Showing posts with label เวเนซูเอล่า. Show all posts
Showing posts with label เวเนซูเอล่า. Show all posts

บรรษัทพลังงานแห่งชาติ: สำเร็จ หรือ ล้มเหลว?

บรรษัทพลังงานแห่งชาติ: สำเร็จ หรือ ล้มเหลว?



ประเด็นปัญหาเรื่องการจัดตั้งบรรษัทพลังงานแห่งชาติยังคงเป็นประเด็นโต้เถียงกันอยู่ในเวลานี้ ตั้งแต่ในสื่อสังคม

ออนไลน์ไปจนถึงสภาหินอ่อน (สนช.) ถึงความเหมาะสมในการจัดตั้งและประสิทธิภาพในการบริหารงานขององค์กรดังกล่าว

ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยก็มักจะยกเอากรณีตัวอย่างบริษัทพลังงานแห่งชาติของเวเนซูเอล่า (Petroleos de Venezuela S.A. หรือ PDVSA)ที่มีการบริหารงานอย่างไร้ประสิทธิภาพและมีการคอร์รัปชั่นจนมีหนี้สินมหาศาล และผลิตน้ำมันได้น้อยลงเรื่อยๆ เพราะขาดเงินทุนและเทคโนโลยีในการผลิตและปรับปรุงคุณภาพน้ำมันดิบชนิดหนักจากแหล่งผลิตในประเทศ จนต้องนำเข้าน้ำมันดิบจากต่างประเทศมาผสมกับน้ำมันดิบในประเทศ ขึ้นมาชี้ให้เห็นถึงความล้มเหลวของบริษัทพลังงานแห่งชาติ และนโยบายพลังงานแบบประชานิยมของรัฐบาลสังคมนิยมของอดีตประธานาธิบดี ฮิวโก ชาเวซ ที่ต่อเนื่องมาจนถึงประธานาธิบดีคนปัจจุบัน นิโคลาส มาดูโร ที่สืบทอดนโยบายนี้มาอย่างสุดกู่

โดยทั้งสองรัฐบาลได้ดำเนินนโยบายบีบบังคับซื้อคืน (ในราคาถูก) หรือยกเลิก (ยึดคืน) สัมปทานการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมจากบริษัทน้ำมันข้ามชาติมาให้บริษัทพลังงานแห่งชาติเป็นผู้ดำเนินการแทน เพื่อสนองนโยบายขายน้ำมันในราคาถูกๆให้กับประชาชน (ราคาน้ำมันเบนซินถูกที่สุดในโลก) และขายน้ำมันดิบในราคาถูกกว่าราคาตลาดให้กับประเทศพันธมิตรในค่ายสังคมนิยมด้วยกัน เช่น ประเทศคิวบา เป็นต้น

ด้วยนโยบายสังคมประชานิยม (Socio-Populism) ดังกล่าว ประกอบกับความไร้ประสิทธิภาพในการบริหารและการแทรกแซงทางการเมือง ตลอดจนสถานการณ์ตลาดน้ำมันที่ราคาลดต่ำลงอย่างถล่มทลายเป็นเวลากว่าสองปี ทำให้ประเทศเวเนซูเอล่าตกอยู่ในสภาพเกือบล้มละลาย และต้องยอมทำสัญญาขายน้ำมันดิบล่วงหน้าให้กับจีนเพื่อแลกกับเงินกู้จำนวน 50,000 ล้านเหรียญ ซึ่งเท่ากับว่าขณะนี้เวเนซูเอล่าได้ใกล้จะสูญเสียอธิปไตยด้านพลังงานไปแล้ว เพราะเวเนซูเอล่าจะไม่เหลือน้ำมันไว้ขายให้ลูกค้ารายอื่นอีกต่อไป เนื่องจากราคาน้ำมันขณะนี้ตกต่ำลงมาก เวเนซูเอล่าจึงต้องชดใช้หนี้ด้วยน้ำมันในปริมาณที่สูงขึ้น

