Showing posts with label แท่นผลิต. Show all posts
Showing posts with label แท่นผลิต. Show all posts

เพ้อเจ้อ!! เรื่องใครอยู่เบื้องหลังทำให้คนไทยเป็นทาสน้ำมัน

บทความดังกล่าวเพ้อเจ้อ แถมเป็นการหยิบเอาข้อมูลที่บิดเบือนมานำเสนอด้วย


ไม่ได้มีไอ่โม่งที่ไหน หรือใครทำให้ไทยเป็นทาสน้ำมัน

จากที่เห็นคือมีการนำข้อมูลว่าไทยน้ำมันแพงกว่าเพื่อนบ้าน ซึ่ง ราคาน้ำมันของไทยแตกต่างกันกับเพื่อนบ้าน ก็มาจากนโยบายทางภาษี

และในขณะเดียวกัน หลายๆ ประเทศก็มีราคาน้ำมันแพงกว่าไทยอีกด้วย

หรือจะไปมโนโยงใยว่า เรามีน้ำมันเยอะ หาเจอได้ทุกแหล่ง ก็ไม่ใช่อีก เพราะเราไม่ได้เจอปิโตรเลียมทุกตารางนิ้ว

ส่วนที่บริษัทต่างชาติที่เข้ามาลงทุนก็ต้องปฎิบัติตามกฎหมายไทยทุกอย่าง สุดท้ายอยู่ที่การตีความของทางรัฐ

หรือแม้แต่กระทั่งมีคนแชร์ต่อว่า ราคาก๊าซจากอ่าวไทยแสนเจ็บปวด มั่ว
ราคาก๊าซธรรมชาติไม่ได้มีตลาดอ้างอิงอยู่ที่สหรัฐ และ ถ้ารวมค่าขนส่งค่าแปรสภาพ จะแพงกว่าไทยอีกด้วยซ้ำ และ ราคาก๊าซดังกล่าวประชาชนสหรัฐไม่ได้จ่ายราคาที่ Henry Hub




ต้นทุนขุดเจาะน้ำมัน 1 บาท โคตรมั่ว!!

เป็นการมโนที่โคตรโง่เง่าที่สุดของคนทำข้อมูลนี้ ในการบอกว่าต้นทุนขุดเจาะ 1 บาท แล้วแถมมาเทียบกับราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศที่มีทั้งภาษีต่างๆ อีกมากมาย


โดยเฉพาะต้นตอโพสต์ที่ไปจับเอาข้อมูลบางส่วนมาโพสต์
ความเป็นจริงคือ

เป็นเรื่องค่าใช้จ่ายของ HESS โดยสาระสำคัญที่จับเอามากระเดียดคือ สรุปรายได้และค่าใช้จ่ายในการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมของบริษัท HESS Corp ในปี 2011

เนื่องจากทาง Hess ไม่ได้จำแนกสัดส่วนต้นทุนและค่าใช้จ่ายแต่ละอย่างเป็นรายทวีป มีแค่ต้นทุนและค่าใช้จ่ายในกระบวนการหรือ Production (Lifting) Cost เพียงอย่างเดียวที่แจกแจงตามทวีป ดังนั้น ผมจะลองคำนวณคร่าวๆตามสัดส่วนของค่าใช้จ่ายโดยรวมของค่าใช้จ่ายในแต่ละประเภท (ซึ่งถ้าให้ถูกต้องจริงๆ ต้องใช้ค่าใช้จ่ายแยกตามทวีปทั้งหมด) ดังต่อไปนี้ครับ

ตารางแสดงการคำนวณต้นทุนค่าใช้จ่ายทั้งหมดตามสัดส่วนของค่าใช้จ่ายรวมและแสดงกำไรสุทธิ ในส่วนของทวีปเอเชีย ของบริษัท Hess Corp. ปี 2011

จะเห็นได้ว่า ค่าใช้จ่ายที่ผมประมาณจากการเทียบสัดส่วนค่าใช้จ่ายโดยรวมนั้น ทำให้ทวีปเอเชีย มีค่าใช้จ่ายทั้งหมดต่อหน่วย BOE ที่ผลิตได้คือ $29.45/BOE และ ภาษีเงินได้ที่ต้องหัก จากข้อมูลของ HESS เอง คิดเป็น 33% ของรายได้สุทธิก่อนหักภาษี สรุปแล้ว HESS จะมีกำไรสุทธิจากปิโตรเลียมในทวิปเอเชียอยู่ที่ $13.7/BOE หรือ 2.5 บาทต่อลิตรเทียบเท่าน้ำมันดิบ* เท่านั้นเองครับ (ทั้งหมดนี้คือค่าประมาณการจากการสัดส่วนค่าใช้จ่ายจากค่าใช้จ่ายรวม ซึ่งถ้าให้ถูกต้องจริงๆ ต้องใช้ค่าใช้จ่ายแยกตามทวีปทั้งหมด)

