านรู้ดีอยู่ว่า การจ่ายค่าตอบแทนให้รัฐนั้น มีหน่วยงานรัฐกำกับอย่างคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน รวมไปถึงหน่วยงานอย่าง สตง.ตรวจสอบรายรับรายจ่ายอีกด้วย และเอาเรื่องการวางท่อไปเทียบกับการค้า ท่านไม่คิดถึงว่า มันต่างกัน การวางท่อนั้น จุดประสงค์คือเพื่อส่งต่อ พลังงานให้เราคนไทยทุกคนได้ใช้กัน มีพลังงานไม่ขาดแคลน ไปเทียบกับการขายของริมหาดได้อย่างไร

ดังนั้น เรื่องประเด็นเรื่องท่อก๊าซควรจะจบได้แล้วตามกระบวนการของกฎหมายที่ศาลได้ตัดสินแล้วโดยชอบ หรือ ถ้าไม่จบก้อเพราะมันไม่เป็นไปตามหวังของใครบางคนหรือไม่?

เรื่องที่เกี่ยวข้องกัน หลักฐานชิ้นสำคัญชี้ชัดว่า สตง. ยอมรับ ปตท. คืนท่อก๊าซครบถ้วน

หลักฐานชิ้นสำคัญชี้ชัดว่า สตง. ยอมรับ ปตท. คืนท่อก๊าซครบถ้วน

ถ้าเห็นข้อมูลประกอบนี้ ควรได้เวลายุติเสียที เรื่องทวงคืนท่อก๊าซ จากกลุ่มคนบางกลุ่มที่เป็นมหากาพย์ยืดยาวกับบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ให้กระทรวงการคลัง ซึ่งเป็นมหากาพย์มาตั้งแต่ พ.ศ. 2549 เพิ่งจะมาเป็นที่ยุติเด็ดขาดเอาเมื่อ 16 ก.พ. 2558 นี้เอง แต่ก็ไม่วายที่ยังมีกลุ่มคนบางกลุ่มออกมาพูดไปวกไปวนมา ทวงคืนกันไม่ยอมจบซะที



ผู้ฟ้องก็คือ มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค (เจ้าเก่า) ส่วนผู้ถูกฟ้องก็กราวรูดกันมาตั้งแต่ นายกรัฐมนตรี กระทรวงพลังงาน ปตท. และกระทรวงการคลัง

เริ่มตั้งแต่ มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ฟ้องร้องต่อศาลปกครองให้เพิกถอนการแปรรูปรัฐวิสาหกิจปตท. ศาลปกครองสูงสุดยกคำร้อง

แต่ยังมีรายละเอียดในเรื่องของการแบ่งแยกทรัพย์สินคือท่อส่งก๊าซว่าอันไหนเป็นของรัฐ ต้องส่งมอบคืน และอันไหนยังคงเป็นของปตท.

เกณฑ์ตัดสินของศาลฯ ท่านก็ยึดเอาว่า ทรัพย์สินที่ได้มาจากการใช้อำนาจเวนคืน รอนสิทธิเหนือที่ดินเอกชน และใช้เงินลงทุนของรัฐ ปตท.ต้องคืนให้เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน การใช้ท่อจากนี้ไปจะต้องมีค่าเช่า

ส่วนทรัพย์สินที่ บมจ.ปตท.เป็นผู้ลงทุนเองทั้งบนบกและใต้ทะเล ก็ให้ถือว่ายังคงเป็นสมบัติของ ปตท. ไม่ต้องส่งมอบทรัพย์สินคืนรัฐ

มูลนิธิอันยิ่งใหญ่แห่งนี้ ยังติดใจคำสั่งศาลว่า ทำไมยังมีส่วนแบ่งแยกให้เป็นทรัพย์สินของ ปตท.อยู่อีก จึงยื่นคำร้องฟ้องต่อศาลกันใหม่อีก

ฟ้องร้องเรื่องปตท.ส่งทรัพย์สินคืนไม่ครบ ฟ้องไปที่ศาลปกครองกลางบ้าง ศาลปกครองสูงสุดบ้าง ศาลท่านก็ยกคำฟ้องทุกครั้งไป