เรื่องนี้ พอฝ่ายคัดค้านบรรษัทฯยกตัวอย่างเวเนซูเอล่าโมเดลขึ้นมาชี้ให้เห็นถึงความล้มเหลวของบรรษัทพลังงานแห่งชาติ
ฝ่ายสนับสนุนฯซึ่งเคยพูดถึงเวเนซูเอล่าด้วยความชื่นชมมาก่อน ก็เลี่ยงไปกล่าวว่า ความล้มเหลวดังกล่าวไม่ได้เกิดจากตัวบริษัทพลังงานแห่งชาติ แต่เกิดจากนโยบายที่ผิดพลาดของรัฐบาลและการแทรกแซงจากภายนอกประเทศ และโต้แย้งว่าทำไมยกตัวอย่างแต่เวเนซูเอล่าที่ล้มเหลว ตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จอย่างบริษัทเปโตรนาสของมาเลเซีย ทำไมไม่พูดถึงบ้าง เพราะเปโตรนาสส่งเงินเข้ารัฐถึง 40% ของรายได้ของรัฐบาล บริหารกิจการได้อย่างดี มีธรรมาภิบาล จนขยายกิจการไปได้ทั่วโลก และสามารถทำให้ราคาน้ำมันในประเทศมีราคาถูกกว่าประเทศไทยอีกด้วย

ในกรณีของมาเลเซียนั้น ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับบรรษัทฯก็บอกว่า ตามโมเดลของมาเลเซีย บริษัทเปโตรนาสนั้นไม่ใช่บริษัทน้ำมันแห่งชาติธรรมดา แต่ทำหน้าที่เป็นผู้กำกับดูแล (Regulator) และผู้ดำเนินการ (Operator) ไปด้วยในเวลาเดียวกัน

ถ้าเปรียบเทียบกับประเทศไทย ก็เปรียบเสมือนรวมเอากรมเชื้อเพลิงธรรมชาติและบริษัทปตท.เข้ามาอยู่ในหน่วยงานเดียวกัน แล้วไปขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรีเลย

ดังนั้นกำไรของเปโตรนาสจึงสูงกว่า ปตท.มาก เพราะมีรายได้จากค่าภาคหลวงและส่วนแบ่งรายได้ของรัฐจากแหล่งปิโตรเลียมมารวมด้วย (ในขณะที่ของไทยแยกออกเป็นสองหน่วยงาน รายได้ก็แยกกัน) และด้วยรายได้ที่สูงมาก ประกอบกับไม่มีหน่วยงานใดสามารถเข้าไปตรวจสอบบัญชีของเปโตรนาสได้ เพราะขึ้นตรงกับนายกฯ ความเสียหายใดๆที่เกิดขึ้นจึงยังถูกกลบเอาไว้ได้ ไม่ได้หมายความว่าไม่มีความเสียหายเกิดขึ้นจากการบริหารงาน เพราะก็มีข่าวการลงทุนที่ผิดพลาดของบริษัทเปโตรนาสเล็ดรอดออกมาเป็นประจำ เช่นการไปลงทุนในโครงการรถยนต์แห่งชาติของมาเลเซีย และโครงการขนาดใหญ่อื่นๆ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการลงทุนตามความต้องการทางการเมือง แต่ที่ไม่เป็นข่าวเพราะตรวจสอบไม่ได้ เนื่องจากขึ้นอยู่กับนายกรัฐมนตรีโดยตรง และล่าสุดเปโตรนาสก็เผชิญกับปัญหาราคาน้ำมันตกต่ำเช่นกัน จนต้องยอมเลิกอุดหนุนราคาน้ำมัน และส่งกำไรให้รัฐลดลงจาก 40% ของรายได้รัฐเหลือเพียง 20% เท่านั้น
ส่วนเรื่องการบริหารงาน ความโปร่งใส และความมีธรรมาภิบาลนั้น เปโตรนาสก็ใช่ว่าจะไม่มีข้อครหาเสียทีเดียว แต่ก็มีกรณีที่เข้าไปพัวพันกับกองทุน 1-MDB ที่ก่อตั้งโดยนายกฯมาเลเซียที่ถูกกล่าวหาว่าทุจริต และยังมีกรณีที่เข้าไปพัวพันกับการทุจริตให้สินบนของบริษัท Unaoil รวมทั้งยังมีกรณีที่สมาชิกสภาผุ้แทนราษฎรของมาเลเซียออกมาเรียกร้องให้มีการแก้ไขกฏหมายปิโตรเลียมปี 1974 ให้อำนาจสตง.เข้าไปตรวจสอบบัญชีของเปโตรนาสได้ เพราะทุกวันนี้มีแต่นายกฯคนเดียวเท่านั้นที่มีสิทธ์เข้าถึงบัญชีและรายงานของผู้ตรวจสอบภายในของเปโตรนาสได้ ซึ่งก็แสดงถึงความไม่โปร่งใส และไม่มีธรรมาภิบาลในการบริหารอยู่แล้ว