*อัตราแลกเปลี่ยน 29 บาทต่อ 1 ดอลล่าร์สหรัฐฯ และ 1 บาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบ เท่ากับ 159 ลิตร



ต้นทุนการผลิตปิโตรเลียมที่แท้จริง

ผู้ที่จัดทำรูป ได้เข้าใจผิดและนำต้นทุนส่วนกระบวนการผลิต (Production Cost หรือ Lifting Cost) มาเพียงแค่อันเดียว ซึ่งความเป็นจริงแล้วต้นทุนการผลิตทั้งหมดจะต้องรวม ต้นทุนที่เกิดจากการสำรวจและค้นหา ต้นทุนการพัฒนาแหล่งปิโตรเลียม ต้นทุนการบริหารจัดการ รวมถึงต้นทุนของดอกเบี้ย และค่าใช้จ่ายอื่นๆอีกครับ รูปดังต่อไปนี้เป็นการแสดงยอดขายและต้นทุนค่าใช้จ่ายทั้งหมดในส่วนของสำรวจและผลิตปิโตรเลียมของบริษัท Hess Corp ปี 2011

รูปแสดงยอดขายและค่าใช้จ่ายทั้งหมดในการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมทั้งหมดของบริษัท Hess Corp ในปี 2011



1. Production expenses including related taxes (ค่าใช้จ่ายในกระบวนการผลิต หรือ Lifting cost)

ต้นทุนค่าใช้จ่ายนี้คือ ต้นทุนค่าใช้จ่ายส่วนกระบวนการผลิตเท่านั้น จากคำนิยามที่ทาง HESS ให้ไว้คือ เป็นค่าใช้จ่ายในส่วนกระบวนการผลิต การซ่อมบำรุงรักษาหลุมผลิต, อุปกรณ์การผลิต รวมค่าขนส่งและส่วนที่เป็นภาษีเพิ่มเติม (เป็นค่าภาคหลวง ผลตอบแทนพิเศษ ส่วนแบ่งกำไร) บางบริษัทจะแยกส่วนที่เป็นค่าภาคหลวงและค่าใช้จ่ายอื่นที่ต้องให้รัฐอีกต่างหาก ซึ่งค่าใช้จ่ายนี้ทาง HESS Corp แยกเป็นส่วนของทวีปเอเชียเท่ากับ $10.62/BOE

2. Exploration expenses, including dry holes and lease impairment (ค่าใช้จ่ายในการสำรวจ)

ต้นทุนค่าใช้จ่ายนี้คือ ต้นทุนค่าใช้จ่ายในการสำรวจและขุดเจาะหลุมสำรวจปิโตรเลียมทั้งหมด รวมถึงหลุมที่ไม่พบปิโตรเลียมด้วย ต้นทุนนี้คือต้นทุนส่วนนึงของ Finding Cost

3. General, administrative and other expenses หรือ G&A (ค่าใช้จ่ายในการดำเนินการ)

เป็นต้นทุนค่าใช้จ่ายส่วนของการบริหารจัดการ การดำเนินงาน ธุรการ ค่าจ้างผลตอบแทนพนักงาน และค่าใช้จ่ายอื่นๆ

4. Depreciation, Depletion and Amortization หรือ DD&A (ค่าเสื่อมราคา ค่าสูญสิ้นและค่าตัดการจำหน่าย)

ต้นทุนค่าใช้จ่ายนี้คือ ต้นทุนค่าใช้จ่ายการพัฒนาแหล่งปิโตรเลียม มันคือส่วนหนึ่งของสินทรัพย์ในแหล่งปิโตรเลียมที่ค้นพบปริมาณสำรองที่พิสูจน์ได้แล้ว เงินลงทุนก่อสร้างแท่นผลิตต่างๆและขุดเจาะหลุมผลิตตอนพัฒนาแหล่งปิโตรเลียมจะกลายเป็นสินทรัพย์ เช่น หลุมสำรวจ หลุมผลิต แท่นผลิต เครื่องมืออุปกรณ์การผลิต รวมถึงต้นทุนการรื้อถอน ฯลฯ มูลค่าของพวกนี้จะมีค่าเสื่อมราคาโดยคำนวณโดยวิธีสัดส่วนของผลผลิตตลอดอายุของปริมาณสำรองที่พิสูจน์แล้ว เมื่อหมดอายุสัมปทาน ของเหล่านี้จะกลายเป็นแค่เศษเหล็กที่ต้องรื้อถอนออกไป ดังนั้น ส่วนนี้คือต้นทุนที่จ่ายแล้วจริงตั้งแต่เริ่มมีการสำรวจและพัฒนาแหล่งปิโตรเลียม (ส่วนนึงของ Finding Cost เช่นเดียวกัน) แต่ใช้วิธีทยอยตัดรายจ่ายในรูปค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่ายนั่นเอง ส่วนแหล่งที่พบปริมาณที่ไม่คุ้มค่าในเชิงพาณิชย์สินทรัพย์ทุกอย่างจะถูกตัดการจำหน่ายเป็นค่าใช้จ่ายออกไปทั้งหมด