แต่มูลนิธิแห่งนี้ ก็ยังใช้สิทธิ “ฟ้องซ้ำ-ฟ้องซ้อน” ได้ ไม่น้อยกว่า 3 ครั้ง

ระหว่างนั้น ช่วง 9 ปีมานี้ ก็มีสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินหรือสตง.บ้าง คุณธีระชัย ภูวนาถนรานุบาลบ้าง หรือกลุ่มพลังทวงคืนปตท.บ้าง สลับหน้ากันเข้ามาเชียร์ผู้ฟ้องร้องกันเป็นระลอก

อย่างกับละครเลยล่ะครับ ช่วง 9 ปีที่ต่อสู้กัน มีทั้งบทลักไก่ บทพูดความจริงแค่ครึ่งเดียวหรือ “ฮาล์ฟ ทรูทช์” หรือบทเฮละโลทำเนียน ตีหน้าซื่อ แต่จะขอโค่นล้มคุณเสียให้ได้

สตง.ยุค “คุณหญิงเป็ด” ผ่านไป นึกว่าการจองล้างจองเวรปตท.จะหมดไปแล้ว แต่ สตง.ยุคคุณพิสิษฐ์ ลีลาวัชโรบล กลับเฮี้ยบไม่แพ้กันสักเท่าไหร่เลย

เทียวไล้เทียวขื่อฟ้องร้องหน่วยงานต่างๆ ว่า ปตท.ยังคืนทรัพย์สินไม่ครบถ้วนอยู่นั่นแหละ

มิใย ปตท. กรมธนารักษ์ กระทรวงการคลัง พลังงาน จะชี้แจงกลับไปว่า ปตท.ส่งคืนทรัพย์สินเข้ารัฐครบถ้วนไปแล้ว แต่ สตง.ก็ไม่ฟัง

ศาลปกครองยกคำร้องมูลนิธิเพื่อผู้บริโภคไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง สตง.ของท่านพิสิษฐ์ก็ไม่ยอมรับรู้รับเห็นด้วยแต่ประการใด

- ข้อน่าพิรุธตรงหนังสือสำคัญลงวันที่ 10 มี.ค. 2552 ที่สำนักงานศาลปกครองแจ้งไปยัง สตง. มีข้อใหญ่ใจความว่า ปตท. ได้ส่งคืนทรัพย์สินเรียบร้อยแล้ว ตามคำพิพากษาของศาลปกครองนี่สิ... -

- ไม่รู้ สตง.ไปทำตกหล่นสูญหายได้อย่างไร -

สตง.ถึงได้เล่นบท “ผู้ไม่รับรู้” และเข้าไปเล่น “เกมโค่นล้ม” เกมเดียวกับมูลนิธิเพื่อผู้บริโภคเช่นนี้

ล่าสุด ศาลปกครองสูงสุด มีคำสั่งเด็ดขาดยกคำร้องมูลนิธิฯและพวกจำนวน 1,455 คน กรณีคืนท่อก๊าซปตท.ไปเมื่อวันที่ 16 ก.พ. 2558 พร้อมทั้งจำหน่ายคดีออกจากสารบบไปแล้ว

** หมายเหตุล่าสุดก็เริ่มมีการฟ้องร้องทวงคืนกันอีกระลอก ซึ่งข้อมูลที่นำมาเสนอนี้ น่าจะมีประโยชน์ต่อสังคมที่ไล่แชร์ ไล่ทวงคืนกันไม่บันยะบันยัง โดยไม่สนข้อมูล หรือแม้แต่คำตัดสินของศาล ว่ากรณี้น่าจะยุติได้แล้ว เพราะจำหน่ายออกจากสารบบ

เรื่องเก่า ลำดับเหตุการณ์ การคืนท่อก๊าซ

ผลการตัดสินของศาลปกครอง 

มหากาพย์ท่อก๊าซ ปตท. ยังไม่จบ จริงหรือ?