สรุปก็คือ เรื่องบรรษัทพลังงานนี้ก็คงต้องเถียงกันไปอีกนานละครับว่าจะตั้งดีหรือไม่ดี ตั้งแล้วจะสำเร็จหรือล้มเหลว และด้วยผลประโยชน์มหาศาล จะกลายเป็นแหล่งแสวงหาประโยชน์จากหลายฝ่ายหรือไม่ ซึ่งก็คงเป็นเรื่องที่ต้องไปคิดกันให้ดี แต่ในความเห็นของผม หน่วยงานใดที่ตั้งขึ้นมาแล้วมีอำนาจมาก ผูกขาดการบริหาร ตรวจสอบไม่ได้หรือตรวจสอบได้ยาก และปล่อยให้ฝ่ายการเมืองแทรกแซงได้
หน่วยงานนั้นก็เสี่ยงต่อการทุจริตทั้งนั้นแหละครับ !!!

ที่มา มนูญ ศิริวรรณ บรรษัทพลังงานแห่งชาติ: สำเร็จ หรือ ล้มเหลว?

หายนะของเวเนฯจากการทวงคืนพลังงาน

หายนะของVenezuela.......(9 กรกฎาคม 2559)
มันเริ่มมาจาก....."ทวงคืนพลังงาน"นี่แหละครับ




จากประเทศที่มีปริมาณน้ำมันดิบสำรองที่พิสูจน์แล้ว(Proven Reserve)มากที่สุดในโลก โดยมีถึง 297,740 ล้านบาร์เรล (ซาอุเป็นอันดับสอง มี 268,350 ล้าน) ซึ่งถ้าคิดตามกำลังผลิตปัจจุบัน(วันละ 2.2 ล้านบาร์เรล) เท่ากับว่ามีProven Reserve ใช้ได้ไปถึง 330 ปีเลยทีเดียว (นี่ขนาดยังไม่นับpossible & probable reserveอีกนะครับ) ...ถามว่าเค้าจะเก็บเอาไว้ให้ลูกหลานโดยไม่ยอมเชื่อตามคนอื่น ว่าโลกจะเลิกใช้น้ำมันเป็นแหล่งพลังงานหลักภายในไม่กี่สิบปีนี้ยังงั้นหรือ ...เปล่าหรอกครับ ที่เค้าไม่ผลิตมากๆก็เพราะไม่มีศักยภาพ ไม่มีเทคโนโลยี่ ไม่มีการลงทุน และไม่มีประสิทธิภาพ(ทำให้ต้นทุนจะแซงราคาน้ำมันอยู่แล้ว)

...รับรองว่าในร้อยปีข้างหน้าลูกหลานต้องมาก่นด่าว่า"มึงเก็บไอ้โคลนเหลวๆไร้ค่าพวกนี้ไว้ให้กูทำไม"
ย้อนหลังไปเมื่อเพียงแค่ไม่กี่สิบปีก่อน ...เมื่อนำ้มันกลายเป็นแหล่งพลังงานที่สำคัญที่สุดแซงถ่านหิน เวเนซูเอล่าได้เป็นตัวตั้งตัวตีร่วมกับอีกสี่ประเทศอาหรับจัดตั้งOPECขึ้นมาในปี 1960 และร่วมมือสร้างOil Embargo ทำให้เกิดวิกฤติราคานำ้มัน(Oil Shocks)ขึ้นสองช่วง(1973-74 และ1979-80) ราคานำ้มันตลาดโลกขึ้นจาก $3/bbl เป็นเกือบ $40/bbl ปั่นป่วนไปทั่วโลก แต่ประเทศผู้ผลิตนำ้มันส่งออกกลายเป็นประเทศร่ำรวยกันเป็นแถว