5. Asset Impairment (การด้อยค่าของสินทรัพย์)

ต้นทุนค่าใช้จ่ายนี้จะคล้ายในส่วนของค่าเสื่อมราคา แต่เกิดจากการที่ราคาตลาดของสินทรัพย์ที่เกิดจากการลงทุนพัฒนาแหล่งปิโตรเลียม (หลุมสำรวจ หลุมผลิต แท่นผลิต ฯลฯ) ที่ผมอธิบายในส่วนของค่าเสื่อมราคาฯ นั้น มีราคาเปลี่ยนแปลงลดลงมากกว่าความเสื่อมราคาเนื่องจากการใช้งาน สินทรัพย์ที่เรามีล้าสมัยแล้ว (ราคาตก) รวมถึงอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นจนมีผลกระทบต่อราคาสินทรัพย์ (กู้เงินมาสร้าง) ถ้าสมมติเราขายสินทรัพย์ (เช่น ขายกิจการ) จะทำให้ขายได้ในราคาต่ำกว่าต้นทุนจริงหลังหักค่าเสื่อมไปแล้ว ดังนั้นต้นทุนนี้คือต้นทุนแฝงในส่วนของ Finding Cost ด้วย

ที่ขาดไม่ได้อีกอันก็คือ

6. Petroleum Income Taxes (ภาษีเงินได้ปิโตรเลียม)

จะมากน้อยขึ้นอยู่รายได้สุทธิก่อนหักภาษีนั่นเอง และอัตราภาษีก็ขึ้นอยู่กับแต่ละประเทศที่ไปลงทุนด้วย

และการเอามาเทียบกับราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศที่นั้นยิ่งคนละส่วน เพราะ ราคาน้ำมันที่ขายแต่ละประเทศโครงสร้างนั้นต่างกัน

ช๊อคทำไม!! ในเมื่อพื้นที่สัมปทานไม่ได้เจอปิโตรเลียมทุกพื้นที่

โอ้ละหนอ Social Media จะโม้เหม็นบิดเบือนกล่าวอ้างถึงพื้นที่สัมปทานว่า เราได้นั้นได้มีพื้นที่กว้างขวาง มีการแจกสัมปทานไปแล้วทั่วประเทศ ผู้สัมปทานก็เป็นเจ้าของสิทธิ์ในพื้นที่นั้น ประโยคด้านบนเร้าใจยิ่งนัก คิดว่าเราจะเสียดินแดน แต่แท้จริงแล้วเป็นการเข้าใจผิดโดยสิ้นเชิง


แท้จริงแล้ว หลักกฎหมายไทย ทรัพยากรธรรมชาติที่อยู่ใต้ดิน ไม่ได้เป็นสมบัติของผู้หนึ่งผู้ใด เจ้าของที่ดินเป็นเพียงผู้ครอบครองและมีสิทธิใช้ประโยชน์บนพื้นดินเท่านั้น รัฐบาลในฐานะตัวแทนประชาชนมีหน้าที่บริหารจัดการทรัพยากรใต้ดินเพื่อประโยชน์ต่อประชาชนทั้งประเทศ โดยอาจมอบสิทธิให้เอกชนเข้าสำรวจหาและผลิตนำทรัพยากรขึ้นมาใช้พัฒนาประเทศ นอกจากการได้ใช้ประโยชน์จากทรัพยากรแล้ว รัฐยังมีรายได้จาก ค่าภาคหลวง และภาษีต่างๆ จากกิจการนั้นๆ ตาม กฎหมายเฉพาะของแต่ละประเภท เช่น เหมืองทองคำ ดีบุก ตะกั่ว แร่ต่างๆ น้ำบาดาล รวมถึง ปิโตรเลียม

กฎหมายปิโตรเลียม พระราชบัญญัติปิโตรเลียม พ.ศ. 2514 มาตรา 23 ความว่า " ปิโตรเลียมเป็นของรัฐ ผู้ใดสำรวจและผลิตปิโตรเลียมในที่ใดไม่ว่าที่นั้นเป็นของตนเองหรือบุคคลอื่น ต้องได้รับสัมปทาน " การขอสัมปทานให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และ เงื่อนไขที่กำหนดในกฎกระทรวง โดยแบบสัมปทานหรือสัญญาสัมปทานให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎกระทรวง

พระราชบัญญัติปิโตรเลียม พ.ศ. 2514 http://law.dmf.go.th/detail.php?lan=th&itm_no=I384142581
กฎกระทรวง http://law.dmf.go.th/sub_main.php?lan=th&main_no=M836391530

ประเทศไทยมีพื้นที่บนบกประมาณ 513,115 ตารางกิโลเมตร และมีพื้นที่ทางทะเลอีกประมาณ 350,000 ตารางกิโลเมตร รวมเป็นพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 863,115 ตารางกิโลเมตร จากการเปิดสัมปทานปิโตรเลียมไป 20 รอบ ออกแปลงสำรวจให้บริษัทน้ำมันไปกว่า 155 แปลง ปัจจุบันเหลือแปลงสำรวจที่ยังดำเนินงานอยู่ 54 แปลง มีพื้นที่สัมปทานรวม 90,154 ตารางกิโลเมตร คิดเป็นร้อยละ 10 ของพื้นที่ประเทศไทย (ไม่รวมแปลงและพื้นที่ บริเวณพื้นที่ทับซ้อน และ พื้นที่บริเวณภาคเหนือซึ่งอยู่ภายใต้การดำเนินงานของกรมการพลังงานทหาร)


ดังนั้น ข่าวหรือสื่อออนไลน์ต่างๆ ที่ออกมาและมีเจตนาชี้นำตามที่ได้กล่าวข้างต้น จึงไม่เป็นความจริง การได้รับสิทธิสำรวจมีขั้นตอนที่มาที่ไปเป็นลำดับ แม้จะมีการเปลี่ยนแปลงผู้รับสัมปทานหรือผู้ร่วมลงทุน ถ้าเป็นไปตามเงื่อนไขที่ข้อกฎหมายกำหนดไว้ ก็สามารถทำได้ และการได้รับสิทธิหลายแปลง บนพื้นที่หลายหมื่นตารางกิโลเมตร ย่อมหมายถึง ผู้รับสัมปทานจะต้องใช้จ่ายเงินลงทุนสำรวจมากขึ้นตามช่วงระยะเวลาและข้อผูกพันที่ได้ทำสัญญาไว้กับรัฐ แต่โอกาสที่จะค้นพบปิโตรเลียมในเชิงพาณิชย์นั้น ยังมีความไม่แน่นอนสูง ในขณะที่ผู้รับสัมปทานรายที่ได้รับการอนุมัติพื้นที่ผลิตไปเพราะได้ผ่านการลงทุนสำรวจ พบ และพิสูจน์ความคุ้มค่าในเชิงพาณิชย์มาแล้ว ซึ่งถ้าได้รับสิทธิในพื้นที่ผลิตมากย่อมมีแนวโน้มที่จะเป็นผู้ผลิตปิโตรเลียมรายใหญ่และมีรายได้แล้ว โดยเมื่อหักค่าใช้จ่ายเหลือเป็นกำไร ก็จะแบ่งกันระหว่างรัฐกับผู้รับสัมปทาน ภายใต้ระบบที่ได้ออกสัมปทานให้ไปในขณะนั้น



โต้กลับประเด็นที่คนบางกลุ่มเข้าใจเรื่องพลังงาน

อาทิตย์ที่ผ่านมาประเด็นพลังงาน ที่ร้อนแรงสุดคงหนีไม่พ้น มติ กพช. ที่ให้มีการประมูลแปลงที่สิ้นอายุลงของแหล่งก๊าซธรรมชาติของไทย มีหลายประเด็นที่น่าจะสับสน และ ยังไม่ได้รับการนำเสนอ

เมื่อหมดอายุสัมปทานตามกฎหมาย อุปกรณ์ต่างๆ รวมถึง แท่นขุดเจาะและเครื่องจักร ตลอดจนปิโตรเลียมที่เหลืออยู่จะต้องตกเป็นของรัฐ 100 เปอร์เซ็นต์ โดยที่รัฐไม่ต้องลงทุนทรัพย์สินเหล่านี้อีก ประเด็นนี้ถ้ามองในมุมของการเอาไปใช้ต่อต้องดูว่า ทรัพย์สินเหล่านี้ใช้ต่อคุ้มค่าหรือไม่ อย่าลืมว่า ทรัพย์สินเหล่านี้มีอายุการใช้งานและต้องมีการบำรุงรักษา หากส่งมอบให้รัฐ หรือหากบริษัทที่รับต่อไปแล้วไม่คุ้มค่า ผลสุดท้ายก็ต้องรื้อถอนออก ซึ่งต้องมีเงื่อนไขที่ชัดเจนในการจะเก็บหรือว่าจะรื้อถอน เพราะจะเป็นทั้งต้นทุนและสะท้อนถึงความต่อเนื่องของก๊าซที่จะผลิตออกมา