สำหรับเวเนซูเอล่า ...ในช่วงต้นทศวรรษ 1970s เคยผลิตปิโตรเลียมได้ถึงวันละ 3.8 ล้านบาร์เรลเท่าๆกับซาอุดิอาราเบีย และจากการที่ราคานำ้มันเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้รายได้ประชาชาติต่อคนเพิ่มพรวดเกือบห้าเท่าตัวจาก $920 ในปี1970 มาเป็น $4,375 ในปี1980 กลายเป็นประเทศพัฒนาแล้ว และร่ำรวยที่สุดในอเมริกาใต้เลยทีเดียว (ปี1980 ไทยมี GDP $682/คน บราซิลมี $1,923)

พอร่ำรวยก็เริ่มเหิมเกริม เกิดกระบวนการ"ทวงคืนพลังงาน" โดยในปี1976 ประธานาธิบดี Carlos Andre Perez ก็ได้จัดตั้ง "บรรษัทพลังงานแห่งชาติเวเนซูเอลา" Petróleos de Venezuela, S.A. (PDVSA) ขึ้นแล้วเริ่มยึดคืนกิจการน้ำมันจากทุนพลังงาน โดยเฉพาะจากต่างชาติ ให้รัฐเข้าเป็นเจ้าของและก็เป็นผู้บริหารเองทั้งหมด ซึ่งในระยะแรกๆก็ยังใช้ระบบและผู้บริหารชาวเวเนฯที่เดิมเคยทำงานให้กับบริษัทน้ำมันข้ามชาติทั้งหลายบริหารต่อไป ทำให้ประสิทธิภาพต่างๆ ก็ยังพอไปได้ดีอยู่

แต่พอนานๆเข้าก็เหมือน"รัฐวิสาหกิจ"ทั้งหลายในแทบทุกแห่ง ที่ประสิทธิภาพไม่ใช่เป้าหมายสำคัญ มีการเพิ่มคนที่เป็นพรรคพวกเข้าไปเยอะแยะ(มีข่าวว่ายุคชาเวซมีการเอาพวกNGOsเข้าไปทำงานในPDVSAเพื่อกินเงินเดือนเยอะเลย) การลงทุนมีน้อยและไม่ได้ผล ต้นทุนการผลิตเลยสูงขึ้นๆ ในขณะที่ผลผลิตลดลง ...มีรายงานการศึกษาว่าจากเดิมช่วง1976-1992 PDVSAเคยมีต้นทุนแค่ 21% นำเงินส่งรัฐสูงถึง79%ของรายได้ แต่พอมาช่วง1993-2000 ต้นทุนกลับพุ่งสูงถึง64% เหลือเงินให้รัฐแค่36% ทั้งๆที่ราคานำมันเฉลี่ยสูงขึ้นตั้งเยอะ ...นี่แหละครับ"บรรษัทพลังงานแห่งชาติ"PDVSAที่เคยเป็นต้นแบบของนักทวงคืนชาวไทย

พอนักสังคมนิยมเต็มตัว Hugo Chavez ขึ้นเป็นประธานาธิบดีในช่วง 1999-2013 เวเนซูเอล่าก็กลายเป็นสังคมนิยมเต็มตัวตามแบบอย่างลูกพี่ใหญ่ ฟิเดล คาสโตรแห่งคิวบา รัฐยึดกิจการอื่นๆมาทำเองมากมาย และใช้รายได้จากนำ้มันทำโครงการประชานิยมต่างๆ รวมทั้งอุดหนุนราคาน้ำมันให้ประชาชนใช้ลิตรละไม่ถึง 5 บาท จนชาเวซได้รับความนิยมสูงสุดได้รับเลือกตั้งใหม่ด้วยคะแนนร่วม60% อีกสามครั้ง จนตายคาตำแหน่งด้วยวัยเพียง58ปี