ประการถัดมา มีการเรียกร้องให้ใช้ระบบจ้างผลิต (อันนี้ทาง กพช ยังไม่ได้ข้อสรุป และระบบนี้หน้าตาเป็นอย่างไรก็ยังไม่มีใครทราบ ดีแต่เรียกร้องว่าอยากได้ระบบนี้) ระบบรับจ้างผลิต มักใช้กับประเทศในตะวันออกกลาง ที่มีแหล่งผลิตขนาดใหญ่ ความเสี่ยงต่ำ จูงใจให้เกิดการแข่งขัน แต่แหล่งเอราวัณและบงกช ที่เป็นแหล่งกระเปาะเล็กๆ ความเสี่ยงสูงกว่า หากใช้ระบบรับจ้างผลิต ก็จะมีเฉพาะรายเดิมที่เสนอตัวเข้ามา แต่รัฐต้องสร้างแรงจูงใจ ด้วยค่าจ้างที่สูงขึ้น (ต้องแลกด้วยปริมาณก๊าซจำนวนมาก และราคาสูง และให้เอกชนสามารถนำปริมาณสำรองมาบันทึกเป็นมูลค่าทางบัญชีหรือ book value ของบริษัทได้ด้วย) โดยจะขอยกกรณีของประเทศ โบลิเวีย

- โบลิเวียมีการเรียกร้องให้จัดเก็บผลประโยชน์ตอบแทนให้รัฐในอัตราที่สูงมากกว่าเดิมมากจาก 50% มาเป็น 82% ของมูลค่าปิโตรเลียมนั้น ทำให้ส่งผลต่อความสามารถในการกำไรจากการพัฒนาและผลิตก๊าซธรรมชาติของบางแหล่งที่ถูกค้นพบแล้วลดลง กล่าวคือทำให้มีต้นทุนสูงขึ้น บริษัทเอกชนได้ส่วนแบ่งน้อยลง ทำให้ปริมาณทรัพยากรบางส่วนไม่สามารถผลิตขึ้นมาให้คุ้มทุนได้แบบแต่ก่อน จึงถูกตัดออกไปไม่นับเป็นปริมาณสำรอง แต่ก๊าซส่วนนั้นก็ยังคงอยู่ใต้ดินไม่หายไปไหนแค่ผลิตขึ้นมาให้คุ้มค่าในเชิงพาณิชย์ไม่ได้เท่านั้น
- ประเทศโบลีเวียมีการพึ่งพาการส่งออกก๊าซธรรมชาติไปยังประเทศบราซิล และ ประเทศอาร์เจนติน่า เพราะยังคงมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อบริษัท Petrobas ของบราซิล และ Repsol-YPF ของสเปนและอาร์เจนติน่า ทำให้ยังคงมีการผลิตและส่งออกก๊าซธรรมชาติอยู่ตลอดมา ปริมาณสำรองส่วนที่ถูกผลิตออกไปก็จะลดลงไปเรื่อยๆ
- การที่รัฐบาลโมราเลสไปยึดสัมปทานเมื่อปี 2006 นั้น ทำให้บริษัทต่างชาติหมดความเชื่อมั่นและหมดความสนใจที่จะมาลงทุนในประเทศโบลีเวียอีกต่อไป โดยเฉพาะธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียม ทำให้ที่ผ่านมาโดยช่วงปี 2011 มีการสำรวจและขุดเจาะหลุมสำรวจปิโตรเลียมเพียงแค่ 1 หลุมเท่านั้น ในขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านอย่าง โคลอมเบียขุดเจาะหลุมสำรวจไป 61 หลุม บราซิล 300 หลุม อาร์เจนติน่า 600 หลุม จึงไม่ได้มีการค้นพบแหล่งก๊าซธรรมชาติแหล่งใหม่ๆ เพื่อทดแทนปริมาณสำรองที่ถูกผลิตออกไป
เรื่องราคา ก๊าซธรรมชาติเหลว(LNG) ที่ไปหยิบเอาราคาของ Henry Hub มาใช้ ซึ่งคิดว่าเป็นการเข้าใจผิด ถ้าจะหยิบราคาก๊าซที่ Henry Hub มาใช้ ต้องหาท่อต่อมาลงที่ประเทศไทยด้วย ไม่ใช่ไปหยิบราคาเอาแหล่งก๊าซที่ถูกที่สุดมานำเสนอ และไม่บอกด้วยว่า ประชาชนที่ใช้ราคา Herry Hub นั้น เค้าไม่ได้ใช้ราคาก๊าซถูกๆ ที่ปากหลุม เค้าใช้แพงกว่าราคาปากหลุมอยู่ 3-4 เท่า ส่วนประเทศไทยเรา ที่นำเข้ามาเพื่อผลิตไฟฟ้านั้น มีราคาต่ำกว่าก๊าซธรรมชาติในประเทศที่ได้จากระบบสัมปทานที่ใช้อยู่ ณ ปัจจุบัน ซึ่งไม่ทำให้ค่าไฟฟ้าแพงขึ้น ก็เป็นความจริงเฉพาะบางส่วน เท่านั้น เพราะการอ้างอิงราคาLNG ที่คปพ.อ้างถึง4-5เหรียญสหรัฐต่อล้านบีทียู นั้น เป็นราคาตลาดจร (Spot Market) ที่มีปริมาณจำกัดและเป็นราคาที่เกิดขึ้นเพียงบางช่วงบางตอนเท่านั้น ถ้าย้อนไปดูเมื่อ3-5ปีที่ผ่านมา LNG เคยขึ้นไปถึง 15 เหรียญสหรัฐต่อล้านบีทียู ซึ่งแพงกว่าก๊าซจากอ่าวไทยมาก ถามคปพ.ว่า ถ้าต้องนำเข้าLNG ประมาณปีละ7ล้านตัน เพื่อทดแทนก๊าซที่จะหายไปจากระบบ เราจะไปซื้อ LNG ราคาต่ำได้ที่ไหน ใครจะขายให้เรา และขายให้นานแค่ไหน และอย่างลืมว่า เราซื้อก๊าซธรรมชาติต้องใช้เงินสกุลดอลล่าห์ ยามที่ค่าเงินบาทอ่อนลง ก็ส่งผลให้ราคาก๊าซธรรมชาติแพงขึ้นด้วยเช่นกัน นอกจากนี้ก๊าซอ่าวไทย ยังเป็นก๊าซที่มีประโยชน์ต่ออุตสาหกรรมปิโตรเคมี ที่ช่วยขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจของประเทศ และทำให้รัฐมีรายได้จากค่าภาคหลวง และภาษีเงินได้ปิโตรเลียม ในขณะที่ LNG ไม่ได้สร้างประโยชน์ให้กับรัฐในส่วนนี้
ส่วนถัดมาเรื่อง บอกว่า คุณเข้าใจถูกแล้ว คนไทยมีความรู้ความสามารถ อย่าง ปตท.สผ. เป็นบริษัทของคนไทยที่มีความรู้ความสามารถในการสำรวจและผลิตปิโตรเลียม ทั้งในและต่างประเทศ ก็เป็นความจริงเพียงบางส่วนแต่ก็ต้องมองถึงเรื่องศักยภาพทางธรณีที่อยู่ใต้ดินมันต้องการทั้งความชำนาญในพื้นที่และความสามารถ มิเช่นนั้น ประเทศต่างๆ จะให้บริษัทต่างชาติมาร่วมทุนทำไม และการที่จะให้ ปตท.สผ. ต้องมาแบกรับความเสี่ยงจากการขุดเจาะสำรวจบริษัทเดียวมันออกจะเห็นแก่ตัวไปหน่อย (และถ้าทำได้จริง จะโดนหาว่าผูกขาดพลังงานเพิ่มเติมหรือไม่?)เพราะในข้อเท็จจริง ในอุตสาหกรรมสำรวจและผลิตปิโตรเลียมนั้น ปตท.สผ. ก็ไม่สามารถที่จะรับความเสี่ยงโดยถือหุ้น 100% โดยบทบาทของ ปตท.สผ. นั้นเป็นบทบาทของ Investor และ Operator โดยคุณเสนอมาอีกให้ตั้ง บรรษัทพลังงานแห่งชาติ (เสนอมาหลายรอบแล้ว ทั้งที่มีหน่วยงานอื่นที่ทำหน้าที่นี้ และปัญหาที่ต่อมาคือ ใคร ดูแล ดูแล อย่างไร ในเมื่อถ้ามี กฎหมาย ชัดเจน มีรูปแบบแล้ว กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติก็ดูแลอยู่ ไม่ทราบว่าจัดตั้งองค์กรใหม่ให้เปลืองงบประมาณทำไม หรืออยากมานั่งบริหาร?)