ในช่วง2002 พนักงานPDVSAที่ทนการแทรกแซงไม่ไหว ประท้วงหยุดงานร่วมสองเดือน แต่ในที่สุดรัฐบาลก็ชนะ และChavez ก็เลยไล่พนักงานออก 19,000คน แล้วแทนที่โดยพวกสมุนที่จงรักภักดีที่มีNGOsปนอยู่ไม่น้อย และนั่นก็เลยทำให้ประสิทธิภาพยิ่งเสื่อมลงๆ

มาถึงวันนี้ จากการที่บริหารอย่างไม่มีประสิทธิภาพ ขาดเทคโนโลยี่ ไม่มีการลงทุนที่เหมาะสม การผลิตน้ำมันที่เป็นแหล่งรายได้สำคัญที่สุดของประเทศตกตำ่ลงมากและต้นทุนสูงมาก เวเนซูเอล่าผลิตนำ้มันได้เพียงวันละ2.2ล้านบาร์เรล(จากแผนที่เคยประกาศว่าจะผลิต 5 ล้าน/วัน) ทั้งๆที่มีปริมาณสำรองล้นเหลือ และเคยผลิตได้ถึง 3.5 ล้านต่อวันเมื่อ1970 (ซาอุที่เคยผลิตเท่ากันเมื่อสี่สิบปีก่อน วันนี้ผลิตวันละ 10.0ล้าน ...นี่แบบยั้งๆเกรงใจตลาดแล้วนะครับ)

สำหรับเศรษฐกิจทั้งระบบยิ่งไม่ต้องพูดถึง ทุกอย่างหยุดชะงัก เงินสำรองต่างประเทศเกลี้ยงคลัง ไม่สามารถจ่ายค่าสินค้านำเข้า ค่าเงินลดฮวบฮาบ จากที่เคยเป็นแค่ 6.3VEF ต่อ1USD เมื่อ5ปีก่อน ตอนนี้ซื้อขายกันในตลาดมืดถึง1,000VEFต่อ1USD เงินเฟ้อปีละหลายร้อยเปอร์เซนต์ เศรษฐกิจติดลบไปร่วม10%ในสองปี ...ที่แย่กว่าก็คือ สินค้าอุปโภคบริโภค ทั้งยารักษาโรค ขาดแคลนสุดๆ ประชาชนต้องอดอยากลำบากแสนสาหัส เกิดจลาจลแย่งอาหารกันไปทั่ว

นี่แหละครับ เริ่มต้นจาก. ...ทวงคืนพลังงาน ...บรรษัทพลังงานแห่งชาติ. ...เอาคนไม่เป็นมาบริหาร 

...สังคมนิยม. ...ประชานิยม สุดท้ายมันก็พัง กลายเป็น"ประเทศที่ล้มเหลว" Failed Nation สมบูรณ์แบบ
แต่คงไม่เป็นไรกระมังครับ ถ้าเค้าเรียกร้องทวงคืนพลังงาน ตั้ง"บรรษัทพลังงานแห่งชาติ"สำเร็จ ในระยะสั้นคงยังไม่มีปัญหา อย่างน้อยเค้าก็ต้องพยายามลดราคานำ้มันเอาใจกองเชียร์ ทำให้เราได้ใช้ของถูกไปด้วย อย่างเวเนซูเอล่า กว่าจะพังพาบก็ยื้อไปได้ตั้งสี่สิบปี(แต่อย่าลืมว่าเค้ามีสำรองสามร้อยปี ของเรามีแค่เจ็ดปีนาครับ) ถ้าไทยยื้อได้สี่สิบปี ตอนนั้นผมก็อายุร้อยสอง คงไม่เดือดร้อนมากถ้าจะต้องอดตายหรือขาดยารักษาในตอนนั้น ก็ขอให้ลูกหลานโชคดีก็แล้วกันนะครับ



ที่มา Banyong Pongpanich หายนะของเวเนฯจากการทวงคืนพลังงาน