ประการสุดท้าย กรณีที่นายก กล่าวว่าประเทศเพื่อนบ้านมีราคาพลังงานถูกกว่าประเทศไทยนั้น เพราะมีเงินอุดหนุนในการตรึงราคาให้ต่ำกว่าความเป็นจริง ก็เป็นความเข้าใจที่ถูกต้องส่วนนึง และการที่บอกว่า มาเลเซียน้ำมันถูกเพราะมีรัฐวิสาหกิจอย่างปิโตรนาสอยู่ทำให้น้ำมันถูกก็ไม่ได้เป็นความจริง เพราะถ้าอยากให้น้ำมันถูกแบบประเทศเพื่อนบ้าน ก็ให้รัฐเอาเงินมาอุดหนุน รวมถึงการไม่จัดเก็บภาษีในสินค้าประเภทเชื้อเพลิง รวมไปถึงลดมาตรฐานน้ำมันลงให้เหมือนประเทศเพื่อนบ้าน (คราวนี้ไม่สนใจเรื่องสิ่งแวดล้อมกันแล้ว?) รวมถึงมาเลเซียสินค้าส่งออกคือประเภทสินค้าประเภทน้ำมัน ในปีที่ผ่านมา ราคาน้ำมันตกต่ำลง รัฐบาลมาเลเซียได้ลดงบการศึกษาลงแล้วด้วยซ้ำ

ดังนั้นแล้ว ยิ่งเวลานานล่าช้าออกไปเท่าใด อำนาจต่อรองของรัฐในการกำหนดท่าทีและเงื่อนไขของรัฐจะลดน้อยลง ต้องรอให้อัตราการผลิต/ลงทุนหายไปก่อนหรือไงจึงจะเชื่อว่าเราเข้าสู่วิกฤติ ด้านพลังงานก๊าซธรรมชาติแล้ว ส่วนกลุ่มคนบางส่วนจะพูดอะไรก็ได้โดยไม่ต้องรับผิดชอบอะไรกับคำพูดของตน ใช้วาทะโวหาร สร้างภาพชาตินิยมสุดโต่ง หากหลงตามพวกนี้ อนาคตประเทศก็คงจะขัดสนแร้นแค้น ถอยหลังลงคลองเหมือนเวเนซูเอล่า หรือโบลิเวีย เราต้องการให้เป็นแบบนั้นจริงๆ หรือ?

เสียงจากลูกหลานไทย ที่ยังห่วงคนไทย ต้องอ่านความรู้เรื่องพลังงานให้ดี

เสียงจากลูกหลานไทย ที่ยังห่วงคนไทย
// แม้ผมจะทำงานได้เงินเดือนเยอะ แต่ก็สงสารคนไทยหากยังเป็นเช่นนี้คนไทยไม่มีทางลืมตาอ้าปากได้อย่างแน่นอนครับ

ข้อความดังกล่าวอาจชวนให้เห็นใจแต่ถ้ามีความรู้พลังงานที่ดีน่าจะต้องเฉลียวใจเรื่องพลังงานบ้าง


คำถาม ผมทำงานในแท่นขุดน้ำมันกลางอ่าวไทย เงินเดือนดีมากๆ มากกว่าไปตะวันออกกลางเสียอีก มีฮ.มารับมาส่ง อยากได้อะไรแค่โทรไปอยากกินอะไรมีเรือเร็วมาส่งให้ทันทีแค่โทรไปบอกเท่านั้น บริษัทน้ำมันต่างชาติเขาช่างดูแลเราดีเหลือเกิน แต่ผมมารู้ทีหลังว่าค่าใช้จ่ายเหล่านี้บ.น้ำมันต่างชาติเอามาหักจากค่าสัมปทานที่จะให้ประเทศไทยได้ แสดงว่าค่าใช้จ่ายทั้งหมดแม้แต่เงินเดือนของผมมันก็คือเงินของคนไทย ไม่ใช่เงินของบริษัทน้ำมันต่างชาติ

คำตอบ ประเด็นด้านบนมั่วเสียเหลือเกิน การทำงานได้เงินเดือนเยอะจริงครับ เพราะมีความเสี่ยงสูง ห่างไกลลูกเมีย ต้องมีสภาพจิตใจที่ดีและร่างกายที่แข็งแรง เหมาะกับการทำงานในทะเล แต่สิ่งที่ทุยขาดคือการศึกษาในสิ่งที่ตนเองทำ การมองรอบ คนทำงานแบบคนโพสต์เบื้องต้นมองแคบมองแต่ในกะลาเอง และที่สำคัญอาจจะยังไม่รู้ว่า ในอุตสาหกรรมสำรวจและผลิตปิโตรเลียม ณ ขนาดนี้ เนื่องจากราคาน้ำมันดิบและการไม่สามารถเปิดให้มีการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมครั้งที่ 21 นั้น บริษัทที่ทำงานอยู่และบริษัทอื่นๆกำลังพิจารณาเอาคนออกเพื่อลด cost ซึ่งแนะนำเลย เอาน้องที่ทำงานอยู่ออกก่อนนะ แท่นจะได้เบาๆ ไม่มีภาระในจากคนที่ไม่มีความรู้เรื่องพลังงานมาโพสต์มั่ว


คำถาม ผมพึ่งมารู้ทีหลังว่าค่าสัมปทานพลังงานที่คืนให้คนไทยในฐานะเป็นเจ้าของทรัพยากร เป็นค่าสัมปทานที่ต่ำที่สุดในเอเซีย แทบจะเรียกว่าต่ำที่สุดในโลกแล้ว แท่นขุดเจาะในอ่าวไทยสี่ร้อยกว่าแท่นตั้งแต่ผมทำงานมาสิบกว่าปี ผมยังไม่เคยเห็นจนท.กระทรวงพลังงานลงมาดูแม้แต่ครั้งเดียว ผมทราบดีว่าทุกครั้งที่มีการส่งสินค้าออกนอกประเทศ ก็จะมีการเก็บภาษีส่งออก มีเจ้าหน้าที่กรมศุลกากรควบคุม แต่ผมแปลกใจมากที่เวลาเอาน้ำมันดิบที่คุณภาพดีที่สุดในโลก และคอนเดนเสสคุณภาพสุดยอดส่งออก ไม่มีเจ้าหน้าที่ทั้งกระทรวงพลังงานและกรมศุลการกรมาดูกันเลย เขาละเลยเรื่องนี้มาโดยตลอดแล้วเขาเอาตัวเลขมาจากที่ไหนไปรายงานเขาคิดภาษีกันยังไง เฉพาะแท่นขุดเจาะที่ผมทำงานอยู่ปริมาณน้ำมันดิบก็ไม่ได้มากมายเท่ากับแท่นที่อยู่ใกล้เคียงอีกหลายแท่น ผมลองคูณตัวเลขเป็นดอลล่าแล้วผมตกใจ กับสี่้ร้อยกว่าแท่นในอ่าวไทย คนไทยควรเป็นมหาเศรษฐีกันทุกคนแล้ว มันหายไปไหน... เวลาผมกลับบ้านนอกเมื่อเห็นคุณภาพชีวิตของญาติๆผม ผมว่าคนไทยควรรู้เรื่องนี้กันได้แล้ว

คำตอบ ประเด็นด้านบนมั่วเสียเหลือเกิน บอกว่าค่าสัมปทานต่ำสุดในเอเซีย เรื่องนี้ผมเลิกเถียงไปนานแล้ว เพราะคนทั่วไป เค้าก็รู้กันว่าผลประโยชน์ที่ประเทศได้รับ มีความเหมาะสมอยู่ในระดับกลางค่อนไปทางสูงเมื่อเทียบกับประเทศต่างๆทั่วโลก

ลองไปดูนะ ประเทศที่เก็บกว่าร้อยละ 90 อย่างกัมพูชา ปัจจุบันยังไม่ได้เงินสักแดงเดียว เพราะอะไรหรอ เพราะยังหาไม่เจอ ดังนั้นนะ การจะตั้งอะไร เก็บเท่าไหร่ มันต้องสะท้อนศักยภาพของตัวเองด้วย
เหมือนทุยไง มูลค่าต่ำมาก อย่าให้เจอนะดีดหูและเชิญออกเลยครับ

บอกว่ามีแท่นในอ่าวไทย 400 กว่าแท่นและทุยทำงานมากว่า10ปี ไม่เคยเจอเจ้าหน้าทีกระทรวงพลังงานเลย เออ ทุยพี่จะบอกอะไรให้นะ การทำงานทุกอย่างทำภายใต้ กม ภายใต้ข้อกำหนด ภายใต้เทคโนโลยีที่ทันสมัย ดังนั้นไม่มีความจำเป็นเลย ที่กระทรวงพลังงาน โดยกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติที่มีระบบตรวจสอบที่รัดกุม แน่นหนา ถูกต้อง แม่นยำ จะต้องลงไปทุกแท่น อย่างที่ทุยต้องการ แต่ถ้าจะไปแท่นจริงๆคงไปเอาทุยออกจากปลักที่แท่นนะครับ ถ้าทุยอยากให้ไปหาก็ติดต่อมานะครับ แล้วเจอกัน

บอกว่าน้ำมันดิบและคอนเดนเสทที่ดีที่สุดในโลกถูกส่งออกนั้น ยอมรับว่าจริงนะทุย แต่ทุกๆหยดที่ส่งออก เราทราบปริมาณ คุณภาพ และราคาที่เหมาะสมตามตลาดโลก มีการเก็บภาษีและค่าภาคหลวงที่ถูกต้อง ครบถ้วน ซึ่งพี่ก็เข้าใจนะว่าทึยอาจจะไม่รู้ เพราะว่ามันเกินสติปัญญาของทุย แต่ถ้าอยากทราบ ปริมาณ คุณภาพ ราคา เงินที่จัดเก็บได้ ไปดูนะใน website www.dmf.go.th ลองเข้าไปดูนะจะได้เลิกโง่นะ อายเค้า

พื้นฐานที่ว่า 400 กว่าแท่นผลิตเยอะแยะ คิดเป็นเงินมหาศาลตาม เม็ดก้อนสมองนั้น อันนี้ก็เหมือนเดิม อยากให้ไปดูใน website ข้างบนนะ อย่ามโน

สุดท้ายถ้าทุยอยากพัฒนาบ้านเกิด พัฒนาประเทศ ก็ง่ายนิดเดียว ขอให้คนที่ทำงานแล้วมาโมเมว่าอยู่ในวงการสำรวจและผลิตปิโตรเลียม ช่วยหาข้อเท็จจริงและพูดความจริงออกมาเถอะ อย่าทุบหม้อข้าวตัวเองด้วยข้อมูลจากพวกบิดเบือน

สาธุ